*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 262075
  • จำนวนผู้โหวต : 174
  • ส่ง msg :
  • โหวต 174 คน
<< กันยายน 2017 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 2 กันยายน 2560
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1183 , 10:05:54 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน แม่น้องปลื้ม , february26 และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

สองวันก่อน อ่านเจอพาดหัวข่าว ความว่า คุณสรยุทธเครียดขออ่านหนังสือธรรมะ

เห็นหัวข่าวนี้แล้วก็มานั่งพิจารณาดูชีวิตของอีกหลายๆคน ทบทวนถึงชีวิตตนเองที่ผ่านมา ก็ไม่ต่างอะไรกับคุณสรยุทธ  บางคนเข้าวัดเพราะมีปัญหาครอบครัว บางคนไปบวชเพื่อหลบหนี หรือเยียวยาแผลใจ ผมก็อ่านหนังสือธรรมะยามที่ประสบปัญหา ตอนไม่มีปัญหาก็ไม่เคยคิดแตะต้อง

คำถามคือ 1.ทำไม เราเข้าหาธรรมะ เฉพาะเมื่อตอนเรามีทุกข์?

                2. ทำไมตอนเรามีความสุข มีเงินทอง มีชื่อเสียง ขณะกำลังทานอาหารที่อร่อย ได้แต่ข่าวดีๆ ได้ไปเที่ยวที่ๆอยากไป ตอนนั้นเราทำไมไม่เข้าหาธรรมะ

                3.ธรรมะคืออะไร ? คือหนังสือ คือวัด  คือพระอาจารย์ดังๆ คือพระพุทธรูป  คือ ฯลฯ

             4.ธรรมะอยู่ที่ไหน?   ที่วัด  ที่สถานปฏิบัติธรรม ที่วิหารที่วิจิตรงดงาม ฯลฯ

คำถามทั้ง 4 ข้อ ตอบรวมกันได้ว่า เรายังไม่เข้าใจความหมายของคำว่าทุกข์ เมื่อไม่เข้าใจคำว่าทุกข์ เราจึงตีราคาของคำว่า ทุกข์กับ สุข เป็นคนละราคา เป็นคนละฟากฝั่ง

ทุกข์คือสภาวะที่ทนอยู่ได้ยาก คือไม่สามารถทนอยู่สภาพนั้นได้ตลอด เพราะปัจจัยที่มาประกอบ

ดังนั้น ทุกสิ่งในจักรวาลนี้ จึงเป็นทุกข์ เช่นดวงอาทิตย์เป็นทุกข์ ก้อนหินเป็นทุกข์ ร่างกายคนเราเป็นทุกข์

นี่คือ ทุกข์ในไตรลักษณ์ ที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 

การอยู่สภาพเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงจากปัจจัย คือ ทุกขัง

การที่ต้องแปรปรวนไป เนื่องจากปัจจัย คือ อนิจจัง

การมีปัจจัยหนึ่งแล้วต้องเป็นไปตามนั้น จะบังคับไม่ได้ คือ อนัตตา เช่น ไฮโดรเจน สองโมเลกุล รวมกับออกซิเจน หนึ่งโมเลกุล ก็ต้องกลายเป็นน้ำ จะกลายเป็นอย่างอื่นหรือบังคับให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้

เมื่อมาสนใจเฉพาะที่ร่างกายคนเรา  คนเรานั้นเกิดมาเพื่อความอยู่รอด จึงมีระบบประสาทแยกแยะอะไรที่ก่อให้เกิดความสบายมากสบายน้อย ทำให้จิตใจเราจดจำและปรุงแต่งเรื่องราวสัมผัสทั้งหลายที่รับเข้ามาว่าสิ่งไหน ทำให้เรา สบาย  นี่คือความหมายของคำว่า เวทนา

เวทนานี้ไม่ใช่ความหมายแบบภาษาไทย ดังเช่น สมเพชเวทนา  ไม่ใช่ความหมายนี้

แต่เวทนา หมายถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น ยามที่เราเปิดการรับรู้สิ่งแวดล้อมภายนอกเข้ามา อะไรที่ทำให้เราสบาย คือร่างกายสบาย ก็พาจิตใจสบายไปด้วย

นี่คือ ต้นตอของความหมาย คำว่า สุขเวทนา

อะไรที่ทำให้ร่างกายเราไม่สบาย จิตใจไม่สบาย

นี่คือ ต้นตอของความหมาย คำว่า ทุกขเวทนา

ทั้งสุขเวทนา และ ทุกเวทนา จึงมาจากรากเหง้าเดียวกัน คือ ทุกข์

จึงมีภิกษุณีรูปหนึ่ง กล่าวว่า โลกประกอบด้วยทุกข์ นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอย่างอื่น

ถ้าเราอ่านตรงนี้ เราคงนึกในใจว่า ทำไมท่านถึงมองโลกในแง่ลบแบบนี้

ถึงตอนนี้คงเข้าใจว่า ที่ท่านพูดนั้น คือความจริง

สุขเวทนา  และ ทุกขเวทนา จึงเป็นสิ่งที่คนเราให้คุณค่า ความหมาย แตกต่างกัน ให้ราคาแตกต่างกัน

ดังนั้นยามที่คนเรา ประสบ ทุกขเวทนา ตามที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น เราจึงมองหาธรรมะ ไม่ว่าจากหนังสือ จากวัด จากพระอาจารย์ เพราะว่าหวังพึ่งพิง สิ่งที่อยู่ภายนอกนี้ ว่าจะพาเราพ้นไปจากทุกเวทนานี้ได้

ในเบื้องต้น เป็นสิ่งที่พอบรรเทาได้ อย่างน้อยได้อ่านได้ฟัง ได้เห็น ความจริงบางด้าน บางตอนเช่นหนังสือ คำสอนพระอาจารย์ สวดมนต์  ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง

แต่ท้ายที่สุดนี้ ธรรมะจริงๆ มันอยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น เราต้องค้นหาให้เจอ กายและใจนี้เท่านั้น ใช้สติ ฝึกสติ  ไม่ต้องไปวิ่งหาที่ไหนให้เสียเวลา

การที่จะศึกษา เรื่องธรรมะ เรื่องกิเลส  ไม่ต้องไปศึกษาที่คนอื่น ตัวเรามีเยอะมากๆ ที่ให้ได้เรียนรู้ เป็นห้องสมุด ขนาดใหญ่ เพียงแต่ว่า ทุกผู้คนมักปล่อยทิ้ง ไปศึกษาที่ภายนอก 

วิ่งหาความสุขภายนอก ได้สมหวัง ก็ สุขเวทนา และใฝ่ฝันอยากให้มันคงทนตลอดกาล  ไม่ได้ก็ผิดหวัง ทุกขเวทนา  ยิ่งไม่ปล่อยไม่คลายการยึดมั่นถือมั่น ก็ยิ่ง ทุกขเวทนามากทวีคูณ

 เหมือนคนเดินทาง ก็วิ่งข้ามไปข้ามมาสองข้างทาง อยากได้สิ่งนี้มากๆ เมื่อได้ ก็สุขเวทนา พออยู่ไปนานๆ ชักเบื่อ สิ่งที่เคยให้สุขเวทนา ก็กลายเป็นทุกขเวทนา

ยามใดที่เราเห็นว่า ทั้ง สุขเวทนา และ ทุกขเวทนา มาจากพ่อแม่เดียวกัน มีราคาเท่ากัน เราจะเลิกวิ่งตามเมื่อนั้นเราจะเดินทางที่เป็นทางสายกลาง ที่เป็นความสงบ อย่างแท้จริง

กายกับใจเป็นสิ่งที่เนื่องกัน พอพูดถึง ทุกขเวทนาทางใจของคุณสรยุทธ ก็มานึกถึงร่างกายเรานี้ ยามที่เราไม่ป่วยไข้ ปกติดี เราก็ไม่เคยคิดที่จะดูแลร่างกายตนเอง ทานอาหารที่ถูกต้อง ออกกำลังกายที่ถูกต้อง

เพราะเรามี สุขเวทนาทางกาย เราเลยลืม

พอเจ็บไข้ได้ป่วย คราวนี้ก็มาหาความรู้ หาอาหาร ที่จะมาช่วยเยียวยาตนเอง ให้หายจากทุกขเวทนา

ก็ไม่ต่างอะไรกับตอนไม่ทุกข์ใจ ไม่อ่านธรรมะ พอเจอทุกข์ใจ เรียกหาหนังสือธรรมะ

เหมือนกันทุกประการ ในเรื่องกายและใจนี้

ถ้าการต้องติดคุก สิบสามปีของคุณสรยุทธ ทำให้ต้องหันเข้าหาธรรมะ ด้วยการอ่านให้เข้าใจ และต้องปฏิบัติที่ตน จนตนเห็นเองรู้เอง เป็นปัจจัตตัง ไม่ต้องบอกผู้อื่น ไม่ต้องให้ผู้อื่นบอก นับเป็นความคุ้มค่ามหาศาลที่คนภายนอก ที่เป็นอิสระอย่างผมและอีกหลายๆคน ไม่สามารถทำได้

การติดคุกจึงเป็นเพียง การขังร่างกายเท่านั้น แต่ใจเป็นอิสระไม่ถูกขัง ก่อนเข้าคุกใจมืด พอเข้าไปอยู่ในคุกใจอาจสว่างขึ้นก็ได้ ถ้าตนเองเข้าใจความหมายได้ถูกต้อง

ในขณะที่คนภายนอกที่ยังไม่เข้าหาธรรมะ จึงเหมือนคนที่ใจถูกขัง มีเพียงกายที่อิสระเท่านั้น อาจจะมืดอยู่ และอาจมืดไปตลอดกาล จนชีวิตหาไม่

อตฺตานญฺเจ ปิยํ  ชญฺญา        รกฺเขยฺย  นํ   สุรกฺขิตํ

ติณฺณํ   อญฺญตรํ  ยามํ          ปฏิชคฺเคยฺย  ปณฺฑิโต.

ถ้าบุคคลรู้ว่าตนเป็นที่รัก   ก็ควรรักษาตนนั้นไว้ให้ดี

บัณฑิตพึงประคับประคองตนไว้ให้ได้

อย่างน้อยยามใดยามหนึ่งในสามยาม

ขุ.ธ.(แปล) ๒๕/๑๕๗/๘๑

เป็นคาถาหนึ่งในธรรมบท ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับ โพธิราชกุมาร ความว่า ถ้าเรารักตนเอง ก็ควรทำตนให้ดี ชีวิตที่เกิดมา ตั้งแต่เด็ก สู่ผู้ใหญ่ สู่วัยชรา ควรที่จะเข้าใจในธรรม เพื่อความสวัสดีแก่ชีวิตตนเอง อย่างน้อยช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต  อย่าให้มีชีวิตที่เกิดมาแล้วตายไปเปล่าๆโดยไม่รู้อะไร

บางคนบรรลุธรรมตั้งแต่เด็ก บางคนบรรลุตอนเป็นผู้ใหญ่ บางคนบรรลุวัยชรา แม้กระทั่งก่อนตาย ก็นับว่าใช้ได้ ไม่เสียชาติเกิด

ถ้าคุณสรยุทธรู้อย่างนี้ แล้วเพียรปฏิบัติไป ก็เป็นไปตามคำตรัสของพระพุทธองค์

ทุกอย่างในโลก มีมุมที่ดีเสมอ ถ้าค้นหาให้ถูก

 

             


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
สมชัย วันที่ : 04/09/2017 เวลา : 08.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห9.แม่น้องปลื้ม ส่วนมากคนเรามักจะหลงตรงนั้นครับ ชีวิตเลยประมาท วิ่งตามตัณหาความทะยานอยากไปโดยไม่รู้ตัว

ความคิดเห็นที่ 9 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่น้องปลื้ม from mobile วันที่ : 03/09/2017 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaiyasit

ถ้าคนอ่านข่าวท่านนั้น คิดดี ทำดีในกรณีที่ศาลท่านพิพากษาไป คงจะได้อยู่ใช้ทรัพย๋ที่หามาไปจนตายก็คงไม่หมด ความโลภทำให้ต้องเป็นเยื้องนี้ ความดีก็มีไม่น้อยแต่ ทำชั่วก็ต้องรับกรรมไป
ทำให้คนที่ได้อยู่ภายนอกระลึกไว้เสมอว่า"จงทำแต่ความดี ละเว้นทำชั่ว"

ความคิดเห็นที่ 8 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 03/09/2017 เวลา : 09.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห4.february26 คงเป็นช่วงแรกๆครับ ใครที่จิตใจเข้มแข็งก็ปรับตัวเร็ว ถ้าเขารู้จักมองโลกในแง่ดีนะ การติดคุกจะว่าไปก็สบาย มีข้าว มีที่อยู่ ฟรี ไม่ต้องกลัวอดอาหาร มีเวลาว่างนั่งอ่านหนังสือ นั่งสอนเพื่อนๆชาวคุกด้วยกัน มีเวลาดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย คิดแบบนี้มันสบาย ไม่ต้องมาเป็นนักข่าว อดหลับอดนอน จิตใจว้าวุ่นเรื่องโลกภายนอก

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
สมชัย วันที่ : 03/09/2017 เวลา : 09.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3.ชบาตานี จริงๆแล้ว เราทุกผู้คน ต่างก็มีกิเลสและสันดานที่หยาบกันทุกคน เพียงแต่บางคน มี หิริ โอตตัปปะ ที่ไม่ค่อยทำงาน
หรือถ้ามองในแง่มุมอีกด้าน เราเองยังไม่ได้เจอเหตุการณ์หรือแบบฝึกหัดที่เขาได้รับ เราก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่า เราจะเป็นอย่างเขาหรือไม่ ตัวผมเอง ผมยังบอกตนเองไม่ได้เลยว่า ถ้าตนเองต้องตกอยู่ในสภาพที่สามารถแสวงหาผลประโยชน์มากขนาดนั้นได้ ผมจะอดใจอยู่หรือไม่ พอดีไม่เคยมีโอกาสแบบนั้น และไม่คิดที่จะสร้างโอกาสนั้น ทุกวันนี้สิ่งที่ทำคือ ไม่ตำหนิผู้อื่น แต่เฝ้าดูตนเอง อะไรที่ไม่ดี ก็ตำหนิตนเองเนืองๆ การฝึกเช่นนี้ จะทำให้เราให้อภัยคนอื่นได้ง่าย การให้อภัยไม่ใช่การยกโทษทางโลก ใครผิดก็ต้องติดคุก แต่ตัวเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปโกรธเขา

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
สมชัย วันที่ : 03/09/2017 เวลา : 08.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2. bene ถ้าปฏิบัติตามบทสวดสรรเสริญพระสังฆคุณ ที่ว่า ต้องมีใจที่ตรง ใจที่ตรงนี้สำคัญอย่างยิ่ง เรารู้คนเดียว ว่าขณะนั้นเราทำอย่างนั้นไปเพื่อสนองกิเลสอะไร แต่โดยมากขณะที่เราพิจารณานั้น เรามักถูกกิเลสเกลี้ยกล่อมให้จิตเราไปเป็นพวก โดยมีเหตุผลร้อยแปดประการในการที่จะประพฤติสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การสำนึกผิด ด้วยการเข้าใจ ใน จิต ในธรรมคือเรื่องราวประกอบจิต ว่าอะไรเป็นเหตุให้จิตเราโน้มเอียงไปอย่างนั้น สรุปคือ ถ้ารู้ว่า นี่คือจิตอกุศล เราต้องละ ดังนั้นถ้าปลงใจได้ เห็นถึงข้อเสียที่ตนเองมี และตั้งใจจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก การต้องอยู่ในคุก ก็เป็นอะไรที่ดีมากๆ ไม่มีกังวลเรื่องข้าวปลาอาหาร มีที่หลับที่นอน จะว่าไปดีกว่าพระเสียอีก บางทีไปบิณฑบาต ได้ข้าวเหนียวมาแค่ก้อนเดียว

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สมชัย วันที่ : 03/09/2017 เวลา : 08.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.สำรวจฟ้า ก็ไม่เลวสำหรับการที่ต้องถูกจองจำในคุก ถ้าอ่านแล้วสามารถแทงทะลุได้ก็ถือว่าได้ประโยชน์
เอ็นทรี่นี้ มาจากการเห็นหัวข่าว ดูเขาแล้วย้อนมาดูตัวเอง เพราะตัวเองก็ติดคุกทางใจมานานแสนนาน เพิ่งมาเป็นอิสระไม่กี่ปีนี้เทานั้น

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 02/09/2017 เวลา : 21.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับ คุณหมอสมชัย

ดูจากข่าว เห็นคุณสรยุทธ์ ถามหาหนังสือธรรมะ ช่วงแรกทำใจลำบากหน่อยนะครับ หลายสิ่ง หลายอย่าง คงสูญเสียความมั่นใจลงไปเยอะเลย ไปอยู่ในที่แบบนั้น

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ชบาตานี วันที่ : 02/09/2017 เวลา : 19.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

วันที่สุข หลงลืมทุกอย่าง
วันที่ทุกข์กลับหันหน้าเข้าหาธรรมะ
มันคงจะสายไปแล้วสำหรับคนสันดานหยาบ

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
bene วันที่ : 02/09/2017 เวลา : 18.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bene

อ่านแล้วให้ได้คิดว่า....มีจิต ย่อมมีทุกข์--สถานะที่ไม่สบาย ถ้าไม่มีจิตไปรับคงไม่เกิด ทุกข์ (ก้อนหินโดนทุบมันไม่ร้องเจ็บ?เพราะก้อนหินไม่มีจิต?)

เรื่องทุกข์ ไม่เกิดกับตัวเองบอกสอนกันยากค่ะ อดีต รมต.(สาธาฯ)รักเกียรติ ออกจากคุกไปบวช ก็กล่าวออกสื่อ เตือนคนที่ตกในกิเลสความโลภ จนป่านนี้ นักการเมืองตัวเบ้งๆท้างนั้น โดนขังคุก คนที่ไม่โดนแต่เงินหนาก็ยังลอยชายเสนอข่าวเป็นระยะ หาได้พูดถึงทุกข์จากการกระทำของตัวไม่ --ถึงตรงนี้ก็สงสัยอีกละคะ คนที่คิดได้-รับผิดจะรู้สึกทุกข์น้อยลงกว่าคนที่ไม่ยอมรับผิดในการกระทำของตัวมั้ยคะคุณหมอ หรือ...มันคนละประเด็นกัน

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 02/09/2017 เวลา : 13.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

มีความสุขจนเคยชินจนติดรส มีคนห้อมล้อม ยามที่เกิดทุกข์ย่อมทนไม่ได้ เขาจึงต้องหาหนังสือมาอ่านเพื่อให้มีสมาธิและมีจิตใจให้สงบขึ้น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน