*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 240099
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< ธันวาคม 2017 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 5 ธันวาคม 2560
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 881 , 16:52:58 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน แม่หมี , สิงห์นอกระบบ และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

เช้านี้ขับรถถนนโล่งพอสมควร ในสวนสาธารณะมีคนมาออกกำลังกายค่อนข้างมากกว่าทุกวัน คงเป็นเพราะวันหยุด นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันพ่อ อยากจะคุยเรื่องที่พบกันทุกวัน เป็นเรื่องที่เกิดกับทุกผู้คนที่ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏ

คนเราเกิดขึ้นมา เพื่อให้ตนดำรงชีวิตอยู่ให้ได้ ต้องมีความอยาก ขึ้นมา เบื้องต้นก็ต้องอยากในปัจจัยสี่ ที่มีพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ พอได้มา สิ่งที่เคยอยาก ก็กลายเป็นความชาชิน แล้วก็เริ่มเบื่อ เมื่อเบื่อก็เริ่มแสวงหาต่อไปอีก  เป็นเช่นนี้ทุกคน ทุกเรื่องราว

เพราะเรามองไม่เห็นสิ่งที่เรียกว่า ทุกขสัจ คือความจริงของทุกข์  พระพุทธเจ้า ท่านสอน เรื่อง ทุกข์และการดับทุกข์  หรือกล่าวอีกนัย ก็คือ อริยสัจ สี่

ทุกข์    สาเหตุแห่งทุกข์    การดับทุกข์  วิธีการดับทุกข์ 

สิ่งทั้งมวลในจักรวาล ตกอยู่ในสภาวะ ทุกข์  นั่นคือ การไม่สามารถคงสภาพเดิมได้ตลอด ที่เราเห็นยังคงสภาพเดิมบางอย่างได้ เพราะเวลายังยาวนานไม่พอกับชีวิตของคนๆหนึ่ง ดวงอาทิตย์ เป็นทุกข์ เพราะสภาพของก๊าซต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ  เราไม่สามารถอยู่จนเห็นดวงอาทิตย์ดับหรือแตกสลายไป

บ้านที่เราอาศัยอยู่ เป็นทุกข์ เพราะมันค่อยๆเก่า มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงต้องใส่ปัจจัยใหม่เข้าไป เพื่อให้มันใหม่ตลอดเวลา ตรงนี้เราจึงเห็นว่าทุกสิ่งนั้นเที่ยง ไม่เปลี่ยนแปลง

ร่างกายเรานี้ เป็นทุกข์ เพราะตั้งแต่เด็กจนโตป่านนี้ ตัวเราเปลี่ยนแปลงไปหมด ถ้าร่างกายเราไม่ทุกข์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราเกิดมาอย่างไร ตอนนี้เราก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง

คำว่า ทุกข์ นี้ จึงเป็นสากล เป็นสัจจะของธรรมชาติ ตัวเรา เป็นทุกข์ รอบตัวเรา จักรวาลทั้งหมด เป็นทุกข์

ทุกข์ที่เป็นธรรมชาติ มาเป็น ทุกข์ที่มีความหมายดังที่เราเข้าใจกัน ได้อย่างไร ?

นี่คือที่มาของ ทุกขสัจ  ทุกข์ในอริยสัจสี่  ทุกข์ที่คนทุกคน ต้องประสบ

เพราะกายเรานี้ มีเครื่องรับ สิ่งเร้าจากภายนอก และสิ่งเร้าจากภายใน คือความคิดเราเอง

การยึดติด สิ่งที่รับจากภายนอก คือที่มาแห่งทุกข์ทางใจ

การยึดติด สิ่งที่ให้ความสุขกาย สุขใจ  เราก็อยากได้ อยากครอบครอง

การยึดติด สิ่งที่ให้ความทุกข์ทางกาย ทางใจ เราก็อยาก ที่จะไม่ได้  อยากที่จะ ไม่ต้องการครอบครอง

รวมความก็คือ การยึดติด ทำให้เกิด ความอยาก 

ความอยากทำให้เราตีราคา เรื่อง ความสุข เรื่องความทุกข์ เป็นของที่มีราคาต่างกัน  ทั้งๆที่ มันมาจากรากเหง้าเดียวกัน คือ มาจาก ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ เป็น ทุกข์

บางคนอาจแย้งว่า ตนเองก็เฉยๆ ไม่ได้ มีสุข มีทุกข์อะไร ในชีวิต สบายๆ 

นั่นเป็นเพราะว่า สิ่งที่จรเข้ามา ยังไม่มีน้ำหนัก หรือยังไม่แรงพอ หรือแบบฝึกหัดที่เข้ามา ยังง่ายเกินไป ที่จะมาให้ราคา เรื่องสุข เรื่องทุกข์  เราเลยดูเหมือนว่า เป็นคนเข้าใจชีวิตดี ปล่อยวาง

สิ่งที่จะพิสูจน์เรื่องนี้ได้ ต้องมาจากประสบการณ์ตรง เท่านั้น ที่จะชี้ชัดว่าเราเป็นคนเช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งมักไม่พ้นเรื่อง  การพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก ตนยึดมั่นมากที่สุด  หรือ อาจมาจาก การที่ต้องประสบกับสิ่งที่ตนเองไม่รัก ไม่อยากได้ ซึ่งก็สร้างความทุกข์เช่นกัน  แต่ยังไม่มากเท่า การสูญเสีย สิ่งที่รัก

ขบวนการในการเกิดความอยากขึ้นมา มักมาจากการมองทุกสิ่งทุกอย่างเพียงด้านเดียว  ยามที่เราหลงใหลปลาบปลื้ม กับสิ่งที่เราต้องการ เรามักจะเห็นแต่ด้านดีๆ ของสิ่งนั้น เป็นเช่นนี้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องการซื้อของที่ชอบ การฝักใฝ่การเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง บ้าน รถ สิ่งของ  คู่ที่รักกัน 

ยามที่อยากได้ เราสามารถหาเหตุผล ร้อยแปด มาอธิบายความดี และข้อดี ที่เราควรแสวงหา ควรครอบครองในสิ่งนั้น

เมื่อยามที่ได้สมอยาก เราก็จะมีความสุข เพียงด้านเดียว เหมือนโลกนี้สีชมพู ทุกอย่างดีไปหมด ข้อเสีย มองเท่าไหร่ก็ไม่เห็น หรือถ้าเห็น ก็เต็มไปด้วยการยกโทษ ให้อภัยกันได้

ทุกอย่างในโลกเป็นเรื่องของการเกิดดับ ถ้าเราไม่พยายามฝึกในการรักษาปัจจัยเพื่อหล่อเลี้ยงให้คงอยู่ วันหนึ่งข้างหน้า ก็เริ่มชาชิน เมื่อชาชิน ก็เริ่มมองเห็นข้อเสีย กับข้อดี พอๆกัน

สภาวะเฉยๆกับความเบื่อที่เข้าครอบงำ นำไปสู่ การเห็นข้อเสีย ที่เคยมี ที่เคยให้อภัยได้ แต่ในขณะนั้น กลายเป็นเรื่องร้ายแรง

จะเห็นว่า ทุกอย่างเริ่มจาก การเข้าไปยึดติด สิ่งที่เป็นทุกข์  การยึดติด ย่อมแสวงหา ความอยากเข้าครอบงำ

ความอยากที่อยากได้บรรลุ     ก็เป็นความสุข

ความอยากที่อยากได้ไม่บรรลุ ก็เป็นความทุกข์

มองไม่เห็น สภาวะทุกข์ที่แฝงตัวอยู่ มองไม่เห็นความไม่เที่ยง มองเห็นทุกอย่างเที่ยงแท้ ไม่ผันแปร  ทั้งที่ความเที่ยงแท้ถาวรไม่มีในโลก สรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยที่เข้ามา

และก็เช่นกัน ยามที่เบื่อหน่าย ก็ไปยึดติดกับสิ่งที่เป็นทุกข์ เช่นกัน

ถ้าความเบื่อ ได้บรรลุตามที่ต้องการ      คือได้จากสิ่งนั้นไป               ก็เป็นความสุข

ถ้าความเบื่อ  ไม่ได้บรรลุตามที่ต้องการ คือ ไม่สามารถจากสิ่งนั้นไป  ก็เป็นความทุกข์

นี่คือสังสาร ที่ผูกสัตว์ให้ติดข้องในโลก โลกที่ยาววาหนาคืบ มีใจครอบครอง

โลกที่มองไม่เห็นความจริงของสรรพสิ่ง โลกที่กระโดดไปมาระหว่างส่วนสุดโต่งสองทาง สุขกับทุกข์ ที่แปรเปลี่ยนกลับไปกลับมา สุดแท้แต่จิตใจจะปรุงแต่ง ไปตามสิ่งที่ มองเห็น ได้ยิน ลิ้มรส ได้กลิ่น กายสัมผัส

ผู้ที่รู้ ผู้ที่เห็น ย่อมมองส่วนต่างทั้งสองนี้ ด้วยความเข้าใจ และให้คุณค่าใกล้เคียงกัน

ยามที่สุข ก็ไม่หลงระเริงประมาท คิดว่าเที่ยงแท้ ไม่ต้องการแปรเปลี่ยน

ยามที่ทุกข์ ก็ไม่ตีโพยตีพาย ท้อแท้ หมดอาลัย เพราะรู้ชัดว่า อันความสุข ความทุกข์นั้น เป็นสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ย้อมกันคนละสี  มาจากรากเหง้าเดียวกัน คือ มาจาก สภาวะทุกข์

พระพุทธองค์จึงสอนให้เข้าใจ ในทุกขสัจ เพื่อที่เราจะได้สามารถ ดำรงในโลกนี้ได้ เพียงเข้าใจในความจริงแท้นี้ 

ยามที่ได้ ก็ดี  ยามไม่มีก็ได้ 

มีความสุขก็รับไว้ ไม่ต้องปฏิเสธ  มีความทุกข์ก็รับไว้ แล้วเข้าใจว่ามันเป็นอีกด้านของความสุข  ทั้งความสุข ความทุกข์ จึงเป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนไปได้

การเข้าใจต่อธรรมชาตินี้ จึงทำให้จิตใจเรา สงบรำงับได้ ความสงบไม่ใช่ความสุข แต่เป็นสภาวะที่จิตใจไม่กระเพื่อม มันอิ่ม มันไม่โลดโผน มันไม่แผดเผา กินได้นอนหลับ 

ชีวิตที่สามารถกินได้ นอนหลับ แม้มีสิ่งที่ทำให้ลิงโลด หรือมีสิ่งทำให้กลัดกลุ้ม ท่านว่า เป็นคนที่ฝึกดีแล้ว

ในวันพ่อนี้ ก็ขอให้ทุกท่าน กินได้ นอนหลับสบายกันทุกๆคนครับ

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 06/12/2017 เวลา : 19.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห3.rattiya จิตผูกพันกับสิ่งที่เห็นสิ่งที่ได้ยิน แม้จะล่วงไปแล้ว สิ่งที่เป็นอดีต เลยมาปรากฏในปัจจุบันขณะ
จนลืมไปว่าปัจจุบันขณะนั้น กายอยู่ในอิริยาบทใด ลมหายใจเป็นอย่างไร นั่นคือ ขณะนั้น เราลืมตัวเอง ตัวจริงๆ ที่กำลังอยู่ในอิริยาบทตอนนั้น
คุณรัตติยา เจอกับสภาวะนี้ นี่คือ นิวรณ์ที่กลุ้มรุมจิต ปล้นจิต จนไม่อาจทำให้ใจสงบได้

การแก้ไข ก็ต้องเริ่มจาก การพ้นจากการได้เห็นการได้ยิน เพื่อไม่ให้เป็นเชื้อที่มาคอยเติม นั่นคือพ้นจากรูปธรรม
ส่วนการแก้ไข นามธรรม คือด้านจิตใจ ก็มีวิธีมากมาย สุดแท้แต่อุบาย ของแต่ละศาสนา ที่สอนสั่งเอาไว้
ทุกศาสนา ต่างสอนให้คนเรามีจิตใจที่สงบรำงับทั้งสิ้น
แม้ไม่เชื่อศาสนาใดก็ตาม การพึ่งนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ก็เป็นทางออกอันหนึ่ง
การหาวัตถุที่ให้ความสำราญใจเพื่อเป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิตใจก็จำเป็น เช่น ทานอาหารที่ชอบ ฟังเพลงที่ไพเราะ คุยกับเพื่อนสนิท
ปลูกต้นไม้ ออกท่องเที่ยว อื่นๆอีกมากมาย ที่สร้างความสุขใจแก่เราได้

เพียงแต่ อุบายของพระพุทธเจ้า ที่ช่วยให้เรามีความสงบรำงับ มันหาง่าย ราคาถูก ไม่พึ่งพิงวัตถุภายนอกใดๆ สามารถหาได้ทุกที่ ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ นั่นคือ ลมหายใจ และกายเรานี้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเรานี้ เพียงการฝึกสติ ตามระลึก กายยาววา หนาคืบแค่นี้
ไม่ต้องลงทุนอะไรแม้สักบาท
ของหาง่ายเช่นนี้ แต่ทำนั้นยากมากๆ ต้องผ่านความอดทน วิริยะ เพียรทำไป โดยไม่หวังว่าจะมีอะไร ถ้าหวังว่าทำไปจะมีอะไรเพื่อได้ขึ้นมา นี่คือจิตที่ขาดความสงบ เพราะโลภะเข้าจับจิต ก็เป็นนิวรณ์ ตัวหนึ่ง อันเป็นข้าศึกกับสมาธิ

สรุป คือ ถ้าเหนื่อยกับงานที่ทำ ทำแล้วจิตใจไม่ปกติ การเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนงาน ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว เพราะไม่ใช่ว่า เพียงอ่านเพียงเข้าใจ ก็สามารถทำได้ ดังที่เรารู้ว่า การออกกำลังกายท่านี้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่รู้สภาวะนั้น
การฝึกสติ จนเป็นสมาธิ ก็เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะเล่าออกมาเป็นรูปธรรมได้

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 06/12/2017 เวลา : 15.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

ขอบคุณครับ คุณหมอ

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 06/12/2017 เวลา : 13.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ยังกินได้ นอนหลับสบายอยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 06/12/2017 เวลา : 11.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

เข้ามาอ่านต่อค่ะ
จากคห.2 เลยอยากจะคุยกับคุณสมชัย เกี่ยวกับงานที่ทำค่ะ รัตติยาได้ลาออกจากงานที่ทำ งานเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุที่เยอรมนี สาเหตุใหญ่ มาจากทำใจไม่ได้ กับการไปเห็นผู้สูงอายุที่ต้องทุกข์ทรมานกับสังขาร และโรคภัยไข้เจ็บค่ะ เห็นทุกวันวันละหลายราย ทำให้จิตซึมเศร้ามากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 february26 , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 06/12/2017 เวลา : 11.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

สำเร็จด้วยใจคห1.february26 ขอบคุณครับที่สงสัยและถามมา เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ คนที่ปลีกตัวอยู่เงียบๆ ดูมีความสุขสงบ จริงหรือไม่?

อันนี้เราไม่มีทางรู้หรอกครับ เจ้าตัวจะรู้ตัวเองมากที่สุด
ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากเจตนา ที่ตั้งขึ้นในใจ ใจเป็นใหญ่ ทุกอย่าง
บางคนใจเป็นทุกข์ แต่มีความสำรวมระวัง อดกลั้น สะกดความรู้สึกได้ดี เขาก็มีกิริยา ทางกาย ทางวาจา งดงาม
บางคน กิริยา วาจา ไม่งาม แต่จิตใจเป็นคนดี มีความสุขกับชีวิตเขา แบบนี้ก็มี
พระพุทธองค์ จึงให้เราเริ่มจากการมีสำรวมในกาย วาจาก่อน ซึ่งก็คือการให้มีศีลนั่นเอง เพราะใจเราดี ไม่มีใครรู้ แต่วาจา หรือการกระทำทางกาย ต่างหาก ที่ส่งผลกระทบต่อคนอื่น และสังคม รวมทั้งสิ่งแวดล้อม
เมื่อกาย วาจา เราสำรวมระวัง ก็มาให้หัดดูจิตใจตนเอง เพราะทุกคนย่อมว้าวุ่นใจไม่มากก็น้อย ในแต่ละวัน ความว้าวุ่นใจ ไม่สงบนี้ ภาษาพระ เขาเรียกว่า นิวรณ์
นิวรณ์ที่กลุ้มรุมจิตมากๆ ใจก็ไม่สงบ แม้กายอยู่ที่สงบก็ตาม
เช่นคนที่ปลีกตัว เป็นต้น
คนที่ฝึกดีแล้ว แม้กายวุ่น ใจไม่วุ่น แต่การแสวงหาที่สัปปายะ หรือที่สงบบ่อยๆ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนแรง กับ อารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู เป็นต้น ได้ดี พอสมควร

นิวรณ์นี้ เกิดกับเราตลอดทั้งวันทั้งคืน เช่น นึกอยากกินนั่นกินนี่ อยากไปที่นั่นที่นี่ แค่คิดเรื่องจะไปกินอะไร ที่ไหน เวลาใด ก็สร้างความสั่นกระเพื่อมของจิตไปไม่น้อย
ยามที่ได้กินสมหวัง ก็ยึดติด อยากได้อีก นี่คือกามฉันท์
ถ้าสิ่งที่ต้องการถูกขัด ก็กรุ่นๆขึ้นมา เช่น กำลังจะกินข้าวเพราะหิวจนตาลาย เจ้านายเรียกไปพบ เดี๋ยวนั้น หรือถูกอะไรขัด เราก็รู้สึกหงุดหงิดแวบขึ้นมา นี่คือ จิตเกิด พยาบาท
พยาบาทนี้อย่าไปปนกับภาษาไทยนะ เพราะมันเป็นโกรธที่แรง แต่ความหมายนี้คือจิตไม่สงบ ในลักษณะที่ออกร้อนๆ
บางคราวเราก็รู้สึกมึนๆคิดอะไรไม่ออก สมองไม่แล่น เจอปัญหาอะไรที่เข้ามา ก็รู้สึกสับสน ว้าวุ่น มีข้อสงสัยเต็มไปหมด มีแต่คำถามเต็มหัว แต่ก็สับสนมึนเมา ไม่แจ่มใส
ทั้งหมดนี้ มีชื่อเรียกภาษาทางพระว่า ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา
รวมความคือ นิวรณ์5 ที่มีกันทุกคน ทุกเวลา ในเพศฆราวาส ที่ต้องทำมาหากิน มีความสัมพันธ์กับทุกผู้คน ยิ่งใครสังคมจัดเท่าไหร่ ก็ถูกกลุ้มรุมมากขึ้นเท่านั้น
นิวรณ์5 นี่เป็น ข้าศึก แก่การทำสมาธิ และคนที่เข้าถึงสมาธิได้จริง ในขณะนั้น นิวรณ์5 ก็หายไปด้วย นี่คือผลดีของสมาธิ ที่ทำให้จิตใจสงบได้ แม้ชั่วครู่ยาม
ดังนั้น ในเบื้องต้น อุบายของการบวช จึงเป็นการตัดสิ่งพัวพันทางโลก บางอย่างออก เช่นวุ่นวายกับการทำมาหากิน ออกไป เมื่อกายสงบในที่ สงบ เช่นวัด หรือสถานที่ปฏิบัติธรรม หรือเช่นดังเพื่อนที่ไปเยี่ยม เขาอาจตัดปัจจัยที่ทำให้เขาวุ่นวายใจออกไป อย่างน้อย นิวรณ์ที่กลุ้มรุมใจน้อยไปสักหน่อย จิตใจก็ได้พัก
เพราะการที่เราดีใจมาก ฟังเพลงเพราะๆ แต่ฟังทั้งวัน กินอาหารอร่อย แต่กินทุกวัน แบบนี้ แม้เป็นความสุข แต่ความสุข ไม่ใช่ความสงบของจิต จิตที่เจอทั้งสุขทั้งทุกข์ จู่โจมตลอด ก็เหนื่อยล้า
การได้สงบการการทำกิจกรรมเบาๆ ที่ผ่อนคลาย โดยที่ไม่ต้องมีเรื่องให้คิด เช่นตัดแต่งต้นไม้ใบหญ้าในบ้าน ขณะนั้นก็ถือว่าจิตเกิดสมาธิ เพราะยึดอารมณ์หนึ่งเดียว คือกิริยาที่ตัด
เหล่านี้ช่วยผ่อนคลายเราได้ดี
การฝึกดูลมหายใจตนเอง เป็นหลักสากล ที่พระพุทธองค์สอนไว้ เพราะลมหายใจเป็นเครื่องมือที่เราพกติดตัวไปไหนมาได้ตลอดเวลา ไม่ต้องพึ่งวัตถุภายนอกมาประกอบ
วันหลังลองดูสิครับ ไปเดินห้างที่คนพลุกพล่าน เสียงดังหนวกหู ลองตั้งสติ จับลมหายใจที่เข้าที่ออกของเรา ตามมันไปแค่นั้น พอถึงจุดหนึ่งที่จิตเป็นสมาธิ โลกวุ่นวายภายนอก มันเหมือนกับหายไปจากชีวิตเรา วุ่นนอก ไม่วุ่นใน นี่คือวิถีของนักปฏิบัติ

ความคิดเห็นที่ 1 rattiya , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
february26 วันที่ : 05/12/2017 เวลา : 21.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับ คุณหมอสมชัย

วันนี้ผมขับรถไป บางบัวทอง รถก็ไม่ติดครับ สบายๆ ..ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับใคร ทำงาน เช้าไปเย็นก็กลับมาบ้าน ไม่ค่อยสุงสิงกับเพื่อนกับฝูง คือชอบอยู่คนเดียวมากกว่า

แต่สังเกตุ น่าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดีนะครับ เวลาไปหาเพื่อนที่บ้าน หรือ เป็นเพราะว่า การที่ไม่ค่อยไปยุ่งกับใคร เลยไม่รับกระทบครับ เลยไม่มีเรื่องให้คิด ใช่แบบนี้หรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ

ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน