*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 232849
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< มีนาคม 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 30 มีนาคม 2561
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 1138 , 11:03:37 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน สำรวจฟ้า , wullopp และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

ธรรมชาติของคนมาจากพื้นฐานของกิเลสสองชนิด คือ ความรักใคร่ และความเกลียดชัง คนเราเข้าไปยึดติดสองสิ่งนี้  การเข้าใจและเรียนรู้สิ่งเหล่านี้  ทำให้เราไม่ตกเป็นทาส

ความรัก คือสิ่งที่ทำให้เราได้สุข ความเกลียดคือสิ่งที่พรากเราจากสุข

ความเกลียดรากเหง้ามาจากความกลัว ซึ่งมาจากความไม่รู้จริง เราจึงกลัว จึงระแวง จึงสงสัย จึงรังเกียจ  จนเกลียดชัง แล้วหาทางทำลายล้างสิ่งที่เรากลัว

คนเราจึงเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่สามารถแสดงออกทั้งความรักทั้งชังหรือทำลาย เพียงเพื่อวัตถุประสงค์หลักวัตถุประสงค์เดียวกัน เพื่อความอยู่รอดของตนเองและพวกพ้องที่รัก

ยกตัวอย่าง เราต้องมีความรัก มีความเกื้อกูลกัน เพื่อการอยู่เป็นกลุ่มก้อน คนเราถึงสามารถอยู่รอดมาได้ เพราะสรีระของเราแทบจะไม่สามารถป้องกันตนเอง จากภัยธรรมชาติ หรือจากสัตว์อื่นใดเลย ไม่มีเขา ไม่มีงา ไม่มีเขี้ยวเล็บ ไม่มีความเร็วเพียงพอที่จะหลบหนี  คนเราจึงเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องอยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือกันและกัน มีความมั่นคงอบอุ่นใจ ดังที่เรารู้สึกกันได้  เช่น ต้องการคำชื่นชม ต้องการมีชื่อเสียง ต้องการให้ตนเป็นที่รักของผองเพื่อน ต้องการยศศักดิ์ ดังนี้ คนเราจึงมีความรักต่อกัน ในกลุ่มที่ชอบอะไรเหมือนกัน ไม่รู้สึกว่าเป็นภัยต่อกลุ่มและตนเอง

แต่การอยู่ด้วยกันเพื่อความมั่นคงและเป็นปึกแผ่น กลับทำให้คนเราสามารถหันมาทำร้ายกันเองได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า การอยู่ร่วมกันเป็น

กลุ่มมากๆเข้า เกิดการแย่งชิงทรัพยากร หรือสิ่งที่ตนและกลุ่มหวงแหน  ความรักในเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน แปรสภาพการเป็นความกลัว ความรังเกียจ ความโกรธแค้น ความคิดทำลายล้างจึงเกิดขึ้น

ความรักเพื่อให้เราอยู่เป็นกลุ่ม ความเกลียดชังความโกรธแค้นก็เพื่อรักษากลุ่มเช่นกัน ทั้งสองอย่างต่างเพื่อความอยู่รอดทั้งสิ้น

ดังอดีต ที่มีสงครามระหว่างเผ่า ระหว่างประเทศ เพราะต้องการแย่งชิงดินแดน แย่งชิงทรัพยากร ตัวอย่างที่ใกล้เข้ามาก็เช่น สงครามสีเสื้อ ที่เรื้อรังมานานนับสิบปี ในสังคมไทย ที่รอวันที่จะปะทุกันขึ้นมาอีกในอนาคต

ปัจจุบันนี้ การฆ่าฟันกันด้วยศาสตราอาจน้อยลงไม่เหมือนอดีต แต่ก็กลายเป็นรูปแบบใหม่ สงครามเศรษฐกิจ ที่มีการเอารัดเอาเปรียบต่อกัน สงครามทางวาจาที่แสดงออกทางกายด้วยแป้นพิมพ์ที่ต่างฝ่ายต่างกล่าววาจาที่เป็นอกุศลกรรม ทั้งคำหยาบ คำดูถูก คำเสียดสี คำที่ทำให้หมู่เหล่าเขาแตกกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตนเอง

นี่คือสิ่งที่คนเรามีอยู่ แต่ไม่รู้ตัว ธรรมะของพระบรมศาสดาไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลที่ไหน พระองค์ทรงสั่งสอนสิ่งที่เรามีเราเป็น ให้เราตระหนักรู้ และพยายามฝึกตนเองขึ้นมา เพื่อยกระดับจิตใจขึ้นมา

การฝึกสติ ที่รู้เท่าทันสิ่งที่เรามีเราเป็น เมื่อมีสติทัน ปัญญาเกิด เราจึงไม่หลงทางไปตามสิ่งที่เรามีเราเป็นเหมือนคนตาบอด ก็ทำอะไรแบบมืดบอดไปเช่นนั้น โดยไม่รู้ว่าตนนั้นมืดบอด

หิริ  โอตตัปปะ ธรรมที่คุ้มครองโลก เป็นธรรมะที่เราต้องปฏิบัติให้มีขึ้นเป็นเบื้องต้น

คำว่าคุ้มครองโลก  โลกในที่นี้ ก็คือตัวเราเอง ธรรมที่คุ้มครองตัวเราเอง

หิริ โอตตัปปะ เราแปลความหมายออกมาว่า  การละอาย และเกรงกลัวต่อบาป นี่คือความหมายตามภาษาของมัน แต่การปฏิบัติให้มีขึ้นได้นั้น เราต้องใช้ปัญญาในการพิจารณา มองเข้ามาที่ตนเอง

การพิจารณานั้น ก็มาจากธรรมชาติที่ตัวเราประสบอยู่

เราชอบใจไหม ที่คนอื่นมาด่าเรา ว่าเรา เสียดสีเรา กระทบกระเทียบเรา

เราชอบใจไหม ที่คนอื่นมาทำร้ายเรา มาเบียดเบียนเรา มาละเมิดทรัพย์สิน หรือสิ่งที่เรารักเราหวง

ซึ่งทุกคนย่อมตอบว่า ไม่ชอบใจ

และคนที่มาทำเช่นนี้กับเรา เราก็มองว่า เขาเป็นคนร้าย คนพาล คนบาป ต่อเรา เราไม่อยากเจอคนเช่นนี้ เราหวาดกลัวคนเช่นนี้ เพราะเขาเป็นภัยต่อความมั่นคงของเรา

เมื่อพิจารณาเช่นนี้ ก็หันกลับมาดูที่ตัวเรา  ยามใดที่เราคิดเบียดเบียนคนอื่น ด้วยกาย วาจา ก็ตาม หรือไปละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ละเมิดทรัพย์สิน บุตร ภรรยา สามี คนอื่น หรือครอบครัวเขา

ก็ให้มีสติทันทีว่า ตนเองกำลังจะกลายเป็นคนร้าย คนบาปขึ้นมาแล้ว เป็นคนร้าย คนพาล คนบาปที่เราตั้งข้อรังเกียจ ไม่อยากเจอมาก่อน  ถ้าเรายังทำตนเช่นนี้ มันเป็นเรื่องน่าละอาย

สภาวธรรมที่ปรากฏในจิตขณะนี้ คือ หิริ มันเกิดขึ้นแล้ว

เมื่อเกิดความละอายและรังเกียจตนเองว่ากำลังจะกลายเป็นคนที่เราเคยตั้งข้อรังเกียจมาก่อน เราก็เกิดความหวาดหวั่นใจและเกรงกลัวว่า ตัวเราจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ สภาวธรรมที่เกิดขึ้นในจิต เราเรียกว่า โอตตัปปะ

การรังเกียจและละอายตนเองที่เรากำลังจะกลายเป็นคนบาป ความกลัวที่ตนเองเป็นคนร้ายเสียเอง หิริ โอตตัปปะที่เกิดนี้ มาจากสติ ที่ทันฉุกคิด ปัญญาจึงเกิด นี่คือ ธรรมที่คุ้มครองโลก คือคุ้มครองตนเองไม่ให้กลายเป็นคนร้ายต่อผู้อื่น  เมื่อคุ้มครองตัวเราแล้ว มันพลอยคุ้มครองคนอื่นตามมาด้วย คนอื่นก็ไม่ต้องมาเจอคนร้าย คนบาป เพราะเราเกลียดคนร้าย เขาก็เกลียดเช่นกัน

หิริ โอตตัปปะ พลอยทำให้ศีลบริสุทธิ์ไปด้วย เพราะสามารถงดเว้นการไปเบียดเบียนผู้อื่น เราจึงไม่จำเป็นต้องไปนั่งพนมมือ อาราธนาขอสิกขาบทจากพระ เพื่อให้ตนมีศีล เพราะนั่นบางครั้งเป็นเพียงพิธีกรรม ที่ทำตามๆกันมา อาราธนาเสร็จ ก็มาโพสด่ากัน ค่อนแคะกันในสื่อต่างๆ ทำตนเป็นคนร้ายต่อกัน

เพราะขาด หิริ โอตตัปปะ อันมาจากการไม่ฝึกการมีสติ

ธรรมชาติของสภาวธรรม หิริ โอตตัปปะนี้ เรามีกันอยู่โดยอัตโนมัติ แต่มีกับบุคคลที่เรารัก เราหวง เช่นคนในครอบครัว บุตร ภรรยา สามี พ่อ แม่ลูก เพื่อนสนิท เพราะเราย่อมไม่ยอมให้ตัวเราเป็นคนร้าย คนบาป คนที่น่ารังเกียจ กับคนที่เรารัก เมื่อเราไม่ยอมเป็นคนร้ายกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท ศีลมันเกิดขึ้นมาเอง ไม่ต้องฝึก ต้องข่ม ความรักความเมตตามันเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องอบรมจิตให้เกิด

แต่เมตตาดังกล่าว พระบรมศาสดาทรงสั่งสอนว่า เมตตาดังนี้ ยังเป็นเมตตาไม่บริสุทธิ์เพียงพอ เจือด้วยกิเลสการหวงกั้น การยึดติดครอบครอง ที่เราเรียกว่า เปมะ  ดังนั้นจึงควรพัฒนาอบรมจิตที่เป็นเมตตานี้ให้กว้างไกลออกไป แต่ไม่ใช่แค่มานั่งท่องบทสวดแผ่เมตตาในมุ้ง แล้วก็คิดว่าตนเองมีเมตตากว้างขวางแล้ว 

การดูจิตตนเองแล้วซื่อตรงต่อจิตตนเอง ยามที่เรารับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา แล้วจิตเรากระเพื่อมมากน้อยแค่ไหน กับการแสดงออกทางกายวาจา อย่างไรต่างหาก ที่จะบอกว่า จิตเราเมตตากว้างขวางออกไปหรือยัง ตรงนี้ไม่มีใครรู้นอกจากตัวเราเท่านั้น

หิริ โอตตัปปะ มักหายไปมักไม่เกิด ยามที่เราเจอเรื่องที่เราไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ หรือพบเรื่องราวจากคนที่เราไม่ชอบ  จากคนที่คิดเห็นต่างไปจากเรา  เราจะกลายเป็นผู้ร้ายได้ทันที ตอนนั้น เราไม่รู้ตัวหรอกว่าเรากำลังเป็นผู้ร้าย เพราะเราไม่ละอาย และเกรงกลัวต่อการกระทำของเรา แต่ในข้างฝ่ายถูกเรากระทำ เขาย่อมมองเราเป็นผู้ร้ายสำหรับเขา

พระบรมศาสดาจึงพร่ำสอนให้อบรมจิต โดยมีสติให้ทันต่อสิ่งที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจที่คิดคำนึง

ให้เราระวัง อกุศลจิตที่เกิดขึ้น สติมา ปัญญาเกิด ดังนี้

เวลาจะทำอะไร ทางกาย วาจาที่ไม่ดี ต่อผู้อื่น เราจะต้องคิดว่า ตอนนี้เรากำลังกายเป็นผู้ร้ายสำหรับเขาหรือเธอไปแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราไม่ควรทำเช่นนี้ ถ้าเราไม่ชอบผู้ร้าย เรารังเกียจผู้ร้าย เราต้องนึกละอายและเกรงกลัว สิ่งที่กำลังจะทำให้เราเป็นไปตามนั้น

หิริ โอตตัปปะเกิดขึ้น ศีลก็สมบูรณ์ ไม่ต้องข่มใจ พรหมวิหาร สี่ก็ตามมา

แบบฝึกหัดที่ดี ก็คือฝึกจากสิ่งที่เราไม่ชอบ มันเห็นตนเองชัด ว่า หิริ โอตตัปปะ เกิดจริงหรือไม่

บทความนี้ ผมมีวัตถุประสงค์ อยากให้คนอ่าน ได้ไตร่ตรองและฝึกหัดจิตตนเอง จากสิ่งที่มีอยู่เห็นอยู่ ที่พระบรมศาสดาทรงสั่งสอน เราเพียงน้อมมาปฏิบัติ มากหรือน้อย ก็เป็นประโยชน์ต่อตนเอง คุ้มครองตนเอง และคุ้มครองผู้อื่น ลดความบาดหมางของคนในสังคม ทำให้จิตใจกว้างขวางขึ้น รับฟังความเห็นต่างด้วยปัญญา เคารพผู้อื่น การฝึกนี้ มันช่วยตัวเราอย่างน้อยจิตใจมันสงบขึ้น กระเพื่อมน้อยลง

การฝึก กาย นั้นสำคัญ การฝึกจิตสำคัญยิ่งกว่า

การฝึกกาย ว่ายาก การฝึกจิต ยากยิ่งกว่า

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
สมชัย วันที่ : 03/04/2018 เวลา : 18.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห8.สำรวจฟ้า ยากจริงๆครับ สิ่งที่ทวนกระแสโลก ทวนกระแสกิเลสพระองค์ตรัสรู้สิ่งที่ทำได้ยาก แต่ถ้าทำได้ น้อยหรือมาก ก็เป็นคุณประโยชน์แก่ผู้ที่พยายามฝึกครับ

ความคิดเห็นที่ 8 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 03/04/2018 เวลา : 15.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก หากทุกคนหรือส่วนใหญ่สามารถทำได้จะเป็นสังคมในอุดมคติ มีแต่ความสุขความอบอุ่น

ความคิดเห็นที่ 7 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 02/04/2018 เวลา : 21.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห6.rattiya คุณรัตติยาครับ จริงดังที่ว่า ถ้าโดนกันซึ่งหน้า มันไม่ง่ายหรอกที่สติจะมาทัน มันต้องฝึก และก็ฝึกยากด้วย ไม่ใช่เข้าใจวันนี้ พรุ่งนี้ทำได้เลย
ความก้าวหน้ามันต้องค่อยๆปรากฏขึ้นมา ใช่แล้ว ถ้าเพียงแค่อ่านยังเบรคไม่อยู่ ประจันหน้ากันคงไม่ต้องพูดถึง ยิ่งเป็นคนที่เราไม่ต้องเกรงใจ ส่วนมากมักเป็นคนใกล้ชิดเสียด้วย เรามักสำรวมไม่พอ เพราะไม่ต้องรักษาภาพพจน์ตนเอง การก้าวล่วงทางกายวาจา มักทำให้เรากลายเป็นคนร้ายไปได้ง่ายๆ
สำหรับผมเอง พร่ำสอนตนเองเนืองๆ ยังหลุด มากกว่าไม่หลุด ยังเป็นคนร้ายต่อคนอื่นมากกว่าคนดี
แต่ผมเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอน เพราะว่าเมื่อปฏิบัติ มันให้ผลที่ดีต่อสภาพจิตใจเราดีจริง ผู้อื่นจะมีผลอย่างไรเราไม่รู้ ปฏิบัติมากบ้างน้อยบ้าง มันก็ให้ผลตามเหตุ เรื่องปฏิบัติอบรมจิตใจนี้ มันไปบังคับให้ต้องมีผลตามต้องการไม่ได้ แค่แค่มีสติให้ทันเท่านั้น บางคนกว่าจะมีสติ ก็ล่วงไปหลายวัน ฝึกๆไป เวลาที่รู้ทันมันจะเร็วเข้าไปเอง ไม่มีใครรู้นอกจากตัวเรา จนบางครั้งเราก็นึกแปลกใจว่า เอ๊ะ ทำไมใจเราเย็นลงกว่าเมื่อก่อน ฟังคนอื่นเขาพูดเขาว่าอะไร ก็มักรับฟัง และก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด แม้ว่าเราไม่เห็นด้วย แต่ก็เมตตาเขา ไม่คิดจะไปบังคับสิ่งที่เราเชื่อ
ในพระไตรปิฎก ที่พระองค์ทรงสั่งสอน พระองค์ไม่เคยวิจารณ์ความเชื่อของลัทธิอื่น ว่าดีหรือไม่ดี พระองค์เพียงตรัสว่า ลองมาฟังสิ่งที่พระองค์สอนดู แล้วไปพิจารณาหรือลองปฏิบัติดู เท่านั้น

ผิดกับสมัยนี้ เอาเรื่องศาสนามาเป็นเรื่องการเมือง บังคับกัน ให้เชื่อตามอย่างที่ตนเองต้องการ ยกศาสนานั้นนี้มาเปรียบเทียบว่าอะไรดีกว่าอะไร
ความเชื่อศาสนาเป็นปัจเจก เป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ จะมาบังคับกันไม่ได้ ส่วนเรื่องพิธีกรรมนั้น เป็นเพียงเปลือกเท่านั้น ผมไม่ขอวิจารณ์ก้าวล่วงในส่วนเปลือก ใครชอบเปลือกก็เป็นสิทธิืส่วนบุคคล
ทุกคนก็ได้ผลตามที่ตนเองปฏิบัติ
ขอบคุณครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นอีกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 02/04/2018 เวลา : 19.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

เข้ามาอ่านหลายครั้ง แล้วกลับไปคิดทบทวน เข้าใจที่คุณสมชัยเขียนอธิบายมา แต่ต้องยอมรับ บางเรื่อง บางสถานการณ์ เช่น เรื่องบางเรื่องที่ฟังมาเเบบโดยตรงต้องยอมรับว่า ถอยหลังมาคิดยากมากค่ะ ถ้าเป็นการอ่านยังมีเวลาคิด ต้องเขียน เวลาที่เขียนยังพอมีเวลาคิด ทบทวนอยู่บาง สรุปว่าถ้าเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าจะเป็นเรื่องยากสักหน่อยที่จะทำใจ ถอยหลังออกมา

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 01/04/2018 เวลา : 22.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

ขอบคุณมากครับ สำหรับคำตอบอ่านแล้วเข้าใจมากขึ้นไปอีกครับ

ความคิดเห็นที่ 4 february26 , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 31/03/2018 เวลา : 07.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห2.february26 ผมขอแนะนำว่า ยามที่เราอ่านเจออะไร หรือได้ยินมาอย่างไร ที่ทำให้เราไม่พอใจ ยามนั้น อย่าเพิ่งตอบโต้หรือเขียนอะไรไป เพราะยามที่จิตเราถูกกิเลสทั้ง ราคะ โทสะ ครอบงำอยู่ สติไม่มีตอนนั้น ถ้ากระทำอะไรไปช่วงนั้น ก็คือทำไปตามอำนาจกิเลสที่มันชักจูงไป ดังที่บอกว่า ได้ระบายออกไป รู้สึกผ่อนคลาย เนื่องเพราะ กิเลสได้รับการตอบสนอง แล้ว
แต่ลองกลับมาคิดดู สิ่งที่ทำไปมันไม่สร้างเรื่องราวที่อาจจะแย่ลงไปอีก แล้วต้องตามแก้กันไม่รู้จบสิ้นอีก
คำแนะนำที่ผมใช้ฝึกตนเอง เมื่อเจอสภาพนี้ ผมจะถอยออกมาก่อน แล้วหันกลับมาตั้งสติดูกายตนเอง เช่น เดินไปมา มีสติที่เท้าสัมผัสพื้น หรือพิจารณาลมหายใจที่เข้าที่ออก ดูลมที่วิ่งเข้าจมูกผ่านลำคอ ผ่านถึงท้อง ที่เริ่มพองออก
การดึงสติมาใช้พิจารณา ที่กายนี้ เป็นหลักเบื้องต้นของสติปัฏฐานสี่ ในหมวด กายานุปัสสนา ทำไมถึงไม่ให้พิจารณา ดูเวทนาดูจิต ดูธรรมก่อน เพราะเหตุว่า ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดมากขึ้นไปอีก บางคนบอกให้ดูจิต พิจารณาเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผมว่ามันยาก เพราะตอนนั้น ตอนที่มันฟุ้ง ดูที่จิตมันยิ่งฟุ้งหนัก
แค่พิจารณาตามดูกาย ยังลำบาก บางทีเดินได้ไม่กี่ก้าว ใจก็ไปนึกถึงเรื่องราวที่เราเข้าไปพัวพัน
ประโยคสุดท้าย ผมถึงบอกว่า ฝึกกายว่ายาก ฝึกจิตยิ่งยากกว่า
ลองอ่านถึงตอนนี้ แล้วผมถามกลับว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่
หลายคนตอบว่ากำลังอ่านอยู่ เลยถามต่อว่า รู้สึกถึงการนั่งไหม สัมผัสที่ก้นนั่งอยู่ หลายคนนึกได้ว่า เออจริงสิ กำลังนั่ง
ถามต่อว่า กำลังทำอะไรอยู่ หลายคนก็จนในคำถาม
เลยถามว่า รู้สึกตัวไหมว่า ตนเองกำลังหายใจ
ทุกผู้คนในโลก ต่างมองออกไปจากตัวตนทั้งนั้น เราฉลาดในเรื่องนอกตัว แต่ตัวเราเอง เรากลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเราเลยแม้แต่น้อย มีสักกี่คนที่รู้ตัวว่ากำลังหายใจ นอกจากคัดจมูก หรือถูกปิดจมูกจนหายใจไม่ออก
สมเด็จพระสังฆราช เจริญ สุวัฒโน ท่านตรัสว่า ชีวิตนี้น้อยนัก
ดังนั้นเราจึงควรรีบขัดเกลาตนเอง พัฒนาจิตตนเอง จะมากจะน้อย ก็ได้ชื่อว่า ไม่ต้องเกิดมาเปล่าๆ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมกันเสมอ และเปิดโอกาสให้เสวนากัน

ความคิดเห็นที่ 3 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 31/03/2018 เวลา : 06.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห1.rattiya คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หลักๆคือการอบรมพัฒนาจิตใจตนเอง เพราะธรรมชาติของจิตย่อมวิ่งตามอารมณ์ที่รับเข้ามาทางทวารทั้งหก พูดให้ทันสมัยคือ วิ่งตามกระแส สุดแท้แต่ว่าจะพาเราไปพบ สิ่งที่ทำให้สุข หรือทำให้ทุกข์ แล้วสิ่งที่สุขและทุกข์นี้ ก็ทำให้ตัวเราไปยึดติดกับมัน ไม่ปล่อยวางมัน ยามที่มีสติ เราจะรับรู้และเข้าใจ และปฏิบัติตามกระแสโลกตามเหตุตามผล

ขอบคุณครับที่มาเยี่ยมกันเสมอ

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 30/03/2018 เวลา : 17.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับ คุณหมอสมชัย

การรังเกียจและละอายตนเองที่เรากำลังจะกลายเป็นคนบาป ความกลัวที่ตนเองเป็นคนร้ายเสียเอง หิริ โอตตัปปะที่เกิดนี้ มาจากสติ ที่ทันฉุกคิด ปัญญาจึงเกิด นี่คือ ธรรมที่คุ้มครองโลก คือคุ้มครองตนเองไม่ให้กลายเป็นคนร้ายต่อผู้อื่น เมื่อคุ้มครองตัวเราแล้ว มันพลอยคุ้มครองคนอื่นตามมาด้วย คนอื่นก็ไม่ต้องมาเจอคนร้าย คนบาป เพราะเราเกลียดคนร้าย เขาก็เกลียดเช่นกัน
-----------
รู้ทุกอย่าง อะไรดี อะไรไม่ดี แต่ข่มใจ ข่มอารมณ์ ไม่ได้สักทีครับ แต่พอได้พูดได้ระบาย หรือ พิมพ์อะไรออกไป รู้สึกเหมือนได้ผ่อนคลาย แต่สิ่งที่ทำไปนั้น เหมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งก็มาทำร้านตัวเราด้วย

พอผ่านไปกลับมาอ่าน และคิด บางประโยคก็พูดกับตัวเอง พิมพ์ไปอย่างไร พูดไปได้ยังไงแบบนั้น

ต้องค่อยๆ ศึกษานะครับ สำหรับคนที่ไม่เข้าถึงธรรม อย่างผม ขอบคุณมากครับ คุณอาหมอสมชัย

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 30/03/2018 เวลา : 17.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

คำว่าคุ้มครองโลก โลกในที่นี้ ก็คือตัวเราเอง ธรรมที่คุ้มครองตัวเราเอง


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน