*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 156
  • จำนวนผู้ชม : 192774
  • จำนวนผู้โหวต : 168
  • ส่ง msg :
  • โหวต 168 คน
<< มิถุนายน 2018 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 2 มิถุนายน 2561
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 2915 , 14:48:53 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ni_gul , wullopp และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

ในสมัยหนึ่งมีเทวดาตนหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กล่าวถึงแนวคิดของตนให้พระพุทธเจ้าฟังเพื่อให้พระพุทธเจ้ากล่าวสนับสนุนเห็นชอบ  ดังนี้

“คนมีบุตรเพลิดเพลินเพราะบุตร  คนมีโคเพลิดเพลินเพราะโค  คนมีสมบัติเพลิดเพลินเพราะสมบัติ  คนไร้สมบัติหาความเพลิดเพลินไม่ได้”

พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบดังนี้

“คนมีบุตรเศร้าโศกเพราะบุตร  คนมีโคเศร้าโศกเพราะโค  คนมีสมบัติเศร้าโศกเพราะสมบัติ  คนไร้สมบัตินั่นแหละไม่เศร้าโศก”

ความคิดความเห็นของผู้ที่ได้ชื่อว่าเทวดาก็เช่นดังปุถุชนทั่วไป ในที่นี้ถ้าเทวดาดังกล่าวเปรียบเหมือนผู้มั่งมีที่มีทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งทรัพย์ยศ ชื่อเสียง  มีบุตรหลานมากมาย  สุขภาพก็แข็งแรงไม่เจ็บป่วย ผู้ที่อยู่ในสภาวะเช่นนี้ย่อมมีความสุข และคงต้องกล่าวเช่นนี้    จะมีผู้ใดเห็นด้วยกับคำตรัสของพระพุทธเจ้าเล่า

ดังนั้นจึงมีคำเปรียบเทียบว่า   ทุกข์และสมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งเพราะเห็นยาก

                                            นิโรธและมรรคเป็นสิ่งที่เห็นยากเพราะลึกซึ้ง

ตัวทุกข์และสมุทัยโดยสภาวะเห็นไม่ยาก แต่ที่เห็นยากก็เพราะ นันทิความเพลิดเพลินบดบังจิต  เช่น เด็กคนหนึ่งกำลังยืน อมขนมหวานอยู่  เราเดินเข้าไปบอกเด็กว่าสิ่งนี้ไม่ดี มีโทษ ก่อให้เกิดทุกข์  เด็กคงไม่เชื่อเพราะรู้ๆอยู่ว่ามันอร่อย ชวนกิน มันจะไม่ดี มีโทษได้อย่างไร

 เช่นเดียวกันกับคนที่มีความสุขเพลิดเพลินกับสิ่งเสพ  เดินไปบอกเขาว่า นี่ไม่ใช่สุข แต่เป็น ทุกข์ที่ทนได้ง่าย เขาคงไม่เชื่อ  เพราะขณะที่ปรากฏนั้นมันก็จริง ประสาทการรับรู้ ทางต่อมไตต่างๆมันเป็นเช่นนั้น มันทำงานตามธรรมชาติของมัน อะไรที่กระทบตา ที่กระทบหู ที่กระทบลิ้น  ที่กระทบจมูก ที่กระทบกาย  ที่กระทบใจ สิ่งไหนที่เป็นสุขจากการรับรู้นั้น จิตใจก็จดจำ โดยมีอวัยวะที่เรียกว่าสมองทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลเพื่อการจดจำเรียนรู้ ทั้งหลายเหล่านี้ก็เพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้ แต่ภาวะที่เข้าไปยึดติดนี้ จึงเป็นเหตุที่ทำให้เราต้องตกอยู่ในภาวะทุกข์ใจยามที่ไม่เป็นไปตามความปรารถนา

คนที่มีความสุขสมบูรณ์ทุกอย่าง ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วย แม้ปัจจุบันยังดีอยู่ แต่ร่างกายและเครื่องต่อกับโลกภายนอก เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ย่อมร่วงโรยไปตามวัย ไม่มีวันที่จะอยู่คงทนถาวร  ยามใดที่ไม่สามารถใช้เครื่องมือพวกนี้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ขณะที่จิตใจยังโหยหา  เพราะไม่ได้ฝึกการมองสภาวะของทุกข์ ของสมุทัย สภาวะทั้งสองจึงเล่นงานเราจนย่ำแย่

ผู้ชายที่สูงอายุ เครื่องมือที่ใช้เสพความสุขจากเพศรส ย่อมเสื่อมทราม หรือผู้ที่เจ็บป่วยด้วยบางโรค แต่เพราะจิตใจที่ถวิลหาเรียกร้องก็ต้องเสาะแสวงหา ยาที่ใช้แก้ไขปัญหานี้ บางครั้งใช้เกินขนาด ก็ถึงแก่ชีวิต

คำว่าทุกข์จึงเป็นสภาวะที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งตัวเราเองและสิ่งภายนอกทั้งหมด   ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่าสุขในภาษาคน ความจริงก็คือทุกข์ที่ทนได้ง่ายเท่านั้น  ส่วนทุกข์ในภาษาคน ก็คือสิ่งที่ทนได้ยาก จิตใจที่เข้าไปยึดติดกับสิ่งที่ปรวนแปรไม่คงที่ได้นี้ จึงเป็นสมุทัย เหตุแห่งทุกข์

ทีนี้การที่มันเห็นได้ยาก เพราะเราเห็นเพียงการเกิดของมัน แล้วมีปัจจัยต่างๆที่เข้ามาหล่อเลี้ยง เสมือนเชื้อเพลิงที่คอยเติมเข้ามาตลอดเวลา  เราจึงไม่เห็นส่วนดับของสภาวะนั้นๆ

ยิ่งในยุคสมัยนี้ มีสื่อมีเครื่องมือที่สามารถเบี่ยงเบนสภาวะได้อย่างรวดเร็ว โอกาสที่จะเห็นสภาวะทุกข์จึงยากยิ่งกว่าสมัยก่อน  เรามีโซเชียลสังคมส่วนตัว ชอบในสิ่งที่เหมือนกัน ถ้าเกิดขัดใจกันก็ลบจากกลุ่ม ลบจากการเป็นเพื่อน มียูทูป ทั้งเพลงทั้งหนัง ทั้งละคร  ไม่สบายใจเรื่องหนึ่งก็หนีไปหาอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นสุขได้ทันที เราจึงติดข้องอยู่กับสภาวะที่เรียกว่าทุกข์ตลอดเวลา(สุขในภาษาคน) แต่ไม่รู้ไม่เห็น ทุกข์ที่เกิด ยังไม่ทันเห็นดับ ก็วิ่งไปหาทุกข์อื่นที่คิดว่าสุขต่อไปเรื่อยๆ เมื่อไม่เห็นทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ จึงไม่ต้องไปหาสาเหตุ

นี่จึงเป็นคำกล่าวที่ว่า ทุกข์และเหตุแห่งทุกข์นั้น  ลึกซึ้ง เพราะเห็นได้ยาก

นิโรธกับมรรค เห็นยากเพราะลึกซึ้ง ก็เนื่องมาจาก ทุกข์และสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ เมื่อไม่รู้จักสภาวะทั้งสอง ยังหลงข้องติดอยู่ เหมือนคนใส่แว่นสี เราจึงปฏิบัติไปตามสิ่งที่เราเห็นเราคิด มันจึงห่างไกลไปจากนิโรธทุกที

ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะก่อให้เกิดความสุขก็ตาม ความทุกข์ก็ตาม ทุกคนล้วนคิดว่าเกิดจากภายนอก เพราะสิ่งนั้น เพราะคนนั้น ทำให้เราชอบ ทำให้เราเกลียด ทั้งที่ความจริงไม่ว่าสิ่งนั้นไม่ว่าคนนั้น ต่างเป็นทุกขสัจทั้งสิ้น คือแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย แต่เรามีความปรารถนาให้สิ่งที่เป็นสุขอยู่คงที่ สิ่งที่ทำให้เราทุกข์สลายไป ซึ่งยามใดที่บังเอิญเป็นไปตามปรารถนา ก็ดีใจสุขใจ แต่ก็ไม่ได้เป็นไปดังนี้ทุกคราว

กิจในอริยสัจสี่ ชาวพุทธควรเรียนรู้ให้มาก

กิจข้อที่หนึ่ง   ทุกข์(ทุกข์ใจสุขใจ ทุกข์กายสุขกาย ในภาษาคน)คือสิ่งที่เราควรจะต้องดูให้รู้ ไม่หนี ดูให้ชัดว่าแท้จริงมันไม่ได้เที่ยงแท้ถาวร ยามใดที่เกิดความสุขใจ ก็เฝ้าสังเกตดูใจตนเอง ไม่ต้องไปดูที่ไหน ดูความฟูที่เกิดขึ้น ดูความลิงโลด ดูอย่างนั้น เราจะพบว่า ถ้าเรามีสติจดจ่ออยู่กับจิตใจตนเองขณะนั้น โดยไม่ต้องมีการเติมเชื้ออะไรเข้าไปอีก แม้กระทั่งความฟูความลิงโลดที่เกิดขึ้น มันก็ค่อยๆดับไปเองตามธรรมชาติ  ความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นมาก็เช่นกัน เกิดแล้วก็ดับ แต่ส่วนมากที่เราไม่เห็นดับ ก็เนื่องจากจิตใจเราปรุงแต่งทุกขณะ เราจึงเห็นความสุขที่เกิดขึ้น ความทุกข์ที่เกิดขึ้น เป็นความเที่ยงแท้ ย้อมจิตตนเองทุกค่ำทุกเช้า  ไม่ต่างอะไรกับการที่เราเติมเชื้อไฟเข้าไปเรื่อยๆ ไฟกำลังมอดก็สุมเข้าไปให้กระพือขึ้นมาอีก กองไฟนั้นจึงลุกติดต่อกัน ไม่มีวันดับ  

กิจข้อที่สอง  สมุทัยเหตุแห่งทุกข์ คือสิ่งที่ต้องละ  จิตใจที่วิ่งไปเกาะเกี่ยวอารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทางทวารทั้งห้า เช่นสิ่งที่ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส กายได้สัมผัส สิ่งนั้นก่อให้เกิดความสุข ก็วิ่งไปเกาะ อยากได้ตลอดไป  สิ่งใดที่ก่อให้เกิดทุกข์ ก็วิ่งไปเกาะ เกาะแบบไม่อยากเจออีกตลอดไป ทั้งสิ่งที่ก่อให้เกิดสุขเกิดทุกข์ รวมความก็คือ สร้างความอยาก   อยากที่จะอยาก  กับอยากที่จะไม่อยาก

เป็นการยากที่จะไม่ให้เห็น ไม่ต้องได้ยิน ไม่ต้องได้กลิ่น ไม่ต้องได้รส ไม่ต้องได้สัมผัส  เพราะสิ่งเหล่านี้คือธรรมชาติของชีวิต ที่ยังชีวิตเราให้อยู่รอดได้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือธรรมชาติคือสภาวธรรมที่ปรากฏ เพียงแต่เรารับรู้และใช้ประโยชน์จากมันให้ตรงตามธรรมชาติและสมมตบัญญัติในสังคม แต่อย่าตกเป็นทาสสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นการละเหตุแห่งทุกข์ จึงไม่ใช่การปิดตา ปิดหู ปิดจมูก ปิดการลิ้มรส ปิดการสัมผัส แต่มีสติทุกขณะที่ต้องอารมณ์เหล่านี้  รู้จัก แต่ไม่หลงตาม

กิจข้อที่สาม  นิโรธ คือสิ่งที่ต้องทำให้แจ้ง นี่คือส่วนผล ที่มาจากเหตุในกิจ ข้อที่ หนึ่งและสองและสี่  สภาวะนิโรธ มันปรากฏขึ้นเอง เช่นถูกคนตำหนิ กล่าวร้ายหรือถูกด่าทอ

พิจารณาที่เสียง เสียงก็คือเสียง แต่ที่เกิดความขุ่นเคืองเพราะรู้ความหมาย ที่มากระทบตน เริ่มแรกต้องมีความพยายามข่มกลั้น  จากนั้นพิจารณาเนื้อหาที่กระทบ จริงดังที่ว่าไหม หรือไม่จริง ถ้าจริงตนเองก็ต้องปรับปรุงตนเอง และควรนึกขอบคุณเขาที่ส่งเสียงมา ถ้าไม่จริงก็ไม่ต้องไปรับ เป็นเพียงลมที่พัดผ่านตาข่าย มาแล้วไปแล้ว ห้ามกันไม่ได้ และนึกถึงความขุ่นใจที่เผาทำลายจิตใจเขา หวังว่าวันหนึ่งเขาจะคิดได้ ไม่ทำร้ายตนเอง ให้อภัยเขา ไม่โกรธตอบ จิตใจก็สงบเพราะมีสติ ปัญญาก็ตามมา ความสงบสงัดอันนี้ คือนิโรธ ที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเอง

ขบวนการที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด ก็คือ  กิจในข้อที่ สี่

กิจข้อที่สี่ มรรค คือสิ่งที่ต้องทำให้มีขึ้น (ภาวนา) ดังตัวอย่างที่ยกมา สัมมาสติออกรับหน้าเป็นเบื้องต้น ทำให้กายวาจาของเราไม่ด่วนออกไปรับคำที่ว่ามา(วาจาและการกระทำทางกายทั้งหลาย)

สัมมาวายามะความเพียรพยายามข่มกลั้น เพ่งพิจารณาสภาวธรรมที่เกิด เช่นถ้าโกรธจากที่ได้ยิน ให้พิจารณาที่สภาวะโกรธนั้น ใจร้อนรุ่มก็รู้ ใจเต้นเร็วก็รู้

มีสติรู้อยู่ในสภาวะนั้น สัมมาสมาธิก็เกิด เพราะมีอารมณ์หนึ่งเดียว คือการพิจารณาสภาวะ เมื่อเห็นการเกิดและการดับของสภาวะโกรธ นั่นคือเข้าใจความจริงแท้ ว่า ไม่มีอะไรอื่นเลยนอกจากการที่มีตัวเรา มีตัวเขา เข้าใจเสียงนั้น แล้วเสียงนั้นมากระทบอัตตาเรา

ถ้าสิ่งที่กระทบอัตตาเรา มีส่วนที่ตัวเราควรถูกตำหนิ ก็ต้องนึกขอบใจในเสียงนั้น และตัวเราก็ดำริที่จะไม่แสดงอื่นใดในทางอกุศล นี่คือ สัมมาสังกัปปะ สัมมาทิฏฐิ เกิดพร้อมกัน

เมื่อเป็นดังนี้ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ก็ไหลรวมกัน  นี่คือ มรรคที่มีองค์แปด สมานสามัคคี จิตใจจึงสงบไม่วิ่งตามกิเลสกองต่างๆ เพราะความเข้าใจในสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น 

ส่วนบุคคลภายนอกเขาจะเห็นด้วยกับเราหรือไม่เห็นด้วย อาจขอบใจเราหรือเฉยๆ หรือยังด่าตำหนิต่อไป ก็เป็นเรื่องที่เราไม่อาจไปทำอะไรได้ เราห้ามตนเองไม่ให้มีอกุศลได้ แต่อย่าคิดห้ามผู้อื่น ทุกผู้คนต้องเป็นผู้ห้ามเป็นผู้ปฏิบัติเอง ตามภูมิชั้นแห่งปัญญาของแต่ละคน

การปฏิบัติให้ถูกต้องในกิจ ของอริยสัจสี่นี้ จึงเป็นหนทาง ที่จะทำให้เรารู้ในสิ่งที่เห็นได้ยาก ทั้งที่มันอยู่กับเราทุกลมหายใจเข้าออก

ในนันทิสูตร ที่เป็นบทตั้งต้นนี้ จึงแสดงให้เห็นถึง คนที่มีพร้อม เต็มไปด้วยความสุข อยากมีความสุขเช่นนั้นตลอดไป ไม่อยากเจอความทุกข์  ในขณะคนที่ยากไร้ ก็อยากที่จะพ้นไปจากความทุกข์ อยากจะมีความสุขที่ถาวรบ้าง  ทั้งความสุข ความทุกข์ ในภาษาคน รวมความก็คือ ความทุกข์ในภาษาธรรมนั่นเอง

ทุกคนอยากหนีทุกข์ แต่ก็พยายามจะกอดตัวความทุกข์ไว้ เพราะการไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจนั่นเอง

แต่ละคนจึงหนีจากทุกข์หนึ่งไปหาอีกทุกข์หนึ่ง (หนีจากสุขที่จำเจ แล้วเบื่อหน่ายกลายเป็นทุกข์ ไปหาสุขอื่นแล้วก็กลายเป็นทุกข์ วนเวียนกันไปเช่นนี้ )

คำตรัสของพระองค์ จึงหมายถึง การมี แล้วไปยึดติดในสิ่งเหล่านั้น ว่าเที่ยงถาวร อยากให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป นั่นคือความทุกข์ในภาษาคน

ไม่ใช่ให้ทุกคนทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิต แต่มีทุกสิ่งที่หามาได้ด้วยความชอบธรรม แต่ทุกสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้มาเป็นเครื่องพันธนาการจิตใจตนเอง เข้าใจการมีขึ้น และการจากไป

สุดท้าย การปฏิบัติ ที่เป็นทางแรกสุดนี้ ก็คือ การมีสติ เพราะอารมณ์ที่เข้ามาทางทวารทั้งหลาย เปรียบดังสายน้ำที่ทะลักเข้ามาที่จิตใจนี้ สติจึงเป็นเครื่องกั้น ปัญญาจึงตามมาเป็นเครื่องแก้ปัญหา

การฝึกสติจึงเป็นสิ่งสำคัญในพุทศาสนา

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
feng_shui วันที่ : 11/06/2018 เวลา : 23.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

สาธุ

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 10/06/2018 เวลา : 10.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

กราบอนุโมทนามาด้วยความเคารพครับ...

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พญาสุขุม วันที่ : 10/06/2018 เวลา : 07.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangrak


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน