*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 156
  • จำนวนผู้ชม : 193072
  • จำนวนผู้โหวต : 168
  • ส่ง msg :
  • โหวต 168 คน
<< มิถุนายน 2018 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน 2561
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 494 , 11:47:55 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ลิงเขียว , february26 และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

คำว่าวิตก  ภาษาคนหมายถึงความกังวล  เช่นวิตกกังวล  แต่ภาษาธรรม หมายถึงการดำริ  การคิดนึก

คนเรามีการคิดนึกตลอดเวลา การคิดนึกคือการปรุงแต่งของจิต  ถ้าเป็นการคิดนึกในทางกุศล ก็เป็นกุศลวิตก  ถ้าเป็นคิดนึกทางอกุศล ก็เป็น อกุศลวิตก

อกุศลวิตก เป็นสิ่งปกติที่มีในจิตใจคนทุกคน  (ยามที่สติมาไม่ทัน ซึ่งโดยมากก็มักมาไม่ทันเสมอในทุกผู้คน)  ที่ไม่ได้มีการฝึกอบรมจิต  จิตก็เหมือนกาย ที่ต้องฝึก  กายที่ฝึกก็แข็งแรงทนทานต่อการเจ็บไข้  จิตที่ฝึกก็เช่นกัน  แข็งแรงต่อสิ่งที่มากระทบกระเทือนใจ ไม่ให้กระเพื่อมไปตามแรง

ความคิดของคนเรา ที่ไปยึดติดกับอารมณ์ที่ล่วงเข้ามาทางทวารทั้งห้า มี ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส และมีมโนทวารคือทวารใจเป็นที่เก็บเรื่องราว พร้อมที่จะหยิบจับออกมา  จำแนกออกมามักไม่พ้น

เรื่องที่ ทำให้เรามีความสุข และคนอื่นก็มีความสุข  หนึ่ง

เรื่องที่เรามีความทุกข์ คนอื่นพลอยต้องทุกข์หรืออาจมีความสุขไม่ทุกข์ไปกับเราหนึ่ง

เรื่องที่เรามีความสุข ที่ได้ทำให้คนอื่นได้รับทุกข์หนึ่ง

ทั้งสามเรื่องทั้งสามวิตก ต่างอิงอาศัยปัจจัยภายนอกมาปรุงแต่งด้วยกันทั้งสิ้น

ทั้งสามเรื่อง เรากล่าวโดยย่อคือ  อกุศลวิตก สาม คือ

กามวิตก

พยาบาทวิตก

วิหิงสาวิตก

กามวิตกคืออะไร

  คือการที่ตัวเราและหรือตัวเขา ได้รับอารมณ์ที่สมใจ มีความสุข ก็อยากที่จะได้เป็นอย่างนั้นตลอดไป อยากให้ความสุขหรือปัจจัยที่มาเป็นที่ตั้งแห่งความสุขเป็นนิจจัง เที่ยงแท้ไม่สูญสลายไป  กามวิตกนี้เป็นเรื่องที่ละได้ยากที่สุด  ยกตัวอย่างเช่น การได้เสพสิ่งต่างๆ ทั้งจากการดู การฟัง การชิม การดม การสัมผัส การนึกคิดสิ่งจรุงใจ  เราทุกคนย่อมอยากได้แต่สิ่งเหล่านี้  การพูดคุยสนุกสนาน คนที่ฟังเราก็มีความสุข  เราเลยติดสิ่งเหล่านี้  อยากเป็นคนที่เพื่อนๆติด อยากให้เราอยู่ใกล้เขา  การแต่งตัวสวยงาม มีคนชม เราก็สุขใจ ติดในคำสรรเสริญเหล่านั้น  และก็หาทางที่จะคงสิ่งเหล่านั้นเอาไว้  ศิลปินตลก ที่สร้างความสำราญให้คนดู  เขาก็ต้องขวนขวายหามุขใหม่ๆมาเสนอคนดู เพื่อยังคงความบันเทิงเอาไว้  เบื้องหลังคงเหนื่อยใช่น้อย ที่ต้องคอยประคับประคอง สิ่งที่สร้างความสุขให้กับตนเองและผู้อื่น

คนที่เรารัก  เวลาเราทำอะไร ก็อยากให้เขามีความสุขกับสิ่งที่เราหยิบยื่นไป  ถ้าเขาไม่ตอบรับ  ความสุขที่ควรมีก็กลายเป็นทุกข์   นี่คือความเหนื่อยในเรื่องกามวิตก

พยาบาทวิตกคืออะไร

คือลักษณะจิตที่ขาดเมตตา ยามที่คนอื่นได้ดีมีสุข  ก็รู้สึกอิจฉาริษยา  ยิ่งไปเกิดกับคนที่เราไม่ชอบแล้ว พยาบาทวิตกยิ่งรุนแรง อยากจะแช่งให้เขาพบความวิบัติ  จิตใจที่เป็นพยาบาทวิตกนี้ จะร้อนรุ่ม เผาผลาญ ครุกรุ่นย้อมใจตลอดเวลา ยามที่ประสบอารมณ์เหล่านั้น  ในขณะที่คนที่เราพยาบาทเขา อาจไม่รู้เรื่อง  อาจมีความสุขความเจริญตามสิ่งที่เขาทำ  หรือพลอยเป็นทุกข์ยามที่เราสะกดกลั้นไม่ไหว ทะลักออกมาทาง กายหรือวาจา  นี่คือสภาพที่เราทุกข์  เขาสุข    ผิดกับกามวิตก คือสุขทั้งคู่

วิหิงสาวิตกคืออะไร

คือลักษณะจิตที่ต่อเนื่องมาจากพยาบาทวิตก  เห็นความทุกข์ผู้อื่น กลายเป็นความสุขตนเอง  เห็นคนที่เราไม่ชอบได้รับความฉิบหาย ก็รู้สึกสะใจ มีความสุข  หรือการที่เห็นสัตว์หรือคนได้รับความทรมาน  ก็ชื่นชมยินดี  ในความทรมานนั้น รู้สึกมีความสุขที่ได้ดู  เสมือนใช้สิ่งอื่นมากระทำตามความต้องการของเรา  แม้ว่าสิ่งที่มากระทำแทนจะเต็มไปด้วยความทุกข์ทางกายก็ตาม  ยกตัวอย่างเช่น กีฬามวย  ที่คนชกต่อยกัน ได้รับความเจ็บปวด แต่คนดูมีความสุขที่ได้เห็นสิ่งนั้น   การกัดปลา  ตีไก่ ก็เช่นกัน  นี่คือจิตที่มีความเบียดเบียนเป็นที่ตั้ง  มีความสุข บนความทุกข์ของผู้อื่น

ทั้งสามวิตกนี้  เป็นเรื่องปกติในจิตของคนส่วนมากในโลกนี้  มันจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องติดข้องในโลก ในวัฎฎะ  จิตใจไม่เป็นอิสระ จากอารมณ์ที่ล่วงเข้ามา  ยามที่ตา ประจวบรูป   หูประจวบเสียง  จมูกประจวบกลิ่น  ลิ้นประจวบรส  กายประจวบการสัมผัส  ใจประจวบกับความคิดคำนึง

อารมณ์ที่ล่วงเข้ามานี้ จึงกระตุ้นกิเลสทั้งสามกองที่บุคคลมีอยู่ คือ ราคะ โทสะ โมหะ  กลายเป็นวิตก 3

พระพุทธองค์จึงสั่งสอนให้ฝึกสติ  เพื่อที่ว่ายามที่ประสบอารมณ์ดังกล่าว จิตใจไม่ไปยึดติด  ให้ออกจากการติดดังกล่าว ที่เรียกว่า เนกขัมมะวิตก  คือคิดที่จะออกจากการผูกพันนั้นๆ โดยเฉพาะการยึดติดกับความสุข  เป็นสิ่งที่ละยากที่สุด  (ซึ่งไม่ใช่การทิ้งความสุขอันชอบธรรม  แต่แม้ความสุขอันชอบธรรมก็ให้รู้  ไม่ให้หลงติด  ได้ก็ดี ไม่มีก็ได้) ไม่ใช่ออกโดยการบวช หรือออกจากเรือน

ให้มีอพยาบาทวิตก    คือการมีจิตเมตตา  เข้ามาแทนที่ความพยาบาทความโกรธ

มี อวิหิงสาวิตก คือพ้นจากการเบียดเบียน ด้วยการมีความกรุณาเข้ามาแทนที่  อยากให้หมู่สัตว์พ้นจากความทุกข์

มีเพียงสติเท่านั้นที่จะทันอารมณ์ ที่รับเข้ามา  เราไม่สามารถปิดตาปิดหู ปิดทุกทวารได้ 

สุขทุกข์ก็เข้ามาทางเดียวกับ สิ่งที่พ้นสุขพ้นทุกข์   ข้าวสารก็มาจากข้าวเปลือก  อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นข้าวสารในข้าวเปลือกหรือไม่

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 16/06/2018 เวลา : 19.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

ทำใจยากจริงๆค่ะ
ขอบคุณคุณสมชัย+คุณณัฐรดา ที่่เขียนเรื่องมาเตือนสติประจำ อ่านแล้วยอมรับว่าทำใจยากมาก บางครั้งมีเหตุการณ์ต่่างๆเข้ามาทุกวัน ถ้าวันไหนโชคดีมีคนที่มีจิตใจเมตตาอยู่ใกล้ๆ ก็ช่วยเตือนสติเราด้วย
เหมือนที่เข้ามาอ่านเรื่องของคุณทั้งสอง ยอมรับว่ายังทำตามไม่ได้ เแต่ก็ช่วยเตือนสติได้...เหมือนมีคนมาสะกิดเตือนสติ


ความคิดเห็นที่ 7 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 16/06/2018 เวลา : 08.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ตอบfebruary26 คำว่า วิตก แปลว่า การนึกคิด ทุกคน นึกคิดกันทั้งวันครับ ไม่ใช่แปลว่าวิตกกังวลครับ
ขอบคุณ ณัฐรดา ที่มาแสดงความโดยพิสดารด้วยครับ
ตอบคุณ ลิงเขียว ดีครับ ทำได้บ่อยๆเราก็เบาสบาย
ตอบคุณยามครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมกัน

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 15/06/2018 เวลา : 08.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

ขอบคุณครับ สำหรับคำตอบ ผมจะค่อยๆอ่าน และตั้งใจอ่านเพื่อนทำความเข้าใจให้ดีครับ

ความคิดเห็นที่ 5 rattiya , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 15/06/2018 เวลา : 04.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ February26 คะ

ขอตอบแทนท่านเจ้าของบล็อกอย่างนี้ค่ะ วิตก ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าวิตกกังวลดังที่ใช้ในภาษาไทย แต่หมายถึง ความตริตรึก อันนำไปสู่การคิดต่อไปในเรื่องต่างๆ ดังนั้นเรื่องที่เราตริขึ้นในใจครั้งแรกจึงเป็นเรื่องอะไรก็ได้ เป็นได้ทั้งกุศล และ อกุศล

ในพุทธศาสนามีวิธีแก้ไขอกุศลวิตกเป็นขั้นๆไปค่ะ คือ

-มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
การมีพระพุทธเป็นสรณะหรือที่พึ่ง เชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นยอดแห่งกัลยาณมิตร แม้ทรงเป็นมนุษย์ ก็ยังทรงปฏิบัติจนพ้นจากทุกข์ ทรงถอนตัณหาได้ เราที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ก็สามารถพ้นจากการตริตรึก จากนึกตาม จนนำไปสู่ทุกข์ได้ด้วยการกระทำของเราเอง โดยไม่ต้องรออ้อนวอนจากปัจจัยใดๆเหมือนกัน

การมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นเกาะ คือเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ภาวะต่างๆ รวมไปถึงความทุกข์ด้วยนั้นล้วนไม่ใช่จากการดลบันดาลใดๆ ไม่เป็นไปตามใจปรารถนาแต่เกิดจากเหตุปัจจัย (อนัตตา) เพราะความที่ผลเกิดจากเหตุ จึงสามารถแก้ไขเหตุปัจจัยเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการได้

จึงน้อมนำธรรมอันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตนนั้นมาสู่ตน ซึ่งก็คือ เชื่อว่าความทุกข์อันเป็นมาจากการกระทำต่างๆทั้งทางกาย วาจา ใจ ที่ประกอบด้วยกิเลสคือราคะ โทสะ โมหะ นั้น หากตนสามารถดับได้ ตนก็สงบได้

จึงปฏิบัติตามธรรม สร้างเหตุปัจจัยเพื่อให้ได้ผลตามที่ตนต้องการด้วยการ "ทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน" จึงมีการพิจารณาถึงแดนหรือสาเหตุเกิดของทุกข์ทั้งหลาย ทั้งนี้ก็เพื่อรู้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นไม่เที่ยง (อนิจจัง) เปลี่ยนแปลงได้ (ทุกขัง) ดังนั้นเมื่อธรรมคือขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านั้นผันแปร คลายไป ดับไป หากคุณเอเห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริง ก็จะทำให้ละทุกข์ทั้งมวลได้ และเพราะละได้ จึงอยู่เป็นสุข

มีเรื่องควรระวังเกี่ยวกับความไม่เที่ยงอยู่อย่างหนึ่งค่ะ คือ เรามักมองความไม่เที่ยง การเปลี่ยนแปลงไป ว่าหมายถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทางร้ายเท่านั้น อันที่จริง การเปลี่ยนแปลง แม้จะเปลี่ยนไปในทางที่ดี ก็เรียกว่าไม่เที่ยงด้วยเหมือนกัน เพราะหากสร้างเหตุปัจจัยดี ผลที่เกิดจากเหตุก็ย่อมดีตามไป ไม่เช่นนั้น เราจะพัฒนาตนกันได้อย่างไร ถูกไหมคะ

การมีพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง คือ เห็นว่าคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้นปฏิบัติตามได้จริง มีผู้ปฏิบัติจนปรากฏผลอย่างพระพุทธเจ้ามาแล้ว และเห็นพระสงฆ์เป็นกัลยาณมิตร เมื่อมีผู้ทำตามพระองค์ได้ หากเราพยายาม เราก็ต้องทำได้เช่นกัน

-มีการเห็นตรงสภาวะ

ควรเห็นสิ่งที่ทำให้ทุกข์ว่าเป็นทุกข์ ไม่ใช่เห็นเป็นเหตุเกิดสุข เช่น การที่หญิงสาวคนหนึ่งจินตนาการว่าอดีตคนรักและเธอยังเป็นคู่รักสมัครสมาน เมื่อเธอคิดไปเธอก็เสพเวทนาจากการคิดนั้นไป แล้วเกิดความเห็นไปว่า ในเมื่อเธอมีความสุขในโลกของความเป็นจริงไม่ได้ ก็ขอมีความสุขในโลกแห่งความฝันก็แล้วกัน นั้น เป็นการเห็นผิด รู้ผิด รู้ไม่ตรงสภาวะ เพราะเธอกำลัง เห็นเหตุแห่งทุกข์เป็นเหตุแห่งสุข

เธอต้องเปลี่ยนความเห็นผิดนี้ให้ตรงสภาวะเสียก่อน คือ เห็นทุกข์เป็นทุกข์ ไม่ใช่เห็นทุกข์เป็นสุข (สัมมาทิฏฐิ)

เนื่องจากว่าเมื่อคิดขึ้นมาคราใด ก็จะเก็บผลสำเร็จที่คิดไว้ในรูปของความจำ (สัญญา) และเมื่อคิดถึงเขาในครั้งใหม่ ก็จะนำสัญญาที่เก็บไว้เดิมมาคิดปรุงแต่งต่อ ในที่สุดโลกในความคิดกับโลกแห่งความเป็นจริงก็จะห่างกันออกไปทุกที เมื่อถึงจุดที่ยอมรับความจริงไม่ได้ ทุกข์ใหญ่ก็ปรากฏในเมื่อนั้น

-มีความคิดจะแก้ปัญหา

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผลของทุกข์มี ๒ คือ ให้ใคร่หลงใหล และ ใคร่หาทางออก แม้คุณเอจะรู้ว่าทุกข์รออยู่ข้างหน้า หรือเมื่อทุกข์ปรากฏตัวขึ้นชัดเจนแล้ว หากเธอยอมจมอยู่ในความทุกข์ หรือก็คือหลงใหลในทุกข์ ปัญหาก็ไม่ถูกแก้ ปัญหาจะถูกแก้ก็ต่อเมื่อเธอยอมรับว่ามีปัญหา มีทุกข์ และหาทางออกเท่านั้น
อีกทั้งการมีความคิดที่จะรักษาความรักที่ไม่สมควรแม้จะเพียงในใจ ก็เป็นการเบียดเบียนตนเอง เพราะทำให้เหตุแห่งทุกข์จรเข้ามาอยู่เรื่อยๆ จรเข้ามาทีไร ก็เพิ่มกิเลสให้ทีนั้น ทำกองแห่งกิเลสให้ยิ่งใหญ่โตขึ้น ยากที่จะไถ่ถอนยิ่งขึ้น
เช่น เมื่อคิดถึงคนที่ไม่ควรคิดถึงทีไร ก็ร้อนใจ พยาบาทเขา (พยาบาท), อิจฉาคนใหม่ของเขา (อิสสา), เกิดการเปรียบเทียบตนกับคนใหม่ของเขา ว่าตนดีกว่าเขาบ้าง ต่ำกว่าเขาบ้าง เสมอเขาบ้าง (มานะ), โกรธที่เขาทั้งสองไม่เห็นใจตนบ้าง (โกธะ) ผูกโกรธเขาบ้าง (อุปนาหะ), คอยจับจ้องเขาบ้าง (อภิชฌาวิสมโลโภ), ลบหลู่คุณอดีตคนรักหรือคนใหม่ของเขาบ้าง (มักขะ), ตีเสมอว่าตนมีคุณเทียมเขาบ้าง (ปฬาสะ), ตระหนี่กับเขาทั้งในแง่การให้ปันสิ่งของ ความรู้ กำลังใจแกาเขาบ้าง (มัจฉริยะ), แกล้งแสดงกิริยา วาจา ที่ไม่ตรงกับใจบ้าง (มายา), อวดความดีของตนบ้าง (สาเถยยะ)แข่งดีกับคนใหม่ของอดีตคนรักเพื่อช่วงชิงอดีตคนรักกลับคืนมาบ้าง (สารัมภะ), ดูหมิ่นคนที่ทำให้ตนเสียใจบ้าง (อติมานะ) เหล่านี้เป็นต้น
และตามความเชื่อของชาวพุทธ หากสิ้นชีวิตในขณะที่มีความคิดเป็นอกุศล ทุคติเป็นที่พึงหวังได้ จึงมีความคิดที่จะเลิกการกระทำอันเบียดเบียนตนเองนั้น (สัมมาสังกัปปะ)

-มีการ ปรารภความเพียร

ถึงแม้ว่าจะมีความคิดที่จะแก้ปัญหาแล้ว หากไม่เริ่มต้นด้วยการกระทำ ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต้องทุกข์อยู่ร่ำไป

ในจรสูตร (ขุ.อิติ ฉปล) ๒๕/๑๑๐/๔๙๐-๔๙๑) ตรัสถึงการกระทำที่ตรัสเรียกว่าปรารภความเพียรว่า หากกามวิตก (ความตรึกในสิ่งที่น่ารื่นรมย์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย) พยาบาทวิตก (ความตรึกในทางพยาบาท) หรือ วิหิงสาวิตก (ความตรึกในทางเบียดเบียน) เกิดขึ้นในใจ ไม่ว่าจะกำลังนั่ง เดิน นอน หากเราไม่รับความตรึกนั้น แต่เรา

-ละ (คือไม่ยอมรับ ไม่เอา ตัดความตริตรึกนั้นได้ หันเหความสนใจออกจากความตริตรึกนั้นได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น ตั้งสติให้จดจ่อกับลมหายใจ กับอิริยาบท เป็นต้น แทนการคิด)

-บรรเทา (คือ พิจารณาให้เห็นคุณ โทษ การหาทางออกจากคุณโทษนั้นๆ)

-ทำให้สิ้นสุด (คือ ไม่ถอยหลัง หากความคิดนั้นเวียนวนเข้ามาในครั้งต่อไป ก็ไม่ยอมรับ ปฏิบัติตามวิธีที่เคยใช้ได้ผลมาแล้ว ไม่ใช่ครั้งนี้พยายาม ครั้งต่อไปปล่อยใจไหลตามกิเลส จนทำให้ ละ รับ อกุศลธรรมสลับกันไป)

-ทำให้เกิดมีขึ้นอีกไม่ได้ต่อไป ( คือ เพียรปิดกั้นอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดมีขึ้น เพียรละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว บรรเทา ทำให้สิ้นไป เพียรสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว)

ก็เรียกว่าเราได้ปรารภความเพียรกำจัดอกุศลธรรมแล้ว

เมื่อเริ่มต้นแล้ว ก็ต้องมีความพยายามรักษาสิ่งดีๆที่ได้เริ่มต้นไว้ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้นตามมา และ เพียรละอกุศลวิตกอกุศลธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วรวมถึงระวังอกุศลธรรมใหม่ไม่ให้เกิดขึ้นได้อีก

ความเพียรทั้งละ ป้องกัน ริเริ่ม รักษา เหล่านี้เรียกว่า (สัมมาวายามะ)

-มีการฝึกสติปัฏฐาน

พยายามตั้งสติติดตามสภาวะที่ปรากฏ เพื่อดับได้ทันท่วงทีก่อนที่จะขยายใหญ่โต อันเป็นการคอยระวังไม่ให้สร้างอกุศลธรรมใหม่ และเมื่อดับได้แล้ว ก็พิจารณาหาเหตุปัจจัยที่ส่งให้เกิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก อันเป็นการขูดลอกอกุศลธรรมเก่า (สัมมาสติ)

-มีการฝึกสมาธิ

เพื่อประคองจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน จึงมีการฝึกกรรมฐานที่เหมาะแก่สถานการณ์ เช่น ตามตัวอย่างเดิม เมื่อจิตฟุ้งซ่านอยากคิดถึงอดีตคนรัก เมื่อจิตอยากคิดก็ให้คิด แต่แทนที่จะคิดไปด้วยความฟุ้งซ่าน ก็คิดเพื่อให้สงบ ด้วยพุทธานุสสติ เป็นต้น ซึ่งพุทธานุสสตินี้ยังสามารถใช้ยกจิตที่หดหู่ ซึมเศร้า ได้ด้วย หรือในยามปกติ ก็ฝึกอานาปานสติ เพื่อฝึกการควบคุมเหตุปัจจัยอันส่งผลให้จิตสงบ ตั้งมั่น เป็นสมาธิได้ เป็นต้น (สัมมาสมาธิ)

เหล่านี้เป็นต้น

เนื่องจาก

“จิตนี้ดิ้นรน กวัดแกว่ง ห้ามยาก รักษายาก”

แม้จะพยายามรักษา แต่อกุศลวิตกก็ยังจรเข้ามาให้ได้คิดตาม ฟุ้งซ่าน จนทุกข์ใจตามไปได้อยู่เรื่อยๆ จึงต้องทำตามทั้งหมดที่เล่ามานั้น อยู่เรื่อยๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลิงเขียว from mobile วันที่ : 14/06/2018 เวลา : 22.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ

ตามคำหลวงปู่บอกเอาไว้
..เวลาตื่นนอนขึ้นมาให้ระลึกถึงบุญกุศลที่เราได้กระทำมา จะทำให้เราสุขใจ..
แล้วค่อยตื่นไปอาบน้ำ เตรียมไปทำงาน
บางทีก็ทำได้ค่ะ
แบบว่า
นอนหลับตาสักพักแล้วหายใจเข้าออก พุทโธ อย่างช้าๆ
แล้วนึกถึงเรื่องราวดีๆ
ก็สุขใจดีนะคะ

แต่ไม่ใช่ทุกเช้าหรอก
บางเช้าก็รีบอ่านะ

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
february26 วันที่ : 14/06/2018 เวลา : 21.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

เรื่องที่ ทำให้เรามีความสุข และคนอื่นก็มีความสุข เป็นความวิตก ด้วยเหรอครับ

ความคิดเห็นที่ 2 rattiya , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 14/06/2018 เวลา : 20.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

เป็นธรรมดานะคะที่อกุศลวิตกจะเกิดขึ้นแก่เรา สติระลึกได้ก็รู้ได้ว่าอกุศลธรรมจรมาสู่ใจแล้ว ระลึกไม่ได้ก็ไม่รู้

เมื่อใดที่สติระลึกได้ว่ากำลังตริ(วิตก)และตรอง(วิจาร)ในธรรมที่เป็นอกุศลอยู่ สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ตรัสสอนว่าอย่าปล่อยให้การตริหรือตรองนั้นดับไปเฉยๆตามสภาพเกิดดับ แต่ให้พิจารณาอย่างถ้วนทั่วจนดับ

เราจึงไม่ควรบอกตนเองว่าตนปล่อยวางแล้ว ตนวางเฉยหรืออุเบกกขาแล้ว โดยที่ยังไม่ได้มีการพิจารณา เพราะนั่นคืออัญญานุเบกขา เนื่องจากอุเบกขาไม่ได้เกิดขึ้นได้เอง แต่เกิดจากการตามเห็น จนสิ่งที่เป็นที่ตั้งของความกระทบกระทั่ง (ปฏิฆนิมิต) ไม่สามารถตั้งอยู่ได้

เพราะปฏิฆนิมิตจะตั้งอยู่ไม่ได้ ถ้าได้อาหารคือโยนิโสมนสิการเท่านั้น

แต่บางทีเราแม้เราจะตามพิจารณาแล้ว แต่ก็ยังไม่ถ้วนทั่ว หรือไม่ ก็ไม่เข้าใจจิตตนเองค่ะ เราจึงมักเข้าใจว่าเราปล่อยวางแล้ว วางเฉยแล้ว แต่เรื่องนั้นยังจรมาสู่ใจได้ทั้งวัน ยังวิตกถึงเรื่องนั้นๆบ่อยๆ

ก็ต้องทำตามที่สมเด็จท่านตรัสสอนต่อค่ะ คือ ไม่ปล่อยให้วิตกนั้นดับไปตามสภาพ แต่นำมาพิจารณาซ้ำจนดับ

เพราะโพชฌงค์เจ็ดสมบูรณ์ วิชชา วิมุตติ จึงสมบูรณ์

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ยามครับ วันที่ : 14/06/2018 เวลา : 14.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ขอบคุณครับ เรื่องดีๆครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน