*/
  • สมชัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : vansomchai99@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-10-08
  • จำนวนเรื่อง : 162
  • จำนวนผู้ชม : 240087
  • จำนวนผู้โหวต : 172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 172 คน
<< ธันวาคม 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม 2561
Posted by สมชัย , ผู้อ่าน : 551 , 09:02:35 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

นึกถึงความตาย

ผมและคู่ชีวิตต่างคอยเตือนกันอยู่เสมอ ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ต่างต้องอยู่คนเดียว เมื่อต้องอยู่คนเดียวต้องอยู่ให้ได้

เพราะในที่สุดไม่ใครก็ใครต้องตายไปก่อน  เราทั้งคู่ชอบนอนมองดูฟ้า แล้วก็นับวันว่า  เวลาที่เราจะอยู่แบบนี้ น้อยลงไปอีกหนึ่งวัน  ตัวเราเทียบกับจักวาลนี้ ดูเล็กกระจ้อยร่อยนัก  ทั่วทั้งเรือนร่าง เต็มไปด้วยความทุกข์  ต้องคอยปรนนิบัติบำรุง ตลอดเวลา  แม้กระนั้นก็ยังเสื่อมทรามไปเรื่อยๆ

เราสองคนคิดตรงกันว่า  เมื่อไหร่ที่ต้องตาย คือวันที่สบายเมื่อนั้น  เมื่อวันที่สบายยังมาไม่ถึง ก็พยายามมุ่งขัดเกลากิเลสที่ติดตัวมาออกให้มากที่สุด

การระลึกถึงความตายเนืองๆเป็นสิ่งหนึ่งที่พระพุทธองค์สั่งสอนให้มีการอบรมขึ้นมาในจิต  เพราะเป็นสิ่งที่เกิดกับเราแน่ๆ บางอย่างที่เราไม่อยากได้  เรายังสามารถเลี่ยงได้ ไม่รับมัน  แต่ความตายนี้ เป็นของที่พ่วงมากับ การเกิด   ถ้าไม่อยากตาย ก็ต้องไม่เกิด  ถ้าเกิด ยังไงก็ต้องตาย   เรายินดีกับการเกิด  เราก็ต้องยินดีกับการตายด้วย

เรื่องการเกิด การตาย ก็ไม่ต่างอะไรกับโลกธรรม ๘  ได้ลาภ ก็เสื่อมลาภ   ถ้าไม่มีลาภ จะมีลาภที่ไหนมาให้เสื่อม   ได้ยศ ก็เสื่อมยศ  คนที่ไม่มียศ ก็ไม่เศร้าโศกเพราะเสื่อมยศ  เพราะไม่มียศให้เสื่อม

พระองค์ตรัสว่า เกิด คือ ทุกข์    ในสมัยโบราณมันทุกข์จริงๆ  การแพทย์ที่ยังไม่เจริญ  การเกิดหลายครั้ง พาเอาแม่และลูก ตายไปก็มาก   แต่ในสมัยปัจจุบัน   เราไม่ค่อยรู้สึกความทุกข์จากการเกิด 

เรายินดีในวันที่ฉลองวันคล้ายวันเกิด หรือบางทีก็เรียก แซยิด   อาจจะต้องมาคิดใหม่ว่า  วันที่คล้ายวันเกิด คือวันที่เราก้าวเข้าหาวันตายเข้าไปทุกที

เราอยู่กับความตายมาตั้งแต่เกิด  แต่เราไม่รู้ตัว  ความตายมีสองอย่าง คือ   ความตายที่ปกปิด  กับความตายที่ไม่ปกปิด

ความตายที่ปกปิด คือความตายที่เรามองไม่เห็น  ร่างกายเรานี้เริ่มต้นตายตั้งแต่วันแรกที่เราเกิด  เซลหนึ่งตายลง  อีกเซลเกิดใหม่  ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเช่นนี้  เพราะการตาย และการเกิดสลับกันไปเช่นนี้  รูปร่างหน้าตาเราถึงได้แปรเปลี่ยนจากเด็กไปสู่หนุ่มสาว  จากหนุ่มสาวไปวัยชรา  การสืบต่อ หรือสันตตินี้ มันจึงปิดบัง ความไม่เที่ยง(อนิจจัง)  เราจึงคิดว่าทุกสิ่งเที่ยงแท้(นิจจัง)อยู่ตลอดเวลา  และการแปรเปลี่ยนไม่อยู่กับที่นี้  จึงเป็นภาวะที่มันอยู่สภาพเดิมได้ยาก(ทุกขัง)  นี่คือสิ่งที่เรียกว่า  ทุกขลักษณะ  ตัวเราความจริงคือก้อนทุกข์ก้อนหนึ่ง  ที่อยู่สภาพเดิมยาก  ต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  จะห้ามตามใจเราก็ไม่ได้   นี่จึงเป็นสิ่งทีเรียกว่า  อนัตตา      ดังนั้นตัวเราจึงเป็นสิ่งที่เรียกว่า    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

จนที่สุด การแปรเปลี่ยนก็มาถึงจุดที่ ขาดสมดุล คุมกันไม่อยู่  ถึงคราวตายที่เรียกว่า ความตายที่ไม่ปกปิด

ความตายที่ไม่ปกปิดนี้  คนเราหวาดกลัวกัน  ที่หวาดกลัวก็เพราะเหตุที่เราไม่ฝึกจิตใจตนเอง ให้รู้จัก หรือเตรียมรับมือ ด้วยการระลึกถึงมันเนืองๆ  จนจิตใจสงบ ไม่ตื่นตระหนก ในยามที่มันมาถึง  พอมาถึงจริง ก็เตรียมต้อนรับขับสู้ด้วยใจยินดี เพราะคิดถึงกันมานานว่าเมื่อไหร่จะมาเยี่ยม

อาจมีคนสงสัยว่า ระลึกความตายมันได้อะไร   ส่วนหนึ่งที่ได้ค่อนข้างผิวเผินก็คือ  การหวาดหวั่นต่อการตายน้อยลง แต่วัตถุประสงค์หลักก็คือ การลดหรือคลายความทุกข์ใจที่ต้องสูญเสีย  สูญเสียตนเอง  สูญเสียคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นคู่ชีวิต  บุตรธิดา  เพื่อนรัก  คนสนิท ที่เราผูกพันเขาอยู่  เพราะทุกสิ่งที่เรามีเราผูกอยู่  ต้องถึงความตายด้วยกันทั้งสิ้น

การระลึกความตาย ที่เรียกกันว่า มรณัสสติ  เป็นยาสมานใจ  ทำให้ใจแข็งแรง เพราะมีการฝึกเนืองๆ 

พระบรมศาสดา ได้ให้กรรมฐาน สี่อย่าง ที่เรียกว่า  จตุรารักขกัมมัฏฐาน  คือการงานที่ฝึกจิต  

กรรมฐานคืองานของจิต  สี่อย่างนี้ประกอบด้วย

1.พุทธานุสสติ

2.เจริญเมตตาพรหมวิหาร

3.อสุภกัมมัฏฐาน

4.มรณัสสติ

ยามใดที่เราลุ่มหลงไปกับชีวิต ไม่ได้ทำคุณประโยชน์ ปล่อยตัวสบายไปวันๆ  ใช้ชีวิตที่ประมาท เหมือนกับตนเองมีชีวิตอมตะยั่งยืน  พุทธานุสสติ กับ มรณัสสติ จะช่วยดึงเรากลับมาได้  ว่าเออหนอ พระบรมศาสดาทิ้งทรัพย์สมบัติ  ออกมาฝึกตนขัดเกลาตน  อยู่อย่างยาก เมื่อค้นพบหนทางดับทุกข์ ก็เที่ยวจาริกไปที่ต่างๆ อย่างไม่ย่อท้อ  แม้พระวรกายจะเต็มไปด้วยอาพาธจากอายุที่มาก  ระยะเวลา 45 พรรษา ที่ออกเผยแพร่สั่งสอนธรรมะ  ไม่ได้มีอินเตอร์เนท  ไม่มีรถยนต์ เครื่องบิน  ไม่มีตำรา  อย่างสมัยนี้  แต่พระองค์ก็มุ่งมั่น เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ดังนั้นเราจึงไม่ควรประมาทกับชีวิต เพราะความตายนั้นอยู่คู่กับเราตลอดเวลา เหมือนเงาตามตัว ถ้าปล่อยไปสบายๆอย่างนี้กับชีวิต ไม่ได้ขัดเกลาตน ไม่ช่วยเหลือผู้อื่น เหมือนเกิดมาเพื่อหายใจกับกิน ขี้ ไปวันๆ นับเป็นการสูญเปล่า  พอถึงเวลาจะตายขึ้นมา ก็อาลัยอาวรณ์กับสิ่งเสพที่ตนไปติดไปสยบอยู่  กลายเป็นทุกข์ใจก่อนตาย เพราะยังไม่อยากตาย

ยามใดที่เราเกิดโทสะ จากผู้อื่นใดก็ดี  เราจะเจริญเมตตาที่ตนเองก่อน  เพราะไฟโทสะมีอาการเผาผลาญ  ถ้าปล่อยให้สิ่งนี้เผาผลาญจิตตนเอง นั่นแสดงว่า เราไม่เมตตาตนเอง  ยามที่เราเมตตาตนเองจนจิตใจสงบลงได้ เราจะรู้ถึงคุณประโยชน์ของมัน  และถึงตอนนี้ เราจะเข้าใจคนที่ทำให้เราโกรธ  เราจะไม่ตอบโต้ให้เขาต้องโกรธเรา  เพราะถ้าทำอย่างนั้นเราคือเหตุที่ทำให้ไฟในใจเขาลุกขึ้นมา  ใช้เมตตาต่อเขา  เขาจะไม่สนใจหรือยังโกรธเราต่อก็เป็นเรื่องของเขา  แต่ใจเราสงบแล้ว  นี่คือการคุ้มครองใจตนเอง

ยามใดที่เราหลงติดกับรูปลักษณ์ เกิดความโลภ เกิดราคะ รักใคร่ยินดี อยากครอบครอง แม้จะด้วยวิธีไม่ชอบธรรม  ให้เจริญ อสุภะกัมมัฏฐาน  ดูความเปลี่ยนแปลง ดูความไม่งาม  เมื่อเห็นดังนั้น จิตเราจะปล่อยวางจากสิ่งเหล่านี้  อาจยึด แต่ไม่ติด  การไปงานศพ แล้วมีการเปิดหีบทุกครั้ง ถ้ามีโอกาสควรใช้เวลานี้พิจารณาเนืองๆ 

งานของจิตทั้งสี่อย่างนี้  เป็นธรรมะที่คุ้มครอง ที่อารักขาจิตใจ  หมั่นพิจารณาให้มาก  การพิจารณาในเบื้องต้น ก็อาศัย สัญญา คือความจำได้หมายรู้นี่แหละ  บ่มเพาะกันไป  หมั่นนึก หมั่นระลึก  ที่เรียกว่า อนุสสติ  คือตามระลึก  นานวันเข้า มันก็กลายเป็นเนื้อเป็นตัว  เวลาจิตได้สมาธิขึ้นมา  บางครั้งนิมิตมันปรากฏออกมาเอง  ไม่ใช่จากการนึก  แต่เพราะมาจากการอบรมบ่มเพาะ จนจิตโน้มเอียงไปเอง

ในทางโลก ก็พอหากรณีที่เปรียบเทียบกันได้  เช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น  ประเทศเขามีแผ่นดินไหวเนืองๆ  ดังนั้นตามโรงเรียนต่างๆ หรือสถานที่ทำงาน  เขาจึงมีการซ้อมรับมือกับการเกิดแผ่นดินไหว  ซ้อมบ่อยๆ  ซ้อมจนชำนาญ ซ้อมจนยามที่เกิดจริง ก็ไม่หวั่นไหว  รับมือได้อย่างมีสติ  ซึ่งการซ้อมใหม่ๆ เราต้องคอยจำให้ได้ว่าต้องทำอะไรบ้าง หนึ่งสองสาม  ตามลำดับซึ่งอาจขลุกขลัก  แต่เมื่อชำนาญ ก็ไม่ต้องมานั่งจำนั่งท่อง  มันเป็นไปเอง

ในเรื่องฝึกจิต  เรื่องการรำลึกความตายนี้ก็เช่นกัน  เราไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่  ทั้งที่เกิดกับเรา เกิดกับครอบครัว  เหมือนแผ่นดินไหว   ถ้าเราฝึกรับมือเรื่อยๆ  เวลาของจริงมา  จิตใจมันกระเพื่อมหรือหวั่นไหวน้อยลง  อย่างน้อยก็ไม่ฟูมฟายสติแตก  ตีอก ชกหัว คร่ำครวญ  ทำให้คนรอบข้างพลอยทุกข์ใจไปด้วย   เรื่องแบบนี้ต้องเกิดกับทุกคน  ไม่เหมือนแผ่นดินไหว  บางคนเกิดจนตายก็ยังไม่เคยเจอ   แต่การรับมือความตายนี้  เป็นของที่ต้องเจอแน่ๆ 

ควรที่จะรีบอารักขาจิตใจตนเอง  ยามที่ยังมีโอกาส  เพราะถึงคราวที่ต้องตายจริง มาท่องมาสวดมนต์ คิดหรือว่า จิตใจตนเองจะได้รับการคุ้มครองทัน   เหมือนคนไม่ยอมซ้อมรับมือแผ่นดินไหว  พอเกิดจริง ไม่มีเวลามาให้นั่งท่อง ขั้นตอนต่างๆที่มีการสอนเอาไว้

การระลึกความตายเนืองๆ จึงทำให้จิตใจสงบจริง

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 สมชัย , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สำรวจฟ้า วันที่ : 26/12/2018 เวลา : 16.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

กว่าจะคิดได้ก็ถึงวัยชราหรือวัยที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยบาลที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว

สมัยนี้เกือบทุกคนอยู่ในยุคของการปรุงแต่งลุ่มหลงตัวเองไม่ว่าจะไปที่ไหนเดินไปที่ใดจะเห็นแต่คนทันสมัยยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพตนเอง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน