• MrForever
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-12-20
  • จำนวนเรื่อง : 2
  • จำนวนผู้ชม : 15832
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2 คน
เหรียญสองด้าน
นำเสนอเหรียญอีกหนึ่งด้าน ที่บางครั้งคนหลายคนถูกชักจูงให้มองข้าม หรือมองไม่เห็น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever
วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม 2552
Posted by MrForever , ผู้อ่าน : 2557 , 20:18:04 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

 

Part I  - โครงการประตูระบายน้ำแม่สอย… เหรียญอีกด้านที่ถูกใครบางคนปกปิดไว้...

 

 

“วันที่ 18 ว่างไหม ช่วยไปถ่ายรูปที่แม่สอยให้หน่อย” น้ำเสียงที่คุ้นเคยของใครบางคน

เอ่ยถามผมที่กำลังวุ่นวนอยู่กับการเตรียมลงแข่งงาน Canon Photo Marathon

ในวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคมที่กำลังจะถึงอีกไม่กี่วัน  แต่เมื่อถูกร้องขอ ก็รับปากไปครับ

นัดแนะเวลาเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะทราบจากกำหนดการว่าทางคณะกรรมการสิทธิ์

จะลงพื้นที่ถามไถ่ข้อมูลจากชาวบ้านตั้งแต่เช้า

 

คืนนั้นก็เลยหาข่าวสารเกี่ยวกับโครงการนี้ที่แม่สอยทาง Internet เสียหน่อย

ซึ่งก็ได้ข้อมูลบ้างพอสมควร คร่าวๆ ที่เก็บใจความได้ก็คือเป็นโครงการที่ทำขึ้น

เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในช่วงหน้าฝน และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำในช่วงหน้าแล้ง

แต่ปัญหาก็คือตัวแทนชาวบ้านแม่สอยไม่เห็นด้วยกับโครงการ ด้วยเหตุผลที่ว่า

ต่อให้ไม่มีโครงการนี้ ชาวบ้านแม่สอยก็มีน้ำกินน้ำใช้กันในหน้าแล้งดีอยู่แล้ว

ส่วนปัญหาน้ำท่วมในหน้าฝนนั้น เป็นปํญหาที่ชาวบ้านปรับตัวได้เพราะเจอกันมาจนชิน

 

ข้อมูลที่ได้ทำเอาผมงง เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าอย่างนั้นโครงการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

แล้วทำไมถึงเป็นโครงการพระราชดำริได้ หากว่าไม่มีชาวบ้านยื่นฎีการ้องขอไป

แล้วถ้าชาวบ้านไม่ต้องการโครงการนี้จริงๆ รัฐจะทำอย่างไร เพราะดูจากข้อมูลแล้ว

ดูเหมือนว่าโครงการจะเดินหน้าแบบเต็มที่ ตามประสาโครงการไทยเข้มแข็ง

ที่เดินโครงการแบบรูปปรึดๆ ก่อนจะหมดโอกาสกอบโกย

 

หลายต่อหลายข้อมูลที่ได้รับทำให้ผมรู้สึกสับสน แต่ก็ได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าพึ่งเชื่ออะไรมาก

บ่อยครั้งไปที่สื่อถูกหลอกด้วยการให้ข้อมูลด้านเดียว และพูดความจริงไม่หมด

และบ่อยครั้งไปที่สื่อถูกตัวแทนชาวบ้านบางคน ที่มีกลุ่มบางกลุ่มหนุนหลัง

สร้างละครดราม่าเรียกน้ำตา จนทำให้ผู้สื่อข่าวบางคนหลงเชื่ออย่างปักใจ

ว่าข้อมูลที่ได้รับจากคนที่สถาปนาตัวเองว่าเป็นตัวแทนชาวบ้านนั้นคือข้อเท็จจริง

ประสบการณ์จากสนามข่าวในหลากหลายพื้นที่ ทำให้ผมเลือกที่จะตั้งเหรียญไว้ตรงกลาง

ไม่ปล่อยให้ด้านใดด้านหนึ่งล้มทับจนมองข้ามความเห็นของเหรียญอีกหนึ่งด้านไป

 

รูปที่ 1 – บอร์ดแสดงข้อมูลโครงการประตูระบายน้ำแม่สอยที่อยู่ภายในเต็นท์ใกล้ที่ประชุม

จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการโดยกรมชลประทาน

 

 

เดินทางไปถึงบริเวณที่จะมีการประชุมกันราวๆ 9 โมง ซึ่งจุดที่จะประชุมนั้นถูกเปลี่ยนจาก

ห้องประชุมของ อบต.แม่สอย เป็นบริเวณจุดที่ตั้งหลักของโครงการประตูระบายน้ำแม่สอย

ผมยืนมองดูลำน้ำปิงที่น่าจะเรียกว่าแห้งคอดได้อย่างเต็มปาก สังเกตจากมีชาวบ้านเดินไปมา

ในลำน้ำ พร้อมกับเห็นได้ไม่ยากว่าปริมาณนั้นสูงไม่ถึงหัวเข่าด้วยซ้ำไป

 

รูปที่ 2 – สภาพล้ำน้ำปิงที่แห้งขอดจนมองเห็นสันทรายมากกว่า 80% ของพื้นที่ลำน้ำเดิม จุดที่เป็นระดับกักเก็บที่ +266.00 นั้นอยู่ห่างจากระดับพื้นของสนามประชุมราวๆ 3 – 4 เมตร

 

 

 

“ช่วงนี้ไม่ได้สูบน้ำออก น้ำปิงเลยเหลือให้เห็นวันนี้เยอะหน่อย” ปลายเสียงนั้นเต็มไปด้วยน้ำเสียงปลงๆ

ปนประชดประชันชะตาชีวิตของตัวเองบ้างเล็กๆ น้อยๆ

 

“นี่พึ่งจะพ้นหน้าฝนมาได้สองสามเดือนเอง น้ำมันแห้งได้ขนาดนี้แล้วเหรอครับ” ผมเอ่ยถามไป

ด้วยความสงสัย เพราะไม่คิดว่าระดับน้ำจะลดต่ำลงไปได้มากขนาดนี้ภายในเวลาไม่กี่เดือน

 

“แล้วยังงี้หน้าแล้งน้ำจะเหลือแค่ไหนกันครับนี้” คำถามของผมเรียกเสียงหัวเราะแบบเจือความระทม

แบบคับอกคับใจของชาวบ้านบริเวณได้เป็นอย่างดี

 

“แห้งแค่ไหนเหรอพ่อหนุ่ม  เอาเป็นว่ามดมันข้ามไปข้ามมาระหว่างสองฝั่งได้สบายก็แล้วกัน”

 

“อ้าวแล้วอย่างนี้เอาน้ำที่ไหนมาทำการเกษตรช่วงหน้าแล้งกันล่ะ”

 

“ก็ต้องเจาะ ต้องสูบเอาจากน้ำใต้ดินแหละ  แต่เจาะกันทีก็หมดกันเป็นหมื่นๆ ใครไม่มีเงินก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้น้ำ”

 

รูปที่ 3 – สภาพล้ำน้ำปิงที่แห้งขอดจนถูกใช้ทำเป็นสนามตะกร้อ และสนามฟุตบอลชั่วคราวระหว่างที่น้ำแห้ง ลำน้ำปิงที่เห็นในภาพมีระดับน้ำสูงไม่ถึงเจ็ดสิบเซ็นติเมตร เดินข้ามไปอีกฝั่งได้อย่างสบายๆ

 

 

 

“ถ้างั้นที่ตัวแทนชาวบ้านที่ไปยื่นหนังสือประท้วงบอกว่าต่อให้ไม่มีโครงการ ชาวบ้านแม่สอย

ก็มีน้ำกินน้ำใช้กันอย่างพอเพียงก็ไม่จริงนะสิครับ” ผมถามกลับไปพร้อมปรายตามองไปยังลำน้ำปิง

ที่แห้งขอดเบื้องหน้า จินตนาการได้ไม่ยากเลย ว่าช่วงหน้าแล้งน้ำจะเหือดแห้งไปมากกว่านี้เพียงใด

 

“มันก็พูดเองเอ่อเองทั้งนั้นแหละ ใครให้มันเป็นตัวแทนชาวบ้านกัน ทั้งกลุ่มคัดค้านนั้นพ่อหนุ่มรู้ไหม

ว่าเป็นชาวบ้านแม่สอยสักกี่คน  มีกันยี่สิบกว่าคนเท่านั้นแหละ นอกนั้นก็พวก NGOs หนุนหมด

ดูข่าวในทีวีแล้วมันปวดใจเหลือเกินที่ไปพูดว่าชาวบ้านแม่สอยไม่ต้องการน้ำ ก็พูดซะอย่างนี้

แล้วจะให้คนที่เหลือเขาคิดกันยังไง ดูข่าวในทีวีพ่อหนุ่มก็น่าจะเห็นนะ ว่าคนเหนืออย่างเรา

มันมีพวกหัวหยิก ผิวดำแบบนั้นซะทีไหน” 

 

“ที่สำคัญคนแม่สอยก็ไม่ได้เรียนหนังสืออะไรสูง จบป.สี่ ก็เข้าสวนเข้านา ทำเป็นแค่นี้

จะเอาปัญหาที่ไหนไปยื่นหนังสืออะไรแบบนั้น ถ้าไม่มีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง”

 

จากนั้นสารพัดข้อมูลจากฝ่ายสนับสนุนก็ทำเอาผมรู้สึกว่า ข้อมูลที่ได้รับจากเหรียญทั้งสองด้านนั้น

มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน แม้ในใจจะยังบอกกับตัวเองว่าอย่าพึ่งเชื่ออะไรก็ตามที

แต่ภาพน้ำปิงที่เห็นเบื้องหน้า และข้อมูลที่ได้รับจากชาวบ้านหลายสิบคน ณ เวลานั้น

มันช่างทำให้ผมหวั่นไหวเหลือเกิน

 

“แล้วนี่มีใครได้เห็นคณะกรรมการสิทธิ์มาลงพื้นที่บ้างหรือยัง” ผมถามอีกคำถามหนึ่ง

เมื่อเห็นว่าชาวบ้านเริ่มมุงเข้ามาให้ข้อมูลต่างๆ นานามากขึ้น

 

“เขาอยู่ฝั่ง NGOs นู้น  คงไม่มาถามอะไรพวกเราหรอก จะถามก็คงไปฝั่งฝ่ายค้านนู้นแหละ

ทางนี้เขาไม่สนใจหรอกว่าชาวบ้านส่วนใหญ่เขาคิดอะไร ต้องการอะไร”

ดูเหมือนว่าคำถามนี้จะจุดประเด็นใหม่ให้เกิดขึ้นจนมากเกินไป และทำให้เห็นได้ชัด

ว่าภาพของคณะกรรมการสิทธิ์ในสายตาชาวบ้านนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งผมก็ได้แต่หวังว่า

มันจะเป็นเพียงความเข้าใจผิดของชาวบ้าน และที่สำคัญผมเองก็ไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนัก

จึงไม่กล้าจะไปคิดไปตัดสินใจอะไร ทำได้เพียงแค่ยิ้มและเอ่ยลาเพียงเท่านั้น

 

ระหว่างนั้นทางทีมข่าวก็ขับรถไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่น่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ

แต่ก็ไม่พบกับทีมงานของเจ้าหน้าที่กรรมการสิทธิ์แต่อย่างใด ทำให้ไม่สามารถทำข่าวอะไรได้

เนื่องจากการลงพื้นที่ของคณะกรรมการสิทธิ์ไม่ได้แจ้งตารางเวลาให้ทางสื่อมวลชนทั่วไปทราบ

แต่จากข้อมูลของทางทีมข่าวทำให้ทราบว่าจะมีการเชิญเจ้าหน้าและทีมข่าวของ Thai PBS

เข้ามาถ่ายทำข่าวในวันนี้ด้วย

 

“ลองขับไปแถวๆ บ้านแกนนำฝ่ายค้านดูไหม” เสียงที่ดังข้ามเบาะมาจากด้านหลังเอ่ยออกมา

แบบเซ็งๆ หลังจากขับรถไปๆ มาๆ วนหาหลายรอบแล้วก็ไม่พบ ซึ่งทางคนขับก็จัดให้ตามคำขอ

แล้วในที่สุดเมื่อวิ่งแล่นไปถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งหน้าบ้านติดป้ายคัดค้านโครงการตัวใหญ่

ด้วยแผ่นผ้าสีขาวผืนโต เพียงแค่ขับผ่านและปรายตามองไปด้านในบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากถนน

ไม่มากนัก ก็มองเห็นรถตู้จอดอยู่ ซึ่งดูจากสภาพแล้วชาวบ้านแถวนี้คงไม่มีใครซื้อรถตู้มาใช้งาน

เนื่องจากไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ภายในพื้นที่ ทำให้สรุปได้โดยง่ายว่านั่นคงเป็นรถตู้

ของทางเจ้าหน้าที่คณะกรรมการสิทธิ์แน่ๆ แต่ทำไมมาจอดที่นี่อันนี้ผมก็ไม่ทราบได้

 

ถ้ามองโลกในแง่ดีหน่อย ก็คงตีความได้ว่าทางเจ้าหน้าที่มาที่นี่เพื่อซักถามข้อมูลจาก

แกนนำฝ่ายค้าน ซึ่งน่าจะสามารถพาไปพบกับผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง  ประเด็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างตัวแทนของคณะกรรมการสิทธิ์บางท่าน

กับทางแกนนำฝ่ายค้านที่มี NGOs หนุนหลังก็ทำเอาผมเริ่มจะโอนเอียงไปบ้างเหมือนกัน

เพราะข้อมูลตรงที่ได้รับจากชาวบ้านมันเข้าเป้าจังๆ หลายข้อเหลือเกิน แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้

มากไปกว่าขับรถจากมา พร้อมกับความเงียบงันไปทั้งรถกับภาพเบื้องหน้าที่เห็นพร้อมกับคำถามในใจ

ว่ามันเหมาะสมแค่ไหนกับการตัดสินใจเลือกจอดรถในบ้านแกนนำแบบนี้

แล้วไม่กลัวว่าชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนจะยิ่งฝังใจไปกันใหญ่หรือ ว่าจริงๆ แล้ว

คณะกรรมการสิทธิ์เอนไปทางฝั่ง NGOs จริงๆ เพราะรถมันจอดให้เห็นอยู่คาตา

 

รูปที่ 4 – ตัวแทนชาวบ้านฝั่งสนับสนุนที่เลือกจะนั่งรวมกลุ่มกันด้านนอกเต็นท์

แทนที่จะเข้าไปนั่งด้านใน เพราะกลัวถูกเหมารวมว่าเป็นกลุ่มที่อยู่ฝ่ายคัดค้านโครงการ 

(คนเหนือหน้าตาแบบนี้นะครับไม่ได้ผมหยิกผิวดำ)

 

---------------------------------------------------------------------------------------------

 

ช่วงบ่ายพวกเรากลับไปยังบริเวณจุดที่จะใช้เป็นที่ประชุมกันอีกครั้ง ซึ่งก็พบว่าตัวแทนชาวบ้าน

เริ่มทยอยกันมาหนาตาขึ้นกว่าเมื่อช่วงสาย และดูเหมือนว่าจะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน

 

กลุ่มแรกที่นั่งอยู่บริเวณรอบนอก สังเกตุได้ชัดว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนเนื่องจากมีป้าคนหนึ่ง

ที่ตะโกนติติงทางแกนนำของฝ่ายค้าน ที่เอาบอร์ดแสดงข้อมูลคัดค้านมาจัดวางไว้ในบริเวณเต็นท์ภายนอก

ที่น่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งฝ่ายสนับสนุนโครงการจัดเตรียมไว้ จึงมีการยืนยันให้ฝ่ายคัดค้านย้ายบอร์ดและป้ายผ้า

ที่เตรียมมาออกไปนอกบริเวณพื้นที่เต็นท์  ซึ่งก็จำเป็นต้องย้ายออกไปวางบริเวณด้านหน้าเต็นท์แทน

ทุกอย่างจึงกลับคืนสู่ความสงบ พร้อมกับภาพตัวแทนฝ่ายค้านที่เดินกลับไปนั่งบริเวณภายในอาคาร

ที่มีการจัดเก้าอี้วางไว้สองฝั่ง พร้อมๆ กับคนอื่นๆ อีกราวๆ สิบกว่าคนโดยที่ฝ่ายคัดค้าน

เลือกที่จะนั่งภายในอาคารฝั่งขวากันทั้งหมด

 

ภาพเบื้องหน้าทำให้เห็นได้ชัดว่าปมความขัดแย้งของชาวบ้านค่อนข้างรุนแรงไม่น้อย ซึ่งแสดงให้เห็น

ถึงความแตกต่างทางความคิดอย่างสุดขั้ว ระหว่างกลุ่มชาวบ้านทั้งสองกลุ่ม

 

 

ไม่นานนักตัวแทนของทางฝ่ายกรรมการสิทธิ์ก็มาถึง และก็เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ รถตู้คันนั้น

เป็นรถตู้ของทางกรรมการสิทธิ์จริงๆ ทีมงานลงมาพร้อมๆ กับกล่องอะไรหลายต่อหลายกล่อง

ซึ่งเมื่อแกะมาดูก็พบว่าเป็นกล่องที่เตรียมมาแจกผู้เข้าร่วมประชุมนั่นเอง ประกอบไปด้วย พัด,

หนังสือเอกสารชี้แจงหน้าที่และบทบาทของทางหน่วยงาน ซึ่งตอนแรกๆ ก็มีการตะโกนชักชวน

ให้ชาวบ้านเข้ามารับของแจก

 

 

รูปที่ 5 -  คณะกรรมการสิทธิ์และของที่เตรียมมาแจกผู้เข้าร่วมประชุมด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม

ในขณะที่ด้านในอาคารไม่มีใครเข้าไปนั่ง เพราะกลัวจะถูกเหมารวมว่าเป็นฝ่ายคัดค้าน

 

 

ในช่วงแรกๆ ก็มีชาวบ้านทยอยๆ กันเข้าไปรับของแจกบ้าง แม้จะไม่หนาตามากเท่ากับ

ทางชาวบ้านฝ่ายคัดค้านโครงการ แต่สักพักเมื่อรับแจกไปแล้ว ก็มีเสียงตะโกนของชาวบ้าน

ดังตามมาข้างหลังว่า

 

“ไม่ต้องไปรับของแจก พวกนี้เป็นพวกเดียวกับ NGOs คืนของเขาไป อย่าเอามา”

ไม่ต่างอะไรกับการจุดพลุตูมใหญ่ เพียงเท่านั้นชาวบ้านฝั่งสนับสนุนที่ยืนรับของแจกอยู่นั้น

ต่างพากันคืนของกันให้วุ่น พร้อมเสียงตะโกนดังจนจับใจความไม่ได้ แต่เป็นทำนอง

บ่นและตำหนิติติงจนดังก้องไปทั่วบริเวณไม่ผิดกับที่ผมคาดไว้

รูปที่ 6 - ชาวบ้านไม่รับของแจกจากทางคณะกรรมการสิทธิ์

 

และเพียงเท่านั้นของแจกก็กลายเป็นหมันทันที ใบหน้าและสีหน้าของทางตัวแทนและทีมงาน

จากคณะกรรมการสิทธิ์ถึงกับซีดจางแทบจะทันทีเมื่อเห็นภาพการต่อต้านของชาวบ้าน

ที่น่าจะฝังใจกับการเคลื่อนไหวของ NGOs ในพื้นที่มากพอสมควร

 

อีกทั้งข้อมูลปากต่อปากที่ชาวบ้านพูดกันในเต็นท์ว่าพวกนี้มันพวกเดียวกัน เมื่อตอนเที่ยง

ทั้งคณะก็ไปกินข้าวที่บ้านแกนนำฝ่ายค้านก็ยิ่งทำให้ภาพของคณะกรรมการสิทธิ์เอียงไปทาง

ฝั่ง NGOs ทันที พร้อมกับกระแสต่อต้านจนเรียกว่าไม่มีชาวบ้านคนไหนเดินไปใกล้

บริเวณที่แจกของเลยแม้แต่คนเดียว

สังเกตุได้ว่าในมือไม่มีใครถือถุงผ้าสักกะใบ เพราะปักใจว่าทางคณะกรรมการสิทธิ์โอนเอียงไปทางฝั่ง NGOs มากกว่าทางฝั่งเสียงส่วนใหญ่ของชาวบ้าน

 

รูปที่ 7 – ชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนล้วนปักหลักอยู่ในเต็นท์ ไม่ยอมออกไปรับของแจกจากทางคณะกรรมการสิทธิ์

 

 

เหตุการณ์สูญญากาศเกิดขึ้นอยู่นานพอสมควร ซึ่งทางตัวแทนคณะกรรมการสิทธิ์ก็หันหน้าปรึกษาหารือกันใหญ่

ว่าควรจะทำอย่างไร เพื่อให้ชาวบ้านยอมรับในการเข้ามาในพื้นที่ เพราะหากติดภาพลบเช่นนี้ สถานการณ์

ในการประชุมก็คงไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน แต่ระหว่างที่ปรึกษากันอยู่นั้นทางตัวแทนของกรมชลประทาน

ก็เดินทางมาถึง โดยมีทีมงานมาด้วยกันราวๆ 6-7 คน

 

ระหว่างนั้นทางตัวแทนจากกรมชลประทานก็เข้าไปพูดคุยกับทางคณะกรรมการสิทธิ์ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

จึงทำให้ตัวแทนจากกรมชลประทานเข้าไปชี้แจกกับชาวบ้านว่า คณะกรรมการสิทธิ์ไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวกับ NGOs

แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ค่อยให้ความเชื่อถือนัก อันเนื่องมาจากข่าวลือ (ที่น่าจะจริง) ว่าตัวแทนหลายคน

มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับทาง NGOs และตัวแทนฝ่ายค้านจนถึงขั้นไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน

ก่อนมาร่วมประชุม

 

สุดท้ายฝ่ายคณะกรรมการสิทธิ์จึงต้องเป็นฝ่ายเข้าหาชาวบ้านก่อน ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าคุณน้าผู้หญิงคนนี้คือใคร

แต่เท่าที่ดูแล้ว เธอมีจิตวิทยามวลชนที่ดีมาก คือเข้าหาชาวบ้านด้วยรอยยิ้มแถมเดินเข้าไปคนเดียว

พูดจานิ่มๆ เพราะๆ เพื่อพยายามคุมสถานการณ์ไม่ให้ชาวบ้านมองภาพของคณะกรรมการสิทธิ์

ในแง่ลบมากไปกว่านี้ โดยเริ่มจากอธิบายบทบาทหน้าที่ของทางคณะกรรมการว่าเป็นหน่วยงานอิสระ

ไม่เข้าข้างใคร (แต่จะโอนเอนไหม อันนี้อีกเรื่อง) พร้อมกับหยิบถุงผ้า และเอกสารขึ้นมายืนยันประกอบ

ซึ่งท่าทีของเธอทำให้กระแสต่อต้านของชาวบ้านเบาลงไปเยอะพอสมควร

 

รูปที่ 8 – ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิ์เข้ามาชี้แจงกับชาวบ้านว่าไม่ได้เป็น NGOs แต่เป็นองค์กรณ์อิสระที่วางตัวเป็นกลาง

 

 

จากนั้นเมื่อชาวบ้านเย็นลง ก็เริ่มสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านฝั่งสนับสนุน ซึ่งก็มีชาวบ้านเข้ามาแสดงความเห็น

และให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งอย่างมากมาย ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วข้อมูลตรงนี้จะถูกนำไปใช้มากน้อยเพียงใด

 

 

 

 

รูปที่ 9 – 11 ตัวแทนจากคณะกรรมการสิทธิ์เข้ามาสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านฝั่งสนับสนุนโครงการ

 

 

ครั้นพอใกล้เวลาประชุม ชาวบ้านก็เริ่มทยอยกันมาเข้าร่วมอย่างหนาตามากขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าชาวบ้าน

ฝ่ายที่สนับสนุนโครงการยังคงเลือกที่จะนั่งอยู่ด้านนอกตัวอาคาร และในบริเวณเต็นท์เช่นเคย

ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่เข้าไปนั่งในอาคาร เนื่องด้วยไม่อยากถูกเหมารวมว่าเป็นฝ่ายคัดค้านโครงการ

 

รูปที่ 12 – ชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนโครงการที่เริ่มมาชุมนุมแสดงความต้องการโครงการให้กับคณะกรรมการสิทธิ์เห็นเริ่มหนาตาขึ้นกว่าเดิมมาก

 

 

แม้ว่าจากที่กะเกณฑ์โดยสายตาแล้ว จะเห็นว่าชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนโครงการนั้นมากกว่าฝ่ายค้านหลายเท่า

แต่เสียงที่ดังมาจากทางด้านหลังนั้น ทำให้ผมหันหลังกลับไปทันที และภาพที่เห็นก็คือมีตัวแทนชาวบ้าน

อีกกลุ่มหนึ่งเดินขบวนตามกันมาอย่างคึกคักพร้อมกับแผ่นป้ายแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจน

 

 

รูปที่ 13 – ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งเดินขบวนกันมาเพิ่มเติม พร้อมแผ่นป้ายผ้าแสดงเจตนารมณ์ของตัวเอง

 

 

และเพียงแค่ซูนเลนส์เข้าไปก็เห็นข้อความเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ว่านี่คือตัวแทนกลุ่มที่สนับสนุนโครงการ

ซึ่งเรียกว่าเยอะมากๆ กะรวมแล้วน่าจะเกินพันคนสำหรับคนที่เดินขบวนมาเพิ่มเติม ณ เวลานั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปที่ 14 – 23  ภาพชาวบ้านฝั่งสนับสนุนโครงการจากหลายหมู่บ้านที่จะได้รับผลประโยชน์จากโครงการ หากว่าโครงการนี้ได้รับการก่อสร้าง เดินขบวนกันเข้ามาในบริเวณงานเพื่อแสดงพลังความต้องการของชาวแม่สอย

 

 

เมื่อรวมเข้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมเดิมที่ยึดพื้นที่ในเต็นท์อยู่ก่อนหน้า ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าความแตกต่างระหว่าง

กลุ่มที่สนับสนุนโครงการ กับกลุ่มคัดค้านโครงการแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งตรงนี้หากจะมองว่า

เป็นการจัดตั้งระดมพลชาวบ้านมาก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะชาวบ้านที่มาร่วมประชุมไม่ได้มานั่งเฉยๆ

รอรับเงินแล้วกลับบ้านเหมือนการระดมพลจัดตั้งที่อื่นๆ

 

นั่นเพราะชาวบ้านที่มาในวันนี้ล้วนแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาตลอดเวลาระหว่างประชุม

คนของคณะกรรมการสิทธิ์หากไม่อคติเกินไป ย่อมรู้ดีว่าชาวบ้านที่อยู่ล้อมรอบตัวเขาขณะนี้

คือคนแม่สอยจริงๆ และเขาเดือนร้อนต้องการน้ำเพื่อการเกษตรจริงๆ ผมที่เป็นคนนอก

ยังรับถึงพลังความต้องการที่พวกเขาสื่อออกมาได้อย่างมากมายเลย ถามใครเขาก็ให้ข้อมูลตรงกัน

ว่าพื้นที่นี้มีปัญหาเรื่องน้ำเพื่อการเกษตรจริงๆ แถมหันมองน้ำปิงมันก็เป็นหลักฐานอยู่อย่างชัดเจน

เพราะเลยเดือนนี้ไปคงไม่มีปาฏิหารย์อะไรที่จะทำให้ระดับน้ำปิงสูงขึ้นไปได้มากกว่านี้

มีแต่จะลดลงๆ เมื่อวันเวเลาเลื่อนผ่านพ้นไปเข้าสู่ฤดูร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 

วันนี้ปิดท้าย Blog นี้ด้วยภาพพวกนี้ละกันครับ  ดูให้ชัดละกันครับ นี่แหละคนแม่สอยที่ต้องการโครงการนี้

คนเหล่านี้หรือเปล่าครับที่พวกคุณหลายๆ คนไม่เคยมองเห็น เพียงเพราะถูกเหรียญอีกด้านหนึ่งทับไว้

พร้อมกับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และไม่ถูกต้อง ในขณะที่ข้อมูลบางส่วนก็ถูกบิดเบือนเพียงเพื่อ

สร้างความน่าเชื่อถือและผลประโยชน์ให้กับฝั่งตัวเอง

ดูภาพเหล่านี้ให้ชัดๆ แล้วถามตัวเองดูดีๆ ว่าข้างที่คุณคิดว่าเป็นฝ่ายคนดีนั้น เขาพูดถูกต้องแล้วหรือว่า

... คนแม่สอยไม่ต้องการน้ำ และจะคัดค้านโครงการนี้จนถึงที่สุด ...

... คนหลักสิบกับคนหลักพัน... ฝ่ายไหนกันที่ควรจะเรียกว่าเป็นความเห็นที่แท้จริงของคนแม่สอย ... 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เห็นภาพด้านบนครบแล้วใช่ไหมครับ  นั่นแหละครับชาวบ้านฝั่งสนับสนุนโครงการ

เยอะไหมครับ เมื่อเทียบกันคนอีกยี่สิบกว่าคนที่กำลังคัดค้านโครงการนี้อยู่ ณ เวลานี้

 

ผมอยากถามว่าอย่างนี้แล้ว เวลาออกข่าว  ออกสื่อ  ทำไมทางตัวแทนฝ่ายค้าน

ถึงกล้าสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นตัวแทนคนแม่สอย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว

คุณไม่ใช่...  ไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย...

 

ในบล็อกโอเคเนชั่นผมเห็น Blog ที่ตั้งหัวเรื่องว่า ... “แม่สอยอย่าร้องไห้”...

 

คุณรู้ไหมครับว่าพอทางอบต.เปิดบล็อกนี้ให้ชาวบ้านดู...

 

... เขาร้องไห้ครับ ...

 

ร้องไห้... ที่ว่าทำไมคนภายนอกที่ไม่ได้มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทำไมถึงได้ฟังความเห็นเพียงแค่ด้านเดียวของคนกลุ่มเดียว แล้วเอาความเห็นนั้น

ไปสานต่อเรื่องราวไปได้มากมายขนาดนั้น

 

หากว่าโครงการนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้แล้วละก็...

จริงอยู่ที่ว่าคุณจะทำให้ชาวบ้านในกลุ่มที่เข้าไปชี้แจงให้คุณฟังในวันนั้น

เรือนสิบสามารถยิ้มได้... ไม่ร้องไห้... ไม่ต้องโยกย้ายที่อยู่...

 

แต่คุณรู้ไหมในขณะเดียวกัน...

ภายใต้อีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ถูกทับไว้ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามที....

 



... คุณกำลังทำให้ชาวแม่สอยอีกหลายพันคน ...

 

... ต้องร้องไห้ซ้ำๆ ... รอบแล้วรอบเล่า ...

... ทั้งๆ ที่ความหวังของเขา ณ วันนี้มันลอยเข้าใกล้จนเกือบจะเอื้อมมือคว้าได้แล้วแท้ ๆ ...

ภูมิใจไหมครับ ที่คุณจะได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความทุกข์ให้กับคนแม่สอยอีกนับพันๆ คน

 

 

มีประโยคหนึ่งที่ตัวแทนฝ่ายค้านโครงการพูดไว้แล้วผมเห็นด้วยเต็มๆ นั่นก็คือ

 

“การพัฒนาแหล่งน้ำของรัฐต้องสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน 

และชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ จึงจะเรียกว่า การพัฒนาโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

 

... ถูกต้องมากๆ  ถูกต้องที่สุด ...

 

Blog และภาพที่แสดงในวันนี้น่าจะสื่อได้ชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมนะครับ

ว่า ณ เวลานี้ ความต้องการของชุมชนคนแม่สอยเขาต้องการอะไร

และเมื่อยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางแล้ว อะไรคือสิ่งที่ควรจะทำ

และใครคือคนที่คุณ... ควรจะสงสารและเห็นใจ ...

... เหรียญอีกด้านที่ถูกทับไว้ ...

... วันนี้ผมหวังว่าอย่างน้อยมันจะถูกแง้มเปิดให้กับแสงสว่างได้ลอดผ่านไปบ้างแล้วนะครับ ...

บล็อกหน้า Part II จะมากล่าวสรุปถึงการอธิบายของกรมชลประทาน เกี่ยวกับภาพรวมของโครงการนี้

ตลอดจนวิธีแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง และน้ำขาดแคลน ที่เป็นปัญหาซ้ำซากของพื้นที่นี้มานับสิบปี

หากไม่ปิดตาปิดใจจนเกินไป ฝากรออ่านด้วยก็แล้วกันครับ





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 87 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 11/01/2010 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

รอมาตามชม Part II
สรุปถึงการอธิบายของกรมชลประทาน
เกี่ยวกับภาพรวมของโครงการ ปตร.แม่สอย
รออยู่นะครับ..หลายๆคนเขาถามหานะครับ

ความคิดเห็นที่ 86 (0)
กระบี่ทูเดย์ วันที่ : 08/01/2010 เวลา : 11.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krabitoday
ที่นี่ เกาะพีพี ยินดีต้อนรับเสมอ

กลับมาอ่านอีกครั้ง เพื่อเป็นกรณีศึกษา..

ได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ คุณฟอเรฟเวอร์คงหยุดปีใหม่หลายวัน
หรือไม่ก็หน้าที่การงานรุมเร้า.. จึงยังคงมานั่งรอคำตอบ เป็นเพื่อน พี่กู่, คุณไทบ้าน พี่เต็งพ้ง และท่านอื่นๆ ที่อ่านแต่มิได้ออกความเห็น


ช่วงนี้ไปตระเวนเก็บข้อมูลที่เกาะพีพี ได้มานิดเดียว แต่จะเริ่มลงมือทำงานอย่างจริงจัง ..

และคาดว่า คืนนี้น่าจะโพสต์ได้ระดับหนึ่ง อาจจะไม่สมบูรณ์ เพราะว่า ไม่เคยเขียน หรือเรียบเรียงแนวนี้เลย

หากมีข้อแนะนำเพิ่มเติม ช่วยแนะนำด้วยนะคะ

แจม

ความคิดเห็นที่ 85 (0)
กู่ วันที่ : 05/01/2010 เวลา : 00.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/shadowy
 ขอบคุณค่ะสำหรับทุกถ้อยคำแห่งน้ำมิตร ขอบคุณจริงๆ   

ด้วยความเคารพ

จินตนาการว่าตัวเองเป็นคนในพื้นที่ 4 คน( 4 ประเภท)
คนแรก เสียที่ดินทั้งหมดเพื่อโครงการ ต้องย้ายออกไป
คนที่สอง เสียที่ดินบางส่วน เหลือบางส่วน และคิดว่ายอมสละไปโดยรับค่าชดเชย
คนที่สาม ไม่เสียที่ดินเลย ได้ใช้น้ำ
คนที่สี่ ไม่เสียที่ดิน แต่ไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโครงการ (ที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น)

หัวใจของคนทั้ง 4 ยังแบ่งออกเป็นอาชีพ 2 อาชีพ

อาชีพแรกที่สำคัญคือ เกษตรกร
อาชีพที่สอง คือ อื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกษตรกรเลย

คนทำเกษตรย่อมอยากได้น้ำ เป็นเรื่องจริงอยู่แล้ว
มีคนบอกว่าจะทำให้น้ำสมบูรณ์ ชีวิตร่มเย็นมากขึ้น
ใครจะไม่เอา (คนนับพัน ถ้าบอกว่าไม่เอาก็แปลกเต็มที)

ส่วนอาชีพที่ 2 มีน้ำใช้สบายๆ ยิ่งดีอยู่แล้ว(แต่การทำอะไรสักอย่างที่ใหญ่โตเกินกำลังชุมชนจัดการ เป็นเรื่องที่ต้องทบทวน หรือแม้แต่โครงการของชุมชนเองก็ตาม คนคิดคนทำ มีความรอบรู้ รอบด้านแค่ไหน)

ส่วนฝ่ายที่จะให้นี่สิ น่าแปลก...ทำอะไรไม่เคยเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ (เสียหายมากี่แหล่งน้ำแล้วล่ะ...เพราะวิชาการ)

ฟังความแล้ว เต็มหูเต็มตาว่าอยากจะกล่าวหา พวกNGOs และกรรมการสิทธิ์ ว่าเข้าข้างคนกลุ่มน้อย

แล้วยังอ้างว่า ถ้ามีงบประมาณมากกว่า จึงจะทำโครงการแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้รัดกุมหมดจดกว่านี้

เทคนิคน่ะ ทำได้ทุกอย่างล่ะค่ะ
แต่ที่ทำไม่ได้ คือสร้างสำนึกให้มนูษย์สิ้นคิดทั้งหลาย ทบทวนมือเท้าของตัวเอง ว่าทำลายสิ่งแวเดล้อมไปจนอ่อนเปลี้ยแค่ไหนแล้ว

สร้างแล้ว ใช้ประโยชน์กันแล้ว การทนุถนอมรักษา ถ้าไม่มีงบประมาณจะดูแลกันให้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนได้จริงแค่ไหน

ดิฉันถามในประเด็นทางสังคม ที่คุณไม่ค่อยจะพูดถึง
และแม้จะเป็นอุดมคติจนน่าคลื่นไส้ แต่ดีกว่าที่ไม่มีคำถามเหล่านี้เอาเสียเลย

เสียดายที่ไม่ได้ไปยืนฟังเสียงสนับสนุนและคัดค้านในแม่สอยด้วย อยากรู้จริงๆว่าหัวใจของใครกันแน่ ที่รักโลก รักส่วนรวมกว่ากัน

ถ้า 20 คน เห็นแก่ตัว ขัดขวางความเจริญ ก็ขอแสดงความชื่นชมกับคนส่วนใหญ่ของแม่สอย ที่ไม่เห็นแก่ตัว และพร้อมที่จะดูแลหัวใจ คนเห็นแก่ตัวที่บอบช้ำ ทั้ง 20 คนนั้นด้วย

.....
ตอนแรก เกือบจะชื่อเหรียญด้านของคุณ ว่า ดี งาม เหมาะสม แต่อ่านมาเรื่อยๆ ชักลังเล เพราะว่าคุณปฏิเสธมุมมองของคนอีกฝ่าย และถามหาข้อมูลคัดค้านเชิงวิทยาศสตร์

ความจริงข้อนี้น่าสนุก

สมมุติอีกหน ว่าดิฉันเป็นเกษตรกรอยู่ที่นั่น
และมีน้ำท่วมที่ดิน หรือน้ำแห้งขอดเห็นจะๆในลำน้ำปิง
ถ้าดิฉันปลูกลำไยอย่างที่ว่า และต้องรดน้ำในหน้าแล้ง
ถ้าไม่มีโครงการน้ำนี้ ดิฉันจะทำอย่างไร และถ้ามีโครงการนี้ ดิฉันจะทำอะไร.....

หรือถ้าทำนา ดิฉันจะบริหารน้ำกับการทำนาอย่างไร

ไม่มีคำตอบ...เพราะไม่มีข้อมูลส่วนนี้ (ในวันนี้ วันหน้าอาจจะมี)
แตที่คุณบอกว่า ถ้ามีไฟไหม้ในหน้าแล้ง ไม่มีน้ำดับไฟจะเสียหาย

เกษตรกรที่ฉลาดเขาไม่หวังน้ำดับไฟหรอกค่ะ เพราะมันทำยากและไม่ควรเสี่ยง เขาใช้วิธีอื่นที่รวดเร็วกว่าและได้ผลมากกว่า (ไม่เชื่อลองไปถามเขาดูสิคะ)

การที่คุณอ้างว่า คนคัดค้านบางคนไม่ใช่เกษตรกร ไม่ได้ลึกซึ้งกับการทำเกษตรซึ่งต้องการน้ำ คนที่พูดแบบนี้...ไม่ผิดหรอกค่ะ ถูกต้องทีเดียว

แต่มันไม่ใช่ข้อสรุปว่า "อย่าเข้ามายุ่ง" เพราะคนที่มายุ่งเกี่ยวในโครงสร้างข้างบนล้วนไม่ใช่เกษตรกร

ดิฉันไม่ได้ดูถูกเกษตรกร แต่ขอกล่าวว่า...เกษตรกรเองก็รู้น้อยอยู่เหมือนกัน

ที่กล่าวมาทั้งหมด ด้วยความเคารพในวิชาชีพของคุณจริงๆ


ความคิดเห็นที่ 84 (0)
tengpong วันที่ : 30/12/2009 เวลา : 12.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

คห. 83 ฝากไว้อย่างน่าสนมจยิ่งครับ
ปีหน้า ผมจะมาติดตามตอนต่อไป

ความคิดเห็นที่ 83 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 27/12/2009 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

"แม่น้ำปิงเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ
ต้องทำ EIA และเสนอ สผ. ....พี่ลองค้นข้อมูลดูนะคะ

ฝากชี้แจงประเด็นเรื่องคันกั้นน้ำด้วยนะคะ
แน่นอนว่าชาวบ้านผู้คัดค้านที่อยู่ริมน้ำปิงเสียดายที่ดินของตัวเองแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก เพียงแต่เป็นเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการที่เห็นได้ชัด
กลายเป็นว่าประเด็นกลัวสูญเสียที่ดินเป็นประเด็นที่นำมาโจมตีผู้คัดค้านว่าเห็นแก่ตัว

การที่กรมชลฯ ไม่เคยมาสอบถามความคิดเห็นชาวบ้าน (คงคิดว่าไม่จำเป็น) แต่พอคัดค้านไป
ถึงลงมาอธิบายข้อดีให้ฟัง (ทุกวันนี้ก็ยกการประชุม 6 ครั้ง ที่ประชุมที่ไหนไม่รู้มาอ้างว่าได้รับฟังความคิดเห็นอย่างถูกต้องแล้ว) และพยายามมาเกลี่ยกล่อมเคยถาม
แม้กระทั่งว่าถ้าไม่ทำคันกั้นน้ำจะยอมไหม
ถึงวันนี้ถ้ากรมชลฯ ยอมที่จะศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านแล้วชี้แจงทุกมุมมิใช่แต่ข้อดี
และถ้าชาวบ้านส่วนใหญ่ยังต้องการโครงการนี้
กลุ่มผู้คัดค้านก็พร้อมที่จะเป็นคนส่วนน้อยที่ยอมเสียสละ
และแบบคันกั้นน้ำผู้คัดค้านบอกว่าหากจะสร้างไม่ต้องเปลี่ยนแบบให้ใช้แบบเดิมเราจะยอมให้รื้อบ้าน
และคิดว่าผู้สนุบสนุนที่อยู่ในเขตที่ต้องรื้อบ้านก็คงจะยินดีเสียสละเช่นกัน

อย่างไรก็ตามทำไมถึงไม่เข้าใจเรื่องการใช้สิทธิ
ทุกวันนี้แม้จะมีคนคัดค้านก็ไม่เห็นว่าโครงการจะยุติ
เพียงแค่ทำให้กรมชลฯ รำคาญใจก็เท่านั้นเอง และเสียเวลาที่ต้องเดินสายชี้แจงก็เท่านั้นเอง
รัฐมนตรีเองก็ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป แต่สังคมแม่สอยกลับมองว่าผู้คัดค้านคือมารร้าย คอยคุกคามตลอดเวลา
ปัจจุบันมีการแจ้งตัดฌาปนกิจ ไม่ให้ใช้น้ำจากสูบน้ำไฟฟ้าแล้ว โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
นายกอบต. ประกาศกร้าวในที่ประชุมต่อหน้ากรรมการสิทธิว่า "ที่ประชุมสภาตำบลมีมติว่า ในเมื่อผู้คัดค้านไม่อยากใช้น้ำ ก็ไม่ต้องใช้สูบน้ำไฟฟ้าที่มีอยู่"
ทั้งที่หมอนิรันดร์ท้วงติงว่าการคัดค้านกับการใช้น้ำคนละเรื่องกัน ผู้มีอำนาจกลับเพิกเฉย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นผู้ที่มีใจเป็นกลางอย่างบางคนคงเห็นว่าเป็นเรื่องที่สาสมแล้วสินะ

อยากสร้างก็สร้างไปสิ แต่จะบังคับให้ผู้คัดค้านไปลงชื่อสนับสนุนโครงการคงจะเป็นการข่มขืนใจกันมากไป
การเคลื่อนไหวคัดค้านก็จบลงแล้วในเมื่อรัฐมนตรยืนยันเดินหน้า ถ้าเสียงส่วนใหญ่มีความหมายจริง
อย่ามาคุกคามกดดันผู้คัดค้านสิ น่าเศร้าใจจริงๆ เวลานี้มนุษยธรรม คงหาได้ยากเต็มทีในแม่สอย

ทั้งหมดนี้ช่วยแจ้ง Mr.Forever ด้วยนะคะ

ขอบคุณที่เข้าใจพวกเราผู้คัดค้าน"
V
V
V
เนื้อหาจากเมลของตัวแทนผู้คัดค้าน
...ผมนำมาฝากท่านforever..ไปถึงอธิบดีกรมชล
และบริษัทที่ปรึกษา(รับจ้าง)ด้วยครบ
.
.
หลังปีใหม่มาเจอกันอีกนะครับ...สวัสดีปีใหม่..นะครับ

ความคิดเห็นที่ 82 (0)
ซำมะแจะ วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 19.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keepitup



ความคิดเห็นที่ 81 (0)
MrForever วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 12.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

แน่ใจกับข้อมูลที่ว่าคนร้อยกว่าคนเปลี่ยนใจเพราะถูกบีบแค่ไหนอะครับ มั่นใจเหรอคับว่าไม่ได้ถูกบิดเบือนข้อมูลอีก

จากที่คุยกับชาวบ้านที่มาร่วมประชุมในวันนั้น ส่วนใหญ่ก็มีคนสูญเสียที่ดินอยู่พอสมควร แต่ส่วนใหญ่จะบอกว่าตอนแรกก็เสียดายพื้นที่ ที่จะต้องเสียไป แต่พอฟังข้อมูลมากขึ้น ก็ทำใจได้ว่ายอมเสียพื้นที่บางส่วนไป แล้วได้น้ำมา น่าจะดีกว่าการมีพื้นที่เยอะๆ แต่ไม่รู้จะทำอะไรกับมัน ได้แต่ปล่อยให้เป้นที่ร้างในช่วงฤดูแล้ง แถมยังลำบากต้องคอยระวังไฟไหม้นาอีก

ยิ่งแกนนำฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลอะไรให้เขาเลย ว่าถ้าไม่ทำโครงการนี้จะแก้ปัญหาเรื่องภัยแล้งได้อย่างไร ส่วนใหญ่ก็เลยเปลี่ยนใจมาสนับสนุนกันแทน

แต่ก็ไม่ยืนยันเต็มที่ครับ เพราะนี่คุยกับชาวบ้านบางส่วนเท่านั้นที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้น ก็ถือว่าแชร์ข้อมุลให้ละกันครับ

เอาไว้รอฟังข้อมูลในวันที่เขาจะประชุมกันช่วงต้นเดือนอีกสักที เพราะไม่มีเวลาไปพื้นที่ครับ ยังไงวันนั้นคงได้ฟังข้อมูลที่ชัดเจนและรอบด้านมากขึ้นครับ

ถ้าวันนั้นว่างพอจะไปฟังเขาคุยกัน ผมจะเอาเครื่องอัดเสียงไปอัดไว้ละกัน แล้วถ้าเป็นไปได้จะเอามาอัดเสียงลงเวปให้ได้โหลดไปฟังกัน น่าะดีกว่าเนอะ


ส่วนข้อมูลอื่นๆ เดี๋ยวขอไปถามเพิ่มเติมครับ เพราะข้อมูลที่มีก็เท่าที่พูดไปครับ ยังไงเดี๋ยวได้ข้อมูลครบจะมาโพสตอน 2 ตามที่สัญญาครับ

ความคิดเห็นที่ 80 (0)
ปรัตยา วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 11.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chief-dan
บล็อคที่หวานแหววแต๋วจ๋าที่สุดในโอเคเนชั่นนะเธอ



ความคิดเห็นที่ 79 (0)
tengpong วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 10.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

Q :แล้วเขาบอกหรือเปล่าละครับ ว่านอกจากกลุ่มพวกเขาแล้ว ยังมีคนอื่นอีกร้อยกว่าคนที่ก็ต้องสูญเสียพื้นที่เช่นเดียวกันกับเขา แต่กลับยอมสูญเสียที่ดิน เพื่อที่ชีวิตจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช้มองแต่ตัวเองและสิ่งที่มีแล้วยึดมั่นไว้ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรกับสิ่งที่ตัวเองมี

A : ข้อนี้ผมได้ยินเขาบอกครับว่า เมื่อก่อนก็มีคนคัดค้านร้อยกว่า(เหมือนที่ท่านว่า) แต่ที่ลดลงเพราะว่า คนที่เปลี่ยนใจไม่คัดค้านก็เพราะว่าโดนตัดน้ำ และตัดสิทธิฌาปนกิจและกลัวจะมีเรื่องบานปลายมากกว่าการทำความเข้าใจด้วยเหตุผล
จึงขอรบกวนท่านไปถามให้ได้ความจริงกับพวกที่เปลี่ยนใจทีเถอะครับ
........................................................................

Q :ส่วนประเด็นเรื่องรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมนั้น ทางกรมชลฯทำไปแล้วนี่ครับ ทั้งๆ ที่ตามหลักการแล้วไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ ลองอ่าน Link ด้านล่างดูนะครับ

http://www.scribd.com/doc/19418106/-EIA

ดูที่หน้า 11 หรือหน้าที่ 8 ในเอกสาร จะเห็นว่าข้อกำหนดว่าโครงการใดๆ ที่ต้องทำ EIA นั้นมีหลักการใดๆ บ้าง ซึ่งจะเห็นว่าโครงการประตูระบายน้ำแม่สอย ไม่เข้าหลักการข้อใดเลย จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องทำครับ

A: กรณีแม่สอย ผมว่ามันเข้าข่าย แนวทางการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น นะครับ และถึงแม้จะเป็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นแต่ก็มีสาระสำคัญที่ต้องทำตั้ง 9 ข้อ นะครับ โดยเฉพาะข้อ 1.9
..........................................................................
Q : จริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมาชี้แจงอะไรเพิ่มเติมเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะดูยังไงโครงการนี้ก็คงมีการสร้างแน่นอนแล้ว เนื่องจากการลงพื้นที่ในวันนั้น น่าจะชี้ชัดว่าอะไรคือความต้องการของส่วนใหญ่ในชุมชน

A: ฟังดูเหมือนตั้งธงไว้ชัดเจนแล้ว และเป็นไปได้ไหมครับที่ท่านอาจจะเป็นแหล่งข่าวตัวจริงของผู้สนับสนุนการก่อสร้าง?
..........................................................................

Q :แหล่งข่าวผมแจ้งว่าในช่วงต้นเดือนมกราคม จะมีการประชุมกันเรื่องนี้อีกครั้ง แต่จะเอาตัวแทนของชุมชนมาพูดคุยกันสี่ฝ่าย คือตัวแทนชาวบ้านในพื่้นที่ซึ่งเห็นด้วย กับที่ไม่เห็นด้วย และหน่วยงานของรัฐคือกรมชล, และหน่วยงานอิสระคอยรับฟังและซักถาม

A: หากเป็นการส่งตัวแทนทุกฝ่ายเข้าไปประชุม ไม่มีการข่มขู่ ไม่มีความรู้สึกรุนแรง มาแวดล้อมที่ประชุม น่าจะเป็นการดีกว่าการประชุมแบบในเอนทรี่นี้ ท่านคิดเหมือนผมไหมครับ?
........................................................................

ส่วนความเห็นที่ 76
ยังไงผมจะรอข้อมูลจากท่าน Mr.Forever นะครับ
เพราะว่าสำคัญมากมากและจะเป็นการกระทำมิบังควรหากไม่ได้มีการถวายรายงาน

ความคิดเห็นที่ 78 (0)
MrForever วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 09.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

my-name-is-gee - ทิวลิปแปะไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ ยังไงตามไปดูได้จาก link ด้านล่างเลยครับ ^^

ตะโกนดังๆ อีกที ทิวลิปสวยๆ ทางจี้จ้า อิอิ

http://www.oknation.net/blog/mrforever/2009/12/24/entry-1

ความคิดเห็นที่ 77 (0)
MrForever วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 08.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ไทบ้าน - แล้ววันนั้นลงพื้นที่ได้ฟังเสียงของคนกลุ่มใหญ่แล้วหรือยังละครับ ได้เห็นสีหน้า น้ำเสียง และความต้องการของเขาหรือยังละครับ

เท่าที่อ่านก็เห็นแค่ฟังคำอธิบายของกลุ่มคัดค้าน ซึ่งก็ไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากไปความสิ่งที่เรียกว่า "ความเชื่อ" และอธิบายถึงผลกระทบเรื่องความสูญเสียพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งก็ไม่ชัดเจนอีกว่าเสียมากน้อยแค่ไหน

แล้วเขาบอกหรือเปล่าละครับ ว่านอกจากกลุ่มพวกเขาแล้ว ยังมีคนอื่นอีกร้อยกว่าคนที่ก็ต้องสูญเสียพื้นที่เช่นเดียวกันกับเขา แต่กลับยอมสูญเสียที่ดิน เพื่อที่ชีวิตจะได้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช้มองแต่ตัวเองและสิ่งที่มีแล้วยึดมั่นไว้ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรกับสิ่งที่ตัวเองมี

ก็พอเข้าใจนะครับ ว่าบางครั้งการฟังข้อมูลของฝ่่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป มันก็ทำให้ใจเอนเอียงไปบ้าง เพราะผมเองก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน



ส่วนประเด็นเรื่องรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมนั้น ทางกรมชลฯทำไปแล้วนี่ครับ ทั้งๆ ที่ตามหลักการแล้วไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ ลองอ่าน Link ด้านล่างดูนะครับ

http://www.scribd.com/doc/19418106/-EIA

ดูที่หน้า 11 หรือหน้าที่ 8 ในเอกสาร จะเห็นว่าข้อกำหนดว่าโครงการใดๆ ที่ต้องทำ EIA นั้นมีหลักการใดๆ บ้าง ซึ่งจะเห็นว่าโครงการประตูระบายน้ำแม่สอย ไม่เข้าหลักการข้อใดเลย จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องทำครับ

แต่จากที่เข้าประชุมวันนั้นก็มีการชี้แจงไปแล้วว่าทำไปแล้ว ยื่นเรื่องไปแล้ว

ส่วนการทำประชาพิจารณ์ก็มีการทำไปแล้ว คนส่วนใหญ่ในพื้นที่เห็นด้วยหมด เรียกได้ว่า 99% เห็นด้วย เพราะไม่งั้นวันนั้นคนสนับสนุนคงไม่มากันได้มากมายขนาดนั้นหรอกครับ

การทำประชาพิจารณ์เป็นการสอบถามเสียงคนส่วนใหญ่ ซึ่งขั้นตอนก็ทำตามหลักการณ์ มีหลักฐานเป็นเอกสายืนยันอยู่แล้วละครับ คงมั่วกันไม่ได้หรอก

งงว่าทำไมถึงถามเรื่อง EIA กับประชาพิจารณ์ละครับ ก็เห็นว่าฝ่ายคัดค้านยื่นเรื่องบอกว่าทางกรมชลทำเรื่อง EIA ไปแล้วแต่ไม่โปรงใส แล้วทำประชาพิจารณ์ไม่ถูกต้องไม่ใช่เหรอครับ

ในวันที่ 18 ที่คณะกรรมการสิทธิ์ลงพื้นที่ ก็มีการลงรายชื่อสนับสนุนโครงการของชาวบ้านอีกตั้งหลายพันคน ลองหาข้อมูลจากข่าวที่ผมเอามาแปะนั้นละครับครับ มีรูปด้วย

จริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมาชี้แจงอะไรเพิ่มเติมเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะดูยังไงโครงการนี้ก็คงมีการสร้างแน่นอนแล้ว เนื่องจากการลงพื้นที่ในวันนั้น น่าจะชี้ชัดว่าอะไรคือความต้องการของส่วนใหญ่ในชุมชน

แหล่งข่าวผมแจ้งว่าในช่วงต้นเดือนมกราคม จะมีการประชุมกันเรื่องนี้อีกครั้ง แต่จะเอาตัวแทนของชุมชนมาพูดคุยกันสี่ฝ่าย คือตัวแทนชาวบ้านในพื่้นที่ซึ่งเห็นด้วย กับที่ไม่เห็นด้วย และหน่วยงานของรัฐคือกรมชล, และหน่วยงานอิสระคอยรับฟังและซักถาม

ถ้าว่างผมจะหาเวลาไปเข้ารับฟังด้วยครับ แต่ถ้าไม่ได้ไปจะฝากให้เพื่อนอัดวีดีโอมาให้ดูด้วยครับ เพราะจะได้ฟังข้อมูลของฝ่ายคัดค้านแบบชัดเจนเสียที เพราะถ้าวันนั้นยังหาข้อมูลเป็นเรื่องเป็นราวมาค้านไม่ได้ ก็คงจบครับ

ความคิดเห็นที่ 76 (0)
MrForever วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 08.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

tengpong - ประเด็นเรื่องความเหมาะสมของโครงการว่ามีการทูลเสนอกลับไปหรือไม่ อันนี้ไม่มีข้อมูลครับ เดี๋ยวจะลองให้แหล่งข่าวถามให้ละกันครับ เพราะแหล่งข่าวที่ผมมีตอนนี้ไม่ได้มีข้อมูลลึกขนาดนั้นอะครับ

แต่ตามหลักแล้ว โครงการพระราชดำริมันค่อนข้างมีขั้นตอนที่ชัดเจนอยู่แล้วละครับ ว่าหลังจากที่ประชาชนยื่นฎีกาไป ก็จะมีการตรวจสอบข้อมูลพื้นที่ว่ามีความลำบากจริงตามที่ยื่นหรือไม่ จากนั้นก็จะมีการส่งข้อมูลนำเสนอโปรดเกล้าอีกครั้ง พร้อมกับรูปแบบโครงการที่เหมาะสม

จากนั้นก็จะมีคำสั่งลงมาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ว่าทรงเห็นด้วยหรือไม่ อะไรทำนองนี้ครับ เพราะก็มีบ่อยครั้งไปที่เรื่องที่ชาวบ้านยื่นไปนั้น ได้รับการเปลี่ยนแปลงโครงการให้เหมาะสมกับพื้นที่มากที่สุด โดยมีผลกระทบกลับมาให้น้อยที่สุดครับ

ไว้ถ้าได้ข้อมูลแล้วจะเอามาบอกละกันครับ แต่คิดว่าน่าจะต้องมีการยื่นรูปแบบโครงการเสนอไปเบื้องบนแล้วละครับ ว่าโครงการถูกปรับเปลี่ยนไปในแง่ไหน ก่อนที่โครงการจะได้รับการอนุมัติ แล้วบรรจุเข้าสู่ขั้นตอนรองบประมาณต่อไป

ความคิดเห็นที่ 75 (0)
MrForever วันที่ : 25/12/2009 เวลา : 08.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

สีน้ำฟ้า - ปัญหาของเกาะพีพีนี่เป็นเรื่องของความต้องการปริมาณน้ำไม่เพียงพอกับปริมาณน้ำมีที่ อันนี้ค่อนข้างเหนื่อยหน่อยนะครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการปล่อยให้มีเอกชนเข้าไปหาผลประโยชน์กับพื้นที่จนมากเกินกว่าความสามารถในการสรรหาแหล่งน้ำจืดมาใช้อย่างเพียงพอได้

ความต่างของพีพีอยู่ที่มันต้องอาศัยแหล่งน้ำใต้ดินเป็นแหล่งน้ำหลัก ไม่เหมือนบนแผ่นดินใหญ่ที่สามารถใช้ชลประทานในการจัดสรรแหล่งน้ำได้

ไม่แน่ใจว่าจะให้คำแนะนำอย่างไรดีอะครับ เพราะไม่มีข้อมูลการใช้น้ำในพื้นที่ ว่ามีการใช้น้ำมากน้อยเพียงใด และปริมาณน้ำที่มีในขณะนี้มีมากน้อยแค่ไหน แต่ที่กังวลมากกว่ากลับเป็นเรื่องที่ว่าตอนนี้มีการสูบน้ำใต้ดินมาใช้มากน้อยเพียงใด เกินขีดวิกฤติแล้วหรือยัง

เพราะต้องเข้าใจนะครับว่าการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้เยอะๆ นี่มันก็จะทำให้เกิดโพรงใต้ดิน ซึ่งถ้ามันมากไป โอกาสพื้นทรุดมันก็มี

ส่วนตัวไม่ได้ไปเกาะพีพีมานานมากแล้วนับสิบปี เพราะรู้สึกว่ามันคึกคักจนเกินเลยคำว่าเกาะไปมากแล้ว

ทางแก้ที่ยืนยาวน่าจะเป็นการปรับปรุงระบบสัมปทานใหม่ ดูว่ารีสอร์ทไหนมีความสามารถในการจัดสรรน้ำมากน้อยเพียงใด แล้วพยายามปรับให้มีปริมาณรีสอร์ทที่น้อยลงกว่านี้ เพื่อให้ความสามารถในการใช้น้ำไม่มากเกินปริมาณน้ำที่เกาะสามารถสนับสนุนได้

ทางแก้มันน้อยจัดครับ แล้วถ้ามันเกิดขึ้นจริง ผมว่าก็คงหนีไม่พ้นรายใหญ่ๆ แหละที่เอาตัวรอด ส่วนชาวบ้านที่ทำที่พักแบบตามมีตามเกิดก็คงต้องเป็นฝ่ายหลีกทางตามเคย อยู่ที่ว่าจะจัดสรรน้ำกันยังไง เพราะน้ำมันก็มีเท่านั้นอะครับ

ปัญหาสะสมมายาวนาน ทั้งๆ ที่ควรมีการจัดสรรระบบสัมปทานคนที่เข้าไปหาผลประโยชน์กับรีสอร์ทมาตั้งนานแล้ว แต่กลับปล่อยให้เป็นแบบตามมีตามเกิด มันก็เลยกลายเป็นแบบนีนี่แหละ

ตอนนี้ที่กังวลมากกว่าว่าจะซ้ำรอยเกาะพีพี นั่นก็คือเกาะหลีเป๊ะที่จังหวัดสตูลครับ ถ้าไม่รีบแก้ไข มีหวังคงไม่ต่างกัน

ความคิดเห็นที่ 74 (0)
my-name-is-gee วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 23.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/gee-diary


มาทวงดอกทิวลิป...ให้คุณ tengpong ค่ะ
สัญญาไว้หลายวันแล้วนะคะ

ความคิดเห็นที่ 73 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 21.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

Qอยากเสวนากับท่านforeverแบบเห็นหน้าจังอ่ะครับ..
ไม่รู้จะสะดวกให้เปิดหน้า..หรือเปล่า..หารูปตอนสมัยหนุ่มน้อย หนุ่มตอนกลางมาก็ได้ครับ..คงจะมองกันชัดขึ้นมาก
.
.
Qที่ท่านบอกว่า..
"ไปดูเหรียญอีกด้านหนึ่งด้วยตาตัวเองก็ดีครับ จะได้รู้ว่ามันมีอะไรแค่ไหนที่ถูกทับอยู่ข้างล่างนั้น"..
.
.
Aท่านนำเสนอเหรียญอีกด้านเรีบร้อยแล้วไงครับ..ผมก็นำเสนออีกด้านแล้วครับ...มีคนสนใจงานของท่านอีกด้วยคือ(คุณสีน้ำฟ้า)..ขออภัยที่เอ่ยนาม...
.
.
Qท่านforeverยังไม่ตอบผมในประเด็นเรื่อง..กรมชลประทานโดยสำนักงานชลประทานที่1 จังหวัดเชียงใหม่..
ว่าได้ทำขั้นตอนประชาพิจารณืที่ถูกต้อง..และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมEIAหรือยัง?

.
.
เพราะ
..มาตรา67ตาม รธน.ปี 50ที่ระบุชัดเจนว่า......การดำเนินโครงการหรือกิจกรรม ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบ ต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน"
.
.
รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม
หรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว
.
.

นำมาจากจาก ที่ผมนำเสนอในเอ็นทรี่ก่อนๆ

.http://www.oknation.net/blog/thaibaan/2009/12/03/entry-1
.
.
เพราะถ้าคำตอบคือไม่...ก็รบกวนท่านประสานข่าวทาง
เหรียญด้านฝั่ง..ของท่าน..มาบอกด้วยครับ..ดีมั๊ยครับ
.
.
แล้วมาเสนากันต่อครับท่าน..อ้อ ผมยังรอชมเรื่องดอกทิวลิปอยู่นะครับท่านforever

ความคิดเห็นที่ 72 (0)
tengpong วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 20.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ระหว่างรอการตอบของ ท่านไทบ้าน

รบกวนถามท่าน Mr.forever ครับว่า
เมื่ออดีตกำนันได้ถวายฏีกาขอพระราชทานฝาย
แต่เมื่อกรมชลประทาน สำรวจแล้วว่าต้องสร้างประตูระบายน้ำดีกว่า
กรมชลฯได้มีการถวายรายงานการสำรวจและทุลเกล้าฯเสนอเรื่องประตูระบายน้ำหรือไม่ ครับ?

ความคิดเห็นที่ 71 (0)
สีน้ำฟ้า วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 17.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/prettybluesea
จิ้มเม้าส์ที่ชื่อล็อกอินแวะไปบ้านริมธาร และบ้านสิรินทร์ จิตร์เกษมบ้างนะคะ

สวัสดีค่ะ ทุกท่าน

สีน้ำฟ้าตามอ่านตั้งแต่วันแรก ที่คุณฟอร์เรฟเวอร์ลงบล็อกวันแรก ติดตามมาเรื่อย ทุกวัน จนถึงวันนี้..

ขอบคุณการนำเสนอข้อมูลที่ำ สีน้ำฟ้า ถือว่า สมบูรณ์แบบที่สุด เท่าที่สีน้ำเคยตั้งใจอ่านมา

ปัญหาเรื่องน้ำ การใช้น้ำ กำลังอยู่ในประเด็นที่สนใจพอดีเลย เพราะที่เกาะพีีพีตอนนี้ ก็แล้งน้ำขนาดหนัก ระบบประปาหมู่บ้านธรรมดา ตอนนี้น้ำไม่ไหลแล้ว

แต่ละกิจการต้องมีคนของตัวเอง ไว้คอยสังเกตการณ์ และตั้งปั็๊มน้ำไว้ดักสูบน้ำ เมื่อน้ำเดินไหลตามท่อมาถึงบ้านตัวเอง เพื่อเก็บกักไว้ในพอใช้ในกิจการ

แต่ไม่เคยมีใครพอเท่าที่ต้องการ และไม่มีใครเหลือเฟือ ได้แต่แบ่งปันไป พอไม่ให้เดือดร้อนกันมากกว่านี้

น้ำที่เกาะพีพี ตอนนี้ นอกจากชาวบ้านจะขุดบาดาลแบบตนเอง ก็มีเจ้าของกิจการใหญ่ๆ เขาจ้างนักขุดเจาะบาดาล มาวัดระดับ ขออนุญาตขุดเจาะกันเป็นรายๆ ไป

แล้วกระทู้แม่สอย มาเกี่ยวอะไรกับพีพี..

แหะ แหะ เกี่ยวค่ะ เกี่ยวเรื่องกรณีน้ำ และกรณีการนำเสนอ ของคุณฟอร์เรฟเวอร์เป็นเรื่องที่ดี เสนอโดยนำเหตุและผล มากางแจงกันไป

การถามตอบ ของพี่เต็งพ้ง คุณไทบ้าน พี่ชาลี ว่ากันด้วย เหตุ และผล มิมีอารมณ์ขุ่นเคืองใดมาเกี่ยวข้อง

ขออภัย ที่เข้ามาขัดจังหวะการสนทนาของท่านๆ เพราะอยากขอบคุณ ทุกท่าน ณ ที่นี้น่ะค่ะ

สีน้ำฟ้า จะจำไปเป็นตัวอย่าง.. ตอนนี้กำลังจะ "ลุย" ประเด็น น้ำบริโภคที่เกาะพีพีอยู่น่ะค่ะ

เมื่อวาน เพิ่งคุยกับ กลุ่มอาสาสมัคร ของมูลนิธิ พีพี เอด เพื่อ หาทางช่วยเหลือ หมู่บ้าน บ้านหินงาม หมู่เจ็ดเกาะพีพี ที่มีจำนวน ยี่สิบสองครัวเรือน บ้านยังสร้างไม่เสร็จทั้งหมด

แล้วกำลังจะวางระบบ เพื่อให้คนในหมู่บ้าน มีน้ำได้บริโภคที่พอดี ไม่แร้นแค้นจนเกินไป

ถ้าจะกรุณา.. คุณฟอเรฟเวอร์ จะกรุณาเป็นพี่เลี้ยง ในการ "หาข้อมูล" ว่าต้อง ใช้คำถามอย่างไร ต้องค้นคว้าเพิ่มเติมที่ไหน

ช่วยแจ้งวิธีติดต่อให้สีน้ำฟ้า้ด้วยนะคะ จะขอรบกวนให้คุณฟอร์เรฟเวอร์ เป็นครู ผู้ชี้แนะำให้ด้วย

และ พี่ๆ ที่เราุคุ้นเคยกัน ผ่านตัวอักษร พี่เต็งพ้ง กับพี่ชาลี ช่วยเปิดประเด็น เป็นแนวทางให้สีน้ำฟ้าได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่เกาะพีพี จะแร้นแค้นกันถึงที่สุดกว่านี้

ส่วนคุณไทบ้าน.. สหายที่พบกันแล้ว ก็รบกวนด้วยนะคะ

จะหลังไมค์ หรือเมล์มา ก็แล้วแต่สะดวกค่ะ

สีน้ำฟ้า เรียนมาน้อย ทำวิจัย หรือค้นข้อมูล ประมาณนี้ มาเรียบเรียงไม่เป็น..

โปรดชี้แนะด้วย

ด้วยความชื่นชมและศรัทธาทุกท่านค่ะ

สีน้ำฟ้า (แจม)

ความคิดเห็นที่ 70 (0)
MrForever วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 14.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ส่วนประเด็นที่ว่าชาวบ้านที่มาชุมนุมรู้หรือยังว่าเขาต้องการฝาย หรือต้องการประตูน้ำ

เอ่อ... เอาเป็นว่าทุกวันนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่หายใจเข้าหายใจออกเป็นประตูน้ำกันมาตั้งแต่ต้นปีที่มีข่าวว่าโครงการจะลงพื้นที่แล้วละครับ

เขาเลิกสับสนว่ามันจะเป็นฝาย หรือเป็นประตูน้ำมาตั้งแต่สองปีที่แล้ว ที่กรมชลฯ เริ่มลงพื้นที่สำรวจข้อมูล และสำรวจระดับเป็นข้อมูลเบื้องต้นแล้วละครับ

ปากต่อปากของชาวบ้านเขากระจายข่าวมาตั้งนานแล้วครับ มีแต่คนกลุ่มหนึ่งที่ปิดหู ปิดตา (แต่ไม่ปิดปาก) ตัวเอง ไม่สนใจ ไม่ยอมรับรู้ข้อมูลนั่นแหละครับ ที่อ้างว่าไม่รู้เรื่อง ทั้งๆ ที่ชาวบ้านในพื้นที่เขารู้กันตั้งแต่ปี 50 แล้วว่ามีเจ้าหน้าที่กรมชลเข้ามาในพื้นที่ เพื่อสำรวจทำข้อมูลเบื้องต้น แล้วจากนั้นเขาก็เข้ามาเรื่อยๆ เพราะจริงๆ แล้วโครงการนี้น่าจะได้งบประมาณปี 54 เรียงตามลำดับ แต่พอดีมีงบไทยเข้มแข็ง ก็เลยได้ก่อนงบประมาณจริงครับ

จริงๆ ผมว่าคนที่สงสัยว่าชาวบ้านรู้เรื่องโครงการนี้มากน้อยแค่ไหน ทำไมถึงสนับสนุน ทำไมถึงไม่ฟังฝ่ายค้าน ทำไมไม่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการแก้ปัญหา

ถ้ามีเวลาลองรวมกลุ่มกัน หรือส่งตัวแทนที่คุณเชื่อถือได้ลงพื้นที่ดูครับ บอกไปว่าเป็นนักข่าวอิสระก็ได้ แล้วไปติดต่อที่ อบต. แม่สอย ติดถนนเส้นจอมทอง-ฮอด ถ้าวิ่งมาจากเชียงใหม่ก็จะอยู่ฝั่งขวามือครับ ติดต่อนัดผ่านนายก อบต.ได้เลย รับรองว่าเขาพร้อมที่จะให้ข้อมูล พร้อมที่จะพาไปพบชาวบ้านทุกหมู่บ้านเลย หรือจะให้ชาวบ้านกับตัวแทนชาวบ้านมาอธิบายให้ฟังก็ได้ ถ้านัดวันล่วงหน้า ผมรับประกันเลยว่าชาวบ้านเขาพร้อมที่จะพูด และก็พร้อมที่จะอธิบายให้ฟังว่าทำไมเขาถึงต้องการโครงการนี้กันมากมายขนาดนี้

ไปดูเหรียญอีกด้านหนึ่งด้วยตาตัวเองก็ดีครับ จะได้รู้ว่ามันมีอะไรแค่ไหนที่ถูกทับอยู่ข้างล่างนั้น

ความคิดเห็นที่ 69 (0)
MrForever วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 14.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ประเด็นเรื่องเอกสารที่อ้างอิงถึง เจตนาคือจะบอกว่าผมได้ข้อมูลมาจากตรงนั้น ซึ่งเป็นสรุปผลการประชุมในแต่ละครั้ง ว่าอะไรเป็นอะไร มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแค่ไหน ใครได้รับผลกระทบบ้าง ความเสียหามีเท่าไหร่ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงสถิติที่ได้รับการสำรวจไว้ ก็เลยบอกให้คนที่สนใจลองเข้าไปอ่านกันครับ ส่วนจะเชื่อไหม อันนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณครับ เพราะอย่างที่บอกว่ามันเป็นเอกสารที่สรุปผล ซึ่งเขาก็จะอัพเดทข้อมูลล่าสุดเท่าที่มีครับ

จากข้อมูลในไฟล์ pdf ก็น่าจะเห็นนะครับ ว่ามันมีการประชุมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งก็มีตัวแทนจากชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเข้าประชุมกันพร้อมหน้า ดังนั้นจะมาบอกว่าไม่รู้เรื่องก็คงไม่ได้

เอาง่ายๆ อย่างโครงการต้นกล้าอาชีพที่ประชาสัมพันธ์กันออกทีวีคึกคัก ยังมีชาวบ้านหลายคนไม่รู้เรื่องเลย ซึ่งการอ้างว่าไม่รู้ของชาวบ้านมันก็มีให้คิดหลายแง่ คือเข้าไม่ถึงข้อมูล หรือไม่สนใจจะเข้าถึงข้อมูลครับ อยู่ที่ว่าใครเป็นแบบไหน

ความคิดเห็นที่ 68 (0)
MrForever วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 14.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ไทบ้าน - ตอบเป็นประเด็นๆ ละกันนะครับ


สาเหตุที่โครงการนี้ยังไม่ได้ระบุลงไปในเวปไซต์ของกรมชลฯ เป็นเพราะโครงการยังไม่มีความแน่นอนครับ ถ้าหากทุกอย่างเรียบร้อยเริ่มก่อสร้าง ก็จะมีระบุเข้าไปเองครับ เพราะไม่มีใครสามารถแอบอ้างว่าเป็นโครงการพระราชดำนิได้แน่นอน และที่สำคัญโครงการนี้เริ่มขึ้นจากการที่อดีตกำนันต.แม่สอย ทำเรื่องยื่นฎีกาตามขั้นตอนครับ ดังนั้นเมื่อโครงการได้รับการอนุมัติมา จึงเป็นโครงการพระราชดำริตามขั้นตอนถูกต้องแน่นอนครับ เหลือแค่เวลาและความแน่นอนของโครงการเท่านั้นเอง ก่อนที่จะถูกระบุลงไป




ส่วนที่ว่าชาวบ้านขอเป็นฝายไป เนื่องจากสมัยนั้นชาวบ้านยังไม่มีความรู้ว่าอะไรเหมาะสมกับความต้องการของตัวเอง จึงคิดเพียงว่ากั้นฝายไว้ตรงน้ำปิง น่าจะทำให้มีน้ำเกษตรใช้ ซึ่งมันไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมครับ

สาเหตุก็อย่างที่ชีัแจงไปแล้ว ว่าฝายจะเป็นการเก็บน้ำในระบบปิด และจะทำให้มีปัญหาในช่วงหน้าฝน เพราะโอกาสที่น้ำจะท่วมอันเนื่องจากฝายระบายน้ำไม่ทันนั้นมีสูงกว่าประตูระบายน้ำที่เปิดปิดได้หลายเท่าตัว

แต่ถ้าจะบอกว่าก็สร้างฝายตัวเล็กๆ ปิดตรงจุดแคบๆ สิ อันนี้ก็ตอบว่าถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่คิดถึงช่วงหน้าฝนที่น้ำหลากดูละกันนะครับ

ว่าปริมาณน้ำเยอะๆ แล้วไหลมาจุดแคบๆ แต่มีฝายที่เป็นการเก็บน้ำระบบปิดมากั้นอยู่อะไรจะเกิดขึ้น มันก็จะเกิดปัญหาการระบายน้ำไม่ทัน และทำให้ระดับน้ำเอ่อล้นย้อนกลับไปทางเหนือน้ำ ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เหนือน้ำนั่นเองครับ ซึ่งตรงนี้ชาวบ้านจะเดือนร้อนกว่านี้มากๆ

จากผลการศึกษา ทั้งปริมาณน้ำในหน้าฝน และหน้าแล้งตามสถิติแล้วจึงลงความเห็นว่าควรเป็นประตูระบายน้ำครับ เพราะจะแก้ปัญหาน้ำหลากในช่วงหน้าฝนได้ เพราะระบายน้ำทัน อีกทั้งยังแก้ปัญหาน้ำแล้งในช่วงหน้าแล้งได้ เพราะสามารถเก็บกักน้ำได้ดี และมีคุณภาพกว่าฝาย อีกทั้งยังยืดหยุ่นกับสถานการณ์มากกว่าเยอะ


ถามว่าชาวบ้านเขาต้องการฝายหรือประตูระบายน้ำ อันนี้จากรายงานการประชุม เขาก็แจ้งตัวแทนที่เข้าประชุมไปแล้วครับ ว่าความแตกต่างระหว่าง เขื่อน, อ่างเก็บน้ำ, ประตูระบายน้ำ, ฝาย มันต่างกันยังไง และแต่ละอย่างเหมาะกับพื้นที่แบบไหน สถานการณ์อย่างไร

จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของตัวแทนชาวบ้านจะชี้แจงให้ชาวบ้านในพื่้นที่ของตัวเองได้รับรู้ครับ

ในวันที่ 18 มีการอธิบายซ้ำอีกรอบต่อหน้าชาวบ้าน และต่อหน้าคณะกรรมการสิทธิ์ ซึ่งชาวบ้านก็ไม่มีท่าทีสงสัยอะไรครับ เพราะส่วนใหญ่เห็นด้วยให้โครงการเดินหน้า ฟังจากเสียงสนับสนุนที่ดังอยู่ตลอดเวลา ตอนที่ตัวแทนชาวบ้านขึ้นพูดในกรณีนี้

ตอนนี้ชาวบ้านเขาเลยจุดสงสัยในโครงการไปแล้วนะครับ เพราะข่าวก่อสร้างมันมีมาตั้งแต่ปี 2550 มีเจ้าหน้าที่จากกรมชลไปสำรวจข้อมูล, ไปวัดที่, ไปเซ็ตระดับ อยู่เรื่อยๆ ดังนั้นการที่ชาวบ้านกลุ่มคัดค้านจะอ้างว่าไม่รู้นั้นเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะเขาลงไปทำงานตั้งนานแล้ว

ย้ำอีกทีว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมีทั้งหมด 163 ราย และผ่านมาถึงวันนี้คนที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ร้อยกว่าคน ก็ยินยอมเสียสละเพื่อให้โครงการเดินหน้า เนื่องจากเขาคิดว่าเสียพื้นที่ไปบ้าง แต่ตัวเองไม่อดตายน่าจะดีกว่าไม่เสียพื้นที่ แต่อยู่แบบเป็นหนี้นอกระบบกันทุกเครือเรือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ (หนี้ธกส.ไม่ต้องถามครับ เป็นหนี้กันหมดแหละ)

เพราะงี้ไงครับ ชาวบ้านเขาถึงได้หวังกับโครงการนี้ไว้เยอะ ว่ามันจะนำน้ำมาให้เขาต่อชีวิตได้ ไม่งั้นมันไม่มีปัญหาขัดแย้งกันระหว่างชาวบ้านสองกลุ่มมากมายขนาดนี้หรอกครับ

อย่ามองแค่ว่าชาวบ้านถูกหลอก ชาวบ้านไม่รู้ กรมชลซื้อแกนนำ ปลุกระดมให้ชาวบ้านเกลียดกัน เพราะของอย่างนี้บางทีมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดหรอก หากคุณได้เข้าไปเห้นความจริงในพื้นที่ว่าเขาเดือดร้อนกันเพียงใด และรอคอยโครงการ หรือรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐมาเนิ่นนานเพียงใด


วันนี้... ตอนนี้... จะได้แล้ว... แต่เพราะปัญหาเรื่องคนคัดค้าน ถ้ามันจะทำให้โครงการถูกเตะถ่วงไปเรื่อยๆ ผมก็มองไม่เห็นอะไรนอกไปเสียจากความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ถูกยืดออกไปพร้อมๆ กับระยะที่ยืดออกไปของโครงการ

ความคิดเห็นที่ 67 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 11.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

ขอแก้ไข
.

พาดพิงถึงท่านforever ขอถอนคำว่า..เสียผู้ใหญ่เพราะท่านไม่ได้เป็นคนพูดแต่ท่านได้ฟังมาจากชาวบ้าน...เป็นคนพูด..
.
.
ในโครงการพระราชดำริของเว็บกรมชลประทานไม่มีชื่อโครงการพระราชดำริครับ
http://www.oknation.net/blog/thaibaan/2009/12/16/entry-1
.
.
คนมาเยอะๆเป็นพันๆไม่เป็นไร..แต่ประเด็นเขาทราบ"ข้อเท็จจริง"หรือfactหรือยังว่าจริงๆใคร...ต้องการประตูฯ..และใครต้องการ..ฝาย..กันแน่อ่ะครับท่านforever

ความคิดเห็นที่ 66 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 11.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

“ที่สำคัญคนแม่สอยก็ไม่ได้เรียนหนังสืออะไรสูง จบป.สี่ ก็เข้าสวนเข้านา ทำเป็นแค่นี้

จะเอาปัญหาที่ไหนไปยื่นหนังสืออะไรแบบนั้น ถ้าไม่มีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง”
.
.
เพราะว่าชาวบ้านไม่รู้ว่าโครงการนี้..มีที่มาไม่โปร่งใสไงครับ
แต่กรมชลฯ ก็นิ่งเฉย..ไม่ทำตามขั้นตอนpublic hearing
ที่ถูกต้อง..และใช้แค่..การประชาสัมพันธ์..แบบผิวเผิน
.
.
เต้นท์ที่มีชื่อ ส.ส.ติดอยู่ด้านบน..คงบอกอะไร..ได้บ้าง
ถึงผู้สนับสนุนการสร้างเขื่อน..เอ้อ..ลืมไป..สร้างประตูระบายน้ำ..ครับ
.
.
กลุ่มคนสองสามคน(ในบางภาพ)ที่เดินหน้ามาก่อนชาวบ้าน(แท้ๆ)ที่ถือป้าย..ก็คงบอกอะไร..ขึ้นมาได้เพิ่มครับ
ผมเดาแบบเสี่ยวๆให้ก็ได้..ว่าเป็นกลุ่มแกนนำชุมชน..ที่เป็นหัวคะแนนนักการเมืองในพื้นที่
.
.
อีกอย่าง..คำพูดที่..ส่อเสียด..พาดพิงถึง...กลุ่มชาติพันธุ์อื่น..ซึ่งออกไปในทางลบ..ก็ไม่น่าจะนำมาใช้หรอกครับท่าน...forever
เช่น...

“มันก็พูดเองเอ่อเองทั้งนั้นแหละ ใครให้มันเป็นตัวแทนชาวบ้านกัน ทั้งกลุ่มคัดค้านนั้นพ่อหนุ่มรู้ไหม

ว่าเป็นชาวบ้านแม่สอยสักกี่คน มีกันยี่สิบกว่าคนเท่านั้นแหละ นอกนั้นก็พวก NGOs หนุนหมด

ดูข่าวในทีวีแล้วมันปวดใจเหลือเกินที่ไปพูดว่าชาวบ้านแม่สอยไม่ต้องการน้ำ ก็พูดซะอย่างนี้

แล้วจะให้คนที่เหลือเขาคิดกันยังไง ดูข่าวในทีวีพ่อหนุ่มก็น่าจะเห็นนะ ว่าคนเหนืออย่างเรา

มันมีพวกหัวหยิก ผิวดำแบบนั้นซะทีไหน”
.
.
คำว่าพวกหัวหยิก ผิวดำ..ท่านไม่น่าใช้คำนี้ครับ
มันคล้ายๆเป็นการดูถูกกลุ่มชาติพันธุ์อื่น..ถ้าเป็นท่านผู้ใหญ่(อายุมาก)ท่านจะเสีย..ผู้ใหญ่ครับ

ความคิดเห็นที่ 65 (0)
tengpong วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 10.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ผมก็ได้ตาม Link นั้นไป และเข้าใจตรงกันกับ ท่านเสี่ยวไทบ้าน คห. 62 ครับ

ความคิดเห็นที่ 64 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 02.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

"... เหรียญอีกด้านที่ถูกทับไว้ ...

... วันนี้ผมหวังว่าอย่างน้อยมันจะถูกแง้มเปิดให้กับแสงสว่างได้ลอดผ่านไปบ้างแล้วนะครับ ..."
.
.
ผมก็จะแง้มเหรีญอีกด้านให้ท่านได้เห็นว่า..
"การดำเนินการโครงการใดๆ..ที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม..แล้วทำไม่ถูกต้องตามขั้นตอน..มันจะมีสภาพหรือ..จุดจบตอนท้ายๆ..อย่างไร?

ความคิดเห็นที่ 63 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 01.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 


หน้ากระดาน..ของเว็บรับฟังฯ..ของสำนักปลัดำนักนายกรัฐมนตรี...เดี๋ยวผมไปขอข้อมูลนี้มา...ไม่ยากครับ

ความคิดเห็นที่ 62 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 24/12/2009 เวลา : 01.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

ผมตามลิ้งค์ท่านmrforever

ไปอ่านเรื่องโครงการรัฐใน
http://www.publicconsultation.opm.go.th/phs/new_phs_proj_view.asp?editId=P521214011

นั้นเป็นพียงเรื่องที่แพร่..ในเว็บเพื่อ"ประชาสัมพันธ์"
โคงการ..ที่มีไว้เป็นที่"โพสท์"เพื่อ"รับฟังความคิดเห็น"
ในสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี..เท่านั้นเองครับ
.
.
โครงการของรัฐ
ลำดับ
รหัสโครงการ
ชื่อโครงการ
ชื่อภาษาไทย ประตูระบายน้ำแม่สอย
ชื่อภาษาอังกฤษ Mae Soi Head Regulator Project
เหตุผลความจำเป็น
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านสะแพท ตำบลแม่สอย อำเอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และกำนันตำบลแม่สอย ได้ยื่นฎีกาขอพระราทานฝายกั้นลำน้ำปิง เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในเขตตำบลแม่สอยและตำบลใกล้เคียง
.
.
เป็นแค่การประชาสัมพันธ์โครงการเท่านั้นเอง!!
.
.
เหตุผลและวามจำเป็นถ้าจะเอากัน..จริงๆคือ
ก็เห็นชัดว่า....ระบุว่า".........ได้ยื่นฎีกาขอพระราทาน
"ฝาย"...กั้นลำน้ำปิง...คำว่าฝายกับประตูระบายน้ำหรือ
อารบังคบน้ำต่างกันมาก
.
.
ถ้าว่ากันตามนั้นกรมชลฯก็บิดเบือน...ความจริง
จากการสร้าง"ฝาย"ตามแนวทางพระราชดำริ..
แต่กลับกลาเป็นโครงการประตูระบายน้ำแม่ปิง...
อย่างนี้กรมชลฯจะอธิบายว่าอย่างไร(วานบอก)
.
.
ส่วนไฟล์แนบก็เป็นพียง...เอกสารเพื่อการประชาสัมพันธ์และการ(อ้างว่า)การมีส่วร่วม..เป็นแค่public reportไม่มีอะไรชัดเจน..ที่เกี่ยวกับการ"ประชาพิจารณ์หรือเป็นกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งวดล้อม)หรือรอเซ็นต์อนุมัติจากรัฐบาลแต่อย่างไร.
(ใช่หรือไม่ครับ.)

.
ไม่มีรหัสโครงการ..ไม่มีลำดับที่ชัดเจน
.
.
หากให้"เดา..แบบเสี่ยวๆ"คงเป็นเอกสารที่จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษา...ครับ
.
.
และระบุวันโพสท์คือ 14ธันวาคม2552ที่ผ่ามา..ไม่นาน
หมายความว่า...เพิ่งนำมาโพสท์..ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ
แม่อยอย่าร้องไห้...ห่างกันตั้ง14วัน...อืมม์.น่าสนใจครับ
.
.
ผมว่าเรามา"แลก"กันได้เลยรับ(ข้อมูล ข็อเท็จจริง)

ความคิดเห็นที่ 61 (0)
kokoyadi วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 18.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kokoyadi
Blog me if you can!!! KoKoyadi  โกโก้...อย่าดิ

ประเด็นนี้ ละเอียดอ่อนมากครับ

ผมยังตอบไม่ได้ว่า กระบวนการทั้งหมดจะพาไปถึงจุดไหน

แต่ที่สำคัญที่สุด คือ กระบวนการ สนทนาในบล็อกนี้ ของ คุณ MrForever พี่เตงพ้ง และ พี่ bluehill เป็นกระบวนการของการสนทนาที่ดีครับ

แต่น่าตกใจเรื่อง การรวมกลุ่ม ขู่ ของชาวบ้านนี่ ไม่ดีครับ

ความคิดเห็นที่ 60 (0)
คนในแผ่นดิน วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 13.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ninja45
เขียนไม่เก่ง แต่อยากเขียน

เข้ามาอ่านอย่างสนุกในข้อมูล ความคิด และมุมมองครับ

เห็นกรรมการสิทธิ์ฯ ลงพื้นที่ก็เบาใจได้ระดับหนึ่งแล้วละครับ การเก็บข้อมูลทั้งสองฝ่าย สองด้าน แล้วนำมาวิเคราะห์ประมวลผล

ประโยชน์ที่ได้ กับ ผลกระทบที่เสีย

ทุกโครงการจะมีคล้ายๆ กันหมดครับ คือต้องมีทั้ง 2 ด้าน แต่ด้านใด? ที่จะ "ดีที่สุด" มีน้ำหนัก "สมควรจะเลือก"กระทำมากกว่า เท่านั้นเองครับ

และสุดท้าย จะมี คนส่วนหนึ่งที่ต้องเสียสละ และต้องได้รับการชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อ?

- หากไม่สร้าง ภาครัฐ จะช่วยเยียวยา เรื่องน้ำแล้งได้อย่างไร? หรือจะสร้าง บ่อเล็กๆ บึงพอประมาณ สูบน้ำเก็บไว้ ยามมี

- หากสร้าง คนที่ได้รับผลกระทบจะแก้ไขปัญหาอย่างไร? เรื่องน้ำจะท่วม สร้างคั้นกั้นให้สูงเพียงพอ!! แล้ว "ปลา"ละ หากันอย่างไร หายไปไหม หรือจะให้ กรมประมง ลงมาช่วย ทำบ่อ เพาะพันธุ์ปลาไว้

ทุกอย่างต้องชัด และชัดจริงๆ

ที่สำคัญสุด คือต้องระวัง เรื่อง"สิ่งแวดล้อม" เรื่อง"การอนุรักษ์ธรรมชาติ" ................... อาทิตย์ที่ผ่านมา(ธ.ค.2552) ผมเดินสายไปทำบุญ ภาคอีสานมา ไม่หนาวเลยครับ ร้อนผิดปกติแล้ว โลกใบนี้????

สุดท้ายฝากไว้ว่า อย่าเอาแต่สร้าง สร้าง สร้าง เพียงเพื่อสนองความเป็นอยู่ ความอยู่รอด ของ"คน"เท่านั้นครับ ธรรมชาติอยู่ไม่ได้ โลกใบนี้ไปไม่รอด ทุกชีวิตก็ไม่มีเช่นกันครับ

ความคิดเห็นที่ 59 (0)
ChaiManU วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 10.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

มารอดูดอกทิวลิปครับ

ความคิดเห็นที่ 58 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 23/12/2009 เวลา : 09.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

เมื่อคืนอ่านแล้ว...แต่ยังไม่ได้มาเม้นท์
จะมาบอกว่ากำลังตามติดเรื่องนี้..น่าสนใจครับ
โดยเฉพาะจากมุมคิด..ของท่าน"วิศวกร"

ความคิดเห็นที่ 57 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 23.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 41

ขอโทษครับ ขอต่อประเด็นที่ ที่บอกว่าน้อง(ลูกอดีต สจ.)ที่เรียนกฏหมาย ครับ
อยากให้ดูเจตนาเขาดีดีก่อนดีกว่าครับ เพราะว่านักกฏหมายคงมองเห็นว่าอะไรที่มันไม่ถูกต้องก็น่าจะเป็นการถูกต้องที่เขาจะทักท้วง และมันจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำหากการทักท้วงของนักกฏหมาย ได้รับการพิจารณาเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่ขัดต่อกฏหมาย
ขอบคุณครับ
ขอตัวไปพักก่อนละครับ

ความคิดเห็นที่ 56 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ดึกแล้วคงขอตัวก่อนนะครับ แต่ก่อนอื่นขอยืนยันจุดยืนอีกทีก่อน

สาเหตุที่ผมเข้ามาโพสความเห็นในนี้ เจตนาหลักคือจะสะท้อนมุมมองอีกด้านหนึ่งของคนแม่สอยให้คนที่นี่ได้รับทราบถึงข้อมูลบ้าง เพราะจากที่อ่านๆ มารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เนื่องจากมันกลายเป็นว่าคนแม่สอยถูกยัดเยียดโครงการที่ไม่ต้องการเอามาลงในพื้นที่ จนชาวบ้านแม่สอยต้องออกมาต่อต้านให้รัฐยกเลิกโครงการนี้ไป

ความเห็นของคนที่เข้ามาอ่าน Blog ก่อนหน้าจึงค่อนข้างค้านกับความเป็นจริงในพื้นที่อย่างที่เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

อีกทั้งจากข้อมุลที่ผมได้รับทราบด้วยตัวเอง โดยการลงพื้นที่เอง สอบถามข้อมูลเอง ไปดูสภาพลำน้ำปิงเอง เดินลุยน้ำปิงข้ามฝั่งไปมาด้วยตัวเอง ทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องทำอะไรบ้าง เพื่อสะท้อนเสียงของชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ของแม่สอย เพื่อให้เสียงของพวกเขา อย่างน้อยก็ดังมาถึงที่นี่บ้าง

เพราะคนแม่สอยส่วนใหญ่ก็เป็นชาวไร่ชาวนา ไม่มีปัญญามาชี้แจงผ่านอินเตอร์เน็ตได้หรอกครับ ดังนั้นผมแม้จะไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรทับซ้อนในโครงการนี้ แต่ก็ขอเป็นปากเป็นเสียงแทนคนที่นั่น แม้จะเป็นแค่คนเดียวที่ตะโกนบอกก็ตามที อย่างน้อยผมก็ถือว่าผมได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับชาวบ้านอีกกลุ่มแล้ว


และการเข้ามาโพสที่นี่ผมก็ใช้เหตุผล และข้อมูลที่ผมพยายามสืบค้นอย่างเต็มที่ ตามขอบเขตความสามารถที่มี เพราะผมถือว่าการจะเขียนอะไรสักอย่าง เราต้องมีข้อมูลที่แน่นมากพอ และสามารถตอบคำถามได้ดีในระดับหนึ่ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงพึ่งมาโพสเอาวันสองวันนี้ แล้วทำไมถึงมีข้อมูลเยอะ

ส่วนใครจะคิดอ่านประการใด อันนี้ผมไม่ก้าวก่าย เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะพินิจพิจารณาด้วยตัวเอง

อย่างน้อยก็หวังว่าข้อมูลด้านนี้จะทำให้บางคนได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้น ไม่ถึงขั้นกระโดดลงไปในบึงที่ตัวเองไม่รู้ว่าข้างล่างมีอะไรรออยู่ด้วยความชะล่าใจ แค่นี้ผมก็ถือว่าผมทำหน้าที่ได้สำเร็จไปในระดับหนึ่งแล้วครับ


ส่วนความเห็นส่วนตัวนั้น ผมเห็นว่าโครงการนี้สมควรสร้าง แต่มันไม่มีทางแก้ปัญหาได้สมบูรณ์แบบ หากสร้างแล้วคนในพื้นที่ละเลยการฟื้นฟูสภาพพื่้นที่ป่าโดยรอบบริเวณ ไม่มีการปล่อยพันธุ์ปลาเพื่อรักษาแหล่งน้ำ ไม่มีการจัดการบริหารการใช้น้ำอย่างถูกต้อง และไม่มีการควบคุมขอบเขตการเพาะปลูกจนเกินเลยความสามารถในการสนับสนุนของโครงการ

ประตูระบายน้ำเป็นเพียงจิ๊กซอร์ตัวหนึ่งที่เข้ามาช่วยชาวบ้านให้แก้ปัญหาความเดือนร้อนได้แบบเร่งด่วนเพียงเท่านั้น แต่ม้ันไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาว

การจะแก้ปัญหาลำน้ำแม่ปิง ผมยังคงยืนยันว่ามันต้องใช้การแก้ปัญหาแบบผสมผสานกัน ทั้งการจัดสรรโครงการชลประทานลงไปในพื้นที่อย่างเต็มระบบ และการผสานกับกับการดูแลรักษาต้นน้ำ และการบริหารการจัดการน้ำอย่างถูกต้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ซึ่งหากทำได้จริง มันก็จะแก้ปัญหาได้ในระยะยาว และเป็นการแก้ป้ญหาที่มั่นคงกว่าการเลือกทำเพียงแค่ทางใดทางหนึ่งเพียงทางเดียวอย่างแน่นอน


ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ

พรุ่งนี้จะเอาทืวลิปที่เชียงใหม่มาฝากละกัน เขาว่าเป็นสายพันธุ์ชนะเลิศจากเมืองกังหันลมเลยทีเดียว

ความคิดเห็นที่ 55 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ความคิดเห็นที่ 52

น้ำช่วงหน้าแล้งมันแห้งอย่างที่เห็นในภาพแหละครับ และมันไม่ได้แห้งเพราะประชาชนในพื้นที่ดูดไปใช้จนหมดน้ำปิง แต่มันแห้งมาตั้งแต่ก่อนมาถึงบ้านแม่สอย เพราะต้นน้ำมันก็มีการใช้น้ำกันไปเรื่อยๆ

เปรียบก็เหมือนเทน้ำร้อยลิตรลงไปในท่อประปา 6 นิ้ว แต่ระหว่างทางก็มีคนต่อท่อสี่นิ้วบ้าง ท่อสองนิ้วบ้าง ระหว่างทางตลอดเส้นสายน้ำปิง กว่าน้ำจะเหลือมาถึงท้ายๆ มันก็ค่อยๆ หดหายไปครับ

พื้นที่จอมทองเป็นพื้นที่การเกษตรครับ ส่วนใหญ่ก็ปลูกลำใย (เป็นแหล่งผลิตลำใยอันดับหนึ่งในเชียงใหม่ ถ้าขับรถไปจอมทอง เลยไปทางฮอดจะเห็นโรงงานรับซื้อลำใยมากมายหลายสิบโรงงาน) ปลูกหอม ปลูกกระเทียม ปลูกข้าวสลับกันไป

ในแต่ละพื้นที่ก็มีความเดือดร้อนที่แตกต่างกัน แต่แม่สอยหนักหน่อยเพราะอยู่ด้านหลังๆ กว่าน้ำจะไหลมาถึงในหน้าแล้งก็ไม่ค่อยเยอะครับ เนื่องจากต้นน้ำเขาสูบ เขาใช้น้ำไปซะเยอะแล้ว

เพราะงั้นจะไปโทษว่าคนแม่สอยทำการเกษตรเกินกำลังตัวเองก็ไม่ถูก เพราะมันต้องโทษกันทั้งอำเภอ ทั้งจังหวัด เนื่องจากไม่มีการควบคุมที่ดี

แต่ประเด็นตอนนี้คือมันยังพอแก้ปัญหาได้ ถึงได้บอกไงครับ ว่าชาวบ้านที่นี่ไม่ค่อยกลัวปัญหาน้ำท่วมหรอกครับ เพราะมันไม่ท่วมมานานมากแล้ว เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกตลอดสองฝั่งตลิ่งของอำเภอจอมทองมันเยอะ

แต่ที่เขากลัว เขากลัวน้ำแล้งมากกว่า ซึ่งมันแห้งขอดแบบนี้มาทุกปี เพราะน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ไม่รู้จะอธิบายให้เห็นภาพได้อย่างไรครับ กับปัญหาตรงนี้ เพราะยอมรับตามตรงว่าผมก็ได้เห็นพื้นที่เพาะปลูกแค่ไม่กี่เจ้า แต่สภาพน้ำปิงที่เห็นในเดือนธันวาที่พึ่งพ้นฤดูฝนมาได้แค่ไม่กี่เดือนมันแห้งได้ขนาดนี้ ก็หมดแรงจะถามต่อแล้วละครับว่าหน้าร้อนหน้าแล้งมันจะแย่ขนาดไหน

ชาวบ้านแต่ละคนก็คิดไม่เหมือนกันหรอกครับ บางคนมีที่มากก่อนนั้นก็อาจจะปลูกมากจนเกินกำลัง แต่ประสบการณ์ก็จะสอนเขาเองว่าต้องปลูกแค่ไหนถึงจะพอกินพอใช้ ตอนนี้ชาวบ้านก็ต้องทำแบบนี้กันทั้งนั้นแหละครับ ไม่มีใครเพาะปลูกเกินตัวกันหรอก เพราะน้ำมันไม่มีให้ทำอย่างนั้นได้อยู่แล้ว ที่ๆ เหลือที่ไม่ได้เพาะปลูกก็ต้องทำใจปล่อยให้ว่างไป ลำบากต้องคอยระวังไฟไหม้อีก เพระาถ้าไฟไหม้คงไปหมด เนื่องจากคงไม่มีน้ำดับ ลำบากกันไม่ใช่เล่นๆ ครับ

เพราะงั้นเรื่องน้ำสำหรับพวกเขาจึงสำคัญมากกว่าที่เราคิด และมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สำหรับพวกเขาเลย มันเลยกลายเป็นจิตสำนึกสาธารณะที่คนส่วนใหญ่เห็นชอบกัน เลยเกิดเป้นแรงผลักดันที่มากมายขนาดนี้ไงครับ

ดังนั้นฝ่ายค้านจึงต้องยอมรับสภาพหน่อย กับกระแสดีดกลับจากการต่อต้านของคนทั้งตำบล

ความคิดเห็นที่ 54 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

พรุ่งนี้ผมจะมารับทิวลิป เป็นของฝาก
ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 53 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 49

การนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่ดีครับ และขอบคุณ

ส่วนเรื่องข้อมูลจากทาง อบต.และ กรมชลฯ
ผมเสียดายครับที่ท่านไม่เอามาฝาก
เพราะหากผมเดินไปขอเขาเอง กับการขอจากท่านที่เป็นผู้ถือข้อมูลนั้นอยู่แล้ว
อีกทั้งก็ได้แลกเปลี่ยนทัศนกันมาอย่างยาวเหยียดแบบไม่เคยมีใครทำมาก่อนในรอบสามปีของบล๊อกนี้
จึงน่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากกว่า หากท่านจะได้กรุณาส่งข้อมูลให้ผมได้ศึกษาทำความเข้าใจบ้าง เพื่อจะได้เข้าใจถึงข้อมูลจากอีกด้านหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 52 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 41

เรื่องกรรมการสิทธิ์นั่น ผมขอผ่านไปก่อนเพราะยังไม่เคยรู้จัก หรือมีข้อมูล และยังไม่เคยได้ถกกันเหมือนอย่างท่าน

ส่วนเรื่องเวลาที่ผ่านมากว่าสิบปีที่ท่านว่า ชาวบ้านได้ทำอะไรไว้ในอดีตบ้างเพื่ออนุรักษ์น้ำให้มีใช้ในปัจจุบัน ตรงนี้ท่านช่วยหาข้อมูลให้หน่อยเถอะครับ

เพราะเท่าที่ฟังท่านมาเหมือนกับว่า ชาวบ้านคงอยากได้ผลผลิตมากมาก จนลืมไปว่าวัตถุดิบทางธรรมชาติได้มาอย่างไร ควรรักษาอย่างไร จึงอยู่และใช้โดยไม่ค่อยควบคุมแบบวิถีแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่นในการรักษา หรืออนุรักษ์ อะไรไว้ จนทำให้ปัญหามันเกินเยียวยาที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างที่ท่านว่าจะแก้ได้
พอน้ำเริ่มหมด ก็เริ่มพึ่งพิงเครื่องทุ่นแรง เพียงเพื่อให้ได้น้ำหรือเปล่าครับ

ผมมันคนขี้สงสัย....

ความคิดเห็นที่ 51 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

BlueHill - ไม่ว่ากันครับ อันนี้แล้วแต่จะคิด แต่ถ้าถามผม ผมก็ตอบตรงๆ ว่าผมไปวันนั้นในฐานะช่างภาพ แล้วก็ช่วยเพื่อนๆ ในทีมสอบถามความเห็นจากชาวบ้าน ซึ่งวันนั้นก็ได้ถามแต่ฝ่ายสนับสนุนครับ เพราะฝ่ายคัดค้านโดนล้อมอยู่ภายใน และไม่ค่อยเดินออกมา ผมก็ถ่ายภาพอยู่วงนอก เลยไม่ได้เข้าไปสอบถามอะไรทางเขาเท่าไหร่

ส่วนเพื่อนในทีมก็มีข้อมูลเก่าๆ อยู่แล้ว เพราะเป็นนักข่าวในพื้นที่ ก็มีเส้นสายวงในพอสมควร ส่วนผมเองเป็นวิศวกรที่ชอบรับจ็อบถ่ายภาพครับ ไปวันนั้นก็ไปช่วยทีมเขาถ่ายรูปตามคำขอ

แต่เห็นกระแสของชาวบ้าน ได้ฟังที่เขาพูด ได้เห็นแววตา ได้ยินน้ำเสียง ได้ฟังเรื่องราวที่เขาระบายให้ฟังตั้งแต่เช้ายันค่ำ บอกตรงๆ ว่าอินพอสมควรครับ

อีกทั้งข้อมูลทางเอกสารที่ได้รับมา ก็คงต้องยอมรับบ้างว่าขณะนี้ค่อนข้างเอนเอียงไปทางฝ่ายสนับสนุน ซึ่งก็น่าจะถ่วงดุลได้ดีกับสมาชิกคนอื่นๆ ที่ได้รับข้อมูลจากฝ่ายค้านมา

สุดท้ายมันก็จะเป็นข้อมูลจากสองฝั่ง ให้คนที่นี่ได้เลือกเสพย์กันว่าจะได้รับข้อมูลไปอย่างไร

จริงๆ ไม่ได้เข้ามาที่นี่เพื่อจะมาเขียนเล่าอะไรหรอกครับ พอดีวันนั้นชาวบ้านเขาพูดกันถึงเวปประชาไทยที่ลงข่าวแม่สอย ผมกลับมาก็ตามไปอ่านในนั้น แล้วน้า Google ก็พาให้มาเจอ Blog ในนี้ที่หลายๆ คนเขียนกัน

ซึ่งกระแสมันกลายเป็นว่าหลายๆ คนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เข้าใจผิด คิดว่าคนแม่สอยส่วนใหญ่ไม่ต้องการโครงการ และรัฐพยายามยัดเยียดโครงการให้ จนคนแม่สอยต้องออกมาประท้วงรัฐ

ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ผมก็เลยขอเป็นตัวแทนชาวอีกหลายพันคนเข้ามาชี้แจงให้เพื่อนๆ คนอื่นๆ ได้ทราบ และได้เห็นภาพความเป็นจริงในพื้นที่ ว่าจริงๆ แล้วคนที่นี่เขาต้องการน้ำ และต้องการโครงการนี้

... ก็เท่านี้เองครับ ...


ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการหาอ่านได้ครับ ผมก็หาในเวป

http://www.publicconsultation.opm.go.th/phs/new_phs_proj_view.asp?editId=P521214011

อ่านดูได้ครับ อันนี้คือรายละเอียดที่ผมเอามาตอบในนี้ ส่วนด้านล่างจะมีไฟล์ Pdf ของโครงการอยู่ ก็โหลดมาอ่านดูสิครับ ผมก็เอาข้อมูลสถิติในนี้มาโพสเหมือนกัน

ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้ยากครับ หากรู้วิธีถามน้า Google พิมพ์มานิดเดียวออกมาให้เพียบซะขนาดนั้น

ตลกอย่างหนึ่งคือข่าวที่กรรมการสิทธิ์ลงพื้นที่ ไม่ยักจะมีเยอะเท่าข่าวประท้วงแฮะ อย่าง TPBS ที่ไปทำข่าวพอเห็นชาวบ้านไปกันเยอะ ก็กลับเลย แล้วก็ไม่เห็นนำเสนอข่าวสักกะนิด สงสัยข่าวไม่น่าสนใจ หรือไม่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คิด

ความคิดเห็นที่ 50 (0)
ChaiManU วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

จาการอ่านบทความนี้ รวมทั้งการตอบคำถาม ผมก็พอสรุปได้ตาม ความคิดเห็นที่ 47 คุณ BlueHill เช่นกันครับ

นับเป็นเรื่องดีครับ ที่ผมจะได้มีโอกาสรับข้อมูลอีกด้าน

สำหรับบทความนี้ ผมเห็นมีแต่ความเห็นของผู้เขียน ที่พยายามจะบอกว่า ควรจะสร้างฝาย ตามเสียงส่วนใหญ่

แต่จริงๆแล้ว ผมอยากจะได้เห็นข้อมูลทางวิชาการ"จริงๆ"มากกว่าครับ

จะรอติดตามตอนต่อไปครับ

ความคิดเห็นที่ 49 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ความคิดเห็นที่ 45

ถูกต้องที่สุดครับ ผมสมัครเขียน Blog นี้ก็เพราะอย่างเอาเหรียญอีกด้านมานำเสนอ แล้วจากนั้นใครสงสัยอะไรก็ถาม ถ้าผมตอบได้ผมก็ตอบ ถ้าตอบไม่ได้เพราะไม่มีข้อมูล ผมก็ตอบไปตามตรงว่าตอบไม่ได้

ส่วนได้รับข้อมูลไปแล้ว จะคิดอย่างไร มีความเห็นแบบไหน ก็สุดแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล ผมก็ทำหน้าที่สื่ออีกด้านหนึ่งเท่านีั้นครับ


ส่วนเรื่องเอกสาร เอาเป็นว่าเพื่อความสบายใจของผมก็ขอไม่เอามาลงละกัน ไม่ว่ากันนะครับ แต่ถ้าอยากอ่านก็แนะนำว่าไปที่อบต.แม่สอยครับ เขามีให้ดูอยู่แล้ว

สำหรับผมที่ได้ข้อมูลเชิงลึก ส่วนหนึ่งยอมรับว่าสนิทกับนักข่าวในพื้นที่ครับ ซึ่งเจ้าตัวก็เอนไปทางฝ่ายสนับสนุนพอสมควร ผมก็เลยได้ข้อมูลเน้นไปทางฝ่ายสนับสนุนเยอะหน่อย

ส่วนข้อมูลจากทางกรมชลฯ ผมก็พอมีคนรู้จักในกรมชลเยอะครับ เด็กเทคโนตีนดอยทำงานกรมชลฯ เยอะครับ ก็เลยโทรถามข้อมูล หาแหล่งข่าวได้พอสมควร ไม่งั้นไม่พึ่งมาโพสวันนี้หรอก แต่ผมรอให้ได้ข้อมูลอะไรชัดเจนจนมั่นใจว่าจะไม่หน้าแตกก่อนถึงค่อยโพสครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนพึงกระทำ แม้ว่าจะเป็นแค่นักข่าวอาสาก็ตามที


ชักเครียดเนอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาทิวลิปที่เชียงใหม่มาขั้นให้ Blog หวานๆ สักหน่อยละกัน อิือิ

ความคิดเห็นที่ 48 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 39

ความจริงสิ่งที่ท่านบอกไว้ในการแก้ปัญาสิ่งแวดล้อมนั้นดีมากนะครับ อย่าไปเชื่อว่ามันเป็นนเพียงอุดมคติ ที่ทำไม่ได้
หากทุกสิ่งอย่างที่ท่านบอกไว้ได้ทำกันมาตั้งแต่อดีต
หรือเริ่มลงมือแก้ไขตั้งแต่วันนี้

ส่วนวิธีการของท่าน ผมก็ให้เกียรติความคิดของท่านครับ เพราะอุตส่าห์เรียนมาทางวิศวกรรมโยธา ที่ใครๆก็รู้ว่าเรียนยาก แล้วก็เป็นความคิดของท่านเองด้วย
แต่ผมยังเชื่อว่า หากเราเห็นการก่อสร้างที่มีผลกระทบคือทางออก บางทีเราอาจไม่ต้องรอปี 2012 ก็ได้ครับ

ส่วนควมคิดผมผมเห็นความสำคัญของความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์มากกว่าการก่อสร้างครับ ไม่ว่าจะเสียงส่วนน้อยหรือสวนใหญ่

ความคิดเห็นที่ 47 (0)
BlueHill วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

คุณ MrForever เป็นกลุ่มคนที่ผลักดันให้สร้างเขื่อน คงเป็นคนวงใน เพราะข้อมูลที่ทยอยนำเสนอออกมา บ่งบอกไว้อย่างนั้น

เมื่ออยู่ในกลุ่มนำเสนอให้สร้างเขื่อน ย่อมไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคนที่คัดค้าน และมักมองข้ามความสำคัญของเสียงจากชนกลุ่มน้อยไป ซึ่งไม่น่าจะเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม

ผมจะติดตามอ่านข้อมูลอยู่เรื่อย ๆ ครับ

ความคิดเห็นที่ 46 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 22.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ChaiManU - จากที่ฟังกรมชลฯ ชี้แจงเขาก็บอกว่าจะได้รับการชดเชยตามราคาประเมินที่ดิน ซึ่งเป็นแบบนี้ทั่วประเทศเวลามีการชดเชยจากการเวนคืนครับ ส่วนจะเท่าไหร่อะไรยังไง ผมไม่มีข้อมูลครับ

ความคิดเห็นที่ 45 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 21.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 36
ข้อมูลข่าวสาร หากใช้ พรบ.ข้อมูลข่าวสารก็สามารถขอได้ครับถ้าไม่ใช่ความลับทางราชการ
แต่ข้อมูลบันทึกการประชุมแบบนี้ถ้าท่านมีได้ ผมก็ควรจะมีได้เช่นกัน อยู่ที่ท่านจะให้หรือไม่เท่านั้นเอง เพราะเราก็ต่างก็เป็นนคนนอกพื้นที่เหมือนกัน ใช่ไหมครับ
แต่หากเอกสารนั้นเป็นความลับทางราชการ ท่านก็ผิดแล้วครับ ที่ไปนำเอกสารนั้นมา
แต่อย่างที่ผมบอกไงครับว่า ท่านคงเป็นคนที่ใกล้ชิดแหล่งข่าวได้เป็นอย่างดี

.
แล้วการประชุมในวันนั้น ถ้าผมอยู่ในวงล้อมของผู้สนับสนุนอย่างที่ท่านเห็น ผมก็คงนั่งสงบเสงี่ยมอย่างเดียวก็หรูแล้วครับ เพราะท่านบอกว่าความขัดแย้งรุนแรงจนสายเกินเยียวยา

แต่ทางที่ดีถ้าหากจะให้แฟร์ๆ คราวหน้าเรียกประชุมโดยส่งตัวแทนไปเท่าๆกันไม่ดีกว่าหรือครับ เขาจะได้กล้าพูดได้เต็มที่ ท่านก็จะได้รับข้อมูลจากเขาบ้าง
หรือว่าจะต้องอ้างสัดส่วนอีกว่าผู้สนับสนุนมาก ต้องเข้ามากกว่า

แต่ขอบอกท่านอีกครั้งนะครับว่าถึงแม้ผใจฟังข้อมูลจากทางฝ่ายคัดค้าน ผมก็ไม่ได้บอกว่าผมเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือจะต้องสนับสนุนเขาแบบ NGO ที่ท่านเข้าใจ
ผมเพียงทำหน้าที่ภาคประชาชน ทีไม่มีใครมาชักจูงได้ นำความสงสัย หลายประการที่ได้ฟัง มาถาม ให้ได้ข้อเท็จจริงบ้างเท่านั้นเอง
และย้ำว่า ท่านกับผมก็คนนอกพื้นที่ไม่ใช่หรือครับ
เพียงแต่เราเอาเหตุผลของแต่ละด้าน มาถกกันเพื่อสร้างสรรค์จรรโลงสังคมเท่านั้น ท่านคิดเหมือนผมไหมครับ?

ความคิดเห็นที่ 44 (0)
ChaiManU วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 21.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chaimanu
   ทำงานให้สนุก  เป็นสุขกับการทำงาน    

มาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมครับ ด้วยความที่ ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ และไม่ได้เป็นคนที่ได้รับประโยชน์หรือได้รับผลกระทบโดยตรง คงต้องใช้เวลาที่จะกลั่นกรองข้อมูลและพิจารณาเหตุผลของทั้งสองฝ่ายอีกสักระยะ จึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านฝ่ายใด

จากการอ่านบทความนี้ เห็นได้ว่าผู้เขียนมีความรู้ในรายละเอียดของโครงการนี้อยู่พอประมาณทีเดียว จึงอยากจะขอถามเป็นคำถามเบื้องต้นก่อนว่า ท่านคิดว่าชาวบ้านที่คัดค้านเพราะการได้รับผลกระทบ มีโอกาสจะได้รับการชดเชยที่เหมาะสมหรือไม่ เพียงไร

ความคิดเห็นที่ 43 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 21.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ความคิดเห็นที่ 38

ทำไมถึงถามในคำถามที่ทุกคนในประเทศก็รู้คำตอบกันเป็นอย่างดีล่ะครับ ฮ่าๆๆ

ไม่ตอบละกัน เพราะของอย่างนี้ก็รู้กันอยู่แก่ใจครับ

ความคิดเห็นที่ 42 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 21.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 35

ถึงแม้ที่แม่สอย จะมีคนคัดค้านน้อยกว่า
แต่ก็ไม่ควรจะมองข้ามครับ

ส่วนที่เหลือผมขอถามคำถามเชยๆอีกครั้งแบบย่อหน้าสุดท้ายของ คห. 38 ครับ

ป.ล. ที่ผมเขียนคือ "มาบตาพุด" ครับ ส่วนมาตรพุทธ ผมไม่รู้จักว่าอยู่ที่ไหนครับ.....ฮ่า ฮ่า ฮ่า(มั่ง)

ความคิดเห็นที่ 41 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 21.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ความคิดเห็นที่ 37


ผมเป็นวิศวกรนอกพื้นที่จริงๆ ครับ ไปเหยียบแม่สอยไม่กี่ครั้ง แต่ที่ได้ข้อมูลเชิงลึกเพราะผมเข้าไปคุยกับคนในพื้นที่แบบจริงๆ จังๆ ทั้งวัน ไม่ได้กลับสี่โมงเหมือนคณะกรรมการสิทธิ์ แล้วข้อมูลที่ได้กลับมาเป็นเอกสารอีกเพียบครับ ไหนจะมีไฟล์วีดีโอที่ทางอบต.เขาถ่ายเก็บรายละเอียดการประชุมแต่ละครั้งไว้ (ไม่ทุกครั้ง มีแค่สี่ห้าครั้ง) ก็เลยทำให้ได้ข้อมูลเยอะพอสมควร


ภูมิปัญญาท้องถิ่นมันก็มีขอบเขตจำกัดของมันแหละครับ และบังเอิญว่าสเกลปัญหานี้มันใหญ่เกินกว่าขอบเขตของภูมิปัญญาท้องถิ่นจะแก้ไขได้ เพราะดูแล้วปัญหาในพื้นที่มันสะสมไว้เยอะ แล้วก็ยาวนาน

คนต้องการน้ำ เขาก็พยายามทำทุกอย่างที่เขารู้ และคิดว่าทำได้อยู่ตลอดแหละครับ สิบกว่าปีที่เดือดร้อนกันมา ท่านคิดว่าเขาเอาแต่นอนภาวนา แห่นางแมวขอฝนกันเหรอครับ เขาก็ลองกันหมดแล้ว แต่เมื่อน้ำไม่มา ปลูกหญ้าแฝกหรือปลูกหญ้าคา ค่ามันก็พอๆ กัน

หญ้าแฝกมันช่วยยึดดินริมตลิ่งได้จริง ช่วยอุ้มน้ำได้บ้าง แต่มันไม่มากพอในโลกที่ร้อนแสนร้อนอย่างปัจจุบันหรอกครับ ปริมาณการระเหยของน้ำใต้ดินมันสูงกว่าปริมาณน้ำที่หญ้าแฝกจะอุ้มน้ำไว้ได้ โดยเฉพาะในพื่นที่ซึ่งขาดแคลนน้ำอย่างนี้


ฝ่ายค้านเขาก็เคยยกเอาเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นมาตอบในที่ประชุมนี่ครับจากเอกสาร แต่ก็ถูกโต้กลับไปตลอด เพราะคนที่เสนอรู้แค่ในเชิงทฤษฎีและความน่าจะเป็น แต่ไม่รู้และไม่เข้าใจมันเลยในเชิงปฏิบัติ ว่าเขาลองกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว และมันไม่ได้ผล


ประเด็นที่ว่าน้องเขากลับมาท้องถิ่น ถ้าเขากลับมาพัฒนามันก็ดีแหละครับ แต่น้องเขาเรียนจบกฎหมายมา แล้วก็มาค้านๆๆๆ อย่างเดียว ผมเกรงว่าในสายตาชาวบ้านน้องเขาจะถูกมองว่ากลับมาทำอีกอย่างในพื่้นที่ซะมากกว่านะสิครับ

ความคิดเห็นที่ 40 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 21.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 32

เมื่อตอนที่ผมไปนั่งฟัง เขาก็ไม่ค่อยมีข้อมูลเชิงมหภาคสักเท่าไหร่ ครับ
และก็ได้แนะนำเขาว่าควรที่จะข้อมูลอย่างไร
ซึ่งผมเชื่อว่า กลุ่มผู้สนับสนุน หากให้หาข้อมูลเอง โดยไม่พึ่งพาข้อมูลกรมชลฯ ก็คงไม่ต่างกันครับ
ดังนั้นทั้สองฝ่าย จึงพยายามหาแกนนำ หรือผู้ที่จะคอยให้คำแนะนำได้บ้าง แต่อย่ามองว่าวิธีแบบนี้เป้นความขัดแย้ง
เพราะอยู่ดีดีจะให้ชาวบ้าน ไปหาข้อมูลทางวิชาการแบบราชการมาตอบอย่างรวดเร็วทันใจได้อย่างไร
ถึงได้บอกว่าขอเวลาให้เขาได้พิสูจน์ บ้างที่สำคัญฟังเสียงข้างน้อยแบบไม่ใช้ความรุนแรง และไม่ตัดสิทธิขั้นพื้นฐานกัน

ส่วนเรื่องการดูแลรักษาต้นน้ำด้วยวิธีต่างๆที่ว่ามา ผมเหฯด้วยครับ และควรจะทำกันอย่างสม่ำเสมอครับ

อ้าว..ผมเพิ่งรู้นะครับว่ามันเป็นความผืดของสัตว์ที่สูญพันธุ์เพราะดันไม่ปรับตัวเองให้อยู่รอด ผมนึกว่าเป็นเพราะมนุษย์เห็นแก่ได้ซะอีกทีรุกรานที่อบยู่อาศัยของมัน ล่ามัน ใช้ความเห็นแก่ตัวเอาเปรียบมัน แล้วบอกว่าฉลาดกว่าสัตว์
โลกมันอาจจะเปลี่ยนในบางมุมครับ แต่หากเราไม่เห็นแก่ตัวจนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ผมว่าเรากับสัตว์ก็เพื่อนร่วมโลกครับ จึงไม่จำเป็นต้องหมุนตามโลกไปทุกองศาก็ได้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 39 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 21.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ประเด็นเรื่องการแก้ปัญหาน้ำในลุ่มน้ำปิงควรจะทำอย่างไร มันก็ตอบได้สองแบบ

แบบอุดมคติก็คือต้องอนุรักษ์ต้นน้ำ รณรงค์ให้ลด ละ เลิกการตัดไม้่ทำลายป่า โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ ต้องปลูกจิตสำนึกของคนในพื้นที่ต้นน้ำ ให้หวงแหนดูแลรักษาป่า เพื่อให้สายน้ำปิงจะได้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม

ส่วนคนในเมืองต้องหันมาร่วมใจกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลด ละ เลิก การสร้างมลภาวะทางน้ำทุกอย่าง เพื่อให้เสียหมดไป และน้ำดีเพิ่มข้น

ลด ละ เลิกการล่วงละเมิดลำน้ำปิง ไม่ว่าจะเป็นการถมที่ริมตลิ่งจนทำให้น้ำปิงแคบลง ไม่สนับสนุนธุรกิจที่หากินกับลำน้ำปิงอย่างผิดประโยชน์ และผิดกฎหมาย

รณรงค์ให้อบต.ในพื้นที่ติดน้ำปิง ทำการขุดลองน้ำปิงในช่วงหน้าแล้ง เพื่อให้ลำน้ำปิงสามารถรองรับน้ำได้อย่างเต็มที่ในช่วงฤดูฝน และทำระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำเสียไหลลงแม่น้ำปิง


เป็นไงครับ รับรองว่าถ้าทุกคนทำอย่างนี้ น้ำปิงไม่มีปัญหาหรอก ไม่ต้องมีประตุกั้นน้ำ ไม่ต้องมีเขื่อน ทำฝายในบางพื้่นที่ซึ่งขาดแคลน ผันน้ำเข้าเก็บในอ่างเก็บน้ำชุมชน มันก็แก้ปัญหาได้แน่นอน

แต่มันจะเป็นไปได้ไหมหากจะหวังให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงเท่านั้น



ถ้าถามผมว่างั้นผมจะทำอย่างไร...

ก็คงตอบไปตามที่เรียนวิศวกรรมโยธามาว่าก็ต้องมองภาพรวมของลำน้ำปิงก่อน แล้ววางแผนบริการการไหลของน้ำให้ถูกจุด

ตรงไหนต้องการน้ำมาก ก็เตรียมน้ำไว้ให้เขามากๆ ตรงไหนใช้น้อยก็เร่งระบายให้มันไหลไปไวๆ

การสร้างประตูกั้นน้ำ แน่นอนว่ามันต้องมีผลกระทบกับพื้นที่เหนือน้ำ เช่นปัญหาน้ำท่วม ซึ่งก็จำเป็นต้องมีการทำแก้มลิงขึ้นมาซับน้ำ และสามารถใช้เป็นแหล่งเก็บน้ำของชุมชนในฤดูแล้งด้วย

ส่วนท้ายน้ำก็ควบคุมการระบายน้ำให้ดี ให้สมดุลย์กัน วางระบบคูคลองเข้าพื้นที่การเกษตรต่างๆ ให้ดี อย่าให้มีปัญหาอุดตัน ตื้นเขินเวลาที่น้ำมามากๆ

นั่นเพราะปัญหาส่วนใหญ่ก็คือเมื่อน้ำมามาก ไม่สามารถระบายน้ำเข้าออกจากพื้นที่การเกษตรได้ทัน จนทำให้น้ำเอ่อท่วม แต่ถ้ามีการจัดระบบระบายน้ำที่ดี มีพื้นที่พักน้ำที่ดี (แก้มลิง) ในพื้นที่ราบลุ่มชุ่มน้ำ มีการกักตุนน้ำในปริมาณที่เหมาะสมในพื้นที่การเกษตร มีการระบายน้ำให้ไหลไปยังพื้นที่ซึ่งไม่ต้องการน้ำได้รวดเร็ว

ในขณะเดียวกันก็ต้องเดินทางสายรองด้วยการส่งเสริมการแก้ปัญหาแนวยั้งยืนเชิงอุดมคติที่กล่าวมาข้างต้นประกอบกันด้วย เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน

แต่การจะทำให้ทุกอย่างเหล่านี้เกิดขึ้นมันต้องทำให้เต็มระบบ ให้ง่ายสุดก็โยนเงินมาตูมเดียว แล้วพัฒนาทั้งสายน้ำ ซึ่งจะทำให้มันเสร็จทั้งระบบ และเห็นผลได้อย่างชัดเจน

แต่ก็อีกเช่นกันที่มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริง โดยเฉพาะเมื่องบประมาณไม่ได้ถูกแบ่งตามปัญหาความเดือนร้อน แต่แบ่งเป็นโควต้าไปทั่วประเทศเพื่อความยุติธรรม มันจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป


แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อมีโครงการลงไปในพื้นที่ไหน ก็ย่อมต้องมีคนเสียพื่้นที่เพื่อให้โครงการก่อสร้างเกิด ถ้าหากว่าคนหลักสิบสามารถล้มเลิกโครงการได้จริง โดยที่เสียงของคนหลักหมื่นหลักพันไม่มีผล

ผมก็มองไม่เห็นความหวังที่จะแก้ปัญหาลุ่มน้ำปิงได้อีกเลย ก็คงได้แต่หวังแก้กันทางอุดมคติเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะสำเร็จ

แต่ก็ช่างเหอะเนอะ 2012 โลกก็ระเบิดแล้วใช่มะ ฮ่าๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 38 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 21.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 30

ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูลการสร้างเขื่อนราษีไศล

ขอถามคำถามเชยๆครับว่าท่านเชื่อระบบการประมูลงาน หรือการก่อสร้าง ไหมครับว่ามันจะโปร่งใส ทุกโครงการก่อนสร้างโปร่งใสหมดตรจสอบได้หมด แต่หลัวจากนั้นละครับ ท่านเชื่อไหมครับ?
แล้วที่สำคัญหากเกิดการผิดพลาดการออกแบบ อย่างที่ว่า
ถึงเวลานั้น เคยมีคนออกมารับผิดชอบไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 20.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 25

ส่วนตัวผมเชื่อว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่น่าจะเป็นเรื่องอุดมคติครับ เพราะเมื่อครู่ก่อนท่านยังแนะนำผมเลยว่าอย่าดูถูก สล่า หรือปราชญ์ท้องถิ่น

ยิ่งถ้าท่านบอกว่าชาวบ้านอยู่ตามวิถีมาเป็นสิบปี ลองมาหมดแล้วทุกอย่าง ชาวบ้านลองใช้ภูมิปัญญาแล้วทุกอย่างจริงๆแล้วไม่ได้ผลหรือครับ แล้วรถแบคโฮ มันเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาหรือไม่ครับ
เคยปลูกหญ้าแฝก เพื่อช่วยรักษาหน้าดินและช่วยอุ้มน้ำ บ้างไหมครับ
เคยช่วยกันอนุรักษ์ป่าต้นน้ำหรือไม่เพราะนั่นก็คือภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สำคัญมากนะครับ

ย้ำอีกครั้งครับว่า ถึงมีที่เก็บน้ำดีเท่าไหร่ แพงเท่าไหร่
ก็ไม่มีประโยชน์ถ้ามันไม่มีน้ำมาใส่

ส่วนลูกสาวของอดีต สจ.ที่ท่านว่าผมยังไม่เคยได้พบกับเธอครับ
แต่หากท่านเป็นคนท้องถิ่นที่ลูกหลานเรียนจบแล้วกลับมา ดูแลท้องถิ่นบ้านเกิด ผมว่าน่าจะยินดีกับเยาวชนแบบนี้นะครับ และหากข้อมูลของน้องเขาผิดพลาด หรือบกพร่อง ในการห่างไกลพื้นที่ไปบ้างเพื่อการศึกษา แต่ก็ควรที่จะเปิดโอกาสให้แสดงหลักฐานกัน
และผมเชื่อว่ากรณีนี้ อาจจะต้องมีการพึ่งศาลปกครองแน่
และผมจะเคารพคำสั่งนั้น

ส่วนเรื่องการใช้น้ำในพื้นที่เกษตร ผมเชื่อครับว่าเกษตรกรรู้ว่าต้องใช้น้ำเท่าไหร่
แต่ไม่ใช่ว่านึกจะปลูก นึกจะขยายพืชไร่ นึกจะ ทำการเกษตรโดนที่หวังเพียงอย่างเดียวว่า อยากได้น้ำต้องมีน้ำมีให้เพียงพอ
หากไม่พอแสดงว่า ต้องหาเพิ่มให้พอให้ได้
.
.
ท่านเป็นวิศวกรคนนอกพื้น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับแม่สอยจริงๆหรือครับ
ขออนุญาตเสียมรรยาทถามตรงๆนะครับ?

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 20.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ความคิดเห็นที่ 33

ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมผมได้รับมาโดยซีร็อคเอกสารการประชุมเกี่ยวกับเรื่องโครงการประตูระบายน้ำแม่สอยมาทั้งหมด จริงๆ อยากจะถ่ายรูปแล้ว scan มาให้ดูกันชัดๆ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเหมาะสมและนำปัญหามาให้กับผมหรือไม่ เพราะเอกสารการประชุมก็ถือว่าเป็นเอกสารทางราชการ ก็คิดกังวลไว้ก่อนว่าอย่าดีกว่า

ส่วนเรื่องลงลายมือชื่อสนับสนุนโครงการนั้น เอาเป็นว่าวันนั้นที่คณะกรรมการสิทธิ์เขาลงพื้นที่ เขาก็ยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อที่สนับสนุนโครงการให้กับคณะกรรมการสิทธิ์ไปแล้วอีกรอบตามข่าวข้างต้น

เสียดายตอนนั้นผมมัวแต่ถ่ายรูปอยู่ด้านหลัง เลยไม่ได้ถ่ายตอนตัวแทนยื่นหนังสือ ยังไงก็ดูรูปจาก link ข่าวด้านล่างละกันครับ

http://www.skyscrapercity.com/showpost.php?p=48742109&postcount=7808


ส่วนคำถามที่ว่าชาวบ้านลงชื่อสนับสนุนจริงไหม ผมว่าดูแค่ชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมมันก็น่าจะตอบได้ในตัวแล้วนะครับ

เอาเป็นว่าลองถามแกนนำฝ่ายคัดค้านดูละกันครับ ว่าเขาล่าลายชื่อผู้คัดค้านได้ถึงร้อยคนแล้วหรือยัง

แกนนำฝ่ายค้านผมไม่ได้เข้าพบหรอกครับ เพราะวันนั้นยอมรับตามตรงว่ามัวแต่ทำงานคือถ่ายภาพ แล้วก็พูดคุยกับชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นฝ่ายสนับสนุน เพราะฝ่ายค้านถูกล้อมกรอบอยู่ด้านใน ไม่พูดไม่จาอะไร แม้ว่าจะถูกซักถามก็ไม่ตอบ ทำให้ผมไม่ได้ข้อมูลอะไรจากฝ่ายค้านในวันนั้นเลย

หลังจบการประชุม ผมก็ต้องรีบตาม นายก อบต.ไปเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และคิดว่าถึงสอบถามตัวแทนฝ่ายค้านตอนนั้น ก็คงไม่กล้าพูดอะไรมากอยู่ดี เพราะวันนั้นฝ่ายสนับสนุนไปเยอะมากจริงๆ และคงเยอะกว่าที่ฝ่ายค้านคาดการณ์ไว้ เลยไม่กล้าพูดอะไรเท่าไหร่ อันนี้ก็เข้าใจ เพราะถ้าเป็นผมอยู่ในสถานการณ์นั้น ก็คงอกสั่นขวัญแขวนเหมือนกัน เพราะชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนมีอารมณ์ร่วมมากๆ

ขนาดกรรมการสิทธิ์คนหนึ่งที่ถามคำถามที่ไม่ควรถาม ยังโดนชาวบ้านโห่ แจกที่ดินในอำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปางให้เลยครับ (ไม่บอกนะว่าอำเภออะไร ฮ่าๆๆ)


สาเหตุที่ผมคิดว่าการสมานฉันท์คงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว โดยเฉพาะหากว่าโครงการนี้ไม่เกิดขึ้น นั่นเพราะชาวบ้านเขารอมานาน คาดหวังไว้เยอะ ว่าโครงการนี้จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่สะสมมานานปีได้ (แม้จะไม่มี่ใครรู้ว่าในอนาคตมันจะเป็นไปอย่างนั้นจริงไหม) ดังน้นหากว่าฝ่ายค้านทำให้โครงการนี้ล่มไป มันก็เหมือนไปทำลายความหวังของคนทั้งตำบล

แล้วถามว่าถ้าม้ันไม่เกิด มันก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านคัดค้านนั้น มันจะเกิดขึ้นจริงไหม ดังนั้นฝ่ายค้านไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้เลย และต้องตกเป็นจำเลยสังคมตลอดไปจนกว่าปัญหาภัยแล้งในพิ้นที่จะถูกแก้ไข

ซึ่งหากจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยการอนุรักษ์ต้นน้ำ ลดภาวะโลกร้อน ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะอายุยืนพอได้เห็นว่ามันจะแก้ได้เมื่อไหร่

ผมถึงได้ถามไงล่ะ ว่าพวก NGOs ที่หนุนหลังชาวบ้านอยู่เนี่ย สนใจบ้างไหม ว่าชาวบ้านจะอยู่อย่างไรหลังจากนั้น เพราะพวกท่านพอคัดค้านเสร็จ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เมื่อเกมส์ที่ท่านเล่นอยู่จบ มันก็จบ ท่านก็ย้ายไปหนุนหลังชาวบ้านที่อื่น ประท้วงโครงการของรัฐที่อื่นต่อ


... แต่ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ล่ะ เขาจะอยู่อย่างไร ...

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 20.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ความคิดเห็นที่ 31

ผมว่าผมชี้แจงชัดเจนแล้วนะครับ หรือว่าใส่น้ำไปมากเลยเลยอ่านแล้วดูวกวน สรุปง่ายๆ ละกันเนอะ

กรณีมาตรพุทธนั้นมันเป็นภาพที่ชัดเจนแล้วว่าเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจริง และกระทบกับชาวบ้านที่อยู่มาก่อน และเป็นชุมชนดั้งเดิม ผลของมลภาวะจากมาตรพุทธทำให้ชาวบ้านไม่ใช่หลักสิบ แต่เป็นหลักร้อยหลักพัน มีปัญหาเรื่องสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ชัดเจนแบบไม่จำเป็นต้องอาศัยผลรายงานทางสิ่งแวดล้อมใดๆ เพราะมีหลักฐานยืนยันจากโรงพยาบาลยืนยันได้ชัดเจน และมากพอแล้วที่จะเชื่อว่าโครงการที่มาตรพุทธนั้น ทำให้ชาวบ้านเดือนร้อนจริง

ที่สำคัญคนที่เดือดร้อนไม่ใช่แค่หลักสิบ แต่เป็นหลักร้อยและหลักพัน เพราะเดือนร้อนกันทั้งชุมชน และมันมีผลที่เกิดขึ้นแล้วให้เห็นอย่างชัดเจน



ในกรณีแม่สอย เนื่องจากประตูน้ำยังไม่ถูกสร้าง และปัญหาที่ฝ่ายคัดค้านยื่นมาไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม, วิถีชีวิต, และอื่นๆ ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และไม่มีสิ่งใดยืนยันได้เลยว่า... มันจะเกิดขึ้นจริง...

อีกทั้งฝ่ายค้านก็ไม่มีข้อมูล หรือสถิติ หรือกระทั่งเหตุผลใดๆ ที่เป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่ามันจะเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาอากาศบนฟ้ามาเป็นหลักฐาน

เทียบกันดูจะเห็นความต่างอย่างชัดเจน

มาตรพุทธ คนป่วยในชุมชนแวดล้อมมีให้เห็นจริง มีหลักฐานจากข้อมูลคนป่วย และโรงพยาบาลยืนยัน

แม่สอย ไม่มีคนเดือนร้อนจากการถูกน้ำท่วม ไม่มีวีถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง มีแต่วิถีชีวิตชาวบ้านที่แย่ลง เป็นหนี้เงินกู้นอกระบบมากขึ้น หันหน้าไปใช้แรงงานในเมืองมากขึ้น คนหนุ่มคนสาวไม่มีใครอยากมาใช้ชีวิตที่นี่ เพราะไม่มีความหวังอะไร พ่อแม่ก็ผลักดันให้่ลูกไปหางานทำในเมือง เพราะที่บ้านมันทำอะไรไม่ได้

แล้วอย่างนี้ไม่เรียกว่าวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงหรอกหรือครับ



มาตรพุทธ แม้จะเป็นคนส่วนน้อย แต่ก็หลักร้อยหลักพัน และที่สำคัญทั้งชุมชนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า ไม่มีใครไม่โดน


แม่สอย คนคัดค้านหลักสิบ และที่สำคัญก็ยังไม่มีปัญหาอะไร น้ำก็ยังไม่ท่วม มีแต่นาแล้ง สวนแห้งเพราะไม่มีน้ำทำเกษตรกรรม แล้วจะเอาอะไรไปยืนยันให้ศาลรับฟังละครับ ว่าเดือดร้อนนอกไปจากถูกเวรคืนที่ดินเพียงอย่างเดียว



พอละดีกว่า ดันบอกไปว่าจะสรุปสั้นๆ ฮ่าๆๆ

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 20.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 21

หากว่าท่านเป็นคนนอกเหมือนกันกับผม
ท่านสรุปได้เลยหรือครับว่า การสมานฉันท์มันสายไปแล้ว และหากไม่ได้สร้างประตูระบายน้ำ กลุ่มคนคัดค้าน คงอยู่ในแม่สอยลำบาก

สร้างหรือไม่ม่รู้ แต่ข้อนี้ทำให้ผมห่วงคนส่วนน้อยเสียแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 20.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 20

ข้อนี้ ท่านและผม ควรได้ไปนั่งฟังพร้อมกัน หากท่านบอกว่าท่านก็ฟังชาวบ้านมาเหมือนกัน
แต่จากข้อมูลการตอบของท่านข้อนี้ ดูท่านจะเข้าถึงและใกล้ชิดแหล่งข้อมูลข่าวสารของผู้สนับสนุนได้เป็นอย่างดี
.

แต่ที่สำคัญการก่อสร้างประตูน้ำที่ว่านี้ ผมอยากทราบว่าเขาใช้การยกมือเพื่อเอาเสียงข้างมากอย่างเดียว หรือว่าเขาต้องเอาเรื่องข้อมูลจากหลายๆฝ่าย
เพราะหากว่าได้มีการบอกกลุ่มผู้คัดค้านจนเข้าใจแล้ว ก็ไม่ควรทีจะมีข้อกังขาใดใด ให้ฝ่ายคัดค้าน ตั้งคำถามกลับมาเหมือนอย่างที่เป็นอยู่นี้ หากมีภาพหรือหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ก็น่าจะดีครับ ข้อโต้แย้งเรื่องลงรายมือชื่อจะได้จบ
เพราะส่วนหนึ่งบอกว่าเป็นการลงชื่อประชุม แต่ภายหลังกลับกลายเป็นลายมือชื่อที่เห็นด้วยกับการสร้าง

ข้อนี้รบกวนท่านช่วยหาคำตอบให้ด้วยจะเป็นขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 20.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ความคิดเห็นที่ 27

ชาวบ้านเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านหาข้อมูลมานำเสนอนานแล้วนะครับ ผมย้อนอ่านผลการประชุมที่ซ๊ร็อคมาหนาราวๆ กระดาษ A4 หนึ่งริม (ก็อ่านคร่าวๆ นะครับ เยอะจัด)

พบว่าการประชุดของชาวบ้านนั้น ฝ่ายสนับสนุนซักถามถึงที่มาของความเชื่อที่ว่าจะมีปัญหาตามที่กล่าวอ้างอยู่เสมอ และฝ่ายคัดค้านก็รับปากว่าจะนำมาเสนอในการประชุมครั้งหน้า แต่เมื่อมีการประชุมอีก ก็ไม่มีข้อมูลอีก ผลัดไปเรื่อยๆ ครับ

ประชุมตั้งแต่ต้นปียาวมาจนถึงปลายปี ผมว่าถ้าฝ่ายคัดค้านจะหาข้อมูลก็น่าจะได้รับเวลาที่เพียงพอแล้วนะครับ แต่จนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านก็ยังไม่ได้ข้อมูลสนับสนุนความเชื่อที่ว่านั้นแบบที่เป็นไปตามหลักวิชาการ มีข้อมูลสถิติอ้างถึงเสียที

กระทั่งในวันที่ 18 ธันวาคม ที่คณะกรรมการสิทธิ์มาลงพื้นที่ ชาวบ้านก็ยังคงถามคำถามเดิมว่าทำไมถึงคัดค้านโครงการนี้

วันนั้น... ก็ไม่มีเสียงตอบใดๆ จากฝ่ายค้านเช่นเคย จน นพ.นิรันดร์จากคณะกรรมการสิทธิ์ถึงขั้นต้องตัดบนเอ่ยปิดการประชุมด้วยเหตุผลที่สุดแสนจะคลาสสิคว่า...

"ขอปิดการประชุมแค่นี้ก่อน เดี๋ยวผมขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพไม่ทัน"


คลาสสิคสุดๆ จริงๆ


ประเด็นการแก้ปัญหาลุ่มน้ำแม่ปิงมันต้องมองในภาพรวมครับ ไม่มีใครสามารถแก้มันได้ด้วยโครงการก่อสร้างเพียงแค่โครงการเดียวหรอกครับ แต่เนื่องด้วยงบประมาณที่จำกัด ทำให้ต้องวางขั้นตอนไปเรื่อยๆ เหมือนกับค่อยๆ ประกอบจิ๊กซอทีละชิ้นๆ

จริงๆ แล้วการปล่อยโครงการชลประทานลงไปในพื้นที่ก็เป็นการแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านแบบเร่งด่วน เพื่อลดความเดือนร้อนของประชาชนในพื้นที่

แต่การแก้ปัญหาในระยะยาวมันก็เป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไป เพราะถ้าเราไม่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แล้วเอาแต่ไปแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อความมั่นคง ชาวบ้านที่เดือนร้อนก็คงตายกันก่อนพอดีครับ อย่าไปทำให้เจ้าหนี้นอกระบบรวยไปมากกว่านี้เลย


ส่วนที่ว่าในอดีตก็ไม่มีประตูกั้นน้ำ ทำไมคนในอดีตยังอยู่ได้ อันนี้เป็นคำถามที่ผมว่าน่าจะตอบกันได้ง่ายๆ นะครับ ว่าประชากรที่เพิ่มขึ้นย่อมทำให้ความต้องการทางการเกษตรยิ่งเพิ่มขึ้นตาม ทำให้การใช้น้ำย่อมต้องมากขึ้น จากที่เคยปล่อยให้ไหลไปตามธรรมชาติ ก็ถูกสูบขึ้นมาใช้ทั้งในชีวิตประจำวัน ทั้งในการเกษตร ดังนั้นปริมาณน้ำนอกจากจะหายไปจากการใช้ที่มากขึ้นแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นการทำลายป่าต้นน้ำ ทำให้น้ำน้อยลง

ไหนจะปัญหาโลกร้อน ที่ทำให้น้ำระเหยไปในอากาศมากขึ้น

ไหนจะปัญหาน้ำเน่าเสียอันเกิดจากการคิดถึงแต่สิทธิ์สะดวกส่วนตัว จนลืมนึกถึงสิ่ทธิ์ส่วนรวม

ไหนจะปัญหาการบุกรุกลำน้ำปิง ที่ทำให้ลำน้ำแคบลงทุกวันๆ

หลายๆ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้น้ำมันหายไปเยอะมาก เมื่อเทียบกับอดีตแล้วจึงไม่น่าแปลกใจที่ว่าทำไมน้ำมันถึงไม่พอใช้ ไม่เหมือนเมื่อก่อน...

โลกเปลี่ยนไปแล้วครับ เราก็ต้องปรับตัวตามมัน หากปรับตัวไม่ทัน งมงายอยู่กับอุดมคติแต่อย่างเดียว เราก็จะเหมือนกับสัตว์อื่นๆ ที่สูญพันธ์ไปในโลกใบนี้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 20.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 19

บริบทของ มาบตาพุด กับ แม่สอย อาจจะต่างกันครับ
แต่ผมต้องการชี้ประเด็นที่เหมือนกันว่า

ที่มาบตาพุดก็คนส่วนใหญ่สร้าง คนส่วนน้อยค้าน
ที่แม่สอยก็คนส่วนใหญ่อยากให้สร้าง และคนส่วนน้อยค้าน
ที่มาบตาพูดคนสร้างบอกไม่มีปัญหา แต่คนส่วนน้อยบอกมี
แต่เมื่อคนส่วนน้อยที่มาบตาพุดได้โอกาสจากการหาข้อมูล มาเปรียบเทียบคัดค้าน จนเป็นที่มาของคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด
นั่นหมายความว่า ควรเปิดโอกาสและให้เวลาคนส่วนน้อย ได้แสดงความคิดเห็นของเขาทางข้อมูล บ้าง
หรือต้องรอให้เกิดความสูญเสียหรือผลกระทบอย่างมาบตาพุดก่อน ถ้าหากข้อมูลทางวิชาการที่สนับสนุนให้สร้างเกิดปัญหาขึ้นมาในภายหลัง

แต่ที่น่าจะเทียบเคียงได้ใกล้ที่สุดน่าจะเป็นราษีไศล
ที่ถึงมแจะมีการคัดค้าน แต่การก่อสร้างก็ดำเนินไปตามข้อมูลที่คิดว่าดีแล้ว แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร?

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 20.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ตอบประเด็นเขื่อนศรีไศล และประตูระบายแม่สอยก่อนนะครับ

กรณีเขื่อนศรีไศลนั้นมีความต่างจากประตูระบายน้ำแม่สอยมากพอสมควรครับ ขอแจกแจงเป็นข้อๆ ละกันครับ

1. ลักษณะที่ตั้งของสันเขื่อนที่แตกต่างกันอย่างมาก สำหรับเขื่อนศรีไศลนั้น เดิมทีเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ความกว้างของทางเดินน้ำเดิมก่อนมีการก่อสร้างเขื่อนคือบุ่งทามกว้างประมาณ ๖ กิโลเมตร

แต่เมื่อมีการสร้างเขื่อน กลับมีการสร้างเขื่อนดินเป็นถนนฝั่งซ้ายแม่น้ำมูนยาว ๕ กิโลเมตร ฝั่งขวายาว ๑ กิโลเมตร ปิดกั้นพื้นที่น้ำหลาก โดยไม่มีช่องระบายน้ำใด ๆ เลย มีแต่ประตูระบายน้ำที่หัวงานเขื่อนเพียง ๗ บาน กว้างบานละ ๑๒.๕ เมตร รวมเป็น ๘๗.๕ เมตร น้ำที่เคยมีทางระบาย กว้าง ๖ กิโลเมตร (๖,๐๐๐ เมตร) กลับเหลือช่องไหลเพียง ๘๗.๕ เมตร ในฤดูน้ำหลากน้ำจึงไหลไม่ทันและก่อผลกระทบอย่างมหาศาลต่อพื้นที่เหนือเขื่อน ขึ้นไปนับ ๑๐๐ กิโลเมตร กลายเป็นปัญหาใหญ่มาจนทุกวันนี้

แต่ลักษณะทางภูมิภาคของที่ตั้งประตูระบายน้ำแม่สอยนั้น เป็นการเลือกจุดที่แคบเพียงแค่ 150 เมตรเท่านั้นในการทำประตูระบายน้ำ อีกทั้งยังทำการติดตั้งประตูถึง 10 บาน ทำให้ความสามารถในการระบายน้ำของประตูระบายน้ำแม่สอยมีมากกว่าเขื่อนศรีไศล ทั้งๆ ที่ปริมาณน้ำสะสมของทั้งสองโครงการแตกต่างกันมาก

ด้วยเหตุนี้ปัญหาเรื่องการระบายน้ำไม่ทันในเขื่อนศรีไศล จึงไม่เกิดขึ้น เพราะการออกแบบประตูน้ำในปัจจุบันนั้น ได้นำเอาปัญหาของหลายๆ เขื่อนในอดีตมาเป็นข้อมูลสำคัญอยู่ตลอดเวลา

การออกแบบเขื่อนศรีไศลมองข้ามความสามารถในการระบายน้ำ ทำให้เมื่อระบายน้ำได้ไม่ทัน จึงเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เหนือน้ำอย่างที่เห็นกันอยู่นั่นเอง


2. ลักษณะคันกั้นน้ำที่แตกต่างกัน สำหรับเขื่อนศรีไศลนั้น เนื่องจากต้องรองรับปริมาณน้ำที่ค่อนข้างมากของลำน้ำมูน อีกทั้งความสูงของระดับดินทั้งสองฝั่งนั้นค่อนข้างต่ำ ทำให้ต้องมีการทำคันดินตลอดสองข้างฝั่งยาวถึง 45.8 กิโลเมตร

แต่เนื่องด้วยความผิดพลาดในการออกแบบ ทำให้ไม่ได้มีการออกแบบอาคารระบายน้ำเพื่อระบายน้ำจากภายนอกเข้าสู่ลำน้ำมูลภายในคันกั้นน้ำ จึงเป็นผลให้เกิดการท่วมของลำน้ำมูล

ในขณะที่ประตูระบายน้ำแม่สอย ตามแบบนั้นมีอาคารระบายน้ำอยู่ตลอดทั้งสองฝั่งเพื่อใช้ในการระบายน้ำออกในกรณีน้ำภายนอกสูงกว่าปริมาณน้ำในคันกั้น

แต่ถ้าหากปริมาณน้ำในคันกั้นสูงกว่าปริมาณน้ำภายนอก ก็มีสถานีสูบน้ำออกถึง 7 สถานีคอยสูบน้ำระบายออกไป

ด้วยความสามารถของอาคารระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำที่แตกต่างจากเขื่อนศรีไศล ทำให้ปัญหาเรื่องการท่วมของน้ำจึงเป็นไปได้น้อยมากครับ


3. การใช้น้ำที่แตกต่างกัน ในกรณีของเขื่อนศรีไศลนั้น มีปัญหาเรื่องน้ำในลำน้ำมูลเค็มเกินกว่าที่จะนำมาใช้เพื่อทำการเกษตร ทำให้การใช้น้ำจึงมีเพียงแค่การสูบน้ำเข้ามาในพื้นที่การเกษตรในช่วงฝนทิ้งช่วงเท่านั้น ส่วนการใช้น้ำในช่วงหน้าแล้งนั้น พบว่าในพื้นที่โดยรอบของเขื่อนนั้นเป็นดินเค็ม ทำให้ไม่เหมาะสมกับการทำการเกษตรในหน้าแล้ง เพราะความเข้มข้นของไอโอดีนในดินมีมากเกินไป ทำให้ไม่คุ้มทุนที่จะทำการเกษตร

เป็นเหตุให้การใช้น้ำที่กักเก็บไว้ไม่มากเท่าที่คำนวนไว้ในตอนต้น จนเป็นผลให้มีปริมาณน้ำสะสมในลำน้ำมูลมากเกินไป ส่งผลให้เมื่อถึงฤดูฝนน้ำจึงมากกว่าที่คำนวนไว้ในขั้นตอนออกแบบ อีกทั้งปัญหาในข้อ 1,2 ยิ่งทำให้ปริมาณน้ำสะสมมีมากจนระบายได้ไม่ทันจนเกิดเป็นปัญหาน้ำท่วมตามมา


ในขณะที่ประตูระบายน้ำแม่สอยนั้น พื้นที่สองฝั่งล้วนเป็นพื้นที่ทางการเกษตรที่มีความพร้อมในการเพาะปลูกอยู่แล้วทั้งสิ้น หากว่ามีน้ำเพียงพอ

อีกทั้งน้ำปิงและดินทางภาคเหนือไม่มีความเค็มเหมือนดินในภาพอีสาน ทำให้การใช้น้ำในลำน้ำปิงที่ถูกกักเก็บไว้ มีโอกาสถูกใช้ไปตามที่คำนวนไว้ ซึ่งไม่น่าจะทำให้มีปัญหาเรื่องปริมาณน้ำสะสมมากเกินไป

ดังนั้นเรื่องน้ำท่วมจึงมีโอกาสเป็นไปได้น้อย


4. เนื่องจากปริมาณน้ำมูนที่ค่อนข้างมากทำให้มีการออกแบบเขื่อนศรีไศลให้เก็บกักน้ำในรูปแบบของเขื่อน คือมีบริเวณเก็บกักน้ำที่ค่อนข้างกว้าง ทำให้มีผลกระทบต่อพันธุ์สัตว์น้ำที่ปรับตัวไม่ทัน อีกทั้งความเค็มของน้ำที่สะสมกันในอ่างเก็บน้ำ ทำให้เกิดความสูญเสียทางทรัพยากรสัตว์น้ำค่อนข้างมากจนประชาชนไม่สามารถทำประมงน้ำจืดได้เช่นเคย

ในกรณีของประตูระบายน้ำแม่สอย ทางกรมชลฯออกแบบให้เป็นการเก็บกักน้ำในลำน้ำเท่านั้น ไม่ได้ให้เก็บในรูปแบบของเขื่อนจึงทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพของทรัพยากรทางน้ำด้านท้ายน้ำมากนัก อีกทั้งยังสามารถโปรยน้ำในช่วงหน้าแล้งให้เสถียรได้มากกว่าช่วงที่ไม่มีประตูระบายน้ำได้หลายเท่าตัว จึงทำให้พันธุ์ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ สามารถขยายพันธุ์ได้ตลอดปี

ทั้งนี้เนื่องด้วยระบบบันไดปลาที่ยังแก้ปัญหาปลาจากท้ายน้ำ ข้ามไปเหนือน้ำได้ไม่ดีนัก จึงอาจจะมีปัญหาตรงจุดนี้บ้าง ซึ่งจำเป็นที่ทางรัฐจะต้องเข้ามารณรงค์การปล่อยพันธุ์ปลาในบริเวณที่มีการก่อสร้างเขื่อน หรือประตูระบายน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปัญหาผลกระทบจากปลาไม่สามารถว่ายทวนขึ้นเหนือน้ำได้มากอย่างที่เคยเป็น


5. เนื่องจากไม่มีการเก็บน้ำในรูปแบบเขื่อน ทำให้แม่สอยไม่มีปัญหาอันเนื่องมาจากปัญหาน้ำเน่า น้ำเสีย เพราะสามารถระบายน้ำเข้าออกได้ตลอดเวลา ทำให้น้ำเกิดการหมุนเวียน ไม่เหมือนเขื่อนศรีไศลที่ทำการเก็บกักน้ำในปริมาณที่ค่อนข้างมาก และครอบคลุมพื้นที่หลากหลายแบบ และเมื่อเก็บกักน้ำไว้ในรูปแบบเขื่อน ทำให้น้ำปริมาณมากไม่มีการเคลื่อนไหว จนเกิดการเน่าเสียและเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา




เอาแค่นี้ก่อนละกันนะครับ เพราะหลักๆ ปัญหาที่เอาเขื่อนศรีไศลมาอ้างกัน ก็เรื่องน้ำท่วมนี่แหละ แต่ไม่ได้ศึกษาในเชิงลึกเลยว่ามันมีความแตกต่างกันมากพอสมควร ทั้งรูปแบบโครงการ ลักษณะที่ตั้งโครงการ ปริมาณน้ำสะสม การออกแบบระบบระบายน้ำ และต่างๆ นานา ๆอีกมากมาย

อย่ามองที่ปลายทางอย่างเดียวครับ มองที่สาเหตุต้นทางด้วย ว่าทำไมมันถึงเกิดปัญหา จะได้เข้าใจแบบไม่ถูกปิดหูปิดตา

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 19.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 18

ข้อนี้ผมขอยกยอดไปดูภาพใน Part II ตามคำแนะนำท่านละกันครับ

แต่หากบอกว่าเพราะความขัดแย้งในพื้นที่มันรุนแรง และมีความกังวล
ดังนั้นหากฝากได้ ฝากบอกแกนนำทุกฝ่ายด้วยครับว่า
ถ้าเมื่อไหร่มีการประชุม ควรงดใช้ความรุนแรงทุกชนิด
พี่น้องกันทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 19.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 17

ข้อนี้ผมคงยิงประเด็นไปที่คำที่ใช้ครับ ดังนั้นหากท่านจะช่วยถามจาก อบต.ให้ด้วยคำถามก็จะมีคำตอบครับ

ผมหาได้ดูถูก ดูแคลนภูมิปัญญาของสล่าแห่งล้านาไม่
เพราะอย่างน้อยผมก็เป็น หนาน คนหนึ่งที่บวชเรียนจากที่วัดในจังหวัดเชียงใหม่ และบ้านผมที่กรงุเทพฯ ก็แขวนตุงที่หน้าบ้าน

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 19.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความเห็น 16
ความแตกแยกระหว่างสองฝ่ายเกิดจากทั้งสองฝ่ายคุยกันแล้วไม่สามารถหาเส้นแบ่งได้.......

ในขณะที่ข้อมูลที่ทางกรมชลเสนอให้ชาวบ้านนั้น มันมีความน่าเชื่อถือกว่าและมันยังสร้างความหวังในอนาคตให้กับชาวบ้านส่วนใหญ่ได้มากกว่า ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเชื่อกรมชลฯ

ผมยังนึกภาพไม่ออกเลย ว่าหากโครงการนี้ไม่เกิดขึ้น ชาวบ้านฝั่งคัดค้าน จะสามารถอยู่ในพื้นได้อย่างมีความสุขได้อย่างไร เพราะจะกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้โครงการไม่เกิดขึ้น และชาวบ้านก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ เหมือนกับที่เจอๆ มาทุกๆ ปี

กลับกันหากโครงการนี้เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าชาวบ้านน่าจะสามารถกลับมา
ปรองดองกันได้ง่ายกว่าเยอะ เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ได้รับสิ่งที่ต้องการ
ความรอมชอมมันก็จะเกิดขึ้นได้
.......................................................................

ข้อนี้น่ากลัวครับ
หากมีความขัดแย้ง เกิดขึ้นแล้วเราปล่อยให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปบนความขัดแย้ง โดยไม่แก้ไขความขัดแย้งนั้นอย่างสันติ

จริงครับที่คนเราพอเชื่อข้อมูลด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะฝากความหวัง ฝากอนาคตไว้
แต่ยังอยากถามว่าทำไมไม่เปิดโอกาสให้เวลากลุ่มคัดค้านไปหาข้อมูล ที่น่าเชื่อถือมาเปรียบเทียบหักล้างบ้าง
.
ผมนึกไม่ออกเช่นกันครับว่าถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริง
กลุ่มคนที่สนับสนุนจะเดินอยู่ในบ้านแม่สอยได้อย่างสบายใจได้อย่างไร หรือว่าพี่น้องที่คัดค้านมีน้อย นานนานทีกลุ่มคนสนับสนุนจะเจอหน้าพี่น้องกลุ่มคนคัดค้านสักทีคงไม่เป็นไร งั้นหรือครับ
.

คนส่วนใหญ่ต้องได้ในสิ่งที่ต้องการก่อนแล้วถึงจะยอมสมานฉันท์ กับคนส่วนน้อย แน่ใจหรือครับว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้อง

ผมสงสัยว่าน้ำไม่พอ ประตูระบายน้ำ มันใช่คำตอบสุดท้ายหรือไม่?
เพราะแม่น้ำก็เป็นทางเดินน้ำมาหลายร้อยปีโดยไม่มีประตู
มันน่าจะมีมาตรการณ์ที่ยั่งยืนมากกว่านี้หรือไม่? เช่นการอนุรักษ์ต้นน้ำ
เพราะจะมีประโยชน์อะไร หากเรามีที่เก็บน้ำใหญ่โต แต่ไม่มีน้ำให้เก็บ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 19.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 15


ข้อนี้ท่านและผม ฟังชาวบ้านมาเหมือนกันกับทุกๆข้อครับ
แต่บังเอิญฟังมาคนละฝั่ง คำถามมันจึงต้องเดินทางเพื่อหาคำตอบครับ

ข้อนี้ผมเข้าใจท่าน

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 19.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ประเด็นปัญหาคือมันชี้แจงด้วยเหตุผลไปแล้วหลายรอบ แต่ฝ่ายคัดค้านไม่สนใจรับฟังครับ และก็ไม่มีคำตอบที่เป็นข้อมูลยืนยันชัดเจนด้วยว่าทำไมต้องคัดค้าน ทำไมถึงเชื่อว่าน้ำจะท่วม ทำไมถึงเชื่อว่าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิต

คำตอบที่ฝ่ายค้านยกมาในที่ประชุม (อ่านจากเอกสารสรุปผลการประชุมแต่ละครั้งที่ อบต.แม่สอย) ล้วนเป็นเหตุผลจากความเชื่อส่วนตัวทั้งนั้น โดยไม่มีข้อมูลที่เป็นสถิติ หรือหลักการใดๆ ที่เป็นเชิงวิชาการเลย

ชาวบ้านบอกว่าประชุมกันหลายครั้ง จนมันเริ่มเปลี่ยนสภาพจากการชี้แจงข้อมูล เป็นการเบี่ยงประเด็นไปเรื่อยๆ ของฝ่ายคัดค้าน

และเมื่อชาวบ้านยิงคำถามไปว่าแล้วจะแก้ปัญหาน้ำแล้งได้อย่างไรหากไม่สร้างประตูระบายน้ำ ทางฝ่ายค้านก็ไม่สามารถตอบได้

คำตอบที่ว่าให้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับใช้กับพื่้นที่ เพื่อให้มีผลกระทบกับธรรมชาติ และวีถีชีวิตของชาวบ้านมันเป็นคำตอบที่อุดมคติเกินไปครับ แล้วชาวบ้านเขาก็ทำกันมานานเป็นสิบๆ ปี ลองมาหมดแล้ว ลองมาทุกทาง จ้างรถแมคโคมาขุดลอกก็เคยแล้ว จ้างคนมาเจาะบ่อบ่อดาลเพื่อสูบน้ำก็ทำแล้ว ทำฝายแบบชาวบ้านลงมือช่วยกันทำก็ทำแล้ว

แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้ผลครับ

เคยถามลูกสาว อดีตสจ.คนนั้นดูหรือยังครับ ว่าเขาพึ่งกลับเข้ามาศึกษาข้อมูลในพื้นที่นานแค่ไหน แล้วเขาคลุกคลีกับการเกษตรมากน้อยเพียงใด ข้อมูลที่ได้มานั้น มาจากคนกลุ่มไหนบ้าง เกษตรกรในพื้นที่เขาทำนากันอย่างไร ใช้น้ำมากน้อยแค่ไหนในแต่ละปี

ข้อมูลเชิงลึกพวกนี้เขามีไหม เพราะชาวบ้านยืนยันว่าเธอคนนี้ไม่เคยทำไร่ไถนา เรียนในเมือง และไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเกษตรกรเลยแม้แต่น้อย

เพราะเหตุนี้เลยทำให้ข้อมูลที่ฝ่ายค้านมี มันไม่สามารถชักจูงได้กระทั่งผู้เสียผลประโยชน์ครับ

ย้ำอีกทีว่ามีผู้เสียผลประโยชน์จากโครงการนี้ 163 คน แต่ฝ่ายค้านกลับดึงคนไปเข้าร่วมได้แค่ยี่สิบกว่าคน (จำนวนนี้นับเฉพาะคนที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนะครับ ไม่นับพ่อแม่พี่น้องญาติมิตร แต่ส่วนใหญ่กลุ่มคัดค้านก็เป็นญาติๆ กัน) เท่านั้น ทำไมละครับ

ก็เพราะความไม่เข้าใจเรื่องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรของคนในพื้นที่ไงครับ ยิ่งชาวบ้านฟังที่ชี้แจง ก็ยิ่งแยกตัวออกมาจนกลุ่มสนับสนุนเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนเหลือแค่ยี่สิบกว่าคนอย่างทุกวันนี้


คนที่ทำเกษตรจริงๆ จะเข้าใจครับ ว่าทำไมคนในพื่้นที่ถึงต้องการน้ำมากขนาดนี้

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 19.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 14

ข้อมูลของกรมชลฯ หรือข้อมูลทางวิชาการทางวิศวกรของท่าน ผมอยากให้ลองไปดูที่เขื่อนราษีไศล นะครับ
เกรงว่าจะบอกว่ามันคนละที่ คนละ๓มิประเทศกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ
ก่อนสร้าง ก็มีการอ้างข้อมูล อ้างสถิติ ว่าไม่มีปัญหา มีบันได้ปลาโจน และประโยชน์มากมาย
แต่พอสร้างเสร็จแล้ว ท่านลองไปเห็นที่นั่นบ้างไหมครับ ทุกวันนี้คนที่พยายามสร้างและผู้สนับสนุนในวันนั้น กล้าไปดูผลงานหรือไม่ และรัฐบาลต้องจ่ายชดเชยเพิ่มเติมไปอีกเกือบพันล้านบาท

แต่เอาเถอะครับ ในเมื่อกรมชลฯ ได้ทำข้อมูลออกมาและเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือของฝ่ายสนับสนุนเสียด้วย
ทำไมไม่เปิดโอกาส หรือให้เวลากับทางกลุ่มผู้คัดค้านบ้าง ละครับ เพื่อเอามาเปรียบเทียบกันให้เห็นข้อดีข้อเสีย

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ความคิดเห็นที่ 13

ข้อนี้ผมต้องการชี้ประเด็นให้เห็นว่า พวกเราได้แนะนำให้ทางกลุ่มผู้คัดค้าน หาข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์มาใช้อ้างอิง เพื่อสร้างความใจ หรือเทียบเคียงกับข้อมูลที่กลุ่มสนันสนุน ได้รับจากกรมชลฯ ครับ
เพื่อจะได้ไม่เป็นการค้านแบบมวยวัด
.
แต่ถึงแม้จะเป็นคนส่วนน้อย ก็ยังต้องรับฟังกันด้วยเหตุด้วยผลครับ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ขอบคุณสำหรับคำตอบของท่าน Mr.Forever ครับ
ท่านกับผมเหมือนกันอย่างหนึ่งคือเราเข้าไปเป็นผู้รับฟัง
แต่ว่ามไปฟังฝั่งคัดค้าน จึงมีคำถามกลับมา
ส่วนท่านฟังจากฝ่ายสนับสนุน ก็เลยมีคำตอบกลับมา

แต่อาจจะด้วยความเป็นวิศวกรของท่านที่อาจจะใกล้ชิดกับประเด็นนี้ทางใดทางหนึ่ง จึงดูเหมือนว่า ท่านน่าจะอยู่ใกล้ชิดในเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาของกรณีแม่สอย
................
ความคิดเห็นที่ 12

การเอาจำนวนมาคุยกันเป็นเรื่องของหลักการความเป็นเหตุเป็นผลครับ
เพราะคนหมู่มากย่อมแสดงให้เห็นว่าเขามีความเชื่ออะไรบางอย่างที่ตรงกัน
อาจจะด้วยพื้นฐานทางความคิด, วิถีชีวิต, หรือแม้กระทั่งผลประโยชน์ร่วมกันที่ลงตัว

ข้อนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะไม่อย่างนั้นคนส่วนใหญ่จะคิดอะไรก็จะมองข้ามคนส่วนน้อยไปหมด เพียงเพื่อผลประโยชน์ที่ลงตัวของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
แต่ถ้ามีการพิสูจน์กันจนเป็นทียอมรับของทุกฝ่ายแล้ว น่าจะเป็นเรื่องที่พอรับได้ครับ
.................................................

หากมองในมุมนี้จะเข้าใจได้ง่ายๆ เลยครับ ว่าทำไมฝ่ายสนับสนุนถึงได้
มีปฎิกริยารุนแรงกับทางฝ่ายคัดค้าน นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องคัดค้าน
ในเมื่อต่างก็รู้อยู่ว่าปัญหาของพื้นที่คืออะไร ซึ่งตรงนี้จะพลอยตอบด้วยว่าทำไม
เขาถึงเลือกบังคับกลุ่มคัดค้านทางอ้อมด้วยการตัดสิทธิ์ต่างๆ ในหมู่บ้าน


ข้อนี้ยิ่งทำให้ผมงงไปกันใหญ่ ในเมื่อไม่เข้ใจว่าทำไขถึงคัดค้านก็ต้องใช้วิธีการพิสูจน์ด้วยข้อมูล ที่ชัดเจนมากกว่าการใช้มาตรการรุนแรง โดยการบังคับด้วยการตัดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่จำเป็นกันแบบนี้
หากคนสนับสนุนเยอะขนาดนั้นแต่หาคนที่ไม่มีวิธีทำความเข้าใจกับพี่น้อง ไม่ได้เลย ผมว่าคนส่วนใหญ่กลุ่มนั้นก็น่าห่วงครับ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

เปิดใจให้กว้างครับ อย่าพลักใสให้พี่น้องกันกลายไปเป็นชนกลุ่มน้อยเลยครับ
มันจะได้ประโยชน์อะไร หากมีประตูระบายน้ำมากั้นความเป็นเพื่อนมนุษย์ซะแล้ว
.
.

ตอนนี้มันสายไปแล้วสำหรับคำนี้ครับ เพราะความสมานฉันท์ในพื้นที่ไม่เกิดขึ้นแน่ๆ
หากว่าโครงการนี้ไม่เกิด อย่างที่บอกไปว่าถ้าหากว่าโครงการนี้ล่มเพราะฝ่ายคัดค้าน
ผมยังมองไม่เห็นเลยว่าฝ่ายคัดค้านจะอยู่ในพื้นที่ได้อย่างสบายใจได้อย่างไร

ต่อให้ได้สิทธิ์ต่างๆ กลับคืนมาครบถ้วน อย่างสิทธิ์ฌาปนกิจเนี่ย จะมีประโยชน์อะไร
ถ้าได้แค่เงินมา แต่ในวันงานไม่มีใครในหมู่บ้านมาช่วยงานเลยสักคน เพราะแน่นอน
ว่าชาวบ้านจะฝังใจไปแล้ว ว่าเพราะคนกลุ่มนี้ทำให้คนอื่นๆ ที่เหลือไม่มีน้ำใช้

รับรองว่าถ้าโครงการนี้ไม่เกิด ฝ่ายค้านคงเหนื่อยหน่อยกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
เพราะหันหน้าไปหาใครก็คงโดนแต่ทำหน้าบึ้งใส่ ส่วนพวกเราคนนอก
ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรมันไม่มีปัญหาอยู่แล้ว คัดค้านเสร็จก็จบกันไป
แต่คนในพื้นที่ซึ่งถูกคนบางกลุ่มหนุนหลังเพื่ออะไรบางอย่างนี่สิ

เคยคิดกันบ้างไหม... ว่าคัดค้านเสร็จแล้ว... เขาจะอยู่กันยังไงต่อไป...

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

แต่ที่แม่สอยนั้น คนคัดค้านยังมีความรู้สึกว่าเขายังไม่ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม และไม่มีใครให้คำตอบที่ทำให้เขาเข้าใจ และที่สำคัญการทำประชาพิจารณ์ นั้นกลุ่มผู้คัดค้านที่ท่านบอกว่ามีเพียง 20 นั้น เขาไม่เคยทราบเรื่อง
หรือว่าคนทำประชาพืจารณ์มองเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามที่มีส่วนน้อยและไม่สำคัญอะไรแล้ว
.

ไม่ทราบเรื่องได้อย่างไรครับ การทำประชาพิจารณ์มันส่งเรื่องไปที่ตัวแทนหมู่บ้าน
เขาก็ประกาศเสียงตามสาย ชาวบ้านคนอื่นๆ เขาก็รู้กันหมด ทำไมถึงมีแค่
คนที่ไม่เห็นด้วยไม่รู้อยู่กลุ่มเดียวละครับ หรือเป็นพวกไม่สนใจสิ่งอื่นใดรอบตัว

ส่วนการประชุมครั้งอื่นๆ นอกจากนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ว่าจะไม่มีใครรู้
ในเมื่อตัวแทนฝ่ายค้านคืออดีตสจ.ก็เข้าร่วมประชุมมีเอกสารเซ็นต์ชื่อ
การเข้าร่วมประชุมชัดเจน เว้นเสียแต่ว่าเข้าประชุมแล้วไม่แจ้งให้คนอื่นทราบ
หรือจงใจไม่แจ้งให้ทราบ เพื่อให้ชาวบ้านไม่เข้าร่วม จะได้เอามาอ้างทีหลัง

หรือว่ามีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ไม่กล้าแจ้งผล อย่างการประชุมตัวแทนชาวบ้านเมื่อกลางปีก่อน
ที่ประชุมเรื่องนี้โครงการนี้ว่ามีใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร
มีคนเข้าร่วมประชุมทั้งหมดจำนวน 50 คน ผลการประชุมตกลงกันแล้ว
ปรากฏว่าตัวแทนชาวบ้านจากทุกหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ
จำนวนทั้งสิ้น 48 คน เห็นด้วยกับโครงการนี้ว่าควรให้มีการก่อสร้าง

อีกหนึ่งคนงดออกเสียง (เพราะมากับอดีตสจ.แกนนำฝ่ายค้าน)

เหลือเพียงคนเดียวที่ไม่เห็นด้วย เสียงเดียวเท่านั้น

เพราะอะไรอย่างนี้หรือเปล่า เลยทำให้มักจะบอกว่าไม่รู้ ไม่ได้ร่วมประชุม
หากอยากรู้ข้อมูลมากกว่านี้ไปที่ อบต.แม่สอยเลยครับ เขามีรายชื่อ
ลายเซ็นต์ผู้เข้าร่วมประชุมเก็บไว้หมดครับ จะได้รู้สักทีว่าอะไรคือความจริง

ว่าแต่แน่ใจจริงหรือเปล่าครับว่าเขาพูดจริง ไม่ได้บิดเบือนข้อมูล

ในการประชุมในแต่ละครั้งเกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบ ทางกรมชลฯ แจ้งว่า
ได้ส่งจดหมายลงทะเบียนถึงบ้านผู้คัดค้านทุกคน โดยมีหลักฐานการลงทะเบียนตอบรับ
จากทางไปรษณีย์ชัดเจน อันนี้ผมเห็นข้อมูลแล้วถึงกล้าพูด
แต่ถ้าได้รับจดหมายแล้วไม่ไป แล้วจะมาอ้างว่าไม่รู้เรื่องมันก็จะแถไปหน่อยนะครับ

นอกจากนี้ในวันที่ 19 พย. ที่ผ่านมา ตามเอกสารในเวปนี้ ก็ลงไว้ชัดเจนครับ ว่าสรุปผลกระทบ
จากโครงการนี้มีอะไรบ้างตามข้อความข้างต้น

เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โดยอาณาเขตพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการ
คือบริเวณที่ดินที่อยู่ในเขตพื้นที่ก่อสร้างโครงการของผู้ถือครองที่ดินจำนวน ๑๖๓ ราย
รวม ๑๙๑ แปลง พื้นที่ประมาณ ๓๕๐ ไร่ ซึ่งจะได้รับผลกระทบด้านการเวนคืนที่ดิน

เห็นไหมครับว่ามีผู้ได้รับผลกระทบถึง 163 ราย แต่ทำไมที่เหลือเขายอม
ในขณะที่อีก 20 กว่ารายไม่ยินยอม

เพราะเขามีจิตสำนึกสาธารณะใช่หรือเปล่า ว่าอะไรคือผลประโยชน์ของคนส่วนมาก

หากคนในชาติคิดแต่สิทธิ์ส่วนตัวจนไม่เห็นแก่สิทธิ์ส่วนรวม ประเทศจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไรกันครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

พวกเรายอมรับครับว่าเป็นคนนอก ที่อยู่ปลายน้ำ และเราก็เพิ่งจะได้ข้อมูลในเบื้องต้นเท่านั้น
ถึงแม้จะฝ่ายเดียว แต่เราก็ไม่ไดสรุปว่าเราเข้าข้างใคร แต่มันเป็นเรื่องปกติครับที่เมื่อมาแล้วเราก็ต้องฟังก่อน และเมื่อมันมีคำถามซึ่งต้องการคำตอบ นั่นก็จะนำไปสู่การสอบถามหาข้อมูลที่ถูกต้องจากอีกฝ่ายหนึ่ง แน่นอนว่าคนสนับสนุนส่วนใหญ่อาจจะเลือกที่จะเชื่อข้อมูลที่มาจากภาครัฐ หรืออาจจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์จากการก่อสร้างตามข้อกล่าวหาก็ตามที

แต่หากคนที่สนับสนุนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่นอกเต้นท์ โดยมองมุมเดียวว่าคนส่วนน้อยคือตัวถ่วงความเจริญ โดยไม่ลดทิฐิ ผมขอให้ท่านดูกรณีของมาบตาพุดเป็นตัวอย่างนะครับ

ที่นั่นนายทุนก็ลงทุนเป็นหมื่นล้าน และมีคนสนับสนุนนับหมื่น แต่ทำไมศาลท่านรับฟังความเดือดร้อนของคนส่วนน้อย
.

ที่มาตรพุทธไม่เหมือนกันครับ เพราะที่นั่นมันมีปัญหาชัดเจนว่ามลภาวะต่างๆ
มันสร้างปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่จริง มีคนได้รับผลกระทบต่อชีวิตจริง
และคนที่ต่อต้านเรียกร้องนั้นมันเยอะกว่าที่แม่สอยมากหลายสิบหลายร้อยเท่า

แต่ที่แม่สอยปัญหาเรื่องน้ำท่วมหรือเรื่องอะไรก็ตามที ซึ่งฝ่ายค้านใช้ในการคัดค้านนั้น
มันยังไม่เกิดขึ้น และก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่ามันจะเกิดขึ้น ในขณะที่กรมชลฯ และฝ่ายสนับสนุน
เขามีข้อมูลยืนยันสนับสนุนฝั่งตัวเองว่าหากทำเช่นนี้แล้ว ปริมาณน้ำที่มีจากสถิติจะไม่ท่วม
และยังสามารถเก็บกักน้ำได้เพียงพอกับการเกษตรในช่วงหน้าแล้งด้วย พร้อมข้อมูลสนับสนุน
ปริมาณการใช้น้ำในช่วงหน้าแล้ง อย่างนี้อะไรศาลจะรับฟังมากกว่ากันละครับ

ส่วนปัญหาอื่นก็เป็นปัญหาที่ดินถูกเวณคืน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทุกพื้นที่ซึ่งมีโครงการของรัฐ
ลงไปในพื้นที่นั้นๆ ต้องพบเจออยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่ประเด็นที่จะทำให้แม่สอย
สามารถตามรอยมาตรพุทธได้ครับ คนละประเด็น คนละกรณีเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ทำไมต้องเลือกที่จะแบ่งแยก เพราะท่านก็บอกว่าคนคัดค้านมีเพียง 20 คน แล้วพวกสนับสนุนมีเป็นร้อย แต่ไปเลือกยืนอยู่นอกเต้นท์เพียงแค่เหตุผลที่กลัวว่าจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นพวกคัดค้านแค่นั้นหรือครับ อันนี้ผมแค่สังสัยนะครับ?

เพราะความขัดแย้งในพื้นที่มันรุนแรงไงครับ ที่สำคัญวันนั้นคณะกรรมการสิทธิ์มาลงพื้นที่
ชาวบ้านก็เลยกังวลว่าถ้าไปนั่งรวมกัน เดี๋ยวอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดคิดว่าฝ่ายคัดค้านมีเยอะ
ก็เลยนั่งแยกกันให้เห็นแบบจะแจ้งไปเลยว่า ฝ่ายไหนมีประมาณเท่าไหร่ในวันนั้น

นั่นคือสาเหตุเดียว และเป็นสาเหตุหลักที่ชาวบ้านนั่งแยกกันครับ จนสุดท้ายเมื่อเปิดการประชุม
ทางคณะกรรมการสิทธิ์รับทราบแล้วว่าใครเป็นใคร แล้วก็ร้องขอให้เข้ามานั่งในที่ประชุม
ในอาคาร ให้มานั่งรวมกัน เมื่อนั้นแหละครับ ชาวบ้านบางส่วนถึงได้เข้ามาในอาคาร

รอดูภาพใน Part II ก็แล้วกันครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

แล้วคนส่วนใหญ่ที่สนับสนุนที่ท่านเห็นว่าเป็นชาวแม่สอยแล้วทำไมต้องไปตั้งขบวนกันมาละครับ
ป้ายแบบนี้ชาวบ้านเขียนเอง และคิดคำด้วยตัวเองหรือครับ.
.

เขาไปตั้งขบวนเดินมาเพราะมาจากหลายหมู่บ้านครับ แต่ละหมู่บ้านก็ไม่ใช่ใกล้ๆกัน
ก็เลยต้องมีการนัดเวลา แล้วก็นัดรวมคนกันเพื่อจะแสดงพลังให้ทางกรรมการสิทธิ์
ได้เห็นว่านี่คือความต้องการของคนแม่สอย

ส่วนป้ายแบบนี้มันเขียนยากตรงไหนครับ จะให้แกะสลักเป็นป้ายไม้ยังได้เลยครับ
อย่าดูถูกฝีมือคนเหนือครับ ป้ายแบบนี้สล่า (ช่าง) เหนือหลับตาเขียนก็ได้
สล่าเหนือลายมือสวยกันทุกคน จิ้มแปรงลงไปนี่ไม่ต้องร่างก่อนด้วยซ้ำ
ส่วนคิดคำเองไหม อันนี้โทรไปสอบถามได้ที่อบต.แม่สอยครับ
เพราะทางอบต. น่าจะรู้ดีกว่าว่าใครเป็นคนคิดคำ เผลอๆ อาจจะได้ชื่อ
คนคิดคำ คนเขียนป้าย คนซื้อป้ายผ้า คนซื้อสีด้วยซ้ำไปครับ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

สิงที่น่าห่วงมากกว่าที่จะรอการสร้างประตูระบายน้ำก็คือ
ความแตกแยกของความเป็นพี่น้องของชาวแม่สอย นั่นคือ
ทำไมถึงยังมีการกล่าวหาว่ากลุ่มคนที่คัดค้าน ถูกตัดสิทธิ์ในการเป็นสมาชิกฌาปนกิจ และมีผลกระทบเรื่องน้ำและไฟทำไมยังมีการข่มขู่ หรือโยนปะทัดระหว่างการประชุมของกลุ่มคัดค้าน
หากสิ่งที่กลุ่มผู้สนับสนุนส่วนใหญ่เห็นว่าถูกต้อง และเป็นประโยชน์ ทำไมไม่ใช้ความเป็นพี่น้อง ค่อยพูดค่อยจากทำความเข้าใจ ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะข้อมูลของผู้สนับสนุนส่วนใหญ่เป็นข้อมูลของชลประทาน ท่านลองแวะไปดูข้อมูลของฝ่ายที่คัดค้านหรือยังครับ?
.
ความแตกแยกระหว่างสองฝ่ายเกิดจากทั้งสองฝ่ายคุยกันแล้วไม่สามารถหาเส้นแบ่งได้
ว่าอะไรคือตรงกลางที่ยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายสนับสนุนก็ต้องการให้เกิดโครงการ
ในขณะที่ฝ่ายค้านก็ไม่ต้องการให้เกิด และเหตุผลที่ยกมาก็เป็นเพียงความเชื่อที่ว่าจะเกิดปัญหา
แต่ไม่มีข้อมูลยืนยันให้ชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อได้ว่ามันจะเกิดปัญหาจริง

ในขณะที่ข้อมูลที่ทางกรมชลเสนอให้ชาวบ้านนั้น มันมีความน่าเชื่อถือกว่า
และมันยังสร้างความหวังในอนาคตให้กับชาวบ้านส่วนใหญ่ได้มากกว่า
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเชื่อกรมชลฯ

ประเด็นสำคัญที่ทำให้คนทั้งสองฝั่งแตกแยกก็คือฝ่ายค้านไม่สามารถตอบได้
ว่าถ้าไม่สร้างประตูระบายน้ำ แล้วจะแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่ได้อย่างไร
ซึ่งทุกครั้งที่ถาม คำตอบที่ได้ก็เป็นคำตอบเชิงอุดมคติที่ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้

นานวันเข้าฝ่ายที่สนับสนุนเลยรู้สึกขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย และยิ่งได้รับรู้ว่ากลุ่มคัดค้าน
มี NGOs หนุนหลัง มันยิ่งทำให้ชาวบ้านมีภาพลบมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถ
ที่จะเคลียร์กันลงตัวได้อีกต่อไปครับ

ผมยังนึกภาพไม่ออกเลย ว่าหากโครงการนี้ไม่เกิดขึ้น ชาวบ้านฝั่งคัดค้าน
จะสามารถอยู่ในพื้นได้อย่างมีความสุขได้อย่างไร เพราะจะกลายเป็น
ต้นเหตุที่ทำให้โครงการไม่เกิดขึ้น และชาวบ้านก็ต้องเจอปัญหาเดิมๆ
เหมือนกับที่เจอๆ มาทุกๆ ปี

กลับกันหากโครงการนี้เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าชาวบ้านน่าจะสามารถกลับมา
ปรองดองกันได้ง่ายกว่าเยอะ เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ได้รับสิ่งที่ต้องการ
ความรอมชอมมันก็จะเกิดขึ้นได้

ส่วนเรื่องการตัดสิทธิ์อื่นๆ นอกจากการใช้น้ำในพื้นที่นั้นผมก็ไม่เห็นด้วย
เพราะไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกัน แต่นั่นคือประชามติของชาวบ้านที่เขาทำกันเอง
ไม่มีใครไปยุแยง ไม่มีใครไปปลุกปั่น ไม่มีกลุ่มเคลื่อนไหวใด ๆ หนุนหลัง
ชาวบ้านคิดกันเอง ทำกันเอง ซึ่งผมก็รู้สึกว่ามันรุนแรงเกินไปครับ

ส่วนเรื่องตัดน้ำนั้นเป็นผลสรุปจากการที่ตัวแทนชาวบ้านสิบกว่าหมู่บ้าน
เข้าประชุมร่วมกันและได้ผลสรุปออกมาว่าในเมื่อฝ่ายคัดค้านยืนยีนว่า
ไม่ต้องการน้ำ ดังนั้นก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้น้ำ
แต่ถ้าต้องการใช้น้ำก็ให้ใช้ได้แต่ห้ามใช้จากโครงการสูบน้ำพลังฯ
เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการของหมู่บ้านนั้นๆ และหากว่า
หัวหน้าโครงการเลือกที่จะตัดสิทธิ์สมาชิกบ้างบ้านออก เขาก็มีสิทธิ์

น้ำในแม่น้ำเป็นของทุกคน ฝ่ายไหนก็มีสิทธิ์ใช้ แต่โครงการสูบน้ำพลังฯ
เป็นของหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านก็จะมีการวางมาตรที่แตกต่างกัน
เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประโยชน์ที่สุด

ในเมื่อน้ำมันไม่พอ เขาก็ยื่นเรื่องขอให้มีโครงการที่จะทำให้น้ำมันมีมากขึ้น
แต่กลับมีคนคัดค้านไม่ให้มีการเติมน้ำเข้ามาในพื้นที่ ชาวบ้านก็เลยประชุมกัน
และออกเป็นมติผ่านทางอบต.แม่สอย รับทราบว่าชาวบ้านในทุกหมู่บ้าน
ไม่ยินยอมให้ฝ่ายคัดค้านใช้น้ำผ่านโครงการสูบน้ำพลังฯ (อยากได้ไปตักไปหาบเอาเอง)
เนื่องจากฝ่ายค้านคัดค้านการได้มาซึ่งน้ำ ดังนั้นจึงแสดงว่าไม่ต้องการน้ำ

นี่คือการสรุปประเด็นจากที่คุยกับชาวบ้าน และทางอบต.ครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

และการหล่าวหาว่าเขาไม่ใช่คนแม่สอย ท่านมีการสอบถามหรือมีข้อมูลที่ชัดเจนแล้วหรือ เพราะที่เราไปพื้นที่เราก็ไม่เห็นว่าเขาเป็นพวกหัวหยิกตัวดำ อย่างที่กล่าวหา มิหนำซ้ำเขายังบอกว่า ส่วนหนึ่งของพวกสนับสนุนก็คือญาติพี่น้องของเขาเอง นั่นหมายความว่าคนสนับสนุนก็มีพวกหัวหยิกตัวดำที่ไม่ใช่คนแม่สอยด้วยหรือเปล่าครับ?

ในบทความพูดถึงประเด็นที่ฝ่ายคัดค้านยกพลกันไปประท้วงที่กรุงเทพครับ
ชาวบ้านเป็นคนพูดให้ฟังเองว่าคนที่ปราฏอยู่ในทีวีที่อ้างว่ามีเป็นร้อยนั้น
ส่วนมากไม่ใช่คนในพื้นที่ พวกเขาไม่รู้จัก และไม่ใช่คนแม่สอย

ที่เขากล้ายืนยันก็เพราะคนสนับสนุนฝ่ายคัดค้านที่จะสามารถเดินทางไปกรุงเทพ
ได้เป็นร้อยๆ นั้นมันเป็นไปไม่ได้ครับ

ย้ำอีกทีว่าประเด็นนี้ผมไม่ได้เป็นคนพูดเอง แต่ชาวบ้านเป็นคนพูดครับ
ว่าคนที่ไปประชุมที่กรุงเทพไม่ใช่คนแม่สอย จะมีก็แค่แกนนำฝ่ายคัดค้าน
เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นคนแม่สอยจริง นอกนั้นไม่ใช่ครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ที่นี่ลองมาดูบทความของท่าน
หากท่านระบุว่า ชาวบ้านที่มามากกว่านั้น คือกลุ่มที่มีความคิดที่ถูกต้อง ท่านมีข้อมูลหรือไม่ว่า หรือว่าท่านรับประกันแทนคนที่คัดค้านที่มีจำนวนน้อยกว่าได้หรือไม่ว่า หากสร้างแล้วเขาไม่เดือดร้อน

ประเด็นนี้หากดูจากเอกสารที่กรมชลแจกให้ดู และความรู้ทางด้านวิศวกรรมของผม
ดูแล้วโอกาสเกิดปัญหาอย่างที่กังวลใจมีน้อยครับ เพราะข้อมูลที่ได้รับมายิ่งทำให้คิดว่า
โอกาสน้ำท่วมในพื้นที่จะลดน้อยลงไปมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ อีกทั้งปัญหาเรื่องน้ำแล้งก็จะหมดไป

เพราะกรมชลมีสถิติน้ำที่ไหลในน้ำปิง ตามที่เก็บสถิติมา เมื่อเอามาเทียบกับระดับเก็บกักน้ำ
ยิ่งทำให้ไม่เห็นปัญหาเลยครับ ที่สำคัญมีการสร้างคันให้สูงขึ้นกว่าระดับเก็บกักสูงสุด
อีกตั้ง 3 เมตร ถ้าน้ำไม่มากมายมหาศาลแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในพื้นที่ มันไม่มีทางท่วมครับ

ส่วนความกังวลว่าคันที่สร้างจะปิดการไหลของน้ำจากภายนอกลงสู่ตัวแม่น้ำปิง
เขาก็มีประตูระบายน้ำออกตลอดสองฝั่งคัน ในกรณีน้ำปิงระดับต่ำกว่าระดับน้ำนอกคัน
ก็เปิดระบายให้ไหลไปตามปกติ

แต่ถ้ากรณีที่น้ำในลำเหมืองสูงกว่าระดับภายนอก (แต่ยังไม่ล้นคัน) ก็มีสถานีสูบน้ำ
สองฝั่งอีก 7 สถานีคอยสูบน้ำออกให้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำออก ไม่ว่าจะค่าแรงงาน
หรือค่าไฟฟ้า ชาวบ้านยืนยันว่ามีปัญญาจ่ายเอง ไม่ต้องพึ่งทางรัฐ ขอให้โครงการเกิดขึ้นพอ

เพราะงั้นกรณีเดียวที่น้ำจะท่วมได้ ก็คือน้ำไหลสูงกว่าระดับ +269 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด
ของคัน แต่ถ้าน้ำมาขนาดนั้นมันก็ต้องยอมรับสภาพแล้วละครับ แต่ท่วมก็ไม่ท่วมมากอยู่แล้ว
เพราะพื้นที่โดยรอบของแม่สอยในบริเวณโดยรอบน้ำปิงนั้น ล้วนอยู่ที่ราวๆ +271 ขึ้นไปทั้งนั้น

สรุปว่าปัญหาน้ำท่วมจากโครงการก่อสร้าง เมื่อดูจากสถิติแล้วยังไงก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
ซ้ำยังแก้ปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนได้อย่างดีด้วยซ้ำไปครับ
ส่วนปัญหาน้ำแล้ง ก็มีข้อมูลผู้ใช้น้ำคอยสนับสนุนอยู่แล้วว่าต้องการเท่าไหร่
ซึ่งการทำโครงการจะตอบสนองน้ำได้มากขึ้นเพียงไหน อันนี้ข้อมูลเขาก็มี

ย้อนกลับมาทางฝ่ายค้านบ้างสิครับ คุณมีข้อมูลอะไรมายืนยันบ้างล่ะ
ว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดปัญหาอย่างที่ว่ามา

และที่สำคัญทำไมวันที่ 18 ธันวา คำถามสุดท้ายที่ชาวบ้านถามว่า
เพราะอะไรถึงต้องคัดค้าน ทำไมวันนั้นไม่มีคนลุกขึ้นตอบเลยสักคนละครับ
ว่าทำไม จน นพ.นิรันดร์ต้องช่วยอุ้ม ประกาศปิดประชุมด้วยเหตุผลที่ว่า

... “เดี๋ยวผมขึ้นเครื่องกลับไม่ทัน” ...

ว่าแล้วก็ดีดระฆังปิดประชุมไปซะอย่างนั้น

ถ้าเป็นภาษามวยเขาเรียกว่ากรรมการสั่นระฆังช่วยกันเลยทีเดียว



ปัญหาเดียวที่กังวลคือเรื่องของพันธุ์สัตว์น้ำ ที่ย่อมมีผลกระทบอย่างแน่นอน
เมื่อมีการสร้างอาคารสิ่งก่อสร้างปิดลำน้ำเช่นนี้ แต่ปัญหาอื่นผมกลับไม่กังวลเลย

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไปร่วมฟังและกินข้าวที่บ้านของกลุ่มผู้คัดค้าน และที่ผมเห็นจำนวนที่ว่า 20 นั้น ผมว่ามากกว่าครับแตเอาเถอะจะเท่าไหร่ก็แล้วแต่ พวกเราได้บอกกับทุกคนที่นั่นว่า เรามาเพื่อรับฟังและรับรู้ โดยที่เราก็ยังไม่ได้สรุปว่าใครผิดใครถูก เพราะเราทำไม่ได้ขนาดนั้น เพราะถ้าเราทำได้ ป่านผมไล่เอกชนออกจาก อชุ.ตะรุเตาไปแล้วครับ และเรายังได้ย้ำกับกลุ่มช่าวบ้านที่คัดค้านว่า หากท่านคิดว่าตัวเองเสียหาย หรือเดือดร้อนท่านควรที่จะมีข้อมูลที่ชัดเจนพิสูจน์ได้ กล่าวคือ
ต้องมีตัวเลขรายได้ภาคเกษตรต่อปีที่เสียหายและ
ความเสียหายต่อระบบนิเวศน์และธรณีวิทยา
อีกทั้งทรัพยากรในน้ำ เช่นปลา
เพราะหากไม่มีข้อมูล เชื่อว่าทางราชการหรือผู้ที่สนับสนุนให้สร้าง เขาคงคิดว่าเราเสียหายแบบมั่วๆ หรือเป็นเพียงแค่คนส่วนน้อยเท่านั้น และที่สำคัญความรุนแรงไม่ใช่การแก้ปัญหา


จำนวนยี่สิบกว่าคนที่ใช้ในบทความนี้ไม่ได้หมายรวมเพียงแค่การเข้าประชุมที่ผ่านมา
แต่หมายรวมถึงกลุ่มคนคัดค้านด้วยครับ ที่ว่าทำไมถึงบอกว่า 20 กว่าคน นั่นเพราะ
เขานับเฉพาะเจ้าของพื้นที่ครับ ส่วนเจ้าของพื้นที่แต่ละคนจะมีญาติพี่น้องเท่าไหร่
อันนี้คนละประเด็น เพราะเขานับตามสิทธิ์ที่จะต้องชดเชย ว่าจะต้องชดเชยให้กับใคร
จำนวนเท่าไหร่ และยอดที่สรุปมาคือยอดชดเชยให้คนที่ไม่คัดค้านมันมีประมาณนั้น

ซึ่งถ้าจะใช้ตรรกะเดียวกันกับกรณีคนสนับสนุน ก็จะสามารถพูดได้เลยอย่างเต็มปาก
จากข้อมูลสถิติที่ทางกรมชลสำรวจมา นั่นจะแสดงว่าโครงนี้จะทำให้เกิด...

(1) สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรตามแนวลำน้ำปิง (พื้นที่ของโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า) ในเขตอำเภอจอมทอง ประมาณ 47,359 ไร่

(2) เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภค บริโภค ให้แก่ราษฎร จำนวน 30 หมู่บ้าน รวม 37,500 คน

แค่เรื่องจำนวนตัวเลขมันก็ชี้ชัดแล้วละครับ ว่าอะไรเป็นอะไร
.
.

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 18.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ก่อนอื่นผมขออนุญาตเรียนว่าการทีจะเอาจำนวนนับของกลุ่มคนที่มากกว่า
มาบอกว่าน่าเชื่อมากว่าคนส่วนน้อย อาจจะดูคับแคบไปหน่อยนะครับ

การเอาจำนวนมาคุยกันเป็นเรื่องของหลักการความเป็นเหตุเป็นผลครับ
เพราะคนหมู่มากย่อมแสดงให้เห็นว่าเขามีความเชื่ออะไรบางอย่างที่ตรงกัน
อาจจะด้วยพื้นฐานทางความคิด, วิถีชีวิต, หรือแม้กระทั่งผลประโยชน์ร่วมกันที่ลงตัว

แต่ผมไม่เข้าใจว่าคำว่า “น่าเชื่อมากกว่าคนส่วนน้อย” นี่หมายถึงอะไรเหรอครับ
หมายถึงข้อมูลที่ต่างฝ่ายต่างใช้ในการสนับสนุนแนวความคิดของตัวเอง
เรื่องความถูกต้องชอบธรรมหรือเปล่า

ตอนนี้ต้องเข้าใจว่าชาวบ้านแตกกันเป็นสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว
และความแตกแยกตรงนี้รุนแรงพอสมควรอย่างที่คุณคงทราบไปแล้ว
ก็ขนาดที่ว่าช่วงแรกๆ ถึงขั้นไม่ยอมนั่งด้วยกันเลยทีเดียว

เพราะงั้นต้องลองคิดมุมกลับไปด้วยนะครับ ว่าทำไมความรุนแรงมันถึงเกิดมากขนาดนี้
กับโครงการนี้ หากไม่ได้เป็นเพราะโครงการนี้มันสำคัญ และชาวบ้านส่วนใหญ่
ล้วนเห็นว่ามันจะเป็นความหวัง และเป็นอนาคตให้กับชีวิตของพวกเขา

หากมองในมุมนี้จะเข้าใจได้ง่ายๆ เลยครับ ว่าทำไมฝ่ายสนับสนุนถึงได้
มีปฎิกริยารุนแรงกับทางฝ่ายคัดค้าน นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องคัดค้าน
ในเมื่อต่างก็รู้อยู่ว่าปัญหาของพื้นที่คืออะไร ซึ่งตรงนี้จะพลอยตอบด้วยว่าทำไม
เขาถึงเลือกบังคับกลุ่มคัดค้านทางอ้อมด้วยการตัดสิทธิ์ต่างๆ ในหมู่บ้าน

ซึ่งขอยกไปอธิบายใน Part II ครับ เพราะเขียนเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ที่นั่น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 16.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

BlueHill - เท่าที่ฟังจากทางกรมชลชี้แจงก็คือเนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกิดจากทางรัฐ ก็จะใช้การชดเชยตามกฎที่ทางรัฐกำหนดไว้ในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศครับ คือจ่ายค่าเสียหาย หากเป็นที่ดินก็จ่ายไปตามราคาประเมิน


ส่วนความเดือนร้อนของคนในพื้นที่นั้นก็ดูได้ง่ายๆ จากคนที่เข้ามาร่วมประชุมครับ เสียดายที่ไม่อาจจะบรรยายบรรยากาศในวันนั้นให้เห็นภาพว่าชาวบ้านเขามีอารมณ์ร่วมกับเรื่องนี้แค่ไหน เพราะถ้าเขาไม่ต้องการจริงๆ เขาไม่มาแสดงพลังกันขนาดนี้หรอกครับ

วันที่คณะกรรมการสิทธิ์ลงพื้นที่ก็เป็นวันทำการทำงานของชาวบ้าน ปกติก็เข้าไร่เข้าสวนทำงานกันไป แต่วันนั้นหลายต่อหลายคนเลือกที่หยุดทำงาน เพื่อออกมาแสดงพลังให้ชาวบ้านอีกฝั่งเห็น ว่าเขาไม่ได้ถูกบังคับให้เซ็นต์ชื่อรับโครงการอย่างที่ถูกบิดเบือนข้อมูล และทุกคนรับทราบว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้น และพร้อมที่จะให้โครงการเดินหน้าต่อไป

จริงๆ ชาวบ้านยื่นเรื่องมามากกว่าสิบปีแล้วครับ แต่ไม่ได้รับการเหลียวแล แล้วยื่นอีกทีปี 2543 ตอนนั้นพระราชินิทรงเสด็จเข้ามาในพื้นที่ ทางกำนันแม่สอยเลยทำหนังสือถวายฎีกาขอโครงการ

ผ่านวันนั้นมาถึงวันนี้เกือบสิบปี ปัญหาน้ำกินน้ำใช้ยิ่งหนักหนาขึ้น เพราะคนทำการเกษตรในพื้นที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ดังนั้นปัญหาเรื่องความต้องการน้ำก็ยิ่งทวีความรุนแรง

เพราะงั้นความต้องการโครงการนี้ของทางชาวบ้านจึงได้มีมากอย่างที่คนนอกที่ไม่ได้ทำไร่ทำนาจะเข้าใจได้ครับ ว่าที่เขาต้องการเนี่ย มันต้องการมากน้อยแค่ไหนกัน

เสียดายถ้าได้มาฟัง มาเห็นบรรยากาศในวันนั้นจะเข้าใจโดยไม่ต้องถามเลยครับ ว่าชาวบ้านต้องการโครงการนี้แค่ไหน

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 15.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ขออภัยที่ข้อความบางส่วนตกหล่น ขอเพิ่มเติมตอนท้ายดังนี้ครับ
...............................
จาก
เพราะถ้าเกิดความขัดแย้งในพื้นที่อย่างนั้น ท่านคิดว่าเราควรจะบอกว่าอย่างไรครับ

แม่สอยร้องไห้ไปเลย หรือ แม่สอยอย่าร้องไห้

ด้วยความเคารพ
เต็งพ้ง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
tengpong วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 15.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tengpong

ก่อนอื่นผมขออนุญาตเรียนว่า
การทีจะเอาจำนวนนับของกลุ่มคนที่มากกว่า
มาบอกว่าน่าเชื่อมากว่าคนส่วนน้อย อาจจะดูคับแคบไปหน่อยนะครับ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไปร่วมฟังและกินข้าวที่บ้านของกลุ่มผู้คัดค้าน และที่ผมเห็นจำนวนที่ว่า 20 นั้น ผมว่ามากกว่าครับ
แตเอาเถอะจะเท่าไหร่ก็แล้วแต่
พวกเราได้บอกกับทุกคนที่นั่นว่า เรามาเพื่อรับฟังและรับรู้
โดยที่เราก็ยังไม่ได้สรุปว่าใครผิดใครถูก เพราะเราทำไม่ได้ขนาดนั้น เพราะถ้าเราทำได้ป่านผมไล่เอกชนออกจาก อชุ.ตะรุเตาไปแล้วครับ
และเรายังได้ย้ำกับกลุ่มช่าวบ้านที่คัดค้านว่า หากท่านคิดว่าตัวเองเสียหาย หรือเดือดร้อน
ท่านควรที่จะมีข้อมูลที่ชัดเจนพิสูจน์ได้ กล่าวคือ
ต้องมีตัวเลขรายได้ภาคเกษตรต่อปีที่เสียหายและ
ความเสียหายต่อระบบนิเวศน์และธรณีวิทยา
อีกทั้งทรัพยากรในน้ำ เช่นปลา
เพราะหากไม่มีข้อมูล เชื่อว่าทางราชการหรือผู้ที่สนับสนุนให้สร้าง เขาคงคิดว่าเราเสียหายแบบมั่วๆ หรือเป็นเพียงแค่คนส่วนน้อยเท่านั้น และที่สำคัญความรุนแรงไม่ใช่การแก้ปัญหา
.
.
ที่นี่ลองมาดูบทความของท่าน
หากท่านระบุว่า ชาวบ้านที่มามากกว่านั้น คือกลุ่มที่มีความคิดที่ถูกต้อง ท่านมีข้อมูลหรือไม่ว่า หรือว่าท่านรับประกันแทนคนที่คัดค้านที่มีจำนวนน้อยกว่าได้หรือไม่ว่า
หากสร้างแล้วเขาไม่เดือดร้อน
.
และการหล่าวหาว่าเขาไม่ใช่คนแม่สอย ท่านมีการสอบถามหรือมีข้อมูลที่ชัดเจนแล้วหรือ เพราะที่เราไปพื้นที่เราก็ไม่เห็นว่าเขาเป็นพวกหัวหยิกตัวดำ อย่างที่กล่าวหา มิหนำซ้ำเขายังบอกว่า ส่วนหนึ่งของพวกสนับสนุนก็คือญาติพี่น้องของเขาเอง นั่นหมายความว่าคนสนับสนุนก็มีพวกหัวหยิกตัวดำที่ไม่ใช่คนแม่สอยด้วยหรือเปล่าครับ?
.
สิงที่น่าห่วงมากกว่าที่จะรอการสร้างประตูระบายน้ำก็คือ
ความแตกแยกของความเป็นพี่น้องของชาวแม่สอย นั่นคือ
ทำไมถึงยังมีการกล่าวหาว่ากลุ่มคนที่คัดค้าน ถูกตัดสิทธิ์ในการเป็นสมาชิกฌาปนกิจ และมีผลกระทบเรื่องน้ำและไฟ
ทำไมยังมีการข่มขู่ หรือโยนปะทัดระหว่างการประชุมของกลุ่มคัดค้าน
หากสิ่งที่กลุ่มผู้สนับสนุนส่วนใหญ่เห็นว่าถูกต้อง และเป็นประโยชน์ ทำไมไม่ใช้ความเป็นพี่น้อง ค่อยพูดค่อยจากทำความเข้าใจ ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะข้อมูลของผู้สนับสนุนส่วนใหญ่เป็นข้อมูลของชลประทาน ท่านลองแวะไปดูข้อมูลของฝ่ายที่คัดค้านหรือยังครับ?
.
.
แล้วคนส่วนใหญ่ที่สนับสนุนที่ท่านเห็นว่าเป็นชาวแม่สอยแล้วทำไมต้องไปตั้งขบวนกันมาละครับ
ป้ายแบบนี้ชาวบ้านเขียนเอง และคิดคำด้วยตัวเองหรือครับ
ทำไมต้องเลือกที่จะแบ่งแยก เพราะท่านก็บอกว่าคนคัดค้านมีเพียง 20 คน แล้วพวกสนับสนุนมีเป็นร้อย แต่ไปเลือกยืนอยู่นอกเต้นท์เพียงแค่เหตุผลที่กลัวว่าจะทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นพวกคัดค้านแค่นั้นหรือครับ
อันนี้ผมแค่สังสัยนะครับ?
.
.
พวกเรายอมรับครับว่าเป็นคนนอก ที่อยู่ปลายน้ำ
และเราก็เพิ่งจะได้ข้อมูลในเบื้องต้นเท่านั้น
ถึงแม้จะฝ่ายเดียว แต่เราก็ไม่ไดสรุปว่าเราเข้าข้างใคร
แต่มันเป็นเรื่องปกติครับที่เมื่อมาแล้วเราก็ต้องฟังก่อน
และเมื่อมันมีคำถามซึ่งต้องการคำตอบ
นั่นก็จะนำไปสู่การสอบถามหาข้อมูลที่ถูกต้องจากอีกฝ่ายหนึ่ง
แน่นอนว่าคนสนับสนุนส่วนใหญ่อาจจะเลือกที่จะเชื่อข้อมูลที่มาจากภาครัฐ หรืออาจจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์จากการก่อสร้างตามข้อกล่าวหาก็ตามที

แต่หากคนที่สนับสนุนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่นอกเต้นท์ โดยมองมุมเดียวว่าคนส่วนน้อยคือตัวถ่วงความเจริญ
โดยไม่ลดทิฐิ
ผมขอให้ท่านดูกรณีของมาบตาพุดเป็นตัวอย่างนะครับ
ที่นั่นนายทุนก็ลงทุนเป็นหมื่นล้าน และมีคนสนับสนุนนับหมื่น แต่ทำไมศาลท่านรับฟังความเดือดร้อนของคนส่วนน้อย
.
แต่ที่แม่สอยนั้น คนคัดค้านยังมีความรู้สึกว่าเขายังไม่ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม และไม่มีใครให้คำตอบที่ทำให้เขาเข้าใจ และที่สำคัญการทำประชาพิจารณ์ นั้นกลุ่มผู้คัดค้านที่ท่านบอกว่ามีเพียง 20 นั้น เขาไม่เคยทราบเรื่อง
หรือว่าคนทำประชาพืจารณ์มองเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามที่มีส่วนน้อยและไม่สำคัญอะไรแล้ว
.
.
เปิดให้กว้างครับ อย่าพลักใสให้พี่น้องกันกลายไปเป็นชนกลุ่มน้อยเลยครับ
มันจะได้ประโยชน์อะไร หากมีประตูระบายน้ำมากั้นความเป็นเพื่อนมนุษย์ซะแล้ว
.
.
ส่วนเรื่องการนำข้อมูลมาเขียนบล๊อกนะครับ
มันเป็นการนำเสนอเรื่องราวในพื้นที่แม่สอย ที่เกิดความขัดแย้งขึ้น เพื่อเปิดประเด็นให้มันเดินทางไปถึงผู้รับผิดชอบ หใมทำความจริงด้วยข้อมูลรอบด้านให้ปรากฏมากว่าที่จะไปบอกว่าใครผิดใครถูก
เพราะถ้าเกิดความขัดแย้งในพื้นที่อย่างนั้น ท่านคิดว่าเราควรจะบอกว่าอย่างไรครับ
ด้วยความเคารพ
เต็งพ้ง

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
BlueHill วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

คุณ MrForever ยังไม่ได้ตอบผมเลยครับว่า ผู้ที่เดือดร้อนหรือได้รับผลกระทบ จะได้รับการชดเชยอย่างไร

ส่วนเรื่องที่คุณบอกว่า การก่อสร้างโครงการย่อมมีผู้ได้และเสียประโยชน์อันนี้เป็นที่เข้าใจกันได้ในสังคมไทยและสังคมโลกครับ

ผมเป็นนอกพื้นที่ จึงไม่รู้ว่ามีความจำเป็นขนาดไหนสำหรับการก่อาสร้างโครงการนี้ แต่อยากให้รับฟังเสียงจากชาวบ้านเสมอกันโดยทั่วหน้า

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 14.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

Bluehill - ทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอครับ อยู่ที่ว่าเราจะให้ความสำคัญกับด้านไหน มองด้านดี หรือมองด้านร้ายของมัน

โครงการก่อสร้างของชลประทานก็ไม่ต่างกัน เนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องมีการใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก แต่จากโครงการนี้ผลลัพท์ที่เขาทำการสำรวจและสรุปข้อมูลออกมาก็คือ

(1) สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรตามแนวลำน้ำปิง (พื้นที่ของโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า) ในเขตอำเภอจอมทอง ประมาณ 47,359 ไร่

(2) เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภค บริโภค ให้แก่ราษฎร จำนวน 30 หมู่บ้าน รวม 37,500 คน


ในขณะที่มีคนเดือดร้อนและคัดค้านโครงการเพียงแค่ 20 คน ไม่ว่าจะมองด้านไหนผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นโครงการที่แย่จนต้องยกเลิกอย่างที่ฝ่ายคัดค้านนำเสนอ

ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าโครงการนี้ไม่ได้มีผู้เสียพื้นที่ และถูกเวียนคืนเพียงแค่ 20 คนเท่านั้น แต่คนที่ต้องเสียพื้นที่มีมากหลายร้อยคน เพราะเป็นโครงการใหญ่ แต่ที่คนอีกหลายร้อยคนเขายอมเสียพื้นที่ และสนับสนุนโครงการให้เดินหน้า นั่นเพราะเขามองไม่เห็นอนาคตที่สดใสเลย ณ เวลานี้

การยอมเสียพื้นที่ (บางคนสูญเสียพื้นที่กว่า 35 ไร่) เพื่อให้ชีวิตเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อให้สามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างสบายใจว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำไม่พอ น้ำท่วมพื่้นที่การเกษตร นั่นคือความหวังของเขา และนั่นคือสิ่งที่เขาตัดสินใจยอมเสียสละพื้นที่ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไป

จริงอยู่ว่าไม่มีใครตอบได้ว่าหลังโครงการเสร็จ มันจะมีน้ำท่วมเหมือนอย่างที่ฝ่ายคัดค้านยกมาเป็นเหตุผลไหม มันจะมีผลกระทบกับการแพร่พันธุ์ปลา และสัตว์น้ำอย่างที่กังวลหรือเปล่า มันจะทำให้วีถีชีวิตเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

แต่นั่นคือความเสี่ยงที่เต็มไปด้วยความหวังของชาวบ้าน มันคือความเสี่ยงที่ชาวบ้านเห็นว่ามันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว หากเทียบกับเหตุการณ์ภัยแล้ง และภัยน้ำท่วมที่เขาพบเจออยู่ทุกวัน


การเป็นคนนอกพื้นที่อย่างพวกเราพูดได้ครับ ว่าต้องทำให้ทุกคนพอใจ ต้องให้ความยุติธรรมกับฝ่ายที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าเขาจะมีแค่เพียงสิบ หรือยี่สิบคนก็ตามที

แต่ที่เป็นปัญหาตอนนี้คือคนกลุ่มนี้ไม่ยอมเจรจา ด้วยเหตุผลที่ว่าผูกพันกับพื้นที่ และไม่อยากสูญเสียพื้นที่ไป

ถามว่าหากเป็นอย่างนี้โครงการอื่นๆ ในอนาคตจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร เพราะทุกโครงการที่เกิดขึ้น ย่อมมีผู้ได้รับผลกระทบ และหากผู้ได้รับผลกระทบไม่ยินยอม เพราะไม่ต้องการเสียพื้นที่ของตัวเองไป

อย่างถ้าจะตัดถนนแล้วเจ้าของที่ไม่ยินยอม ก็ต้องยกเลิกโครงการไปงั้นเหรอครับ


ในโลกแห่งอุดมคติมันก็เป็นอย่างที่คุณพูด แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมันทำได้แค่ไหนกัน ที่จะทำให้ทุกคนพอใจได้หมด

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
MrForever วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 13.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mrforever

ไทบ้าน - การพัฒนาแหล่งน้ำบริเวณนี้จากที่ผมสอบถามชาวบ้านแล้ว มีการพยายามทำหลายอย่างแล้วครับ ช่วงเวลาที่โครงการไม่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานใด

ทางแก้ที่ชาวบ้านเลือกทำก็มีทั้งการจ้างรถแมคโครมาขุดลอกคลอง การใช้กระสอบกั้นแนวคันคลอง เพื่อป้องกันน้ำท่วมเข้าพื้นที่เพาะปลูก แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

เนื่องจากสภาพพื้นที่จอมทองเป็นที่ลุ่ม ดังนั้นจึงมีปัญหาเรื่องตะกอนน้ำพัดพามาเรื่อยๆ ทำให้ต้องจ้างรถแมคโครมาขุดลอกอยู่เรื่อยๆ เพราะท้องน้ำตื้นเขินอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการขุดลอกคูคลอง ลำเหมืองจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาวเลยครับ ชาวบ้านเสียเงินเสียทองกันเป็นแสนๆ แต่ก็ช่วยได้แค่ระยะสั้น ไม่ได้ทำให้อะไรมั่นคงเลย

ส่วนการทำฝายเพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งยิ่งไปกันใหญ่ครับ เพราะจะเป็นการเร่งทำให้ปัญหาน้ำท่วมหนักขึ้น เนื่องจากฝายเป็นการกักน้ำในระบบปิด ไม่สามารถระบายน้ำทิ้งได้ทันในเวลาที่มีฝนตกหนัก น้ำหลาก และอีกหลายกรณ๊ที่มีความจำเป็นต้องระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้ไวที่สุด

ส่วนปริมาณน้ำที่ฝายขนาดเล็กสามารถเก็บกักได้ก็ไม่เพียงพอกับการใช้ในช่วงหน้าแล้งหรอกครับ รู้ไหมครับว่าพื้นที่เพาะปลูกที่จอมทองมันกว้างใหญ่ขนาดไหน หันไปทางไหนก็มีแต่สวน แต่ไร่ แต่นา ดังนั้นการจะหวังว่าจะสร้างฝายหลายๆ จุดเพื่อส่งเสริมการเกษตรนั้น มันยิ่งกว่ามุกตลกสำหรับชาวบ้านอีกครับ

บางครั้งความจริงกับอุดมคติมันก็ต่างกันครับ ไม่มีใครอยากทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เดือนร้อนกันหรอกครับ แต่เมื่อมันจำเป็น มันก็ต้องทำเพื่อให้คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ได้รับผลประโยชน์

เอาไว้ถ้าในอนาคตมีเทคโนโลยีสร้างระบบกักเก็บน้ำบนท้องฟ้าได้ก่อนนะครับ ถึงเวลานั้นคงบริหารน้ำได้แบบไม่มีใครเดือนร้อน

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 12.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ดีครับ...
มานั่งถกกันด้วยข้อมูล เหตุผล

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
BlueHill วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ประโยชน์ที่คนส่วนใหญ่ได้รับ ทำให้มักหลงลืมคนส่วนน้อยไป หรืออาจกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ได้รับผลกระทบไป

ประเด็นอยู่ว่า ทำอย่างไรจึงจะบริหารจัดการให้ทุกคนได้รับประโยชน์เหมือนกัน หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ไม่ใช่หรือครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 22/12/2009 เวลา : 09.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

สวัสดีปีใหม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 21/12/2009 เวลา : 22.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

ผมเลือกที่จะ"เห็นใจ"คนส่วนน้อยที่"เดือดร้อน"
ที่ได้รับผลกระทบ..ทั้งด้าน"จิตใจ"และวิถีชีวิต
.
.
มากกว่า
ที่จะเห็นด้วยกับ"คนส่วนใหญ่"ที่ได้รับ"ประโยชน์"

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 21/12/2009 เวลา : 22.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

ขอบคุณครับ..สำหรับข้อมูลอีกด้าน
ผมเลือกที่จะอยู่อีกด้าน..ชัดเจนครับ
.
.
โครงการนี้มีประโยชน์แน่นอน
ถ้าเป็นการพัฒนา"แหล่งน้ำ"
แบบอื่นๆตามความต้องการเช่นปรับปรุง ขุด ลอก
หรือฝายขนาดพอเหมาะ..
แต่น้อยกว่า"โทษ"ของธรรมชาติ
จะลงโทษ..ผู้คนแถบนั้น
และส่งผลกระทบต่อคนเชียงใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้
เพราะสุดท้าย..
ชาวบ้านนับพันที่เกณฑ์มาจะเป็นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ
ที่สุดforever

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน