*/
  • mr_taweesak
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mr_taweesak@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-28
  • จำนวนเรื่อง : 344
  • จำนวนผู้ชม : 1524357
  • จำนวนผู้โหวต : 629
  • ส่ง msg :
  • โหวต 629 คน
<< กุมภาพันธ์ 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562
Posted by mr_taweesak , ผู้อ่าน : 421 , 19:05:21 น.  
หมวด : กล้อง/ถ่ายภาพ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

มาถึงเช้าวันที่ 4 ของการเดินทาง ซึ่งต้องนั่งรถไฟ 2 ชั่วโมง 50 นาที โดยเราใช้ Kansai Wide Area Pass ซึ่งสามารถใช้นั่งรถไฟในเส้นทางนี้ จากสถานี SHINOSAKA มุ่งสู่สถานี KINOSAKIONSEN เลือกดูเที่ยวรถไฟจาก www.hyperdia.com ไว้ล่วงหน้าแล้ว และเลือกที่จะเดินทางตั้งแต่เช้าด้วยขบวน Limited Express Konotori 3 แม้ว่าจะใช้ Pass ใบนี้เพื่อนั่งรถไฟได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ทว่าจะนั่งได้เฉพาะตู้ที่เป็น Non Reserved เท่านั้น เพราะไม่สามารถใช้จองและนั่งในตู้ที่ระบุที่นั่ง พวกเราจึงต้องเผื่อเวลา เพื่อมายืนรอเข้าคิว เพราะไม่แน่ใจว่ารถไฟในตู้ Non Reserved นั้นจะมีผู้โดยสารมากหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีที่นั่ง นั่นหมายถึงเราอาจต้องยืนบนรถไฟเกือบ 3 ชั่วโมง ซึ่งไม่ดีแน่ๆ

ถ้าเลือกขบวนอื่น ก็ต้องเปลี่ยนขบวนอีก หรือไม่ก็ต้องขยับเวลาออกไป นั่นหมายถึงเราจะมีเวลาเที่ยวในเมืองออนเซ็นชื่อดังแห่งนี้น้อยลงไปอีก ยังดีที่เราฝากกระเป๋าใบใหญ่ไว้ที่โรงแรมที่เราพักที่ Osaka และนำเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเล็ก ซึ่งเราจะไปค้างคืนที่เมือง Kinosaki Onsen (城崎温泉) และอีกคืนที่ Amanohashidate แล้วจึงกลับไปพักที่โรงแรมเดิมใน Osaka อีก ซึ่งวิธีนี้ทำให้เราไม่ต้องลากกระเป๋าให้เป็นภาระหนักอึ้ง

นั่งรถไฟชมวิวข้างทางไป พอเพลินๆ ราว 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงเมือง Kinosaki Onsen (城崎温泉) "คิโนซากิอนเซ็น" อีกหนึ่งเมืองออนเซ็นชื่อดังในแถบคันไซ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเฮียวโกะ (Hyogo Prefecture) และเป็นเมืองที่ตั้งใจจะมานานแล้ว ด้วยภาพต้นหลิวข้างคลองของเมือง อีกทั้งเป็นเมืองที่มีบ่อออนเซ็นมงคลถึง 7 บ่อ ก็ได้มาถึงดังตั้งใจ เริ่มด้วยการจิบน้ำแร่อุ่นๆ เป็นการต้อนรับเข้าเมือง และมองเห็นประติมากรรมก้ามปู ซึ่งมีความหมายถึง เมืองแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องปูมัตสึบะ (Matsuba) ซึ่งมีมากที่เมืองนี้ในฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม นั่นเอง เมื่อเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพแถวสถานีรถไฟแล้ว เราก็เดินต่อไปยังเรียวกังที่เราจองไว้ชื่อ "Ougiya Ryokan" ซึ่งเดินไปไม่ไกลจากสถานีรถไฟ KINOSAKIONSEN

เมื่อเดินเท้าถึงเรียวกัง คุณป้าที่ดูแลเรียวกัง ออกมาต้อนรับ ซึ่งเราฝากกระเป๋าไว้ก่อนเช็คอินในเวลา 15:00 น.

ค่าที่พักตกคืนละ 3,760 บาท ต่อห้อง ต่อคืน ถือว่าเป็นราคาที่ยอมรับได้ เพราะที่พักอื่นๆ ค่อนข้างราคาแพง ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะพักแบบ Half-Board ซึ่งรวมอาหาร 2 มื้อ แต่ก็เปลี่ยนใจไว้ไปพักแบบ Half-Board ที่ Arima Onsen แทน เพื่อใช้เวลาในการแช่ออนเซ็นตลอดบ่ายถึงค่ำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีมากถึง 7 บ่อมงคล

หากดูจากแผนที่ จะเห็นว่าโรงอาบน้ำแบบออนเซ็น จะเรียงรายไปตามคลองโอตะนิ (Otani River) ที่พาดผ่านกลางเมือง ตามตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยมีนกกระสาบินมารักษาอาการบาดเจ็บในบึงน้ำแห่งหนึ่ง ว่ากันว่า น้ำในบึงน้ำแห่งนั้นสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บและโรคภัยต่างๆ ได้ และบึงน้ำแห่งนั้นก็คือที่ตั้งของ "คิโนซากิออนเซ็น" ในปัจจุบันนั่นเอง ตำนานของคิโนซากิออนเซ็นเกิดขึ้นในช่วงราวๆ ปี ค.ศ. 717 ซึ่งตรงกับช่วงสมัยนาราในญี่ปุ่น เมื่อ โดจิ โชนิน (Douchi Shonin) พระจากเมืองนาราเดินทางมาที่เมืองคิโนซากิ เพื่อหวังจะเปิดออนเซ็นรักษาโรคสำหรับช่วยเหลือชาวบ้านตามตำนานนกกระสา ทว่าเมื่อมาถึงแล้วก็ไม่ทราบว่าตำแหน่งของบ่อออนเซ็นอยู่ตรงจุดไหน วันหนึ่งฝันเห็นชายชรามาบอกบริเวณที่ตั้งของบ่อน้ำพุร้อนว่าอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองคิโนซากิ ​หลังจากนั้น "พระ โดจิ โชนิน" จึงเดินทางไปยังบริเวณที่ชายชราในฝันบอก ทว่าเมื่อไปถึงแล้วก็ยังไม่อาจจะรู้ได้ว่าตำแหน่งที่ตั้งของบ่อออนเซ็นอยู่ตรงจุดไหน "โดจิ โชนิน" จึงเริ่มต้นสวดมนต์ทุกวัน ในที่สุดก็เกิดปาฏิหารย์ขึ้นในวันที่ 1,000 พอดี เมื่อมีน้ำพุร้อนผุดขึ้นมาจากใต้ดิน แล้วตำนานของ "คิโนซากิออนเซ็น" เพื่อการรักษาโรคของพระจากนารา ก็เริ่มต้นขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากนั้น คิโนซากิก็กลายเป็นแหล่งออนเซ็นที่ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะในหมู่ซามูไร ในช่วงสมัยเอโดะ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยในยุคนั้นจะเรียก "คิโนซากิออนเซ็น" ในอีกชื่อหนึ่งว่า "ไคไดได อิจิเซ็น" (Kai Dai Dai Ichisen) ซึ่งถือเป็นออนเซ็นที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นในยุคนั้น เพราะนอกจากสรรพคุณของน้ำพุร้อนจะดีมากแล้ว ที่นี่ยังเป็นย่านพักผ่อนและย่านท่องเที่ยวที่มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และสถานบันเทิงครบครัน หลังจากยุคเอโดะ "คิโนซากิออนเซ็น" มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งย่านออนเซ็นที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นเฉกเช่นในปัจจุบัน

แต่ทว่าก่อนถึงเวลาแช่ออนเซ็น เราขอเดินสำรวจและมองหาร้านอาหารกันก่อน ต้องเดินตามหาปููมัตสึบะ เพื่อลิ้มรสกันสำหรับมื้อเที่ยงของวันนี้ เดินไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี ต้นแปะก๊วย (Ginkgo) สีเหลืองไปทั้งต้นในศาลเจ้า จึงถือโอกาสไปเก็บภาพกันไว้ก่อน ลืมความหิวไปชั่วขณะ

เมื่อเดินผ่านย่านร้านค้าไปเรื่อยๆ ก็ไปสะดุดกับร้านอาหารกับเมนูหน้าร้าน ก็ตัดสินใจหม่ำที่ร้านนี้แล้วกัน ซึ่งพ่อครัวคนเดียว ปรุงอาหารมาเสริฟให้รวม 4 ที่ ฟินกันไปตามระเบียบด้วยความสดอร่อยของอาหารทะเล เมื่ออิ่มหนำกันแล้ว ก็เดินเที่ยวต่อไปยัง วัดโกคุราคุ (Gokuraku Temple) ซึ่งมีกระเช้าที่สามารถนั่งขึ้นไปยัง วัดออนเซ็นจิ (Onsenji Temple) วัดเก่าแก่ประจำเมือง ตั้งอยู่บนเขาทางตะวันตกของเมือง ซึ่งในอดีตมีธรรมเนียมว่า ต้องมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อน จึงจะไปแช่บ่อน้ำร้อนได้ แต่เนื่องจากเราอยากทำสถิติในการแช่ออนเซ็นกันให้ครบทั้ง 7 บ่อ จึงเดินย้อนกลับมายังเรียวกัง เพื่อมาเช็คอิน และจัดแจงแปลงกายด้วยชุดยูกะตะ เพื่อออกไปเดินถ่ายรูปก่อนจะมืด จึงไม่สามารถปฏิบัติได้ตามธรรมเนียมโบราณ

คุณป้าที่เรียวกัง เตรียมบัตรสำหรับการแช่ออนเซ็นได้ตลอด 1 วัน ในเมืองแห่งนี้ โดยใช้ QR Code ในบัตรที่เราได้ สแกนที่หน้าทางเช้าโรงออนเซ็นแต่ละแห่ง และได้สอบถามคุณป้าที่เรียวกัง ให้ช่วยเนะนำว่า บ่อไหนที่ต้องแช่และห้ามพลาดเรียงตามลำดับ ซึ่งเราก็ได้เดินสำรวจด้านนอกไว้บ้างแล้ว

เดินเท้าจะเรียงกังด้วยเกี๊ยะไม้ ดังก๊อกแก๊กๆ ไปบนพื้นถนน ประมาณ 30 เมตร ก็ถึงคลองและสะพานที่เป็นมุมมหาชนที่ใครมาก็คงต้องมีภาพประทับใจกันที่มุมนี่ ซึ่งต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกัน บรรยากาศเหมือนได้ย้อนไปในอดีต เพราะนักท่องเที่ยวต่างก็สวมชุดยูกะตะกันทั้งนั้น เดินไปมาตลอด 2 ฝั่งคลอง Otani มือถ็หิ้วตะกร้าหวาย พร้อมสำหรับการไปแช่ออนเซ็นกัน

7 บ่อออนเซ็นที่มีชื่อเสียงในเมืองคิโนซากิ (城崎温泉) มีดังต่อไปนี้

บ่อที่ 1 คือ ซาโตะโนะยุ (Satono-yu) ออนเซ็นวาไรตี้ที่มีทั้งซาวน่า อ่างจากุซซี่ และบ่อกลางแจ้ง ตามรูปแบบฉบับญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ผสมผสานกับแบบโรมัน
บ่อที่ 2 คือ จิโซยุ (Jizou-yu) ออนเซ็นที่ตั้งชื่อตามเทพผู้ดูคุ้มครองเด็กๆ เชื่อกันว่าการแช่อนเซ็นที่บ่อนี้ จะทำให้ครอบครัวมีความเจริญก้าวหน้าและปลอดภัย
บ่อที่ 3 คือ ยานางิยุ (Yanagi-yu) ออนเซ็นบ่อเล็กที่สุดในบรรดา 7 บ่อ บรรยากาศอบอุ่นแบบดั้งเดิม ชื่อ "ยานางิ" นี้ มีที่มาจากต้นยานางิหรือต้นหลิวที่ปลูกอยู่ตามรายทางเลียบคลองในย่านนี้ เป็นอนเซ็นที่เชื่อกันว่าจะช่วยให้เด็กทารกมีสุขภาพดี
บ่อที่ 4 คือ อิจิโนะยุ (Ichino-yu) ออนเซ็นที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของย่านคิโนซากิ บ่อนี้ได้รับการออกแบบและตกแต่งใหม่ในปี ค.ศ.1999 บรรยากาศภายในบ่ออนเซ็นในร่มให้อารมณ์คล้ายๆ บรรยากาศของถ้ำอนเซ็นกลางแจ้ง เป็นอนเซ็นที่เชื่อกันว่าถ้านักเดินทางแวะอาบแล้วจะทำให้แคล้วคลาดจากภยันตราย
บ่อที่ 5 คือ โกะโชโนะยุ (Goshono-yu) บ่อออนเซ็นที่ใหม่และใหญ่ที่สุดในบรรดา 7 บ่อ ไฮไลต์ คือ บรรยากาศแบบน้ำตกออนเซ็นที่บ่อกลางแจ้ง เป็นออนเซ็นที่จะนำมาซึ่งความโชคดีสำหรับคนที่กำลังตามหาคู่ครอง รวมไปถึงการคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากอัคคีภัย
บ่อที่ 6 คือ มังดาระยุ (Mandara-yu) เสน่ห์แห่งความเงียบสงบในบรรยากาศดั้งเดิม คือจุดขายของออนเซ็นแห่งนี้ เป็นอนเซ็นที่จะนำมาซึ่งความโชคดีสำหรับผู้ที่จะทำธุรกิจและการทำเกษตรกรรม
บ่อที่ 7 คือ โคโนะยุ (Kouno-yu) บ่อออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาออนเซ็นทั้ง 7 บ่อ เป็นอนเซ็นกลางแจ้งที่เคยเป็นโรงอาบน้ำแห่งแรกในเมืองคิโนซากิ กล่าวกันว่านี่คือ บ่อออนเซ็นที่ถูกเล่าขานกันในตำนานที่มีพระจากนารานำมาใช้รักษาอาการป่วยไข้ให้ชาวบ้าน ด้วยบรรยากาศอันแสนเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติและอากาศอันแสนสดชื่น โคโนะยุจึงเป็นอีกหนึ่งบ่อออนเซ็นที่ควรค่าแก่การมาแช่ให้ได้สักครั้ง หลายคนเชื่อกันว่าอนเซ็นแห่งนี้จะช่วยให้คู่สามีภรรยาครองรักกันอย่างมีความสุข

และนี่ก็คือเรื่องราวของออนเซ็น 7 บ่อมงคลที่ขึ้นชื่อแห่งย่านคิโนซากิออนเซ็น

อยากถือโอกาสแนะนำบ่อ (Noyu) ที่ไม่ควรพลาด (ดูจากแผนที่) ได้แก่ Goshono-yu ซึ่งเป็นการแช่ออนเซ็นใต้ต้นเมเปิ้ล (Maple) ที่กำลังเปลี่ยนสี โดยตัวอาคารมีความใหญ่โตสวยงามภายนอก, Ichono-yu แช่ออนเซ็นในถ้ำ และ Satono-yu ที่มีความหลากหลายสไตล์ยุโรป เสาแบบโรมัน และดาดฟ้าที่แช่ออนเซ็นชมพระจันทร์เต็มด้วย เป็นต้น แต่เราก็แช่ที่ Yanagi-yu และ Jizo-yu ด้วย รวมทั้งสิ้น 5 บ่อ จากทั้งหมด 7 บ่อ ถือว่าเพียงพอก่อนจะเปื่อยไปมากกว่านี้

บ่อที่เห็นเป็นฉากหลังในภาพนี้ ก็คือ Ichono-yu แช่ออนเซ็นในถ้ำ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนที่มาเมืองนี้ ต้องไม่พลาดการแช่ในบ่อนี้ และบ่อ Goshono-yu อีกด้วย และถ่ายภาพบนสะพานซากุระ (Sakura Bridge)

เรานัดหมายกันประมาณ 2 ทุ่ม เพื่อเลือกร้านอาหารสำหรับมื้อค่ำ ก็มาหยุดที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยน ด้วยเพราะต้องการอาหารที่เพิ่มพลังงาน หลังจากถูกสลายไปมากจากการแช่ออนเซ็นมาแล้วถึง 5 บ่อ แต่ก็อิ่มอร่อยกันเต็มที่

ก่อนจะเดินกลับไปที่เรียวกัง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องออกมาสู้กับความหนาว เนื่องจากเป็นเมืองที่ล้อมด้วยภูเขาและใกล้ทะเล เพื่อแลกกับการถ่ายภาพแสงสวยๆ ยามค่ำคืนของเมืองคิโนซากิออนเซ็น กับบรรยากาศเงียบสงบ ก่อนเข้านอนเพื่อเติมพลัง

ตั้งโทรศัพท์มือถือปลุกตอนเช้า เพื่อออกไปเดินถ่ายภาพตลอดริมสองฝั่งคลอง ซึ่งเมืองนี้มีความเงียบสงบ มีมุมถ่ายภาพมากมาย มองเห็นใบไม้เปลี่ยนสีบนภูเขาพร้อมเมฆหมอกลอยผ่าน

ผู้คนก็เดินมาในชุดยูกะตะพร้อมถุงหรือตะกร้า เพื่อไปแช่่ออนเซ็นกัน รวมไปถึง การแช่เท้ากัน นอกโรงออนเซ็น

เช้านี้เราต้องไปขึ้นรถไฟในเวลา 09:33 น. จึงต้องทำเวลาถือโอกาสเดินเที่ยวไปตามแนวคลอง ถ่ายรูปกันพอเพลิน และซื้อแซนวิสพร้อมกาแฟ ใน Family Mart ใกล้ๆ กับเรียวกัง ซึ่งเหตุผลที่ไม่เลือกอาหารเช้าในที่พัก เพราะอยากมีเวลาเที่ยวช่วงเช้าก่อนเดินทางกันต่อ

ก่อนเดินย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟ และแสดงเล่ม Kansai Wide Area Pass ให้เจ้าหน้าที่รถไฟ เพื่อผ่านประตูไปยืนรอรถไฟที่ชานชาลา เพื่อรอขบวน Limited Express Konotori 12 เพื่อเดินทางต่อไปยังสถานี TOYOOKA (HYOGO) และต้องมีเวลา 9 นาที ในการเปลี่ยนไปใช้รถไฟท้องถิ่น Kyoto Tango Railway ขบวน Miyamai/Miyato Line for NISHIMAIZURU เพื่อไปยังจุดหมายที่สถานี AMANOHASHIDATE กัน ... ไว้มาติดตามกันต่อนะ

Camera : Samsung Galaxy S7/S6, Lumix TZ90, GoPro Hero7 Black

www.taweesak.in.th



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน