• TatiyaDang
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tatiyaw@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2018-12-03
  • จำนวนเรื่อง : 44
  • จำนวนผู้ชม : 18172
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4 คน
บอกเล่าเรื่องราวด้วยเสียงดนตรี
วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม 2562
Posted by TatiyaDang , ผู้อ่าน : 213 , 00:03:38 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

theguardian.com

จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ (Theory of General Relativity, 1915) โดยปกติแล้วแสงเดินทางเป็นเส้นตรงในอวกาศที่ว่างเปล่า แต่เมื่อเดินทางผ่านวัตถุขนาดใหญ่ในอวกาศ  ความโค้งของ space-time หรือ gravity ในบริเวณนั้น ส่งผลให้แสงเบี่ยงเบนหรือเดินทางเป็นเส้นโค้ง

ไอน์สไตน์ได้ตระหนักดีว่า วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ทฤษฎีของเขาในเรื่อง การเบี่ยงเบนของแสงอันเนื่องจากอิทธิพลของสนามความโน้มถ่วงรอบวัตถุที่มีมวลมาก คือต้องทำในช่วงเวลาที่มีสุริยุปราคา (solar eclipse) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์ได้เคลื่อนเข้ามาบดบังแสงอาทิตย์ทำให้โลกมืดมิดในตอนกลางวัน ซึ่งจะทำให้คนบนโลกสามารถถ่ายภาพดาวฤกษ์ (stars) ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ได้

 

sciencephoto.com

ภาพ Albert Einstein และ Arthur Eddington

การตรวจสอบที่พิสูจน์ว่าการคาดการณ์ของไอน์สไตน์นั้นถูกต้อง ครั้งแรกเกิดขึ้น 4 ปีหลังจากที่ไอน์สไตน์ประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป โดย Arthur Eddington นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ใช้โอกาสเหมาะของปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่เกิดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 1919 ทำการตรวจสอบความถูกต้องของทฤษฎีนี้

การเกิดสุริยุปราคาทำให้เราสามารถเห็นดาวฤกษ์ในช่วงเวลากลางวัน ตามปกติแสงจากดาวฤกษ์เดินทางเป็นเส้นตรงในอวกาศ แต่เมื่อแสงผ่านเข้าใกล้ขอบของดวงอาทิตย์ อิทธิพลของความโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ทำให้แสงเบนไป ทำให้เรามองเห็นดาวฤกษ์ปรากฎในตำแหน่งใหม่ที่เบี่ยงเบนไปจากตำแหน่งจริงของมัน ตำแหน่งใหม่ของดาวที่ปรากฎในช่วงสุริยุปราคานี้เรียกว่า apparent position

 

media.universe-of-learning.org

ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป  ไอน์สไตน์ได้คาดการณ์ว่าแสงจะมีค่าเบี่ยงเบน 1.75 ฟิลิปดา (arc second) หรือ 0.000486 องศา จากการเปรียบเทียบภาพถ่ายที่แสดงตำแหน่งจริงของดาวฤกษ์ที่ถ่ายในช่วงเวลากลางคืน กับภาพถ่ายที่แสดงตำแหน่งใหม่ของดาวฤกษ์ที่ถ่ายในช่วงการเกิดสุริยุปราคาซึ่งเป็นเวลากลางวัน  Eddington วัดค่าเบี่ยงเบนของแสงได้ที่ 1.75 ฟิลิปดา เท่ากับที่ไอน์สไตน์คาดการณ์ไว้ สำหรับนิวตันก็คาดการณ์ค่าเบี่ยงเบนของแสงเช่นกันอยู่ที่ 0.88 ฟิลิปดา ซึ่งเป็นค่าครึ่งหนึ่งของที่ไอน์สไตน์ให้ไว้ จะเห็นได้ว่าการคาดการณ์ของไอน์สไตน์มีความแม่นยำกว่า

การตรวจสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่ทำในช่วงการเกิดสุริยุปราคาครั้งต่อๆมา ก็ได้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ของไอน์สไตน์

 

slideplayer.com

 

Adele - Send My Love (To Your New Lover)

 

Gravitational Lensing เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ไอน์สไตน์ทำนายไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับแสงที่เดินทางมาจากแหล่งกำเนิดไกลโพ้น แล้วเกิดการเบี่ยงเบนอันเนื่องจากความโน้มถ่วงหรือ gravity ของวัตถุมวลมาก (ที่อยู่ระหว่างแหล่งกำเนิดแสงกับผู้สังเกตการณ์) โดยวัตถุมวลมากจะทำตัวเป็นเลนส์ความโน้มถ่วง (gravitational lens) บิดเบือนแสงเป็นหลายเส้นทางเดิน ผลทำให้เกิดภาพของแหล่งกำเนิดแสงหลายภาพ, ภาพเส้นโค้งของแสง (arcs) และวงแหวนไอน์สไตน์ (Einstein ring)

หมายเหตุ: วัตถุมวลมากที่ทำตัวเป็น gravitational lens ได้แก่ quasars, galaxies, galaxy clusters, blackholes

 

web.archive.org

ในปี 1912 สามปีก่อนการประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ไอน์สไตน์ได้เขียนคำอธิบายสั้นๆเกี่ยวกับหนึ่งในปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุดที่เป็นผลมาจากการเบี่ยงเบนของแสง คือความเป็นไปได้ของการเกิดเลนส์ความโน้มถ่วง (gravitational lens) พร้อมภาพสเก็ตคร่าวๆ รวมทั้งเขียนสมการทางคณิตศาสตร์ไว้ในสมุดโน้ตของเขา

โดยไอน์สไตน์ได้เขียนคำอธิบายไว้ดังนี้ แสงที่มาจากแหล่งกำเนิด S ที่อยู่ระยะไกล เมื่อเดินทางผ่านมวล M ซึ่งทำตัวเป็นเลนส์ความโน้มถ่วง (gravitational lens) แสงจะถูกบิดเบือนในลักษณะที่แสงไปถึงผู้สังเกตุการณ์ O เป็น 2 เส้นทางที่ต่างกัน โดยผู้สังเกตุการณ์ O จะเห็นภาพของแหล่งกำเนิดแสง S เป็นภาพ 2 ภาพที่มีความแตกต่างกัน

 

web.archive.org

ต่อมาในปี 1936 ไอน์สไตน์ได้ลงบทความสั้นในนิตยสาร Science เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการเกิด gravitational lens ที่เป็นผลมาจากความโน้มถ่วงของดวงดาว (stars)

ในปี 1937 นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน Fritz Zwicky ได้พูดถึงความเป็นไปได้ในการสังเกตุเห็น gravitational lens ที่เกิดกับกาแล็กซี่ (galaxies) จากขนาด มวล และระยะทาง ของกาแล็กซี่ น่าจะทำให้เกิดภาพ 2 ภาพ มากกว่าจะเป็นดวงดาว (stars) ที่ทำให้เกิดภาพ 2 ภาพอย่างที่ไอน์สไตน์ทำนายไว้

 

Gravitational Lensing (First discovery)

จนกระทั่งปี 1979 มีการค้นพบเลนส์ความโน้มถ่วง (gravitational lens) ครั้งแรกของ "เควซาร์ or quasar" (แหล่งกำเนิดของคลื่นวิทยุคล้ายกับดวงดาว) ในตอนแรกนักดาราศาสตร์เข้าใจว่าเป็นเควซาร์ 2 อันที่เป็นฝาแฝดกัน (Twin quasar) ในไม่ช้าพวกเขาก็ตระหนักว่า Twin quasar อยู่ใกล้กันมาก วางตัวในแนวเดียวกันจากโลก และมีคุณสมบัติที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจ ในที่สุดนักดาราศาสตร์พบว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ใช่ Twin quasar ตามที่เข้าใจ แต่มันเป็น quasar เพียงแค่อันเดียว

จากภาพข้างบน เห็นเป็น quasars สองอันอยู่ใกล้กัน ที่รู้จักกันดีในชื่อ "Twin Quasar QSO 0957+561" เกิดจากการที่กาแล็กซี่ YGKOW G1 ที่อยู่ในแนวสายตาระหว่างโลกและเควซาร์ กระทำตัวเป็น gravitational lens บิดเบือนแสงที่มาจาก quasar เป็นทางเดินแสง 2 เส้น ทำให้ผู้สังเกตุบนโลกเห็นเป็น quasar สองอัน การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นหลักฐานแรกที่สนับสนุนคำนายของไอน์สไตน์ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

 

Gravitational Lensing by Galaxy

chandra.harvard.edu

ภาพแสดงปรากฏการณ์ gravitational lensing แสงที่เดินทางมาจาก real quasar ไกลโพ้น ถูกเบี่ยงเบนด้วยอิทธิพลของสนามความโน้มถ่วงของกาแล็กซี่ ทำให้ภาพถ่ายจากดาวเทียม Chandra ของอินเดีย เห็นเป็น quasar สองอัน (ภาพนี้สามารถใช้อธิบายการเกิดภาพ Twin Quasar QSO 0957+561)

 

Gravitational Lensing by Galaxy Cluster

hubblesite.org

ภาพถ่ายที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ขององค์การนาซ่า แสดงให้เห็นปรากฏการณ์ gravitational lensing ที่เกิดจากกระจุกกาแล็กซี่หรือ galaxy cluster ซึ่งทำตัวเป็นเลนส์ความโน้มถ่วง (gravitational lens) บิดเบือนแสงที่มาจาก quasar เป็นเส้นทางเดินแสง 5 เส้น ทำให้ภาพที่ได้เห็นเป็น quasars จำนวน 5 อัน รวมทั้งยังเห็นเส้นโค้งสีแดง (lensing arcs) ของ galaxy cluster ที่ทำหน้าที่เป็นเลนส์ความโน้มถ่วง

 

8 Letters - Why Don't We

 

spacetelescope.org

ล่าสุดในปี 2018 ภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble space telescope) ขององค์การนาซ่า และกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่มากของหอดูดาวยุโรปใต้ ได้เผยให้เห็นการบิดเบือนของแสงที่เกิดจากสนามความโน้มถ่วงอันทรงพลังของกาแล็กซี่ ESO 325-G004 ซึ่งอยู่ไกล้โลก โดยกาแล็กซี่ ESO 325-G004 ทำตัวเป็นเลนส์ความโน้มถ่วง (gravitational lens) ที่แข็งแกร่งบิดเบือนแสงที่มาจากกาแล็กซีไกลโพ้นที่อยู่ด้านหลังของมัน ทำให้เกิด "วงแหวนไอน์สไตน์ (Einstein ring)" รอบกาแล็กซี่ ESO 325-G004 เมื่อเปรียบเทียบมวลของกาแล็กซี่  ESO 325-G004 กับความโค้งของอวกาศรอบมัน นักดาราศาสตร์พบว่าความโน้มถ่วงตามสเกลระยะทางทางดาราศาสตร์ (astronomical length-scales) ตรงตามที่ไอน์สไตน์คาดการณ์ไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

ที่ผ่านมานักดาราศาสตร์สามารถสังเกตเห็น gravitational lens เกิดขึ้นกับวัตถุที่มีขนาดใหญ่มากเท่านั้น โดยพบประมาณ 200-300 เลนส์ แต่ส่วนใหญ่อยู่ไกลเกินกว่าที่จะวัดค่ามวลได้อย่างแม่นยำ ในกรณีของกาแล็กซี่ ESO 325-G004 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกเพียง 450 ล้านปีแสง ทำให้สามารถวัดค่ามวลของกาแล็กซี่นี้ได้ นับว่าเป็นปรากฏการณ์ gravitational lensing ที่ใกล้ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา การค้นพบ Einstein ring นอกกาแล็กซี่ทางช้างเผือกครั้งนี้ เป็นการตรวจสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่มีความแม่นยำที่สุด

 

hubblesite.org

อีกตัวอย่างหนึ่งของการเกิดวงแหวนไอน์สไตน์ (Einstein ring) ข้างบนเป็นภาพถ่าย 8 ภาพของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ที่ถ่ายภาพกาแล็กซี่ขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างไกลจากโลก 2 ถึง 4 พันล้านปีแสง ภาพที่ได้มีลักษณะคล้ายตาวัว ที่มีเส้นโค้งสีน้ำเงินบางๆล้อมรอบดวงไฟนีออน เส้นโค้งสีน้ำเงินก็คือ Einstein ring ที่ล้อมรอบกาแล็กซี่ (ดวงไฟนีออน) ที่ทำหน้าที่เป็น gravitational lens นั่นเอง

Gravitational lens มีความสำคัญมากในทางดาราศาสตร์

มันถูกใช้ในการตรวจจับสสารมืด (dark matter) มันบอกเราถึงคุณสมบัติและการกระจายตัวของสสารมืด

นักดาราศาสตร์ใช้มันเสมือนกล้องโทรทรรศน์ เพื่อหากาแล็กซี่ที่อยู่ไกลโพ้น

 

 

สามารถอ่าน "ทฤษฎีบิกแบง กำเนิดจักรวาล" ตอนต่างๆ ตามลิงค์ดังต่อไปนี้

#1 Singularity, Inflation, Big Bang Problems

#2 Matter-Antimatter

#3 Big Bang Nucleosynthesis, Recombination

#4 CMB Discovery, CMB Temperature

#5 CMB Anisotropy

#6 Newton's Law of Universal Gravitation

#7 Einstein's Theory of General Relativity

#8 Einstein's Prediction : Gravitational Lensing

#9 Einstein's Prediction : Gravitational Redshift

 

 

 

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2019 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



[ Add to my favorite ] [ X ]