• TatiyaDang
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tatiyaw@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2018-12-03
  • จำนวนเรื่อง : 56
  • จำนวนผู้ชม : 21876
  • ส่ง msg :
  • โหวต 4 คน
บอกเล่าเรื่องราวด้วยเสียงดนตรี
วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม 2562
Posted by TatiyaDang , ผู้อ่าน : 364 , 01:41:10 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

  

pursuit.unimelb.edu.au 

คำทำนายสุดท้ายและสำคัญที่สุดในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ (Einstein's Theory of General Relativity, 1915) คือการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วง"Gravitational waves" เมื่อ 100 ปีก่อน และเพิ่งได้รับการยืนยันการมีอยู่จริงของคลื่นนี้จากการตรวจจับโดยตรงเมื่อปี 2015

นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงเป็นครั้งแรกโดย LIGO (Laser Interferometer Gravitational Observatory) คลื่นความโน้มถ่วงแรกที่ตรวจจับได้นี้เกิดขึ้นจากการที่หลุมดำสองอันเคลื่อนที่มาชนและรวมตัวกัน การปะทะกันเกิดขึ้นเมื่อ 1.3 พันล้านปีก่อน แต่ระลอกคลื่นพึ่งเดินทางมาถึงโลกในปี 2015!

คลื่นความโน้มถ่วงเป็น 'ระลอกคลื่น' ในอวกาศ-เวลา (ripples in space-time) ที่มีกระบวนการกำเนิดที่รุนแรงในจักรวาล  ไอน์สไตน์ทำนายการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงในปี 1915 ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของเขา สมการคณิตศาสตร์ของไอน์สไตน์แสดงให้เห็นว่ามีสิ่งพิเศษเกิดขึ้นในจักรวาล เมื่อวัตถุมวลมากสองอัน เช่น ดาวนิวตรอนหรือหลุมดำที่โคจรรอบกันและกัน เคลื่อนที่เข้าหากันด้วยความเร่ง จนถึงความเร็วสูงสุดในเสี้ยววินาทีสุดท้ายของการมาชนและรวมตัวกัน มวลมหาศาลบางส่วนของพวกมันได้แปรเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความโน้มถ่วง (ตามกฎการอนุรักษ์พลังงานและสมการของไอน์สไตน์  E = mc2) และเดินทางออกจากแหล่งกำเนิดแบบแผ่ขยายออกไปทุกทิศทุกทาง  ปรากฏการณ์นี้ไปรบกวน fabric ของอวกาศ-เวลา เกิดการกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นของอวกาศ-เวลา เหมือนกับระลอกคลื่นในสระน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อมีการโยนหินลงไป เรียกคลื่นที่เกิดขึ้นนี้ว่า คลื่นความโน้มถ่วง "Gravitational waves" ซึ่งเดินทางด้วยความเร็วแสง ยิ่งไปกว่านั้นคลื่นความโน้มถ่วงยังนำพาข้อมูลของแหล่งกำเนิดไปกับมันด้วย

 

youtube.com

 

Why are these waves so hard to detect?

คลื่นความโน้มถ่วง  (Gravitational waves) จะนำพาพลังงานในรูปแบบของการแผ่รังสีความโน้มถ่วง (gravitational radiation) ซึ่งเป็นรูปแบบที่คล้ายกับการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic radiation) มันเป็นคลื่นที่ทรงพลังในจักรวาล มีพลังงานและอำนาจในการทำลายล้างสูง แต่เป็นความโชคดีสำหรับเราที่นี่บนโลก เนื่องจากคลื่นนี้จะมีขนาดเล็กและอ่อนตัวลงไปตามเวลา เมื่อเดินทางมาถึงโลกพวกมันก็มีขนาดเล็กลงนับพันล้านเท่า เล็กกว่านิวเคลียสของอะตอม

และเช่นเดียวกับปรากฏการณ์ต่างๆที่ไอน์สไตน์ทำนายในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป คลื่นความโน้มถ่วง เป็นเพียงการทดลองทางความคิด เป็นสมการคณิตศาสตร์บนกระดาษของไอน์สไตน์ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จากเหตุการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงมานานนับ 100 ปี จนหลายคนเริ่มสงสัยในทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ แม้นแต่ไอน์สไตน์เองก็คิดไว้ว่า มนุษย์คงไม่สามารถตรวจจับคลื่นนี้ได้เนื่องจากเล็กเกินไป คงไม่มีใครสามารถตรวจสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ได้  ในบางช่วงไอน์สไตน์เองก็ไม่แน่ใจว่าคลื่นนี้มีอยู่จริงหรือไม่ เขากลับลำถึงสองครั้ง และเคยประกาศว่าคลื่นความโน้มถ่วงไม่มีอยู่จริง ก่อนที่จะเปลี่ยนใจมายืนยันความคิดของตัวเองอีกครั้งว่า คลื่นนี้มีอยู่จริงในจักรวาล! แน่นอนคุณถูก ไอน์สไตน์! หลังจากที่มนุษย์เพียรพยายามค้นหามันมานาน มีการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงเป็นครั้งแรกจากการตรวจจับโดยตรงเมื่อเร็วๆนี้ ในปี 2015 ครบรอบ 100 ปีสำหรับคำทำนายพอดี Great! 

 

Adele - Rolling in the Deep  

 

Why are gravitational waves so important?

 

Gravitation waves open a new era of astronomy

คลื่นที่ถูกใช้ในการศึกษามากที่สุดในวิชาฟิสิกส์ คือ คลื่นกล (mechanical waves) และ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic waves)

Mechanical waves เป็นคลื่นที่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลาง (ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ) ในการเคลื่อนที่ ได้แก่ คลื่นน้ำ คลื่นเสียง คลื่นแผ่นดินไหว เป็นต้น

Electromagnetic waves เป็นคลื่นที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ สามารถเคลื่อนที่ในสูญญากาศได้ ได้แก่ คลื่นแสง คลื่นวิทยุ รังสีเอ็กซ์ รังสีแกมม่า เป็นต้น

การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง (gravitational waves) ในปี 2015 โดย LIGO เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากในวงการวิทยาศาสตร์ ก่อนหน้านี้ทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับจักรวาลมาจากการศึกษาคลื่นแสง ตอนนี้เรามีวิธีใหม่ในการเรียนรู้เกี่ยวกับจักรวาลโดยการศึกษาคลื่นความโน้มถ่วง  

เป็นเวลา 400 ปีที่นักดาราศาสตร์ (astronomer) และนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ (astrophysicist) อาศัยคลื่นแสงในการศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆทางดาราศาสตร์ผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ประเภทต่างๆ มีปรากฏการณ์หลายอย่างที่ยังคลุมเครือหรือไม่สามารถสังเกตุการณ์เห็นได้อย่างสมบูรณ์ คลื่นความโน้มถ่วงจะเป็นเครื่องมือใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่ใช้ความโน้มถ่วงแทนแสงเพื่อวัดปรากฏการณ์ต่างๆของจักรวาล การศึกษาคลื่นความโน้มถ่วงนั้นมีศักยภาพมหาศาลสำหรับการค้นพบส่วนต่างๆของจักรวาลที่มองไม่เห็นด้วยวิธีอื่นๆที่ใช้กันมา อาทิเช่น หลุมดำ บิกแบง และวัตถุอื่นๆในจักรวาลที่ยังไม่ถูกค้นพบ รวมทั้งการก่อตัวของจักรวาล (formation of universe)

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ บอกเราด้วยว่าคลื่นความโน้มถ่วงนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับสสารน้อยมาก (weak interactions with matter) ทำให้คลื่นความโน้มถ่วงแทบจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆขณะที่มันเดินทางผ่านจักรวาล ทำให้เราได้ข้อมูลที่เกือบครบถ้วนและสะอาดเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของคลื่นนี้

ในทางตรงกันข้ามกับแสงซึ่งเป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลของเราเกี่ยวกับสสารต่างๆในจักรวาล ขณะที่แสงเดินทางจากแหล่งกำเนิดผ่านจักรวาลมายังโลก บางส่วนของแสงมีการกระเจิง รวมทั้งถูกปนเปื้อนด้วยฝุ่นในอวกาศและในชั้นบรรยากาศของโลกเราเอง ทำให้ข้อมูลที่แสงนำพามามายังโลกไม่ครบถ้วนและไม่สะอาด

การใช้คลื่นความโน้มถ่วงในการศึกษาเรื่องราวต่างๆของจักรวาล อยู่ใน "ดาราศาสตร์คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational-wave astronomy)" ซึ่งเป็นสาขาใหม่ของดาราศาสตร์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้คลื่นความโน้มถ่วงในการรวบรวมข้อมูลเชิงสังเกตุการณ์เกี่ยวกับวัตถุต่างๆ เช่น ดาวนิวตรอนและหลุมดำ เหตุการณ์ต่างๆ เช่น supernova รวมทั้งกระบวนการต่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของจักรวาลยุคต้นหลังจากบิกแบง 

 

Gravitation waves resolve fundamental flaw of Newton's gravity law

caltechletters.org

กฎความโน้มถ่วงของนิวตัน (Newton’s law of gravitation) มีข้อบกพร่องหลักที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดในระยะไกล นิวตันอธิบายความโน้มถ่วงว่าเป็นแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที ไม่ต้องการเวลาในการนำพาข้อมูลจากแหล่งกำเนิดไปยังผู้สังเกตุการณ์ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าดวงอาทิตย์สิ้นสลายในทันทีทันใด โลกก็จะหยุดการโคจรรอบดวงอาทิตย์พร้อมๆกับการหายไปของดวงอาทิตย์ และจะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงในอวกาศ ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ (Einstein's Theory of special relativity, 1905) ที่ว่า "ไม่มีสิ่งใดสามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสง"

ข้อบกพร่องหลักของกฏความโน้มถ่วงของนิวตันได้รับการแก้ไขด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ เป็นดังนี้ ถ้าดวงอาทิตย์หายไป ข้อมูลของมันจะถูกนำพาโดย "คลื่นความโน้มถ่วง" มายังโลก คลื่นความโน้มถ่วงซึ่งเดินทางด้วยความเร็วแสง (186,000 ไมล์ต่อวินาที) ในการเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังโลกซึ่งอยู่ห่างกัน 150 ล้านกิโลเมตร มันใช้เวลา 8 นาที 20 วินาที เพราะฉะนั้นโลกจะไม่หยุดการโคจรรอบดวงอาทิตย์ในเวลาเดียวกับที่ดวงอาทิตย์หายไป แต่จะช้ากว่า 

 

ryanmarciniak.com

 

Gravitational waves prove Einstein's Theory of General Relativity

 

หนึ่งในเป้าหมายของดาราศาสตร์คลื่นความโน้มถ่วง (gravitational wave astronomy) คือการตรวจสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ถึงแม้นว่าทฤษฎีนี้จะให้คำอธิบายความโน้มถ่วงที่ดีที่สุด แต่มันยังเป็นทฤษฎีที่ไม่สมบูรณ์เนื่องจากมันไม่เข้ากันกับกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum mechanics)

sammlungfotos.com

นักฟิสิกส์หลายคนเชื่อว่าทฤษฏีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ไม่สมบูรณ์แบบ เพราะมันให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับกลศาสตร์ควอนตัมในกรณีของสนามความโน้มถ่วงบริเวณหลุมดำ โดยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปบอกเราว่า เมื่อใดก็ตามที่มีสิ่งใดๆรวมทั้งแสงเดินทางข้าม "event horizon" ของหลุมดำ ข้อมูลที่สิ่งเหล่านี้นำพาไปจะหายไปกับส่วนที่เหลือของจักรวาลตลอดไปชั่วกัลปาวสาน  แต่กลศาสตร์ควอนตัมต้องการข้อมูลไม่ว่าจะถูกสร้างหรือถูกทำลาย ถ้าข้อมูลถูกทำลายไป ก็จะมีกระบวนที่ทำให้ข้อมูลที่หายไปกลับคืนมา นั่นหมายความว่า หลุมดำสามารถหายไปได้ แต่จะมีกระบวนการที่ทำให้ "ข้อมูลที่หายไป" อันเนื่องจากการหายไปของหลุมดำ "คืนกลับมา"

ดังนั้นคลื่นความโน้มถ่วงที่มีกำเนิดจากการชนกันและรวมตัวกันของหลุมดำจะให้การทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในเรื่องนี้ได้ดีที่สุด

หมายเหตุ: เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องยากและมีรายละเอียดที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาและทำความเข้าใจ ในอนาคตผู้เขียนหวังว่าคงได้มีโอกาสศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงๆจังๆ จะได้นำมาเล่าสู่กันฟังให้มากกว่านี้ 

 

The Lumineers - Ophelia 

 

The effects of a passing gravitational wave

nanograv.org

คลื่นความโน้มถ่วง (gravitational waves) มีคุณสมบัติคล้ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic waves) ดังนี้ เดินทางผ่านอวกาศด้วยความเร็วแสง และเป็นคลื่นตามขวาง (transverse wave) คือคลื่นที่เมื่อเดินทางผ่านไปในตัวกลาง จะทำให้อนุภาคในตัวกลางเคลื่อนที่ตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น แนวแกนที่อนุภาคเคลื่อนที่/สั่น/กวัดแกว่ง เรียก โพลาไรเซซัน "polarization" ของคลื่นความโน้มถ่วง

ดังนั้นเมื่อคลื่นความโน้มถ่วงเดินทางผ่านอวกาศ-เวลา มันจะไปบีบอัดและยืด (squeeze and stretch) อวกาศ-เวลา ในแนวตั้งฉากกับทิศทางของการเดินทางของคลื่น เช่นเดียวกับคลื่นน้ำในมหาสมุทร (ให้สังเกตุการกระเพื่อมของวงแหวนสีน้ำเงินในรูปเคลื่อนไหวข้างล่าง)

 

thephysicsmill.com

 

Polarization of Gravitational Waves

ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ไอน์สไตน์กล่าวว่าคลื่นความโน้มถ่วงมีโพลาไรเซซันที่เป็นไปได้ 2 รูปแบบ คือ "plus (+) polarization" กับ "cross (x) polarization" ที่เรียกเช่นนี้ เพราะมันไปบิดเบี้ยวอวกาศ-เวลา ทำให้อวกาศ-เวลาถูกยืดออกและถูกบีบอัดตามแนวแกน x และ Y ในรูปแบบ "เครื่องหมายบวก (plus)" และแบบ "ไม้กางเขน (cross)" ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบมีการเคลื่อนที่/สั่น/กวัดแกว่งเหมือนกัน แต่ระนาบของ polarization แตกต่างกัน 45 องศา

thephysicsmill.com

วงแหวนทางซ้ายแสดง plus (+) polarization  ส่วนวงแหวนทางขาวแสดง cross (x) polarization

 

inspirehelp.net

จากรูปข้างบน คลื่นความโน้มถ่วงเดินทางในทิศทาง Z  ภาพทางซ้ายแสดง Plus polarization แนวแกนที่อนุภาคสั่นเป็นเครื่องหมายบวก (+)  ภาพทางขวาแสดง Cross polarization แนวแกนที่อนุภาคสั่นเป็นลักษณะไม้กางเขน (x) 

ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในขณะที่คลื่นความโน้มถ่วงเดินทางผ่านจักรวาล มันจะไปบิดเบี้ยวอวกาศ-เวลา (space-time) ทำให้อวกาศ-เวลาถูกยืดออกและถูกบีบอัดในแนวแกน x และแกน y สลับกันไป (ทำให้ความยาวของแกน x และ แกน y เปลี่ยนแปลงไป สั้นลงหรือยาวขึ้น) โดยมีรูปแบบการสั่นของแนวแกน xy หรือ polarization 2 รูปแบบคือ Plus (+) polarization และ Cross (x) polarization

twitter.com 

 

Ellie Goulding - Anything Could Happen 

 

First Indirect Evidence for Gravitational Waves

แม้ว่าไอน์สไตน์ทำนายการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงในปี 1915 แต่ยังไม่มีการค้นพบหลักฐานของการมีอยู่ของคลื่นนี้ จนกระทั่ง 20 ปีหลังจากการตายของไอน์สไตน์ ในปี 1974 Russell Alan Hulse และ Joseph Hooton Taylor, Jr. นักดาราศาสตร์สองคนสามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงด้วยวิธีทางอ้อมได้เป็นครั้งแรก โดยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่หอดูดาว Arecibo ในเปอร์โตริโก สังเกตุปรากฏการณ์ท้องฟ้า และค้นพบระบบดาวคู่ "Hulse-Taylor Binary " (ตั้งชื่อตามผู้ค้นพบ) ซึ่งประกอบไปด้วยพัลซาร์ PSR 1913+16 และดาวนิวตรอนโคจรรอบกันและกัน 

 

nasa.gov

ดาวนิวตรอน (neutron star) เป็นดาวขนาดเล็กที่มีความหนาแน่นสูงอย่างยิ่งยวด มันมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 10–30 กิโลเมตร แต่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 1-2 เท่า  ดาวนิวตรอนเป็นซากแกนกลาง (core) ของดาวฤกษ์มวลสูงที่หลงเหลือจากการระเบิดซูเปอร์โนว่า (supernova)

 

slideplayer.com

พัลซาร์ (pulsar) คือ ดาวนิวตรอนประเภทหนึ่งที่หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงมาก และมีสนามแม่เหล็กที่ทรงพลัง พัลซาร์มีการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วงคลื่นวิทยุจากขั้วแม่เหล็ก ออกมาเป็นลำแสงของคลื่นวิทยุ "beam of radio wave / radio beam"  

มนุษย์บนโลกสามารถสังเกตุการแผ่รังสีของพัลซาร์ได้เมื่อ radio beam ชี้มาทางโลก การที่พัลซาร์หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ radio beam กวาดผ่านโลกแบบเข้าและออกเป็นช่วงจังหวะอย่างสม่ำเสมอคล้ายสัญญาณชีพจร (pulse) ลักษณะเหมือนกับไฟส่องพุ่งออกมา เช่น ไฟจากประภาคาร (lighthouse) แบบวูบวาบ

 

slideplayer.com

สำหรับระบบดาวคู่ Hulse-Taylor binary นั้น ประกอบไปด้วยพัลซาร์ PSR 1913+16 และดาวนิวตรอนโคจรรอบกันและกัน ทั้งสองดวงมีมวลใกล้เคียงกัน ประมาณ 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์  พัลซาร์โคจรรอบดาวนิวตรอน 1 คาบ กินเวลา 8 ชม. (orbital period = 8 hours)

Hulse-Taylor binary  เป็นเสมือนนาฬิกาที่เที่ยงตรงมาก เราที่อยู่บนโลกสามารถสังเกตุเห็นลำแสงของคลื่นวิทยุจากพัลซาร์ PSR 1913+16 เป็นช่วงๆ ซึ่ง Russell Alan Hulse และ Joseph Hooton Taylor เฝ้าสังเกตและศึกษาการโคจรของพัลซาร์รอบดาวนิวตรอนเป็นเวลาหลายปี จากการวัดเวลาที่คลื่นวิทยุถูกปลดปล่อยออกมาจากพัลซาร์เป็นช่วงๆ (radio pulse) พวกเขาค้นพบว่าคาบการโคจร (orbital period) ของพัลซาร์รอบดาวนิวตรอนลดลงไปตลอดเวลา

คาบการโคจรที่ลดลง หมายถึง ดาวทั้งสองเคลื่อนที่เข้าหากันเร็วขึ้นเรื่อยๆและมีการปลดปล่อยพลังงานออกมา ซึ่งอัตราการสูญเสียพลังงานของพัลซาร์ PSR 1913+16 ไปสอดคล้องกันพอดีกับอัตราการสูญเสียพลังงานในรูปของการปลดปล่อยคลื่นความโน้มถ่วง จากการที่วัตถุมวลมากสองอันเคลื่อนที่เข้าหากันด้วยความเร่ง ที่ไอน์สไตน์คำนวณได้จากสมการคณิตศาสตร์ของเขาและให้ไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป การค้นพบนี้เป็นการยืนยันการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงโดยวิธีการสังเกตุและการวัดทางอ้อม ส่งผลให้ Hulse และ Taylor ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1993

 

slideplayer.com

จากรูป เส้นกราฟเป็นค่าที่ได้จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ส่วนจุดสีดำบนเส้นกราฟเป็นค่าที่ได้จากพัลซาร์ PSR 1913+16 (หรือ PSR B1913+16)  

"สามารถติดตามเรื่องราวของ Gravitational wave ได้ในตอนต่อไป"

 

ขอเผยแพร่แนวคิด "แม่น้ำเจ้าพระยา หนทางแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคอีสาน"   

เจ้าพระยา เพื่อนข้า ข้าอยากพาเจ้าไปแผ่นดินอีสาน#1   

เจ้าพระยา เพื่อนข้า ข้าอยากพาเจ้าไปแผ่นดินอีสาน#2   

สติแตก เพราะอ่านเจอโครงการเก่าแต่ชื่อใหม่

"TAP" Water for Life โครงการลำเลียงน้ำจืดผ่านทางท่อยาว 8,800 กม.ในแอฟริกา

 

 

 

สามารถอ่าน "ทฤษฎีบิกแบง กำเนิดจักรวาล" ตอนต่างๆ ตามลิงค์ดังต่อไปนี้ 

#1 Singularity, Inflation, Big Bang Problems  

#2 Matter-Antimatter  

#3 Big Bang Nucleosynthesis, Recombination  

#4 CMB Discovery, CMB Temperature  

#5 CMB Anisotropy  

#6 Newton's Law of Universal Gravitation  

#7 Einstein's Theory of General Relativity  

#8 Einstein's Prediction : Gravitational Lensing  

#9 Einstein's Prediction : Gravitational Redshift 

#10 Einstein's Prediction: Precession of Mercury

#11 Einstein's Prediction: Gravitational Waves (1)

#12 Einstein's Prediction: Gravitational Waves (2)

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2019 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]