*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-16
  • จำนวนเรื่อง : 103
  • จำนวนผู้ชม : 490768
  • จำนวนผู้โหวต : 362
  • ส่ง msg :
  • โหวต 362 คน
<< มกราคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม 2555
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 4526 , 16:03:17 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน เพียงลำพัง , พันธุ์สังหยด และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

จากนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้แก่ข้าราชการในวันที่ 25 มกราคม 2555 นั้น ในนโยบายได้ระบุว่า ได้นำแนวคิดของคุณทักษิณ ชินวัตรที่ว่า “การศึกษาจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของประชาชน ประชาชนที่เข้มแข็ง และมีความรู้ คือทุนที่มีพลังในการต่อสู้กับความยากจน.... การศึกษาคือกุญแจสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นที่ทำให้ความยากจนกลายเป็นอดีต” มากำหนดเป็นนโยบายว่า จะเน้นการศึกษาด้วยเทคโนโลยี อันมีการแจกแทปเลต มีการจัดการศึกษาด้วย e-learning เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กไทยเป็นเด็กฉลาด เป็นมืออาชีพ เพื่อเป็นแรงงานฝีมือคุณภาพ และเพื่อสามารถได้ค่าตอบแทน 15,000.- บาท เมื่อจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้ผู้อยู่ในวัยผู้ใหญ่ได้เข้าถึงการศึกษาเพื่อให้มีความรู้เท่าทันบุตรหลาน 

ผู้เขียนพบว่า ไม่มีการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม รวมถึงการมีจิตอาสา หรือการส่งเสริมให้เกิดการเห็นความสำคัญต่อธรรมชาติสภาพแวดล้อมแก่เด็กไทยไว้ในนโยบายแต่อย่างใด เมื่อไม่มีการกำหนดไว้ในนโยบาย ก็น่าจะเป็นไปได้ ที่วิชาที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาจิต พัฒนาปัญญาเช่น พระพุทธศาสนา จะถูกละเลย

หากนโยบายนี้ ถูกใจประชาชนส่วนใหญ่ จนทำให้ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ในครั้งต่อไป จนชวนให้รัฐบาลต่อๆไปกำหนดนโยบายในลักษณะนี้ ท่านคิดว่าจะเกิดผลดีและผลเสียแก่เด็ก และสังคมไทยอย่างไร

ผู้เขียนบทความนี้ มีความเห็นว่า ผลดีคือ เด็กไทยจะเป็นคนทันสมัย มีความสามารถในการแข่งขันซึ่งอาจจะถึงในเวทีโลก มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ หากผลร้ายต่อสังคมกลับดูจะมากกว่า เนื่องจากเด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ดังจะขอเสนอความเห็นต่อด้านต่างๆที่นโยบายอาจส่งผลร้ายไปถึงได้ดังนี้

ด้านความสุขโดยรวมของคนในสังคม

เมื่อไม่มีการเน้นคุณธรรมจริยธรรม หากนำเด็กด้วยเทคโนโลยี เน้นความสามารถเฉพาะตัวที่ใช้เป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพอันนำมาซึ่งรายได้ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถขจัดความยากจนให้หมดไป (คำว่า “ความยากจน” นี้ ไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเงิน เพราะหากเราพอใจในสิ่งที่มี เราก็คงไม่บอกว่าเราเป็นคนจน และหากเรายินดีใน “อริยทรัพย์”* แม้จะมีเงินไม่มากเท่าผู้อื่น แต่เราก็จะไม่รู้สึกว่า เราเป็นคนยากจนอีกเช่นกัน) จึงเป็นไปได้ที่สังคมจะกลายเป็นสังคมแบบตัวใครตัวมัน คนในสังคมยิ่งหาความสุขอย่างแท้จริงได้ยากมากขึ้น ฯลฯ 

เพราะเมื่อทุกคนพยายามที่จะโดดเด่น เพื่อให้ตนเป็นหนึ่ง หากไม่มีการเน้นเรื่องคุณธรรมควบคู่กันไป โอกาสที่บุคคลใดจะเกิด “มุทิตาจิต” กับบุคคลอื่นที่มีความโดดเด่นคล้ายๆกันก็คงเป็นไปได้ยาก สังเกตได้จากคำพังเพยที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านานว่า

“จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย

ไม่มีใคร อยากเห็น เราเด่นเกิน”

คำพังเพยนี้ เป็นที่น่าสงสัย ว่าเกิดขึ้นในสังคมไทยได้อย่างไร ในเมื่อองค์ธรรมในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ คือ “ปัตตานุโมทนามัย” ก็มีอยู่ ผู้เขียนเห็นว่า เราน่าจะช่วยกันรื้อถอนความเชื่อในลักษณะนี้ออกไป มากกว่าที่จะสนับสนุนให้คงอยู่ในสังคม

มุทิตาอันเป็นองค์ธรรมหนึ่งในหลักธรรม พรหมวิหาร ๔ นั้น นอกจากจะทำให้ผู้มีมุทิตาจิตต่อผู้อื่น มีความสุขที่เห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ ไม่อิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น ยังมีความสำคัญแง่ที่ว่า หากบุคคลใดได้รับการแสดงความยินดีในสิ่งที่ดีๆที่ตนทำ ก็จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการกระทำที่ดี โอกาสจะท้อถอยในการทำดี ก็ลดน้อยลง (เว้นแต่ว่าผู้นั้นสามารถตัดความยึดถือมั่นในความดีได้แล้ว)

แม้จะมีกฎระเบียบเพื่อป้องกันคนในสังคมไม่ไห้เบียดเบียนกัน การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปอย่างเรียบร้อยด้วยการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ด้วยการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือ ด้วยการรักษาศีล แต่หากสังคมไม่เน้นการมีคุณธรรม ก็เป็นไปได้ที่เราจะเห็นการสำคัญของการทำดีลดน้อยลง ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตราย ดังจะเห็นได้จากพุทธพจน์ในขุททกนิกาย ธรรมบท ปาปวรรค ที่ว่า

“บุคคลพึงรีบทำความดี พึงห้ามจิตจากบาป เพราะเมื่อทำบุญช้าไป ใจย่อมยินดีในบาป”

บุญ ในที่นี้คือบุญตามความหมายของบุญกิริยาวัตถุ ๑๐

ดังได้เรียนไว้แล้วว่า การพลอยยินดีกับผู้อื่น หรือ ปัตตานุโมทนามัย ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย เมื่อจิตไม่สามารถพลอยยินดีกับผู้อื่นได้ มุ่งอยู่กับการขวนขวายเพื่อการได้มาของตน ก็ไม่อาจพบความสงบสุขได้โดยง่าย

อีกทั้งการแข่งขัน ยังทำให้โอกาสที่บุคคลจะได้รับความสุขจากองค์ธรรม “ธรรมสมาธิ ๕” อันเป็นความสุขที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่เกิดเพราะเห็นในความดีที่ตนหรือผู้อื่นกระทำได้ยากขึ้นเช่นกัน 

กระบวนธรรมนี้ เกิดจากการกระทำสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง หรือ การระลึกถึงสิ่งดีๆที่ตน หรือผู้อื่นทำ เมื่อตระหนักถึงความดี องค์ธรรมจะทยอยเกิด -ดับ เกิด -ดับ ตามกันมาเป็นชุด โดยเริ่มจาก ปราโมทย์ – ปีติ – ปัสสัทธิ – สุข – สมาธิ ซึ่งเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ยังสามารถใช้จิตที่เป็นสมาธิในขณะนั้น ไปพิจารณาธรรม เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง อันนำไปสู่การพบความสงบสุขที่แท้จริงได้อีกด้วย

ด้านจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

พัฒนาการของมนุษย์ เด็กมีการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิด จดจำ ทำสิ่งต่างๆตามที่บุคคลรอบข้างบอกจนถึงอายุประมาณ ๗ ปี ระหว่างที่อายุประมาณ ๗ – ๑๐ ปี เด็กจะเริ่มสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเป็นจริยธรรม คุณธรรมของตนเอง เมื่อเลย ๑๐ ปีไปแล้ว เด็กก็พร้อมจะเป็นตัวของตัวเองด้วยหลักเกณฑ์ที่ตนสร้างขึ้น

หากเราเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ เห็นว่าการทำลายป่าไม้ การลดการกระทำเพื่อเพิ่มเงื่อนไขให้เกิดภาวะโลกร้อน การลดปัญหาน้ำท่วม เป็นเรื่องสำคัญ การสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาตินี้ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญตาม เพราะหากใจให้ความสำคัญต่อสิ่งเหล่านี้ ก็ย่อมมีการแสดงออกทางกาย วาจา ที่สอดคล้องกัน

เพราะทุกอย่างเริ่มที่ใจ ดังคำตรัสในอังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาตที่ว่า

“ธรรมทั้งปวง มีฉันทะ เป็นมูล”

และเราจะให้เด็กเห็นความสำคัญของธรรมชาติ ก็ต้องปลูกฝังให้ก่อนที่เขาจะมีกฎเกณฑ์เป็นของตนเองซึ่งก็คือในช่วงการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึง ประถมปลาย ซึ่งดังที่เรียนไว้แล้วว่า ไม่พบการสร้างจิตสำนึกนี้ในนโยบายการศึกษา

โครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ดีที่โรงเรียนสามารถทำได้อันมีอยู่แล้ว คือ โครงการ “สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน” ในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,000 แห่ง หากรัฐบาลให้ความสนใจ ส่งเสริมให้มีการขยายโครงการให้มีโรงเรียนเข้าร่วมมากขึ้น ก็น่าจะเป็นอีกทาง ที่ช่วยสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาตินี้

ด้านการเป็นสังคมนิยมการบริโภค

เป้าหมายของการศึกษา น่าจะเป็นการทำให้บุคคลพัฒนาขึ้นในทุกๆด้าน ทั้งการมีสุขภาพกายที่ดี มีจิตใจที่ตั้งมั่น ประกอบด้วยคุณลักษณะต่างๆในแง่ดีของจิต เช่น การมีหิริ โอตตัปปะ เป็นต้น มีสติปัญญาที่ได้รับการพัฒนาด้วยกระบวนการคิด จนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้อง ว่องไว จนสามารถพัฒนาทักษะด้านที่จำเป็นเพื่อเตรียมไว้ใช้งานในอนาคตได้ มีความเข้าใจในปรากฏการณ์ต่างๆอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง จนสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในสังคม และ กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม

หาก เป้าหมายทางการศึกษาตามที่ปรากฏในนโยบาย กลับเป็นการพัฒนาเด็กให้เป็นมืออาชีพ เพื่อได้รับ “ค่าตอบแทนผู้จบปริญญาตรีเดือนละ 15,000.-บาท”

การศึกษา จึงกลายเป็นการศึกษาเพื่อค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน ไม่ใช่เพื่อการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์

อีกทั้งการได้รับค่าตอบแทนจากการทำงาน ไม่ว่าจะได้สักเท่าไร หากไม่มีหลักธรรมต่างๆมาประกอบในการดำเนินชีวิต ค่าตอบแทนก็อาจไม่เป็นที่พอใจได้ เช่น หากไม่รู้สักสันโดษ ไม่รู้จักพอใจกับสิ่งที่ตนพึงมีพึงได้โดยชอบธรรม ไม่รู้จักประมาณในการใช้จ่าย รู้ไม่เท่าทันบริษัทผู้ขายสินค้าและบริการ ที่พยายามสร้างโฆษณา หรือความต้องการในตัวสินค้านั้นให้เกิดขึ้นต่อผู้พบเห็น (เห็นได้ง่ายๆจากโฆษณาบัตรกดเงินสดที่ปรากฏทางหน้าจอโทรทัศน์) ก็ย่อมหลงใหลในการเสพ การบริโภค

สังคมที่นิยมการบริโภคย่อมนำไปสู่การแก่งแย่ง แข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ยึดถือความต้องการของตนเป็นใหญ่ อันวนไปสู่สังคมที่ขาดความสุขดังที่ได้เรียนแล้วในตอนต้น

จนในที่สุด เราอาจต้องนำคำพังเพยเก่าที่ว่า

“ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด”

กลับมาใช้ใหม่

 

สหประชาชาติ ได้เคยแถลงไว้ว่า การพัฒนาที่มุ่งความขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความเจริญพรั่งพร้อมทางวัตถุ โดยให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทมากในกระบวนการพัฒนา ย่อมก่อให้เกิดปัญหาเพราะการไม่สามารถประสานงานกันได้ของแต่ละสายวิทยาการ การไม่รู้ผลกระทบที่ตามมา การแก้ปัญหาเป็นหย่อมๆ ไม่สามารถแก้ไขในองค์รวมได้เพราะขาดความเข้าใจในวิทยาการสายอื่น และการไม่สามารถสร้างประโยชน์สุขแก่มนุษย์อย่างแท้จริงได้**

ในเมื่อการเน้นความเจริญทางเทคโนโลยีสร้างความผิดพลาดมาแล้ว ทำไมประเทศไทยจะทำผิดพลาดซ้ำ โดยไม่นำข้อมูลในอดีตมาศึกษา

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง จึงขอแสดงความเห็นที่ “ไม่สอดคล้อง” กับนโยบายการศึกษาของชาติไว้ ตามที่ได้เรียนมาแล้วดังนี้  

…………………………………….

*อริยทรัพย์ ทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัว อยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก เช่น เงินทอง เป็นต้น เพราะโจรหรือใครๆ แย่งชิงไม่ได้ และทำให้เป็นคนประเสริฐอย่างแท้จริง มี ๗ คือ ๑. สัทธา ๒. สีล ๓. หิริ ๔. โอตตัปปะ ๕. พาหุสัจจะ ๖. จาคะ ๗. ปัญญา

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์

** พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ศิลปศาสตร์แนวพุทธ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
bepran วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 16.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

จะไปหาสาระด้านใดใด้จากระบบการเมืองกันครับ

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 29/01/2012 เวลา : 10.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

งานหนักมาตกลงที่พระสอนศีลธรรมนี่แหละครับ นั่งรถไปสอน(จ่ายค่ารถเอง) เพื่อช่วยให้เด็กมีศีลธรรมจรรยา ในขระที่นักการเมืองสันดานกาขึ้นทุกวัน
(กา ขยันครับ และกาขี้ขโมย)
พอสันดานกาเลยออกมาว่า ขยันขโมยโกงกินไงครับ เลยเน้นที่เทคนิควิธีการมากกว่า คุณค่าด้านศีละรรมและด้านจิตใจ

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
su วันที่ : 29/01/2012 เวลา : 08.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwest

ป.1 ฝึกหัด แล้วครูที่สอนป.1 ต้องฝึกหัดด้วยใหม.

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
chailasalle วันที่ : 29/01/2012 เวลา : 02.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

สังคมไทยเรากำลังเดินสวนกระแสความสุขที่แท้จริง ตลอดเวลา

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 21.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

อาจารย์ณัฐรดาเขียนได้ดีมากค่ะ
" นโยบายทีการศึกษากลายเป็นศึกษาเพื่อค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงิน ไม่ใช่เพื่อการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ".....
สิ่งนี้จะมีผลต่อวิธีคิดและการดำเนินชีวิตของคนไทย นโยบายการศึกษาที่ไม่ส่งเสริมให้คนมีจริยธรรม จะทำให้ลูกหลานเราต้องอยู่ในสังคมที่ไม่น่าอยู่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ชบาตานี วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 19.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

สงสารเด็กไทยที่กำลังจะลงเหวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
มุมมืด วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/katika

ตราบเท่าที่ระบบอุปถัมภ์ ยังแรงฤทธิ์อยู่บนแผ่นดินนี้
ค่านิยมทำนองยึดวัตถุ ตัวเงิน และเจ้าของเงินนั้น ก็จะกำหนดอนาคตชาติ ผ่านบรรดานโยบายต่าง ๆ จากผู้ปกครองผู้มีทัศนคติเช่นนี้ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับต่อมสติปัญญาของผู้คนในสังคม เช่น นโยบายการศึกษา
ที่จริง บุคคลากรส่วนนี้ เป็นศูนย์รวมองค์ความรู้และสติปัญญาด้วยซ้ำไป หากจะขาดก็เห็นจะเพียง "เงิน" ในกระเป๋าเท่านั้น
จึงทำให้อะไรก็ตาม ที่เกียวกับเงิน ๆ ทอง ๆ มักเงียบสนิท ที่จะออกความเห็นกัน
องค์กรปฏิรูปจึงไม่เกิดเสียที

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ป้ารุ วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 19.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paaru

น่าเป็นห่วงสังคมไทยเป็นที่สุดค่ะ
ระบบการศึกษาที่ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า
ทุกวันนี้ครูแทบจะลืมบทบาทหน้าที่ที่แท้จริงกันแล้ว
เพราะมัวต้องวิ่งไล่ตามนโยบายบ้าบอของนักการเมือง
กับนักวิชาการที่สอนหนังสือไม่เป็น

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
KBD_1 วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 15.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้

ขอแชร์นะคะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ชัชวาลย์ วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 15.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/watercolorclub

การศึกษาของไทยทุกวันนี้ดิ่งลงเหวอย่างที่ไม่มีใครคิดจะฉุดขึ้นได้เพราะระบบประกันคุณภาพที่ตัดสินสถานศึกษาด้วยเอกสารบางสถานศึกษาครูต้องแบ่งเวลาไปทำเอกสาร(เท็จ)ต้องทิ้งเด็กเพื่อให้มีหลักฐานไว้รอให้ประเมินเด็กเรียนไม่เต็มที่ครูสอนไปวันๆด้วยความเบื่อหน่าย ผู้ปกครองต้องให้ลูกไปเรียนพิเศษ สงสารเด็กที่ต้องเรียนหนัก ถ้าผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่จัดการศึกษาจริงใจจะแก้ปัญหาก็ควรลดภาระของครูเรื่องเอกสาร ให้ครูสอนเต็มที่สอน สอน ใช้สื่อสอนให้เต็มกำลัง คุณธรรมจริยธรรมก็สอนอย่างเป็นชาติอยู่แล้ว ขอให้มีเวลาเพียงพอ แต่ยังดันทุรังหากินกับเอกสารแบบนี้เด็กไทยต้องตกเป็นเครื่องมือหากินของผู้ใหญ่อยู่วันยังค่ำ 11 ปีแล้วครับที่ใช้ระบบประกันคุณภาพการศึกษาแต่ผลสำฤทธิ์เด็กก็ยังตกต่ำ มันควรพิจารณาตัวเองกันได้แล้ว จะแก้ปัญหาด้วยการแก้ปัญหาหนี้สินครู เพิ่มรายได้ให้ครู แจกแทปเล็ตให้เด็ก มันถูกจุดแล้วเหรอ พูดแล้วก็ เฮ้อ ถอนหายใจทุกที ทำไมมันมีแต่พวกงี่เง่าในวงการการศึกษานักก็ไม่รู้

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
market วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 12.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/market

เยี่ยมยอดมากค่ะคุณณัฐรดา
แต่เราจะสื่อให้ถึงเจ้ากระทรวงตระหนักได้หรือไม่
คุณธรรมจริยธรรมเด็กไทยปัจจุบันก็แย่แล้ว
แบบนี้อนาคตยิ่งมองไม่เห็นเลยค่ะ!

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
naive วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 10.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wickedgirl

อีกอันนึงที่อยากให้สังคมพิจารณาคือการปันความรู่สู่สาธารณะโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากนัก.. ตัวอย่างง่ายๆในเกาหลีตามป้านรถเมล์เค้ามีหนังสือพิมพ์ติดไว้ให้อ่านเลย ความรู้ควรเป็นสิ่วที่เจ้าถึงได้ง่ายและฟรี

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
โกษาปาน วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 09.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/warhorse
จักป้องปัดภัยแผ่นดิน ตราบสิ้นชีวินจะมลาย

คุณความรู้ คู่ คุณธรรม เรากำลังกำหนดทิศทางของประเทศด้วยตัวเองแล้ว

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
กระดานดำออนไลน์ วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 09.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kradandum
เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน :: ระหว่างเลวกับดีไม่มีกลาง

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวไว้ในหนังสือ
ไอที ภายใต้วัฒนธรรมแห่งปัญญา (ศาสนากับยุคโลกาภิวัตน์)

ใจความตอนหนึ่งว่า ...

...เมื่อมนุษย์ยิ่งมีความมักง่าย ยิ่งอ่อนแอ มนุษย์ก็จะยิ่งเจอทุกข์หนักขึ้น เพราะภูมิต้านทานความทุกข์น้อยลง เจออะไรยากหรือต้องทำนิดหน่อยก็เป็นทุกข์ไปหมด...

...ในขณะที่เทคโนโลยีทำให้คนอ่อนแอลงนั้น สังคมปัจจุบันนี้โลกมนุษย์ยิ่งมีความซับซ้อน วิถีชีวิตมีปัญหาที่ต้องเผชิญเพิ่มขึ้น ฉะนั้นคนที่อ่อนแอก็จะเป็นคนที่มีความทุกข์มากมายเหลือเกิน ตรงข้ามกับการพัฒนาที่ถูกต้อง เมื่อพัฒนาให้คนมีความเข้มแข็ง สู้งาน สู้สิ่งยาก เขาจะได้ความสุขจากความยากด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่เราอาจไม่คาดคิด สิ่งง่ายนั้นไม่ต้องพูดเพราะสบายอยู่แล้ว แต่สิ่งยากทำให้คนเกิดความสุขได้อย่างไร...
...

เห็นระบบการศึกษาในยุคนี้ เด็กๆ เรียนกันแบบเอาเป็นเอาตาย ... แข่งขันกันตั้งแต่อนุบาล
มุ่งเน้นความรู้เพื่อความเป็นหนึ่ง

มองไปข้างหน้าแล้ว วังเวงเหลือเกิน

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ฅนสยาม วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 03.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khonsiam

โหวต 2 คน โหวตเรียบร้อยแล้ว...

เศร้าครับ...ขอไว้อาลัยให้กับระบบการศึกษาของเรา..

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สมชัย วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 23.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คิดเรื่องรวยอย่างเดียว เขาคิดว่าคนรวยเสียงจะดังกว่าคนอื่น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 21.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเสริมความสมบูรณ์ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 20.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ขอออกนอกเรื่องนิดนะครับ เพราะตามที่สังเกตการศึกษาในปัจจุบัน จะไปได้ดีที่โรงเรียนกวดวิชาและครูสอนพิเศษกันหมดแล้วครับ เด็กแทบจะต้องเรียนพิเศษกันตั้งแต่อนุบาลเลยทีเดียว กิจการติวเตอร์เจริญงอกงามแบบไม่ต้องจ่ายภาษีอีกด้วย แล้วทางด้านกีฬาหรือวิชาพละศึกษาก็อ่อนด้อยไปหมดด้วยครับ ผมคิดว่าเรื่องการเรียนพิเศษของเด็กๆไม่ใช่เป็นเรื่องที่มองข้ามได้เสียแล้วครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 19.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สงสัยจังค่ะ อนาคตเด็กไทยจะเป็นยังไง

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Kibangkok วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 18.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..

เด้กไทยในอนาคตก้อคงไม่ต่างจากหุ่นยนต์ และจะไม่มีศาสนา ไม่รู้จักคำว่าคุณธรรม จะรู้จักแต่คำว่าสัญชาตญาณ ไม่ต่างจากสัตว์ครับ เพราะต่อไปคนจะดูที่ตัวเลข และทรัพย์เสบียงเป็นที่ตั้ง

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ลุงวอ วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 18.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder

ความรู้ทักษะฝีมือ ต้องคู่คุณธรรม ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
คิดนอกกรอบ วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 17.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kiddi

ทางสุดโต่งสองสาย....พระพุทธเจ้าสอนไว้ตั้งนานแล้วว่าอย่าเดินไป มันอันตราย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณ.วรรณรักษ์ วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 17.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaipoem
ความสุขในชีวิต คือการที่ได้ค้นพบ เข้าใจ และเข้าถึง รากเหง้าของตัวตนที่แท้จริงของตัวเราเอง

ดีครับ ติดตามบทความของคุณนะครับ
อ่านไปเลยตั้งคำถามว่า อะไร คือสิ่งที่สำคัญสำหรับเด็กกันแน่
ระหว่างเปลือกนอกที่ให้ความสุขสบายในกาย กับจิตใจ
เทคโนโลยีอาจจำเป็นก็จริงแต่ศีลธรรมคุณธรรมน่าจะควรส่งเสริมให้กับเด็กตั้งแต่แรกเริ่ม และควรมาเป็นอันดับแรกนะครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
toondee วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 16.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/toondee
เกษียณแล้ว ไปไหน

มันผิดตั้งแต่ใช้ รมต.ศึกษาเปลืองแล้วค่ะ บางคนกลิ่นสีห้องที่ทาใหม่ยังไม่จาง ก็ไปซะแล้ว รัฐบาลเคยเลือกใช้คนที่เหมาะกับงานส่วนรวม งานระดับประเทศไหม แค่รับใช้นักโทษ ก็เป็น รมต.ได้แล้ว อย่าหวังกับผลผลิตทางการศึกษาที่พร้อมทั้ง ความรู้ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรมเลย ตัวอย่าง เออๆค่ะๆ นั่งเป็นแบบที่ทัชมาฮาลโน่น เศร้า...

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 16.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบพระคุณทั้งสองท่านค่ะที่แวะมาเป็นกำลังใจให้กัน
มีบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกชุด ของบล็อคเกอร์สมชัยอยู่ที่นี่ค่ะ
http://www.oknation.net/blog/political1/2012/01/27/entry-1

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 16.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

lสุดยอดเลยเจ๊ต๊ก..
ทั้งแง่คิด
แนวการเขียน
และรูปภาพประกอบ..ด้วยอะดิ...
(เอาล่ะ..ก้อนหินปลื้มทั้งครอบครัวเลยแหละ..ยังๆๆๆ ยังคุณลูกอีกนะเนี่ย..อิ..อิ..อิ..ก้อนหินมีความสุขจังเลยเจ้าค่ะ)

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เพลงกระบี่ฯ วันที่ : 27/01/2012 เวลา : 16.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plaengkrabi
http://www.oknation.net/blog/krabinoi   **BE GENTLE WITH THE EARTH**

สวัสดีคะพี่ตุ๊กตา
มันโดนจนเหมือนมานั่งอยู่กลางใจ
โหวตไปทุกปุ่ม ขอบคุณบทความดีๆ คะ
จะเอาไปกระจายยยยยยต่อ
หวังว่าผู้ที่วางนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
จะมาอ่านบ้างนะ

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น