*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-16
  • จำนวนเรื่อง : 103
  • จำนวนผู้ชม : 482667
  • จำนวนผู้โหวต : 362
  • ส่ง msg :
  • โหวต 362 คน
<< มกราคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม 2555
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 3113 , 16:36:57 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน พันธุ์สังหยด , เพียงลำพัง และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

บางครั้ง คำทักทายของคนเราก็สะท้อนว่า เรามีทัศคติอย่างไร

เช่น คนจีนในประเทศไทยที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ มักมีคำทักทายว่า “กินหรือยัง” เพราะคิดถึงความยากลำบากของตนในอดีต จึงมักห่วงใยผู้ที่ตนรัก เอ็นดู ว่าเป็นอยู่อย่างไร อิ่มท้องแล้วหรือไม่

คนไทยในอดีตก็มักทักทายว่า “ไปไหนมา” เพราะอาจนึกถึงความสนุกสนานของการเที่ยวเล่น

หรือเมื่อผู้ใหญ่พบเด็กๆ ก็มักทักทายว่า “เรียนอะไร” และมักต่อท้ายด้วยคำว่า “ตั้งใจเรียนนะ จบมาจะได้ร่ำรวย มีหน้ามีตา เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าคนนายคน”

เรื่องคำทักทายในลักษณะนี้ ผู้ทีมีอายุกว่า 50 อย่างผู้เขียนขอยืนยันว่าเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญต่อการศึกษา ถึงเป้าหมายของการศึกษาที่ฝังรากลึกลงในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี แต่ทว่า ดูเหมือนเป้าหมายของสังคมจะไปกันคนละทางกับเป้าหมายของคำว่า “ศึกษา” หรือ “สิกขา”

“สิกขา” นั้น เป้าหมายคือการพัฒนาคนที่เข้ารับการศึกษา ให้เจริญขึ้นทั้งในด้านจิตใจ และ สติปัญญา เมื่อปัญญาพัฒนาขึ้น มีจิตใจที่มั่นคง ก็มีความสามารถในด้านต่างๆตามมา เช่น เข้าใจสิ่งต่างๆตรงตามความเป็นจริง มีคุณธรรม มีความสามารถในการเรียนรู้ทักษาที่จำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลรอบข้าง และ สภาพแวดล้อม รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆอันเป็นธรรมดาโลก รู้จักประมาณในทุกๆด้าน อันส่งผลให้ผู้เข้ารับ หรือสำเร็จการศึกษาจึงมีความสามารถที่จะพบความสุขได้ง่ายขึ้น อยู่อย่างสงบ ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น และส่งผลถึงสังคมพลอยให้สงบสุขไปด้วย

หากสังคมสงบสุข ความจำเป็นต้องออกกฎระเบียบ กฎหมายต่างๆมาบังคับ ก็ย่อมไม่เกิด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการแก้ไขกฎหมายต่างๆในปัจจุบัน

แต่หากเป้าหมายเบี่ยงเบนไป เป็นเพื่อให้ได้ความสามารถที่จะแสวงหาทรัพย์สิน เพื่อเกียรติยศ เพื่อมาสนองความต้องการเสพการบริโภคของเรา ก็เท่ากับเรากำลังผลักดันสังคมให้ไปสู่สังคมอุดมตัณหา พาสังคมไปสู่การเป็นสังคมที่ไม่สงบสุข ด้วยคนในสังคมมีความสุขได้ยากขึ้น

ทำไม??

เพราะธรรมชาติของความต้องการหรือ “ตัณหา” นั้น เมื่อไม่ได้ ก็แสวงหา เมื่อได้มาก็ต้องพยายามรักษาสิ่งที่ได้มาไว้ รวมถึงอยากได้มากและปรุงให้เลิศขึ้น จึงยิ่งแสวงหา ยิ่งหวงแหน หากผู้นั้นมีหิริ โอตตัปปะ ก็กลายเป็นคนบ้างานเพราะความไม่รู้จักประมาณในการเสพ ในการสะสม หากไม่มี ก็แย่งชิง เบียดเบียนเอาจากธรรมชาติ หรือจากผู้อื่น และเมื่อเกิดความผันผวน ก็ทุรนทุราย เป็นทุกข์

ความสุขของบุคคลจึงไปพึ่งพิงกับวัตถุ ต้องอาศัยกามคุณ(ส่วนที่น่าปรารถนาน่าใคร่ มีห้าอย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะหรือสัมผัสทางกาย ที่น่าใคร่ น่าพอใจ) จึงจะมีสุขได้ (สามิสสุข หรือ สุขอิงอามิส) จึงกลายเป็นว่า ยิ่งศึกษา ยิ่งหาเลี้ยงชีพ ความสุขยิ่งลดน้อย ยิ่งถอยลง เพราะความต้องการที่ไม่รู้จักพอ ทำให้ “มีเท่าไรก็ไม่สุข” สักที สังคมจึงกลายเป็นสังคมแห่งการแข่งขัน เป็นสังคมที่ปั่นป่วนเพราะสารพัดปัญหาที่หาทางแก้ไขแทบไม่ได้ เพราะความต้องการของคนในสังคมเองเป็นตัวผลักดัน

ปัญหาสังคมอันเนื่องมาจากตัณหานี้ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ท่านเรียกว่า “วิกฤติลึก” อันนำไปสู่วิกฤติอื่นๆ

ในฐานะหน่วยเล็กๆในสังคม หากเรามองการเป็นไปโดยการปล่อยปละ โดยการละเลย ปล่อยให้วิกฤติลึกนี้ ยิ่งลึกลงๆ เราก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา

เป้าหมายของการศึกษา จึงควรสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเกิดการพัฒนาปัญญาอย่างแท้จริง เพื่อให้คนในสังคมมีพบกับความสุขโดยไม่ต้องพึ่งพิงวัตถุ เพื่อนำพาสังคมไปสู่สังคมที่เรียบร้อย สงบสุขอย่างถาวร



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
bepran วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 16.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

เมื่อการเมืองนำระบบการศึกษาหรือระบบใดๆก็มักเป็นแบบนี้หละครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
BlueHill วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 15.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ถ้าทำเพื่อสนองตัณหา ผลกระัทบคงเ้ลวร้ายทีเดียวครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
bon09 วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 12.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

ได้แต่หวัง

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
kate วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 12.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kate2007
I Know This is Love

อ่านเรื่องนี้แล้วคิดถึงชีวิตวัยเด็กค่ะ

ตอนเด็กๆ ครูเคยถามว่าสอบได้ที่ 1 แล้วได้อะไรจากคุณแม่เป็นรางวัล ตอนนั้นไม่เคยรู้เลยค่ะว่าการสอบได้ที่ 1 ต้องได้รางวัลด้วย เคทได้ที่ 1 หลายครั้งแต่ไม่เคยได้อะไรนอกจากคำชม เรารู้สึกตามประสาเด็กที่บ้านฐานะไม่ค่อยดีว่าแค่ได้เรียนก็สุดยอดแล้ว แม่ไม่เคยบอกว่าเรียนแล้วจะต้องเป็นอะไร อย่างไร ไม่เคยกดดันเรื่องนี้เลย และชีวิตครึ่งหนึ่งของช่วงเวลาที่เป็นนักเรียนและนักศึกษา ได้มีโอกาสทำกิจกรรมนอกห้องเรียนเยอะมาก ได้เห็นโลกที่กว้างมากๆ ได้รู้จักผู้คนเยอะแยะหลากหลาย นั่นคือโอกาสที่พ่อและแม่ไม่เคยปิดกั้น แม้ลึกๆ เค้าจะเป็นห่วงมากก็ตาม ขอบคุณพ่อแม่มากๆ เลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
Quixote วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 09.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/coolfool
Twitter: QuixoteDeBKK Instagram: quixotedebkk

คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการศึกษานั่นล่ะครับ ประเทศเราเปิดรับกับทุกๆอย่างโดยที่ยังไม่พร้อม ชาวบ้านไม่พร้อม นักการเมืองไม่พร้อม ข้าราชการไม่พร้อม ไม่เข้าใจคำ่ว่าประชาธิปไตย ไม่เข้าใจสิทธิเสรีภาพ ไม่เข้าใจทุนนิยม ไม่เข้าใจการรักษาธรรมชาติ ไม่เข้าใจการปกป้องแผ่นดิน ไม่เข้าใจคำว่าประเทศ ไม่เข้าใจศาสนา ไม่เข้าใจเทคโนโลยี ผมเคยคิดว่าเข้้าใจบ้าง แต่พอค่อยๆโตขึ้น ผมพบว่าหลายๆอย่างผมเข้าใจผิดมาตลอด เอาง่ายๆ แค่ศาสนาพุทธที่เราเคยสอนเคยเรียนจากตอนเป็นเด็กๆช่างต่างจากเหตุและผลและคล้ายกับไสยศาสตร์จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ลุงวอ วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 08.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/welder

ผมเข้าใจว่าทุกคนอยากเห็นสังคมอยู่ดีมีสุข
แต่ไม่ทราบว่าการเมืองหรือการศึกษาหรืออะไรที่ทำให้เป็นอยู่แบบนี้

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ThailandNeverDie วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 08.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thailandneverdie
"รักวัวให้ผูก รักลูกให้กอด..."

1.คนที่อยู่ในสังคมเราเยอะมากครับ ต่างคนก็ต่างจิตใจ ยิ่งถูกปลูกฝัง ได้เห็น ได้ยินอะไรที่ไม่เหมือนกัน ปัญหาเราก็เกิดขึ้น หลายหลากประเด็น

2. ครั้นจะใชการศึกษาเข้าช่วยอบรมกล่อมเกลา คนที่จะมากล่อมเกลาให้การศึกษา ก็จะทะยอยมาจากกลุ่มคนในข้อ 1.

3. คงต้องใช้เอนทรีนี่ ช่วยเตือนอะไรบางอย่างครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ชบาตานี วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 06.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

การศึกษายุคนี้เป็นการศึกษาที่หาความสุขยากขึ้นทุกทีจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
chailasalle วันที่ : 31/01/2012 เวลา : 04.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ที่น่ากลัวมากคือ ความเสื่อมของจิตใจไหลบ่าท่วมคนรุ่นหลังอย่างถ้วนทั่วแล้ว ผมเห็นภาพความเห็นแก่ตัวการทำผิดกฎหมายของคนรุ่นเด็กๆกระทำเปิดเผยกลางสาธารณะอย่างไม่เกรงกลัง "ละอาย" หามีไม่แล้ว น่าหนักใจครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 30/01/2012 เวลา : 23.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

วัตถุนิยมที่ฟุ้งเฟ้อเป็นตัวที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ มีเป้าหมายที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนมาก คุณธรรมจริยธรรมของเด็กสร้างได้ ถ้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ อีกทั้งเพื่อนด้วยกันเองก็ตาม

คงไม่สามารถบอกได้ว่าจะให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวได้ เพราะแต่ละคนก็มีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันไป แต่ถ้าทุกคนช่วยกันโอกาสที่จะทำให้สังคมมีความเข้มแข็งขึ้นก็จะง่ายขึ้น...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณ.วรรณรักษ์ วันที่ : 30/01/2012 เวลา : 23.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaipoem
ความสุขในชีวิต คือการที่ได้ค้นพบ เข้าใจ และเข้าถึง รากเหง้าของตัวตนที่แท้จริงของตัวเราเอง

สังคมทุนนิยม ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมด ไม่เว้นแม้ความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถ ก็ถูกเรียกว่าเป็นสินทรัพย์ไปหมดทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้
ทุนนิยม ก่อให้เกิดการได้การแข่งขัน และแน่นอน การได้เปรียบเสียเปรียบ และความเหลื่อมล้ำก็ต้องมีมา ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องของการศึกษา
เด็กทุกคนถูกสอนให้รู้จักความอยากได้ ความต้องการ มาตั้งแต่ยังเล็ก โดยความต้องการของตัวเขาเองหรือจากความต้องการของผู้ใหญ่
หลายคนคาดหวัง หลายคนใฝ่ฝัน ตั้งความอยากได้ความต้องการอยู่เบื้องหน้า และสอนให้ลูกเดินตามฝัน ตามความอยากได้ความต้องเหล่านั้น นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะเป็นตัวกระตุ้นเป็นแรงจูงใจให้กับเด็ก
แต่ปัญหาคือ ความต้องการที่ไม่รู้จักพอ ทำให้ “มีเท่าไรก็ไม่สุข” สักทีนี่แหละครับ
ต้นตอของความไม่สุขคือ การไม่สอนให้เขาเห็นถึงคุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าความสุขที่ตนได้รับ แต่นั่นก็ต้องตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า
สิ่งที่เขาได้รับนั้น พอเพียงหรือไม่ คือพอเพียงกับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน และพอเพียงกับการคงอยู่ในอนาคตหรือไม่
เพราะบางคนชอบสอนลูกให้มองคนที่ต่ำกว่า ด้อยกว่าในขณะที่บางคนสอนให้มองคนที่สูงกว่า แต่ไม่มีใครสอนให้มองคนในระดับเดียวกัน
เข้าตำรา "เมื่อตัวเรา ดีกว่าเขา เราก็สุข แต่ที่ทุกข์ คือมองเรา ไม่เท่าเขา คือเด่นด้อยในโอกาส ที่วาดเอา แท้ใจเรา ถือด้อยเด่น เช่นลืมตน"

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
rosawan วันที่ : 30/01/2012 เวลา : 19.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rosawan
AT  THE  END  OF  THE  STORM  THERE'S  A  GOLDEN  SKY.

อย่างคำว่า...ให้เรียนเก่งๆโตขึ้นจะได้รวยๆเป็นเจ้าคนนายคน นี่เคยได้ยินค่ะ แต่ไม่ใช่จากประสบการณ์ตรง
นี่คงเป็นทัศนคติผิดเพี้ยนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนปลูกฝังรุ่นก่อน
ทีนี้ก็เลยเศร้ากันไป ที่เด็กรุ่นหลังที่มาเติบโตทุกวันนี้มุ่งมั่นทำเรื่องนี้กัน

ขอพูดในนามของคนอยู่ห่างวงการการศึกษานะคะ
ว่าการศึกษาทุกวันนี้เหมือนสนามแข่งขันหรือท้าประลอง
ไม่ใช่สถานที่อมรมความประพฤติ ฝึกจิตใจ หรือบ่มเพาะปัญญากันอย่างที่ควรเป็น
วิชาศีลธรรมหาย หน้าที่พลเมืองหาย
ส่วนวิชาประวัติศาสตร์ก็ไม่รู้ยังมีอยู่หรือเปล่า หรือถ้ายังอยู่มันผิดเพี้ยนกันไปถึงไหนแล้ว
ไม่รู้ด้วยซ้ำค่ะว่าการสั่งสอนเกี่ยวกับจริธรรมไปอยู่ซอกหลืบไหนของวิชาที่เรียกว่าอะไร

เข้ามาก็เหมือนขอบ่นซะมากกว่า...ไม่ว่ากันนะคะ
โหวตให้เอนทรี่นี้ และขอบคุณข้อคิดเตือนใจดีๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
หนุ่มฮวงซุ๊ย45 วันที่ : 30/01/2012 เวลา : 18.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/huawgsui45
แย่งกันทำมาหากินแย่งถิ่นกันอาศัยแย่งคู่กันพิสวาสแย่งอำนาจกันเป็นใหญ่    โลกจึงเดือดร้อนวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด......

เพราะการศึกษาเดี๋ยวนี้ส่ง้สริมให้เกิดแต่ตัณหา สอนให้โลภ สอนให้โกรธ สอนให้หลง สอนให้แข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
พอเพียงที่เพียงพอ วันที่ : 30/01/2012 เวลา : 17.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Porjai2499

สวัสดีครับ

เห็นด้วยกับนโยบายทางการศึกษาที่เขียนไว้

ในย่อหน้าสุดท้ายครับ


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปุ๊กขอนแก่น วันที่ : 30/01/2012 เวลา : 17.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konkhonkaen

ขอบคุณครับ
สำหรับแง่คิดที่งดงาม

เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น