*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 558213
  • จำนวนผู้โหวต : 374
  • ส่ง msg :
  • โหวต 374 คน
<< ธันวาคม 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม 2551
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 880 , 08:05:02 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เหล่านี้เป็นการรวบรวมข้อเขียนเกี่ยวกับศาสนาพุทธในข้อธรรม อริยสัจ ๔  และการปริวัฏฏ์ ๓ ( หมุนเวียน ) จากการรจนาของอริยะบุคคลต่างๆ โดยพยายามเรียบเรียงให้เนื้อความติดต่อและสอดคล้องกัน เสมือนหนึ่งรจนาโดยบุคคลคนเดียว เพื่อความเข้าใจในศาสนาที่ดียิ่งขึ้น และเพื่อเป็นหลักฐานทางการศึกษา

.........................................................................

ทำไมจึงต้องเรียนรู้ศาสนาพุทธ

 และธรรมข้อ  อริยสัจ

.........................................................................

“ ในระยะแรกๆ คำสั่งสอนทั่วไปก็เรียกว่าศาสนา คำว่าศาสนายังไม่มีความหมายอย่างที่เข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน แต่นี้มิได้หมายความว่าในสมัยนั้นยังไม่มีศาสนา ความจริงมีศาสนาเป็นปึกแผ่นแล้ว แต่ท่านใช้คำอื่นแทนศาสนา เช่นคำว่า “  ธรรม ”  “ ติตถะ ” (สันสกฤตเป็นติรถะ) ซึ่งแปลว่า ท่าน้ำ ท่าเรื่อ  ศาสดาของศาสนาเรียกว่า “ ครู ” บ้าง “ ติตถังกร ” บ้าง สำหรับพระพุทธศาสนานิยมใช้คำว่า “  ธัมมวินัย ” เป็นพื้น เช่น ภิกษุในธรรมวินัยนี้ หรือบวชในพระธรรมวินัย เป็นต้น คำว่า “ พุทธศาสนา ” เกิดขึ้นทีหลัง แต่ยังไม่ทราบว่าเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อใด ”

รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม  ประทีปธรรม  ( หน้า๓๑ ) พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง )  แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0 พ.ศ. ๒๕๔๔

........................................................................

                        “ กระบวนการชีวิตเป็นวิบากหรือผล ซึ่งเกิดมาจาก ตัวประกอบ ๒ ประการ คือ กิเลสและกรรม ตราบใดที่ยังมีกิเลส ( อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ฯลฯ ) ตราบนั้นก็ยังมีการทำกรรม เมื่อยังมีกิเลสและกรรม กระบวนการชีวิตก็จะดำเนินต่อไป ความเกิดเป็นแต่เพียงการปรากฏตัวของกระบวนการชีวิตอย่างเต็มที่ ความตายเป็นเพียงการยุติของกระบวนการชีวิตนั้น เพื่อที่จะไปก่อกำเนิดแก่กระบวนการชีวิตในภพใหม่ ฉะนั้น ความตายจึงไม่ใช่วาระสุดท้ายของทุกสิ่ง กระบวนการชีวิตจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อบุคคลละความชั่วเป็นอันดับแรก กระทำความดีเป็นอันดับสอง และละเสียทั้งดีและชั่วเป็นอันดับสุดท้าย เมื่อนั้นกระบวนการชีวิตจะสิ้นสุดลงที่นิพพานอันเป็นจุดหมายปลายทางของกระบวนการชีวิต ฉะนั้นชีวิตจึงเกิดมาตามเหตุ ถ้าต้องการจะไม่ให้กระบวนการชีวิตแบบนี้ดำเนินไป ก็ต้องกำจัดเหตุ หน้าที่ของชาวพุทธก็คือ พยายามรู้ความจริงของชีวิต พยายามกำจัดกิเลส เพื่อตัดวงจรชีวิต จะได้ถึงจุดหมายปลายทางคือนิพพานเร็วขึ้น ”

            รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม  ประทีปธรรม  ( หน้า ๒๒ ) พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง )  แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0 พ.ศ. ๒๕๔๔

........................................................................

             “ คนเราเมื่อตายลง จิตของเขาจะไปเกิดในภูมิใดภูมิหนึ่งตามคุณภาพแห่งจิตที่เขาสร้างไว้ ถ้าจิตใจเขามีคุณภาพต่ำ ก็จะถูกภูมิต่ำๆดึงดูดไปเกิด เช่น นรก เปรต อสุรกาย กำเนิดเดียรฉาน ถ้าจิตใจเขามีคุณภาพสูง ก็จะถูกภูมิสูงดึงดูดไปเกิด การไปเกิดนี้เป็นไปเองตามกฎธรรมชาติ ไม่มีทางเลือก ไม่มีการขัดขืนหรือผ่อนปรนแต่อย่างใด”

รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม  ประทีปธรรม  ( หน้า ๑0๒ ) พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง )  แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0 พ.ศ. ๒๕๔๔

........................................................................

ความหมายของอริยสัจ

........................................................................

          ( ก่อนจะศึกษาอริยสัจ ควรจำแนกให้ได้ก่อนว่า ข้อใดคือตัณหาอันเป็นสาเหตุของทุกข์ ข้อใดไม่ใช่ – ผู้รวบรวม )

            “ พระพุทธศาสนาแยกไว้ว่า ความอยาก มี ๒ ประเภท คือความอยากที่เป็นกุศล กับความอยากที่เป็นอกุศล  

                       

ความอยากที่เป็นอกุศลเรียกว่า ตัณหา ความอยากแบบนี้ ถ้าเราตกเป็นทาสของมันแล้วจะไม่พัฒนา ได้แต่จมปลักอยู่กับความสุขและความทุกข์จากความชอบใจและไม่ชอบใจ

                        ความอยากที่เป็นกุศลเรียกฉันทะ ถ้าเราพัฒนาปัญญา ความปรารถนาที่เป็นแรงจูงใจชนิดใหม่ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งทำให้เราได้ความสุขชนิดใหม่ และจะนำเราก้าวหน้าไปในการพัฒนาชีวิต ” 

            พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต )  ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น   ( หน้า ๑0๓ )  สำนักพิมพ์อมรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๕ อมรินทร์บุ๊คพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ๖๕/๑๖ ถนนชัยพฤกษ์ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ ๑0๑๗0 พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๗

.....................................................................

                        “ ตัณหา แปลว่า ความทะยานอยาก, ความติดใจ, ความยึดติด

                        ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกข์เกิด ทำให้ดิ้นรน ทำให้เดือดร้อนวุ่นวาย ไม่สงบ และไม่รู้จักพอ

                        ความอยากที่เป็นตัณหา คือความอยากที่เป็นไปเพื่อเพิ่มราคะ เพิ่มกิเลสคือโลภะ โทสะ โมหะ ก่อภพก่อชาติ ประกอบด้วยความกำหนัดยินดี เพลิดเพลิน ติดใจอยู่กับสิ่งที่อยากได้ และที่ได้มาแล้ว

                        ความอยากที่ไม่เป็นตัณหา คือความอยากที่เป็นไปเพื่อขจัดทุกข์ เพื่อสละละวาง เพื่อหลุดพ้นจากราคะ จากกิเลสคือโลภะ โทสะ โมหะ เช่นหิวข้าวอยากทานข้าว เจ็บป่วยอยากรักษา อยากทำบุญ อยากไปนิพพาน ”

            พระธรรมกิตติวงศ์ ( ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙,ราชบัณฑิต )  หน้า ๒๕๗  พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสนา ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี ๑๑๙ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑0๑๗ พิมพ์ครั้งที่ ๓ พ.ศ. 2551

........................................................................

“ ความจริงโดยธรรมชาติ ที่ทางพระพุทธศาสนาต้องการให้คนเห็น ก็คืออริยสัจจะ ๔ ประการ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ความจริง ๔ ประการนี้เรียกว่า อริยสัจจะ ก็เพราะเป็นความจริงอันประเสริฐ สามารถทำให้คนที่รู้ความจริงเหล่านี้กลายเป็นบุคคลประเสริฐ คนจะประเสริฐหรือไม่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเขา ถ้าเขามีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่ในตัว ขาก็เป็นคนประเสริฐ การรู้ความจริงระดับอื่นๆไม่สามารถจะทำให้เป็นคนสะอาด สว่าง สงบได้ ฉะนั้นท่านจึงไม่นิยมยกย่องว่าเป็นอริยสัจจะ ฉะนั้นหน้าที่ของชาวพุทธก็คือ การพยายามสร้างความเห็นชอบให้มากขึ้น โดยพยายามเห็นอริยสัจจะให้ได้ก่อนสิ่งใดหมด ”

รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม  ประทีปธรรม  ( หน้า ๗๑ ) พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง )  แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0 พ.ศ. ๒๕๔๔

........................................................................

“ทุกข์คือตัวปัญหา เป็นสิ่งที่เราไม่เอา แต่เรายังไม่ต้องปฏิบัติ เราต้องรู้ให้ชัดว่าอะไรเป็นปัญหาที่เราจะต้องไปให้พ้น

 สมุทัยคือตัวเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งต้องสืบสาวให้รู้ตามหลักความจริงที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยว่า อ๋อ ทุกข์เกิดจากเหตุ และเหตุนั้นคืออะไร เหตุนั้นเรารู้ว่าจะกำจัด แต่เรายังไม่ได้ทำอะไร

จากนั้นเราก็รู้ด้วยว่าเมื่อกำจัดเหตุแห่งทุกข์ได้ เราจะเข้าถึงจุดหมายคือนิโรธ

แต่ทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ก็ด้วยการลงมือทำในข้อสุดท้ายคือมรรค

ฉะนั้น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สามอย่างนี้เราเข้าใจว่ามันคืออะไร และเราจะต้องทำอะไรต่อมัน แต่เราปฏิบัติไม่ได้ สิ่งที่จะปฏิบัติได้คือข้อที่ ๔ ได้แก่ มรรค

เมื่อเราปฏิบัติตามมรรค เราก็จะกำจัดสมุทัย.... แก้แหตุแห่งทุกข์ได้  เราก็พ้นจากทุกข์....หมดปัญหา และเราก็บรรลุนิโรธ....เข้าถึงจุดหมายได้ ”

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต )  ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น  ( หน้า ๒0 – ๒๑ ) สำนักพิมพ์อมรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๕ อมรินทร์บุ๊คพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ๖๕/๑๖ ถนนชัยพฤกษ์ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ ๑0๑๗0 พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๗

........................................................................

“ นิโรธ” ที่แปลกันมาว่าความดับทุกข์ ซึ่งจะต้องเข้าใจลึกลงไปให้ถูกต้องว่าเป็น การทำให้ไม่มีทุกข์ที่จะต้องดับ หรือทำให้เกิดภาวะไร้ทุกข์ มิใช่เป็นเพียงการกำจัดทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว ”

                        พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต )  สมาธิ ฐานสู่สุขภาพจิตและปัญญาหยั่งรู้  ( หน้า ๑0๙ ) สำนักพิมพ์ศยาม ๑๑๗ – ๑๑๙ ถนนเฟื่องนคร เขตพระนคร กรุงเทพ ๑0๒00

...........................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 11/12/2008 เวลา : 08.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

สาธุ เจ้าค่ะ

มีกำลังใจมากๆ นะเจ้าค่ะ
น้องชอบอ่านเจ้าค่ะ
แต่อาจไม่ได้ฝากคอมเม้นท์ไว้

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 11/12/2008 เวลา : 08.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

สาธุ เจ้าค่ะ

มีกำลังใจมากๆ นะเจ้าค่ะ
น้องชอบอ่านเจ้าค่ะ
แต่อาจไม่ได้ฝากคอมเม้นท์ไว้

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
แม่เอื้อง วันที่ : 06/12/2008 เวลา : 09.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maeeaung

อริยสัจ 4.คือธรรมที่ประเสริฐ
คุณล้ำเลิศ.ปลดทุกข์คลายหมองไหม้
เจริญตาม "มรรค " พาสุขใจ
กระแสโลกแปรเปลี่ยนถึงไหน..คงใจสงบมั่นคง
.....................
สวัสดียามเช้าคุณณัฐรดา..ขอบคุณธรรมที่เป็นประโยชน์ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ปัณณ์ วันที่ : 06/12/2008 เวลา : 09.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/punn


สวัสดียามเช้า อากาศเย็นสบายๆ ค่ะ



ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 06/12/2008 เวลา : 08.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

ขอบคุณครับ

อยากให้คนไทยทุกคนมีจิตที่คุณภาพสูง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
dekkid วันที่ : 06/12/2008 เวลา : 08.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/reading

ข้อมูลเป็นประโยชน์มากค่ะ
แต่จะเข้าใจมากขึ้นเมื่อพยายามฝึกเจริญสติค่ะhttp://www.wattamaoh.com/download/easysati.pdf

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน