*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 557611
  • จำนวนผู้โหวต : 374
  • ส่ง msg :
  • โหวต 374 คน
<< ธันวาคม 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม 2551
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1424 , 15:25:29 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เหล่านี้เป็นการรวบรวมข้อเขียนเกี่ยวกับศาสนาพุทธในข้อธรรม อริยสัจ ๔  และการปริวัฏฏ์ ๓ ( หมุนเวียน ) จากการรจนาของอริยะบุคคลต่างๆ โดยพยายามเรียบเรียงให้เนื้อความติดต่อและสอดคล้องกัน เสมือนหนึ่งรจนาโดยบุคคลคนเดียว เพื่อความเข้าใจในศาสนาที่ดียิ่งขึ้น และเพื่อเป็นหลักฐานทางการศึกษา

.........................................................................

 ๒ สัมมาสังกัปปะ

.........................................................................

                “ สัมมาสังกัปปะ  ความดำริชอบ แบ่งออกเป็น ๓ คือ

                                                ก. ดำริอันออกจากกาม

                                                ข. ดำริในอันไม่พยาบาท

                                                ค. ดำริในอันไม่เบียดเบียนผู้อื่น ”

สุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์  หลักพระพุทธศาสนา  ( หน้า ๓๓ ) ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑0๑๗0 

............................................................................

                        สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ ๑. เนกขัมมสังกัปปะ ดำริออกจากกาม หรือปลอดจากโลภะ ๒. อัพยาปาทสังกัปปะ ดำริในอันไม่พยาบาท ๓. อวิหิงสาสังกัปปะ ดำริในอันไม่เบียดเบียน

                        พระธรรมปิฏก ( ป.อ.ปยุตฺโต ) พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์  ( หน้า ๒๗๘ ) มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๔๖

.............................................................................

“ สัมมาสังกัปป ความดำริหรือความคิดที่ถูกต้อง คือความคิดที่มีปัญญาเป็นแสงสว่างนำหน้า มิให้กระบวนการตัณหาตั้งต้นได้ พระพุทธเจ้าได้แสดงสัมมาสังกัปปะไว้ว่า เป็นความดำริที่ไม่หมกมุ่นในกาม พยาบาทและเบียดเบียนกัน ซึ่งเป็นกระบวนการทางจิตที่เห็นได้ชัดว่า ถ้าเป็นความดำริในกามเกิดขึ้นเต็มที่ กามตัณหาและภวตัณหาก็เกิดขึ้น ถ้าความดำรินั้นไม่สมหวัง ก็จะเปลี่ยนเป็นความโกรธ พยาบาท และเบียดเบียน ซึ่งก็คือวิภวตัณหานั้นเอง สัมมาสังกัปปะจึงเป็นความดำริที่สอดคล้องกับสัมมาทิฏฐิที่มิให้กระบวนการแห่งทุกข์ตามระบบปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นได้ เปลี่ยนทางแห่งความดำริผิดที่นำโดยกาม ให้มาดำริออกจากกาม ไม่พยาบาท และไม่เบียดเบียน ”

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ  แก่นธรรม  ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า ๔๘ - ๔๙  ) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ

......................................................................

๓ สัมมาวาจา

.........................................................................

 

            “ สัมมาวาจา เจรจาชอบ แบ่งเป็น ๔ คือ

                                                ก. เว้นจากการพูดปด

                                                ข. เว้นจากการพูดส่อเสียด หรือยุยงให้เขาแตกร้าวกัน

                                                ค. เว้นจากการพูดคำหยาบ

                                                ง. เว้นจากการพูดเหลวไหล ”

            สุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์  หลักพระพุทธศาสนา  ( หน้า ๓๓ ) ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑0๑๗0

............................................................................

            “ สัมมาวาจา การพูดจาชอบ เป็นจริง และมีประโยชน์ ” 

                        ดร.อภิญวัฒน์ โพธิ์สาน พุทธศาสน์ แนวปฏิบัติเพื่อชีวิต  สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๕๑

............................................................................

                       

“  สัมมาวาจา การสื่อสารที่ถูกต้อง ดีงาม เป็นไปเพื่อความไม่ทุกข์ กล่าวคือไม่สื่อสารด้วยจิตใจที่ห่อหุ้มไปด้วยตัณหา ไม่พูดเพื่อตอบสนองตัณหา ไม่พูดเพื่อแสวงหาสิ่งที่จะมาบำเรอตัณหา แต่พูดเพื่อความเข้าใจ ด้วยความจริง ไม่เท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เพราะคำพูดเหล่านี้ล้วนปรุงแต่งออกมาขณะที่ตัณหาอัดแน่นอยู่เต็มหัวใจ เมื่องดเว้นจากคำพูดดังกล่าว สื่อสารบนพื้นฐานของความจริงอย่างถูกต้อง เหมาะสมกับกาลเทศะ และที่สำคัญ ผู้รับสารจากการสื่อ รับแล้วฉลาด สงบเย็น เป็นประโยชน์ จึงเรียกว่าเป็นการพูดจาที่ถูกต้อง ”

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ  แก่นธรรม  ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า ๔๙ ) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ

......................................................................

๔ สัมมากัมมันตะ

..........................................................................

                “ สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ แบ่งเป็น ๓ คือ

                                                ก. เว้นจากการฆ่าเบียดเบียน

                                                ข. เว้นจากการฉ้อฉล หรือคดโกง  แกล้งทำลายของของผู้อื่น

                                                ค. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เช่น เว้นเป็นชู้กับลูกเมีย ( ผัว ) ผู้อื่น ”

           

สุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์  หลักพระพุทธศาสนา  ( หน้า ๓๓ ) ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑0๑๗0 

............................................................................

“ สัมมากัมมันตะ การทำงานถูกต้อง คือการงานที่ไม่เป็นที่ตั้งของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน แต่ดูการทำงานเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของการปฏิบัติธรรม ทำงานไป ดับกิเลสไป มีสติ มีปัญญา มีสมาธิ มีศีลอย่างครบถ้วน จึงต้องเชื่อมโยงวิถีชีวิต กับวิถีธรรมเข้าด้วยกัน ประสานกันอย่างกลมเกลียว งานก็ได้ ใจก็บริสุทธิ์ เพราะยิ่งทำงาน ธรรมะก็ยิ่งงอกงาม เพราะงานนั้นมีสติ และ ปัญญาเป็นแสงนำทางตลอดเวลา ”

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ  แก่นธรรม  ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า  ๔๙ - ๕0 ) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ

.........................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 11/12/2008 เวลา : 08.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

มรรคมีองค์ ๘
เป็นมงกุฏเพชรของพระพุทธองค์ เจ้าค่ะ

ขอบคุณเจ้าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
วัชระญาณ วันที่ : 08/12/2008 เวลา : 11.07 น.

ขอร่วมอนุโมทนาบุญด้วยครับ

ผู้แสวงหาธรรม ย่อมได้ธรรม ธรรมนั้นย่อมปรากฎแก่ใจ เป็นความร่มเย็นแห่งจิต เพราะจิตนั้นเป็นที่รวมแห่งธรรม ถ้าจะดับธรรมทั้งปวง ต้องดับที่จิตเพราะจิตเป็นผู้รู้ ถ้าดับได้ย่อมถึงแก่นแท้แห่งธรรม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน