*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 558356
  • จำนวนผู้โหวต : 374
  • ส่ง msg :
  • โหวต 374 คน
<< ธันวาคม 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม 2551
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 939 , 07:42:25 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

หมวดที่ ๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ในหมวดนี้ ประกอบด้วย ๔ ขั้น คือขั้นที่ ๑ – ๔ ของหมวด หรือก็คือขั้นที่ ๕ – ๘ ของทั้งหมด ขอยกคำบรรยายของท่านพุทธทาสที่ธรรมสภารวบรวมไว้ทั้งในหนังสือชื่อ “ อานาปนสติ ลมหายใจที่ดับทุกข์ได้ ( * ) และในหนังสือชื่อ การทำสมาธิวิปัสสนา ( ** ) มาร้อยเรียงกันนะคะ เพื่อ ( ดิฉันเองจะได้ ) เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

“ หมวดนี้ก็มี ๔ ขั้น แล้วก็จะยุ่งอยู่แต่กับเวทนาเท่านั้น เวทนามาจากไหน เวทนาก็เอามาจากปิติและสุขที่มีในปฐมฌานนั่นเอง ” ( ** หน้า ๑๒๒ )

“ เวทนานี้เรียกว่า จิตสังขาร คือปรุงแต่งจิต เป็นปิติและสุขเป็นส่วนสำคัญ คือว่าฝ่ายดี ฝ่ายถูกต้องเป็นฝ่ายสูงสุด เล็งไปถึงปิติและสุข สิ่งอื่นๆมันก็มี มันต่ำ หรือมันไม่เป้นความสำคัญอะไร แต่ว่าเรื่องปิติ ความพอใจ เป็นความสุขนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ........ปัญหาของมนุษย์มาจากเวทนา คือเวทนามันดึง มันจูงให้คนไปทำอะไรได้ทุกอย่าง........แต่ในที่นี้เราจะมามองดูว่า มันเป็นสิ่งปรุงแต่งความคิด ความนึก ศึกษากันอย่างละเอียดอย่างนี้ เราจะทำการควบคุมเวทนานี้ให้ได้ ไม่ให้ครอบงำจิตถึงขนาดที่ว่าเกิดเรื่องยุ่งยากไปหมด ถ้าเราคุมเวทนาได้ จิตเราก็จะสงบ เป็นสุข......... ถ้าคุมไม่ได้เวทนานั่นแหละมันกระตุ้น มันกระตุ้นผลักไสไป........ เวทนามันไสหัวคนไป ให้ไปทำอะไรตามที่เวทนาต้องการ หรือที่จะพูดให้ถูกก็ เวทนาที่เป็นเหยื่อของตัณหานั่นแหละ ก็เรียกว่าตัณหานั่นแหละ มันผลักไสคนให้ไปตามอำนาจของมัน โดยใช้เวทนาเป็นเหยื่อล่อ เป็นเครื่องชักจูง” ( * หน้า ๖๙ – ๗๐ )

ขั้นที่ ๑ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปิติ

“ ปิติที่ได้มาจากตอนจบของหมวดที่ ๑ เอาปิตินี้มารู้สึกอยู่ในใจ หายใจเข้าออกอยู่ด้วยความรู้สึกที่เรียกว่าปิตินั้น มันจะสบาย มันจะเป็นสุข  ทำให้ชินจนรู้จักปิติดี ทั่วถึงเหมือนกับที่ในหมวดโน้นที่มันรู้จักลมหายใจยาว แต่เดี๋ยวนี้กลายมาเป็นรู้จักปิตินี้ดีที่สุด ละเอียดลออทั่วถึงว่า ปิตินี้คืออะไร มีลักษณะอย่างไร มีเหตุอย่างไร มีอิทธิพลอย่างไร นี้เรียกว่าขั้น ๕ ขั้นที่ ๕ ของทั้งหมด แต่ว่าเป็นขั้นที่ ๑ ของหมวดที่ ๒ ” ( * *หน้า ๑๒๒ – ๑๒๓ )

“ ทำความรู้จักว่ามีลักษณะอย่างไร มีอาการอย่างไร มีอิทธิพลอย่างไร แล้วมันปรุงแต่งจิตอย่างไร ลักษณะของปิติก็อย่างที่ว่ามาแล้วก็ได้ ถึงซาบซ่าน ถึงโคลงเคลง จนถึงว่าน้อยๆ หรือเป็นพักๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร มีอาการซาบซ่านอย่างไร แล้วมีอิทธิพลทำให้จิตหวั่นไหวอย่างไร นี่ อิทธิพลของปิติ แล้วมันปรุงแต่งจิต ปรุงแต่งความนึกคิดอย่างไร นี้เป็นตัวสำคัญที่จะต้องศึกษาจากปิติ

ทีนี้ก็ฝึกกำหนดให้ได้ ทำให้เกิดความรู้สึกปิติก็ได้ ทำให้ความรู้สึกปิติระงับหายไปก็ได้ บังคับการเกิด การดับ ของปิติได้ตามต้องการ จนกระทั่งปิติมันระงับ ระงับๆลงไปได้ตามที่เราต้องการ ถ้าปิติมันระงับลง มันก็กลายเป็นความสุข ปิติก็คือความสุขที่ยังไม่เป็นความสุข เป็นความสุขที่ยังฟุ้งซ่านอยู่จึงเรียกว่าปิติ มันมาสายเดียวกัน ปิติมาจากความพอใจที่ประสบความสำเร็จในการกระทำที่เป็นชิ้นเป็นอัน....... พูดง่ายๆก็ว่า เวทนานุปัสสนาข้อที่หนึ่ง ก็คือศึกษาให้รู้ความสุขที่ยังหวั่นไหว ที่ยังหยาบๆ ความสุขที่ยังหยาบ ยังหวั่นไหวเรียกว่าปิติ ให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร มีอำนาจ อิทธิพลอย่างไร มันปรุงแต่งจิตอย่างไร นี่เรียกว่าขั้นที่หนึ่งของหมวดที่สองคือเวทนา” ( * หน้า ๗๖ – ๗๗ )

ขั้นที่ ๒ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข

“ ทีนี้ขั้นที่สอง สุขปฏิสังเวที มาถึงขั้นที่สอง จะเอาเปรียบกันสักหน่อยก็ได้ ว่าความสุขนี้มันก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่ควรจะต้องการ ฉะนั้น เมื่อปิติ พอใจ ระงับลงมาเป็นสุข แล้วก็เอาสุขนี้เป็นผล เป็นผลที่ปรารถนากันเสียสักพักหนึ่งก็ได้ เสวยสุข เสวยความสุขกันเสียสักพักหนึ่งก็ได้ แล้วจะเป็นโอกาสให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าสุขกันอย่างถูกต้อง........

ถ้าเป็นการการปฏิบัติให้ก้าวหน้าต่อไป ก็รู้ว่า โอ มีลักษณะอย่างไร มีอาการอย่างไร มีอิทธิพลอย่างไร มีหน้าที่การงานอย่างไร เพื่อให้เห็นชัดยิ่งขึ้นมาอีกหลังจากปิติ คือมันจะชัดเจนยิ่งกว่าปิติ มันครอบงำจิต แล้วมันก็ชักจูงจิตให้เป็นไปตามอำนาจของสิ่งที่เรียกว่าความสุข จึงจำเป็นที่จะต้องมีตัวความสุขที่แท้จริง รู้สึกเป็นสุขที่แท้จริงอยู่ในจิตใจอย่างเดียวกับปิติอีก ถ้าเป็นสุขโดยคาดคะเนว่าเป็นสุขในความจำ นี้ใช้ไม่ได้ จะต้องทำจนบังเกิดความรู้สึกสุขอย่างนั้นขึ้นมาในใจจริงๆจึงจะใช้ได้” ( * หน้า ๗๘ – ๗๙ )

“ ทีนี้ก็มีความสุข ความสุขนี้มันมีอำนาจที่เรียกว่า อัสสาทะ คือเสน่ห์ ที่เรียกในภาษาไทยเราว่าเสน่ห์ เสน่ห์ครอบงำจิตใจได้มาก เพราะมันเป็นสุขนี่ ทีนี้ก็เกิดความพอใจในความสุขเสีย จะปฏิบัติต่อไม่ได้ จะปฏิบัติให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาต่อไปไม่ได้ เพราะมันพอใจในความสุขเสีย ถ้ามันมีลักษณะอย่างนี้ ความสุขนั้น มันก็กลายเป็นข้าศึกของวิปัสสนา....... ถ้าอย่างนี้แล้ว เรียกความสุขนั้นว่ากลายเป็น วิปัสสนูปกิเลส เป็นเครื่องทำความเศร้าหมองแก่วิปัสสนา......... เพราะมัวมาแต่จะสุข จะเป็นสุข จะดูดดื่มแต่ความสุข จิตมันไม่น้อมไปเพื่อวิปัสสนา เพราะความสุขมันมีเสน่ห์อย่างนี้ จึงต้องรู้ไว้ อย่าไปหลงใหลในความสุขจนกลายเป็นข้าศึกของวิปัสสนา” ( * หน้า ๗๙ – ๘๐ )

ขั้นที่ ๓ รู้พร้อมซึ่งเครื่องปรุงแต่งจิต

“ ขั้นที่สามของหมวดนี้เรียก จิตตสังขารปฏิสังเวที ....... ก็คือรู้จักความที่ปิติ และความสุข ปรุงแต่งจิตอย่างไร ตอนนี้กำหนดเป็นแต่เพียงว่าปิติปรุงแต่งจิตอย่างไร สุข ปรุงแต่งจิตอย่างไร รู้สึกต่ออาการที่ปิติและสุขปรุงแต่งจิต แล้วกำหนดอันนั้นอยู่ในใจทุกลมหายใจเข้าออก .......... ประจักษ์ชัดอยู่ในอาการที่เรียกว่าปิติปรุงแต่งอยู่อย่างไร ความสุขปรุงแต่งอยู่อย่างไร ไมสนใจอย่างอื่น สนใจแต่อาการที่ปิติปรุงแต่งจิต ที่สุขปรุงแต่งจิต กำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ” ( * หน้า ๘๒ )

“  สติปัญญามาควบคุมปิติและสุขอย่างไรหรือไม่ หรือมันควบคุมในด้านไหน หรือมันพลาดผิด เผลอไปในส่วนไหน มันปรุงแต่งไปในส่วนไหน รู้จักกันให้ดีในส่วนนี้ จนกระทั่งเห็นว่าโลกทั้งโลกมันเป็นไปตามอำนาจของการปรุงแต่งของปิติและสุข ” ( * หน้า ๘๒ – ๘๓ )

“ พิจารณาโดยเฉพาะว่า เสน่ห์ของปิติและสุขที่มันครอบงำใจ ทีมันยั่วยวนชวนให้หลง นี่เรียกว่าอัสสาทะ ........ ส่วนที่มันหลอกลวงเป็นโทษ ให้ทุกข์ เรียกว่า อาทีนวะ ........ พิจารณาเห็นทั้งอาทีนวะ และทั้งอัสสาทะ นี้ก็เรียกว่ารู้จักใจความสำคัญของปิติและสุข ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยการพิจารณาเห็นอนิจจลักษณะ ปิติก็มีอนิจจลักษณะ คือไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง สุขก็มีอนิจจลักษณะ คือไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง แล้วการปรุงแต่งจิตของมันก็ไม่เที่ยง และเปลี่ยนแปลง แล้วมันก็จะลดกำลังปรุงแต่งของปิติและสุขลงได้ ” ( * หน้า ๘๔ )

“ ตลอดเวลากำหนดอยู่แต่เครื่องปรุงแต่งจิต นี้ก็เพื่อว่าจะได้รู้จักทอนกำลังของมันในขั้นที่ ๘  ” ( ** หน้า ๑๒๕ )

“ เห็นอนิจจลักษณะของปิติและสุขเท่าไร มันก็จะเบื่อหน่าย หรือเกลียดกลัวก็ได้ ในสิ่งที่ปิติและสุข จนมันลดอำนาจ หรือมันหย่อนอำนาจในการที่จะปรุงแต่งนั้นเอง นี้เป็นหัวใจของการปฏิบัติขั้นที่ ๓ ของหมวดนี้ ความเป็นวิปัสสนาที่เรียกว่า เห็นแจ้ง ขึ้นมา เป็นปัญญาขึ้นมา มันก็เริ่มที่ตรงนี้

ในหมวดที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของสมาธิ ในหมวดที่ ๒ หมวดเวทนานี้ก็เริ่มเป็นวิปัสสนา เริ่มเป็นปัญญาขึ้นมา ในการที่เห็นวิธีการที่จะลดกำลังของปิติและสุขลงนี้เอง ” ( * หน้า ๘๕ )

ขั้นที่ ๔ ระงับจิตตสังขารเสียได้

“ ถ้าระงับความรู้สึกที่เป็นปิติและสุขเสียได้ มันก็เท่ากับระงับการปรุงแต่งของปิติและสุขลงได้นั่นเอง ขั้นที่ ๓ รู้จักจิตตสังขารให้ชัดเจน ขั้นที่ ๔ นี่ระงับมันเสียให้ได้ นี้ก็ต้องเห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก ให้เห็นจิตตสังขารคือเวทนานี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของหลอกลวง เป็นของอันตราย ทำให้เกิดทุกข์ หลักจะใช้พิจารณาก็ใช้อย่างเดียวกัน เห็นอัสสาทะ คือเสน่ห์ที่หลอกลวงของมัน เห็นอาทีนวะ คือโทษอันเลวร้ายของมัน เห็นความเป็นมายา คือภาวะที่หลอกลวงของมัน เห็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงของมัน เห็นอทัปปัจจยตา คือความที่มันต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของมัน สิ่งเหล่านี้มันมีหลายอย่าง แต่มันมีแนวอย่างนี้ ” ( * หน้า ๘๖ – ๘๗ )

“ ที่ต้องเห็นให้ชัดลงไปอีก ก็คือว่า เมื่อมีความยึดถือ มันหลง มันโง่ในปิติและสุข แล้วมันเกิดความทุกข์ ให้รู้สึกต่อความทุกข์ที่เกิดเพราะการหลงในปิติและสุขให้ชัดเจน ก็เรียกว่า เอาความทุกข์ที่เกิดมาจากความหลงในเวทนานั้นมาทำไว้ในใจตลอดเวลา  กำหนดให้ชัดเจนว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนั้น นี่ยิ่งเป็นวิปัสสนาที่ลึกขึ้นไป ” ( * หน้า ๘๗ – ๘๘ )

“ ทีนี้ก็เห็นว่า เราสามารถควบคุมเวทนาได้ ควบคุมปิติและสุขได้ เราเป็นผู้มีอำนาจเหนือปิติและสุข รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้จิตอยู่เหนืออำนาจปรุงแต่งของปิติและสุข อย่าเป็นตัวกู ของกู ยกหูชูหาง ชูหางขึ้นมา มันจะผิดต่อไปอีก รู้แต่ว่าเดี๋ยวนี้จิตมันรู้เท่าทัน มันเฉลียวฉลาด มันไม่ถูกหลอกลวงด้วยปิติและสุขอีกต่อไป” ( * หน้า ๘๙ )

“  พิจารณา หนอ ก็ได้ ระงับแล้วหนอ ระงับแล้วหนอ หรืออำนาจของปิติและสุขระงับไปแล้วหนอ ระงับหนอ พูดสั้นๆว่าระงับหนอ แต่พูดให้เต็มที่ ก็ว่า เดี๋ยวนี้อำนาจอิทธิพลของปิติ และสุข ที่ปรุงแต่งจิตนั้นระงับไปแล้วหนอ ...... กำหนดอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ทุกลมหายใจเข้าออก ระงับแล้วหนอ ระงับแล้วหนอ นี่คือขั้นที่ ๔...... ขอยืนยันว่า หนอๆนี้ ถ้าใช้ถูกวิธีมีประโยชน์ ใช้ผิดวิธี ก็เพิ่มตัวกู เพิ่มตัวตน เพิ่มความเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา” ( * หน้า ๙๐ )

หมวดต่อไป คือ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขอยกไปคราวหน้าค่ะ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
hdiamond วันที่ : 23/12/2008 เวลา : 14.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hdiamond

การฝึกขั้นนี้ให้เรามองเห็นความจริงของสรรพสิ่งแล้วเลิกยึดดีครอบครอง

ขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 22/12/2008 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

ปิติ
ก็คือความสุขที่ยังไม่เป็นความสุข
เป็นความสุขที่ยังฟุ้งซ่านอยู่
^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^
สาธุค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน