*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 557612
  • จำนวนผู้โหวต : 374
  • ส่ง msg :
  • โหวต 374 คน
<< ธันวาคม 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม 2551
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 615 , 19:35:24 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                       วันหนึ่งขณะที่กำลังทำสมาธิ อยู่ดีๆก็เกิดเห็นภาพที่ไม่เคยเห็น เป็นภาพที่แจ่มชัด เหมือนมีโทรทัศน์ขาวดำมาเปิดจ่ออยู่ภายในเปลือกตา แม้ว่าภาพที่เห็นจะดูน่ากลัวจนอดคิดในใจไม่ได้ว่า “นรกหรือนั่น” แต่ก็วางเฉยกับสิ่งที่เห็น หายใจเข้าออก ดูไปเรื่อยๆ จนภาพเหล่านั้นค่อยๆเลือนหายไปเอง

                        หลังจากนั้น เกิดอาการ “ เย็น ” ที่ใจ ความเย็นนี้เริ่มเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ได้ค่ะ รู้ตัวอีกทีก็เย็นอยู่ในอก และใจทั้งดวงเหมือนดวงอะไรสักอย่างที่ผิวตึงและเรียบมาก ดิฉันรู้สึกอย่างนั้นตลอดเวลาถึงสองสามวัน ตอนมาน่ะ ไม่รู้ว่ามาตอนไหน แต่ตอนหายนี่รู้ชัดๆ เหตุเพราะนึกค่อนสามีขึ้นมานิดเดียว เห็นเหมือนเส้นสายสีดำหงิกงอวิ่งปรู๊ดมาถึงใจ แล้วความเย็นภายในก็หายวับไปทันที

                        นึกเอาเองค่ะว่า ถ้า สงบ เย็น เป็นนิพพาน นั่นอาจเป็นนิพพานที่ให้ลองชิมก็ได้  ก็เลยลองนึกต่อ ว่าถ้าตายแล้วสามารถไม่เกิดใหม่ได้จริง คงจะดีหากได้ไปเย็นอย่างนี้อยู่ที่ไหนสักแห่งไปตลอด แทนการเกิดดับเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์

                        และก่อนที่จะเตลิดเปิดเปิงไปกว่านี้ ก็พอดีได้อ่านคำบรรยายของท่านพุทธทาสที่เกี่ยวกับความดับ ท่านว่าความดับมีสองแบบ คือดับเหลือเชื้อ และดับไม่เหลือเชื้อ ขอยกคำบรรยายของท่านมาเล่าไว้ในที่นี้นะคะ

                        “ หรือว่าเห็นคนว่าตัวตนนี้ บางทีว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนแล้ว แต่ว่าจิตใจที่เป็นศูนย์กลางนั้นเป็นตัวตนอย่างนี้ก็ได้ อย่างนี้เรียกว่าดับไม่หมด มันดับบางส่วน เหลือเป็นตัวตน เหลืออะไรบางอย่างอยู่เสมอไป กระทั่งถึงว่า จิตนี้ก็ไม่ใช่ตัวตน แต่ว่าคุณสมบัติอะไรบางอย่างของจิต เช่น ธรรมะนี้ เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาก็ได้ หรือว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวตนแล้ว สิ่งที่อยู่ถาวรเป็นอนันตกาล เช่นนิพพานธาตุนี้เป็นตัวตนก็ได้ อย่างนี้ดับมีเชื้อเหลืออยู่เรื่อยจนกว่าเมื่อใดจะกวาดทิ้งไปหมด แม้แต่นิพพานธาตุก็ไม่ใช่ตัวตน อย่างนี้มันจึงจะเรียกว่าดับไม่เหลือแห่งตัวตน หรือดับไม่เหลือแห่งตัวกูที่แท้จริง” ( หน้า ๑๒๐ – ๑๒๑ )

                “ เราอาจตัดบทได้สั้นๆว่า คนเกิดก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบของคนเกิด คนตายก็มีความทุกข์ตามแบบของคนตาย ต่อเมื่อไม่รู้สึกว่าเกิด ไม่รู้สึกว่าตาย คือ ว่าง นั่นแหละ จึงจะไม่มีความทุกข์เลย” ( หน้า ๑๓๔ )

                        “ ในอันสุดท้าย ข้อปฏิบัติของเราจะต้องสาวก้าวไปจนกระทั่งถึงว่า ความรู้ว่าไม่เกิด อย่างนี้ก็ต้องไม่เป็นที่ยึดมั่นถือมั่น คือให้สลายไปด้วยเหมือนกัน มันจึงจะเป็นว่างจริงขึ้นมา คือเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่ นั่นแหละจึงจะเป็นเรื่องไม่เกิดที่แท้จริง คือเป็นดับไม่เหลือแท้จริง” ( หน้า ๑๓๕ – ๑๓๖ )

ท่านว่า การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความว่าง ทำได้ใน ๓ โอกาส คือ ( ๑ ) ในขณะที่ทำงานตามปกติ ไม่มีอารมณ์ใดมากระทบ ให้พิจารณาอยู่เสมอถึงความไม่เที่ยงแท้ คิดว่าไม่มีอะไรน่า “ เอา” และไม่มีอะไรน่า “ เป็น” ก็จะทำให้จิตค่อยๆปล่อยวาง คลายความยึดมั่น ว่างไปได้เอง ( ๒ ) ขณะที่มีอารมณ์มากระทบ ให้หยุดการกระทบที่ผัสสะ อย่างปรุงเวทนาจนกลายเป็นตัณหา ก็จะทำให้ว่างจากการเป็นตัวกู ของกูได้อีกทางหนึ่ง และ ( ๓ ) ในขณะที่ร่างกายใกล้แตกดับ ให้นึกถึงว่าไม่มีอะไรน่าหวัง จิตนี้ไม่มีที่หวังที่ไหน ที่จะไป “เอา” หรือไป “เป็น” 

“ เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นไปเพื่อสลายตัวมันเอง ไม่มีความอยากเอา อยากเป็นที่ไหน มันว่างไปในตัวเอง มันสลายไปในตัวเอง......” " แล้วจะบรรลุนิพพานได้ในตัวเอง ในตัวความตายทางร่างกายนั่นแหละ” ( หน้า ๑๓๙ – ๑๔๐ )

ค่ะ อยากจะบ้า ศึกษามาแทบตาย สุดท้ายมาจบตรงที่ยังยึดมั่นในอัตตา ยังยึดจิตนี้ว่าเป็นของตน ธรรมะไม่ใช่เรื่องเข้าใจง่ายเลยนะคะ ยังดีที่ธรรมสภานำคำบรรยายของท่านมาพิมพ์ไว้ในหนังสือ “ แก่นพุทธศาสน์ ” ดิฉันจึงคลายความข้องขึ้นมานิด

แต่ความที่ยังเป็นปุถุชน ยังไม่คลายความยึดถือมั่น ก็ยังสงสัยค่ะ เพราะท่านว่า การเกิด ดับ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเกิดจากท้องแม่ แต่เป็นการเกิดแห่งตัวกู เกิดในห้วงความคิด ในทางจิตเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในแต่ละวัน เราอาจเกิด ดับ ได้หลายภพ ชาติ และผลการกระทำในชาติหนึ่ง ก็ส่งผลไปถึงอีกชาติหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ท่านไม่ได้หมายถึงการเกิดในทางโลก

ท่านว่าคำถามที่ว่าคนเราตายแล้วไปไหนจึงโง่เขลา เพราะเมื่อทั้งหมดคือความว่าง เมื่อว่าง ก็ไม่มีตัวผู้เกิด ผู้ดับ ในทางโลก

แต่ ถ้าจิตของเราไม่ว่างได้ขนาดนั้น ถ้าเราตายโดยที่ยังมีความยึดถือมั่น แล้วจะเกิดอะไรต่อจากนั้นล่ะคะ ท่านผู้ใดจะช่วยดิฉันไขได้บ้าง ????



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
5cats วันที่ : 26/12/2008 เวลา : 22.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/5cats

ทำสมาธิสงบมั่นจนสัมผัสถึงดวงธรรมภายใน..มีบุญจริงหนอ

"เมื่อไม่รู้สึกว่าเกิด ไม่รู้สึกว่าตาย คือ ว่าง นั่นแหละ จึงจะไม่มีความทุกข์เลย"
....สาธุ....

ขอบคุณสำหรับบทความค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
คุณเจม วันที่ : 26/12/2008 เวลา : 13.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/terdsak
    ไปเรื่อยๆเหมือนรถขายโอ่ง   

เข้ามาอ่านเอาความรู้แต่คงตอบไม่ได้ครับ...แต่ในส่วนแนวคิดของผมคือพยายามเข้าใจที่ละข้อไปไม่เร่งด้วยว่ากิเลสของผมนี้มากมายนักพยายามให้รู้ทันจิตตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
คมสรัญญี วันที่ : 26/12/2008 เวลา : 11.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mylifeandwork

ขอส่งพรจากแดนพุทธองค์ อนุโมทนาในบทความซึ่งทำให้ต้องระมัดระวังจิตมากยิ่งขึ้น เพราะว่าเผลอนิดเดียวมีสิทธ์วิ่งเข้าสู่อบาย ทุคติ วินิบาตได้..ถ้าชวจิตดวงสุดท้ายกำหนดไม่ดี ด้วยว่าขาดสติ จะเป็นการกระทำกาละไปด้วยไร้สติ ย่อมมีทุคติเป็นที่หวัง ฯ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 26/12/2008 เวลา : 09.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

( ๒ ) ขณะที่มีอารมณ์มากระทบ
ให้หยุดการกระทบที่ผัสสะ
อย่างปรุงเวทนาจนกลายเป็นตัณหา
ก็จะทำให้ว่างจากการเป็นตัวกู ของกูได้อีกทางหนึ่ง
^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^
สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
สตังค์ วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 21.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง


.

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ต้นฝ้าย วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 18.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/123shoot
“If we are to teach real peace in this world, and if we are to carry on a real war against war, we shall have to begin with the children.” Mahatma Gandhi

ยังอีกเยอะเลยผม...
เอาแค่นิ่งให้ได้ เอาจิตให้อยู่กับการกำหนดอะไรสักอย่าง ยังไม่อยู่เลยครับ... แต่มาอ่านไว้เผื่อจะเข้าใจในภายหน้าครับ...

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
วัชระญาณ วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 17.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/blackwhite

มาสวัสดีปีใหม่ และขอให้เจริญในธรรมยิ่งขึ้นๆๆ

สำหรับการเข้าถึงความว่างในจำนวน ๓ข้อนั้น ตั้งแต่ข้อ ๑-๒ผู้ปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานต้องทำให้ได้ ส่วนข้อ ๓นั้น ก็สามารถแตกแขนงได้อีก ให้หวังในพระนิพพาน เพราะพระนิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง คือว่างจากอารมณ์ที่จะมาบีบคั้น ก็น่าจะมีความหมายเหมือนกัน เพราะคนทั่วไปมักยึดถือยังไม่เข้าใจถึงความว่างจากอารมณ์ ก็ให้มีความยึดมั่นในสิ่งสูงสุด คือพระนิพพาน

ถ้าเกิดเราตายไปในขณะที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่นั้น ยึดอะไรไว้นั่นแหละคือภพชาติใหม่ของเรา หลังจากที่เราได้ดับจิตลง เช่นไปหลงยึดว่าได้สละทรัพย์เป็นจำนวนมากสร้างพระอุโบสถ แล้วจิตก็ยึดมั่นอยู่อย่างนั้น ตายไปเกิดใหม่ก็จะเป็นพวก จิ้งจอก ตุ๊กแก เกาะตามกำแพงอยู่อย่างนั้น

การบรรลุธรรมขั้นสูงนั้น คือการถึงขั้นของอรหันตผล คือการบรรลุถึงความว่างอย่างที่สุด ไม่มีสิ่งกำหนดหมาย ไม่มีขอบเขตดินแดน มันว่างเหมือนไม่มีความรู้ใดๆทั้งสิ้น ปัญญาความรู้ที่ได้พิจารณาอบรมมาก็หมด ถ้าเปรียบน้ำคือปัญญา การที่เราเทน้ำทิ้งออกจากแก้วจนหมดไม่มีเหลือแม้แต่หยดเดียว แก้วนั้นจึงว่างอย่างที่สุด หรือจะเปรียบกับอากาศธาตุ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีขอบเขตใดๆทั้งสิ้น ระหว่างความว่างของอากาศธาตุกับ ความว่างของพระนิพพานนั้นก็เป็นนัยเดียวกัน ต่างกันตรงที่ อากาศธาตุไม่ใช่ธาตุรู้ แต่ความว่างแห่งจิต จิตเป็นธาตุรู้ ความรู้นั้นจึงเป็นความรู้ครอบดินแดน เป็นอิสละ ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ให้มา 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น ท่านคัดมาเท่าที่เห็นว่าจำเป็นเท่านั้น ความจริงแล้วมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่มีประโยชน์น้อยท่านจึงไม่ยกมากล่าว

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
SriNapa วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 16.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SriNapa
สักวันความจริงมันต้องปรากฎ


marry christmas คะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
SriNapa วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 16.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SriNapa
สักวันความจริงมันต้องปรากฎ

อีกอย่าง การเห็นโน่นเห็นนี่ เกิดขึ้นตั้งแต่สมันพุทธกาลก่อนเราเกิดจนเราเกิดมานี่ละคะ ยังมีอยู่

การเห็นก็เป็นสิ่งดี การไม่เห็นก็เป็นสิ่งดี เห็นแล้วจะได้รู้ว่ามันคืออะไร ส่วนไม่เห็นก็จะเจริญเภาวนาไปเรื่อยๆ อาจจะถึงเร็วกว่าเห็นก็ได้คะ

ทุกคำพุดเป็นความเห็นส่วนตัวนะคะ ไม่ทราบว่าเคยอ่านหนังสือของท่านอาจารย์สุชีพ บ้างไหมคะ ลองหาอ่านดูนะ แต่คิดว่าปัจจุบันนี้หาอยากคะ พอท่านเสียไปก็ไม่ค่อยมีใครตีพิมพ์เท่าไหร่คะ เท่าที่ดิฉันอ่านท่านจะสอนเป็นกลางๆ คะ ส่วนหนังสือหลวงปู่เทสก์ หรือหลวงปูหลอด หรือพระสังฆ์ฆราช องค์ปัจจุบันก็อ่านง่ายนะคะลองดูคะ แต่ก็อย่างว่าคะทุกอย่างอยู่ที่จริตของคนด้วย เวลาสวดมนต์เสร็จทุกครั้งลองขอพรพระเพื่อให้ตัวเราได้มีปัญญาเห็นธรรมตามพระพุทธเจ้าเพื่อไปสู่นิพพานสิคะ อาจเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เวลาศึกษาธรรมะง่ายขึ้นคะ (อันนี้เป็นความเชื่อส่วนตัวนะคะ)


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
SriNapa วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 16.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SriNapa
สักวันความจริงมันต้องปรากฎ

นึกเอาเองค่ะว่า ถ้า สงบ เย็น เป็นนิพพาน นั่นอาจเป็นนิพพานที่ให้ลองชิมก็ได้ ก็เลยลองนึกต่อ ว่าถ้าตายแล้วสามารถไม่เกิดใหม่ได้จริง คงจะดีหากได้ไปเย็นอย่างนี้อยู่ที่ไหนสักแห่งไปตลอด แทนการเกิดดับเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์

จากการที่อ่านข้อความของคุณมาถึงตรงนี้ก็ทำให้เกิดความคิดหนึ่งที่เคยอ่านเจอในหนังสือธรรมะว่าการที่คนเรานั่งสมาธิแล้วเห็นโน่นนี่นั้นมันเป็นธรรมดาของการปฎิบัติธรรมบางคนอาจเห็นบางคนอาจไม่เห็นแล้วแต่(บางคนบอกเป็นเพราะวาสนาก็ฟังหูไว้หู) การที่คุณมีอาการแบบนั้นอาจเป็นวาสนาที่ชักพาให้ได้เข้าถึงใกล้เข้สู่ปิศนาธรรมขึ้นไปอีก คือทำให้เรามองเห็นว่านี่คือกิเลส ทำไมฉันถึงมองว่ามันเป็นกิเลส เพราะการเห็นโน่นเห็นนี่มันเป็นแค่สิ่งหนึ่งที่มากระทบมันเป็นสิ่งที่ท้าทายให้เราหลงไปยึดติดหรือไม่ ถ้าคุณยึดติดกับมัน คุณก็จะเดินหลงทางอยู่ และยึดเอาสิ่งนั้นไปสู่นิพพาน แต่ในความเป็นจริงความนิพพานคือความว่างเปล่าไม่มีการยึดติดถือเอาหลักการใดๆ ไปนิพพานนอกจากการปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ให้ยึดติด

แล้วถ้าจิตเรายังไม่ว่างได้ขนาดนั้น ถ้าเราตายโดยที่ยังมีความยึดถือมั่น จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นล่ะคะ ท่านผู้ใดจะช่วยดิฉันไขได้บ้าง????

ถ้ายังยึดมั่นอยู่ก็จะเวียนว่ายตายเกิดเหมือนเดิมคะ จนกว่าจะหลุดพ้นการยึดมั่นถือมั่นการยึดอัตตา

ส่วนตัวอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสเหมือนกันก้ไม่ค่อยเข้าใจคะ ต้องยอมรับว่าเข้าใจอยากมาก นั่นอาจเป็นเพราะจริตของเราอาจจะไม่ตรงกับท่าน ลองวางหนังสือของท่านไว้ก่อนอย่างเพิ่งพยายามอ่านต่อเพราะอ่านแล้วไม่เข้าใจอ่านไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ลองหาหนังสือพระรูปอื่นหรือคนที่เขียนหนังสือธรรมะที่พอจะเข้าใจได้ไม่งงมาอ่านดูคะ บางอย่างต้องใช้เวลา ถ้าเราไม่ได้บำเพ้ญเพียรมาแต่ชาติบางก่อนเพื่อจะนิพพานให้ได้ภายในชาตินี้ ภายใน 7 วัน บางครั้งก็อยากอยุ่คะ คงต้องค่อยๆ สะสมบุญไปเรื่อยๆ คะ ลองดุนะคะ อย่าฝืนคะ เพราะส่วนตัวไม่ฝืนคะ จะวางเลยแล้วหาอ่านเล่มใหม่ไป เมื่อรู้สึกว่าตัวเองพอเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วจะกลับไปอ่านของท่านพุทธทาสคะ เพื่อนๆ ของดิฉันบางคนก็เก่งคะ อ่านและเข้าใจได้เลย อย่างที่บอกคะว่ามันเป็นจริตของคนคะ


ความคิดเห็นที่ 6 (0)
พระจันทร์แดง วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 15.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

แนะนำให้ศึกษาหนังสือ พุทธธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตโต ควบคู่ไปกับหนังสือของท่านพุทธทาส จะทำให้เข้าใจได้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
พระจันทร์แดง วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moonred

ดูเอาในปฎิจจสมุปบาทสิครับ ถ้าตายในขณะที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ ก็หมายความว่ามี "อุปทาน" อยู่ และเมื่อมีอุปทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมีและเมื่อ ภพ มี ภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี และชรา มรณะ ก็จะมีตามมาด้วย นั่นก็คือ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีกนั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ปัณณ์ วันที่ : 25/12/2008 เวลา : 11.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/punn


My dear friend..

My Christmas wish for you, my friend
Is not a simple one
For I wish you hope and joy and peace
Days filled with warmth and sun

I wish you love and friendship too
Throughout the coming year
Lots of laughter and happiness
To fill your world with cheer


Merry Christmas n Happy New Year

Punn

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ภาณุมาศ_ทักษณา วันที่ : 24/12/2008 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tawanna
เฒ่า..เล่าเรื่อง

แหะ ๆ ยังไม่เคยก็เลยตอบไม่ถูกน่ะ
แหม ถามอะไรก็ไม่รุ
น่าจะถามว่าถ้าเกิดมาแล้วไม่นุ่งอะไร ต่อไปจะเป้นไงคงตอบได้ง่ายหน่อยว่า ก็ไม่น่งอะไรน่ะขอรับ
555

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ปยุต วันที่ : 24/12/2008 เวลา : 20.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ajarnyoot

อ่านคำสอนของท่านพุทธทาส มาเป็นทศวรรษ แต่ก็ไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ อ่านแล้วเข้าใจยาก แต่ก็อ่านอยู่เรื่อยๆ โชคดีได้มาอ่านคำสอนของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ(พระราชพรหมยาน หลวงพ่อวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี) จึงค่อยรู้เรื่อง พอไปอ่านของหลวงพ่อพุทธทาสใหม่อีกครั้งคราวจับทางถูกเข้าใจทุกประการ ได้ความว่า การไปนิพพาน ไม่ควรหักด้ามพร้าด้วยเข่า ควรไปตามลำดับขั้นตอน มิฉะนั้นจะลำบากทั้งกายและใจและบริบทที่อยู่รอบข้าง ขั้นต้น ฝึกเป็นคนมีอารมณ์จิตเป็นโสดาบันก่อนนั่นคือ
1.นึกไว้เสมอว่าเราต้องตายและอาจตายวันนี้เดี๋ยวนี้ก็ได้
2.ไม่สงสัยคำสอนของพระพุทธเจ้า
3.ศีล 5 ไม่ละเมิดโดยเจตนา
4.ตั้งใจไว้ว่า ตายไปขอไปอยู่พระนิพพาน ไม่ขอเกิดเป็น มนุษยื เทวด พรหม
แค่นี้แหละ พระโสดาบัน ยังมีลูก มีผ้ว มีเมีย เขียนคิ้วทาปากสบาย ยังมีโลภ โกรธ หลงครบ แต่ต้องไม่ละเมิดศีล 5 อย่างเด็ดขาด

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
redribbons07 วันที่ : 24/12/2008 เวลา : 19.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/redribbons07


สุขเกษมเปรมปรีดิ์วันปีใหม่

ขอพรให้พระคุ้มครองจิตแจ่มใส

สุขภาพแข็งแรงทั้งกายใจ

หวังสิ่งใดสำเร็จทุกประการ


Merry Christmas and Happy New Year 2009




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน