*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 385
  • จำนวนผู้ชม : 566387
  • จำนวนผู้โหวต : 375
  • ส่ง msg :
  • โหวต 375 คน
<< สิงหาคม 2009 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม 2552
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 11722 , 07:17:10 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

คำนำ

 

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  ทรงมีพระราชปรารภว่าควรจะมีหนังสือแนะแนวคำสั่งสอนในศาสนาอิสลามสำหรับพระราชทานแก่ประชาชนในจังหวัดภาคใต้ผู้นับถือศาสนาอิสลามและสำหรับผู้ประสงค์จะทราบทั่วไป  จึงพระราชทานพระราชดำริและโปรดเกล้าฯ  ให้คุณหญิงสมร  ภูมิณรงค์  เลขานุการจุฬาราชมนตรีเรียบเรียงเรื่อง  “ศาสนาอิสลามสอนอะไร” ตรวจทานโดยนายต่วนสุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรีแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  ให้จัดพิมพ์

วังสระปทุม

20  มกราคม  2514

 

ศาสนาอิสลามสอนอะไร

 

อิสลามเป็นนามของศาสนาหนึ่ง  ซึ่งนับถืออัลเลาะห์เป็นพระเจ้า  และมีนบีมุฮำมัดเป็นผู้เผยแพร่หลักการศาสนาเป็นศาสดาองค์สุดท้าย  การเผยแพร่เป็นไปตามโองการของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งประทานลงมาตามเหตุการณ์ของโลกและโองการต่างๆ  นั้นได้รวบรวมเขียนไว้เป็นคัมภีร์ในโอกาสต่อมา  ซึ่งเราเรียกว่า  พระคัมภีร์อัลกุรอาน

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งจิตใจ  ศาสนาแห่งความรู้สึกนึกคิด  ศาสนาแห่งการปฏิบัติ  ศาสนาอิสลามไม่มีสิ่งใดเป็นเครื่องหมายแทนหรือรูปสักการะ  แต่เราปฏิบัติศาสนกิจด้วยการระลึกถึงพระเจ้า  ด้วยจิตใจจริงๆ  ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเราเรียกว่า  มุสลิม  หรือ  อิสลามิก  ชนมุสลิมจะต้องปฏิบัติศาสนกิจเท่าๆ  กันทั้งชายและหญิงด้วยหลัก  5  ประการ  หรือเรียกว่า  มุขยบัญญัติ  5  ประการ  คือ

1.  การกล่าวปฏิญาณตน   หมายถึงผู้ที่จะยอมรับนับถือศาสนาอิสลามนั้นต้องปฏิญาณตน  และเชื่อถือโดยเด็ดขาดว่ามีพระผู้เป็นเจ้าสร้างโลก  สรรพสิ่งในโลก  คือ  อัลเลาะห์องค์เดียว  คำปฏิญาณนั้นมีความหมายว่า  “ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าที่เคารพสักการะโดยเที่ยงแท้ นอกจากอัลเลาะห์องค์เดียว และขอปฏิญาณว่านบีมุฮำมัดเป็นทูตของพระองค์อัลเลาะห์”

จะเห็นได้ว่าหลักข้อแรกของการปฏิบัตินั้นอยู่ที่จิตใจ  เพราะการกล่าวจะเป็นผลได้  ต้องด้วยมีจิตใจมุ่งตรงตามความหมายดังกล่าว  และเป็นการกล่าวที่วาจาและใจต้องตรงกัน  เพียงกล่าว  2  ประโยคนี้พร้อมกับจิตใจมุ่งตรงก็นับว่าเราได้ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามโดยสมบูรณ์  และผู้ที่นับถือ  ศาสนาอิสลามอยู่แล้วก็จะต้องกล่าว  2  ประโยคนี้อยู่เสมอ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาละหมาด  5  เวลา  เป็นการเตือนใจให้ระลึกถึงพระเจ้าและศาสดา  และขอบคุณอยู่เสมอที่เราได้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้  แม้ใครจะได้ยินคำกล่าวหรือไม่ก็ตาม  และหากกล่าวบ่อยๆ  ก็จะเป็นกุศล

2.  การนมัสการ  5  เวลา    การทำนมัสการนี้ไม่ต้องใช้เวลามากนัก  เพียง  10  นาทีก็จะเป็นการเพียงพอการทำนมัสการคือการสำรวมจิตใจระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า  นับว่าเป็นการฝึกจิต  และเพิ่มพูนความสามารถในการตั้งสมาธิโดยหัวใจบริสุทธิ์  เป็นการผ่อนความนึกคิดที่ฟุ้งซ่าน  และผ่อนความตึงเครียดในการประกอบการงานได้เป็นอย่างดี  การนมัสการ  5  เวลานั้นคือ  เช้า  บ่าย  เย็น  ค่ำ  และกลางคืน  การนมัสการในเวลาบ่ายหรือเย็น  ก็ไม่ทำให้เสียเวลาการประกอบการงาน  เพราะตรงกับเวลาพักผ่อนของเราพอดี  คือประมาณเที่ยงครึ่ง  สี่โมงครึ่ง  ห้าโมงครึ่ง  ถ้าผู้ใดปลีกเวลาทำได้ก็เป็นการดีเสียกว่าจะพักผ่อนเฉยๆ  เพราะจะช่วยเพิ่มพูนกำลังทางจิตใจ  สงบอารมณ์  หลังจากนั้นก็จะเกิดความสดชื่น  เริ่มต้นกิจการใหม่ด้วยดี  เกิดผลดีทางการงาน  การประกอบพิธีนมัสการทำได้ทุกที่  แม้มิใช่มัสยิด  แต่ขอให้มีความสะอาดเท่านั้น 

ฉะนั้นถ้าสถานที่ทำงานจะได้จัดห้องเล็กๆ  ไว้  ก็จะทำกันได้โดยสะดวกเพราะทำทีละกี่คนก็ได้  ทำเป็นหมู่ก็ได้  โดยผินหน้าไปทางกะอ์บะอ์  ซึ่งเป็นศูนย์รวมของมุสลิม  ผู้ที่จะประกอบบัญญัติข้อนี้  ต้องเป็นผู้มีความสะอาดในเครื่องแต่งกาย  ร่างกาย  ต่อจากนั้นก็ต้องทำความสะอาดทางใจคือการสำรวม

มนุษย์เราโดยปกติวิสัย  ถ้าได้ทำการตบแต่งร่างกายอยู่เสมอ  ก็จะแลดูสะอาดสะอ้าน  ฉันใดก็ดี  การที่มุสลิมต้องมีภารกิจในการที่ต้องกระทำนมัสการวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง  5  เวลา   ก็ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่า  เราได้ชำระร่างกายของเรา  5  ครั้ง  เพราะก่อนจะทำการนมัสการ  เราต้องชำระมลทินในตัวของเราก่อน  อาทิ  ล้างฝ่ามือ  ล้างหน้า  ล้างมือถึงข้อศอก  เช็ดศีรษะ  และล้างเท้าถึงตาตุ่ม  ความสะอาดก็จะมีขึ้นแก่ตัวเรา  ใบหน้าของเราก็จะนวลผ่องอยู่ตลอดเวลา  ถูกต้องตามสุขอนามัย

หลักข้อนี้จึงก่อให้เกิดพลังทางจิต  เป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์  สะอาด  ปราศจากอคติ  และเยือกเย็น

3.  การบริจาคทรัพย์ตามศาสนบัญญัติ  คือ  การจัดให้มีระบบการสังคมสงเคราะห์ประการหนึ่ง  เพื่อช่วยเหลือให้ผู้อื่นมีการกินอยู่ดี  ด้วยการบริจาคเงินทอง  สิ่งเพาะปลูกสินค้า  ผลไม้  (อินทผลัม  องุ่น)  ปศุสัตว์  ที่มีอยู่ในครอบครอง  เมื่อครบ  1  ปี  ด้วยอัตราที่คิดไว้ตามหลักการทางศาสนา  คือร้อยละ  2  ½  ต่อปี  แก่บุคคล  8  ประเภท  คือ

3.1  คนออนาถา  เด็กกำพร้า

3.2  คนขัดสน

3.3  เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รับ

3.4  ผู้เลื่อมใสเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามในระยะแรก ๆ

3.5  ไถ่ทาส

3.6  ผู้เป็นหนี้มาเพื่อการกุศล

3.7  คนเดินทางที่ขาดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

3.8  นักรบ

การปฏิบัติดังกล่าวแล้ว  ก็คือหลักการสังคมสงเคราะห์ปัจจุบัน  คือให้ผู้มีฐานะดีได้มีโอกาสในการอุปถัมภ์ค้ำชูผู้มีฐานะต่ำกว่า  หรือใช้ทรัพย์ที่จำเป็นที่ตนจะต้องบริจาคไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม  ผู้ใดประกอบตามศาสนบัญญัติข้อนี้ก็จะเป็นผู้มีใจเมตตากรุณาต่อผู้อื่น  ผู้ที่บริจาคตามหลักการที่ศาสนาบัญญัติไว้  และเลือกบริจาคกับบุคคลต่างๆ  ดังกล่าวนั้นตามที่เห็นสมควร  ผู้ใดที่เป็นผู้ที่จะต้องบริจาคก็รู้อยู่กับตนเอง  เพราะทุกคนรู้ว่าตนเองนั้นมีทรัพย์สินเท่าใด  ควรจะบริจาคเท่าใด  และถ้าหากจะไม่บริจาคก็ไม่มีใครว่าอะไร  เพราะเป็นบทบัญญัติทางศาสนาไม่มีการลงโทษในโลกนี้  แต่เมื่อเขาเดินทางไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าในโลกหน้า  เขาก็จะต้องถูกชำระบาปในการปกปิดของเขา  และในการบริจาคศาสนาก็ไม่ให้ทำอย่างแบบโอ้อวดในความมั่งมีด้วย  การบริจาคข้อนี้ผิดกับการบริจาคทานเพราะการบริจาคทานไม่มีข้อกำหนด  แล้วแต่ศรัทธาและทำได้ทุกโอกาส

4.  การถือศีลอดในเดือนรอมดอน  คือการละเว้นจากการกิน  การดื่ม  นับตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก  ในเดือนที่  9  ของศักราชอิสลามเป็นเวลาหนึ่งเดือน  การถือศีลอดก็มิใช่อดอาหาร  อดน้ำเท่านั้น  ยังต้องถึงพร้อมด้วยการอดกลั้นต่อกิเลสและความอ่อนแอทั้งหลายอีกด้วย  การถือศีลอดที่ทำกันมาก็เนื่องจากความเชื่อมั่นและศรัทธาในเอกองค์อัลเลาะห์  ซึ่งก่อให้เกิดพลังในดวงจิตที่จะต่อสู้กิเลสทั้งหลายและสามารถประกอบกิจการงานได้อย่างปกติสุขเช่นในเดือนอื่น 

ในระหว่างการถือศีลอดจะต้องเว้นจากการพูดหยาบคาย  ชั่วช้าลามกและอื่นๆ  พยายามทำความดีมากเป็นพิเศษเหนือเดือนอื่น  แจกจ่ายอาหารแก่ผู้ถือศีลอดและยากจน  หมั่นประกอบศาสนกิจบัญญัติข้อนี้เป็นบัญญัติที่มุสลิมทั้งชายและหญิงจะต้องถือปฏิบัติ  เว้นแต่ผู้เดินทางไกล  ผู้ป่วยที่แพทย์ห้าม  หญิงมีครรภ์  หญิงแม่นม  หญิงที่มีประจำเดือน  ผู้ชราภาพ  แต่อย่างไรก็ดีก็ต้องชดใช้ในเวลาอื่นหรือเดือนอื่นตามความสามารถของผู้ที่ขาดการถือศีลอดไว้

โดยธรรมข้อนี้หากผู้ใดปฏิบัติก็จักเป็นผู้รักสงบ  มีขันติธรรม  มีความเมตตากรุณา  มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในความยากลำบากทั้งหลาย  รักระเบียบวินัย  ปฏิบัติตามแบบแผนของกฎหมายบ้านเมือง  มั่นคงในศีลธรรม  ซึ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่จะช่วยกันพัฒนาจิตใจมนุษย์ให้สูงส่ง

การถือศีลอดบางทีก็ดูเหมือนว่าเป็นวิธีการทางศาสนาที่ค่อนข้างยากลำบาก  แต่ที่จริงแล้วความยากลำบากนี้หาเป็นการบั่นทอนชีวิตหรือสิ่งประกอบอย่างไรไม่  หากเป็นการลดความสุข  ความฟุ้งซ่านอันเกิดขึ้นเพราะจิตใจของเรา  เอาแต่ใฝ่หาความฟุ่มเฟือยอย่างไม่รู้จักหยุดรู้จักหย่อน  ในด้านสุขภาพก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องบั่นทอนเพราะในระยะหนึ่งเดือนนั้นเรารับประทานเป็นเวลา  หยุดเป็นเวลา  เป็นการพักผ่อนไปในตัว  ไม่ทำให้เกิดท้องเสียหรือมีโรคอื่นแทรกประการใด  และสามารถลดความสมบูรณ์เกินไปลงได้ด้วย

การถือศีลอดต้องปฏิบัติทุกคน  ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับคนรวย  คนจน  ผู้หญิง  ผู้ชาย             พระศาสดา  หรือกษัตริย์  ก็ต้องถือปฏิบัติทุกคน

5.  การประกอบพิธีฮัจย์  บัญญัติข้อนี้สำหรับมุสลิมที่มีความสามารถจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์    นครมักกะห์  ประเทศซาอุดิอาระเบียได้  ความสามารถในที่นี้หมายถึงมีทรัพย์พอที่จะเดินทางไปและกลับ  มีพอจะเลี้ยงครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง  มีความปลอดภัยในการเดินทางมีสติสัมปชัญญะ  มีร่างกายแข็งแรง  พิธีฮัจย์จะต้องประกอบ    นครมักกะห์  ประเทศซาอุดิอาระเบียแห่งเดียว  จะจำลองสถานที่นี้มาไว้ที่ใดเพื่อประกอบศาสนกิจข้อนี้ไม่ได้ 

การประกอบพิธีฮัจย์มีหลักการใหญ่  คือการเวียนรอบไปตุลเลาะห์  อันเป็นมัสยิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับมนุษยชาติ  เป็นทิศทางที่พี่น้องมุสลิมใช้ผินหน้าไปเมื่อทำนมัสการ  เป็นสถานที่สำหรับประกอบศาสนกิจของประชากรมุสลิมทั่วทุกมุมโลก  โดยมิได้คำนึงถึงความแตกต่างในศักดิ์ตระกูล  ความมั่งคั่งในสารสมบัติ  ความยากจน  ผิวพรรณ  และชาติชั้นอย่างใด  แต่คำนึงในศักดิ์ศรีแห่งมนุษยชาติซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  ด้วยพลังและค่าใช้จ่ายของตนเองตามใจสมัคร  ด้วยเครื่องแต่งกายอย่างเดียวกันทั้งหมด  ไปรวมในสถานที่เดียวกัน  ในเวลาเดียวกัน  ด้วยจิตสมาธิมุ่งตรงต่อเอกภาพของอัลเลาะห์เจ้า  เปรียบเสมือนองค์การสหประชาชาติในปัจจุบัน  และเพื่อทำความรู้จักกับนานาชาติ

ผู้ปฏิบัติศาสนกิจในข้อนี้  จะได้หลักสามัคคีธรรมเป็นประการแรก  เพราะการอยู่รวมกันของบุคคลหลายประเภทนี้จะอยู่รวมกันได้ก็เพราะการสร้างความเข้าใจดีต่อกัน  สร้างความเห็นอกเห็นใจต่อกัน   อันนำมาซึ่งความเป็นเอกภาพของมวลมุสลิม  นอกจากนี้ยังเป็นการให้ทุกคนได้สำนึกว่าความเท่าเทียมกัน  เพราะในขณะประกอบศาสนกิจนั้นเราต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน  แต่งกายเหมือนกัน  ไม่มีการเหลื่อมล้ำต่ำสูง  ผู้ที่เคยอยู่ในเคหาสน์ใหญ่โตก็ต้องมาอยู่ในพื้นที่เดียวกับผู้ที่อยู่ในบ้านเล็กๆ  ผู้ที่เคยใช้เครื่องแต่งกายที่โอ่อ่า  ก็ลดมาใช้เครื่องแต่งกายเหมือนกับผู้ที่เคยใช้ผ้านุ่งผืนห่มผืน  กินอยู่หลับนอนในทะเลทรายไม่มีฟูกรองรับ  เป็นระยะเวลาของการสำนึกตัว  รู้จักความยากลำบาก  และมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น  มีความอดทนในสภาพการต่างๆ  รู้จักการอยู่ร่วมกัน  รู้จักการเดินทาง  เป็นต้น

บัญญัติข้อนี้เป็นบัญญัติที่บังคับสำหรับผู้มีฐานะความสามารถที่จะเดินทางไปได้เท่านั้น  ให้มุสลิมพึงมีโอกาสได้ปฏิบัติในชั่วชีวิตหนึ่งเพียงครั้งหนึ่งเท่านั้นสำหรับส่วนตัว  ส่วนผู้ที่ไม่อยู่ในข่ายดังกล่าวนั้น  ก็ไม่เป็นการบังคับที่จะถือปฏิบัติ  เพียงแต่ให้มีใจยึดมั่นในหลักธรรมก็เพียงพอแล้ว

มุขยบัญญัติ  5  ประการที่กล่าวมาแล้วนี้  มุสลิมถือปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัด  ก็เพราะความเกรงกลัว  รักและนับถือในพระผู้เป็นเจ้า  ผู้ใดเกรงกลัวเขาก็จะกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงใช้และงดเว้นในสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามเพราะพระผู้เป็นเจ้านั้นที่จะบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เกิดขึ้นมา  ให้เราตาย  ให้เราเกิด  ให้เราเป็นสุข  ให้เราทุกข์   ให้เรารวย  ให้เราจน  ให้มีความลำบาก  ให้มีความสบาย  และเราทุกคนก็คือผู้รับ  โดยเหตุนี้เราต้องเกรงกลัวด้วยการปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงาม  อีกประการหนึ่งมุสลิมมีความเชื่อถือว่าทุกชีวิตจะต้องตาย  และจะต้องไปอยู่ในแดนสุคติ  (สวรรค์)  หรือแดนทุคติ  (นรก)  ด้วยการกระทำของตนเป็นเครื่องชี้ทางไป  หากทำสิ่งที่ดี  ประพฤติก็จะไปอยู่ในแดนที่มีความสุข  หากเราประพฤติชั่ว  เราก็จะได้ไปอยู่ในแดนที่มีแต่การทรมาน

จากความเกรงกลัวและความศรัทธาว่า  ทุกชีวิตจะต้องได้รับผลตอบแทนในการกระทำความดีนี้  ทำให้มุสลิมทำแต่ความดีทั้งในที่ลับและที่แจ้ง  แม้ว่ามนุษย์จะมองไม่เห็น  แต่จะเชื่อมั่นว่าจะมีพระศาสนเทวทูตเป็นผู้คอยจดความดีและความชั่วของเราไว้  เพื่อชำระบาปบุญของเราในภพหน้า

นบีมุฮำมัด  มุสลิมถือว่าเป็นศาสดาองค์สุดท้ายในศาสนาอิสลาม  แต่เป็นผู้ที่ได้รีบโองการพิเศษจากพระองค์อัลเลาะห์เจ้าเพื่อนำไปสั่งสอนมนุษย์  พระองค์ได้ประทานหลักศาสนบัญญัติลงมาอย่างครบถ้วนแก่ศาสดาองค์นี้  ฉะนั้นท่านนบีมุฮำมัดจึงเป็นผู้ที่ได้รับความโปรดปรานเป็นพิเศษจากพระผู้เป็นเจ้า  ท่านก็ต้องมีอะไรพิเศษในตัว  นับตั้งแต่อุปนิสัย  บุคลิกลักษณะและอื่นๆ  ซึ่งบุคคลรุ่นหลังจะได้ถือเป็นตัวอย่างและเจริญรอยตาม  พระวจนะของท่านตอนหนึ่งสอนให้มนุษย์เป็นผู้มีมารยาทดี  อันเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนควรจะได้ปลูกฝัง  พระวจนะของท่านตอนนั้นมีความว่า

“ศรัทธาชนที่มีความศรัทธาอันสมบูรณ์นั้น คือผู้ที่มีมารยาทดียิ่งในหมู่เขา”

อุปนิสัยของท่านนบี  มีอะไรบ้างที่ควรจดจำ  และขอยกมาเป็นบางข้อเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ  และอบรมสั่งสอนกุลบุตรกุลธิดาของท่าน  คือ

1  มีความละอายแก่ตนเอง  ที่จะละเมิดข้อห้ามของพระเจ้า

2  ให้ความสงเคราะห์แก่ผู้ที่มาขอ  หรือคนยากจน

3  ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยามผู้ขัดสน

4  เมื่อพบปะเพื่อนฝูงให้การทักทายก่อน

5  ไม่เย่อหยิ่ง  จองหอง  อวดดี

6  ไม่ถือตัว  ไม่ยกตนข่มท่าน

แนวทางปฏิบัติ  6  ประการที่กล่าวมา  ล้วนแต่เป็นอาภรณ์อันหาที่เปรียบมิได้  แม้ผู้ใดจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณและเครื่องประดับที่สูงด้วยค่า  แต่ถ้าหากขาดอาภรณ์  6  ประการ  ก็หาเป็นบุคคลที่ควรแก่การยกย่องไม่

ศาสนาอิสลาม  สอนให้คนยึดมั่นในศาสนาและละเว้นจากการทำลายตนเอง  การฟุ่มเฟือยหรือสุรุ่ยสุร่าย  การทำตนให้เป็นที่อัปยศอดสู  และการเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน  นั่นคือสอนคนให้ห่างเหจากกิเลสและอบายมุขต่างๆ  ซึ่งเป็นเครื่องบั่นทอนอนาคต  นอกจากสอนให้ละเว้นแล้วยังได้วางบทลงโทษแก่ผู้ที่กระทำดังกล่าวในวันปรภพอีกด้วย

คุณธรรมที่ควรปลูกฝังในตัวเอง  ศาสนาอิสลามก็สอนให้รู้จักการขอบคุณผู้ที่มีพระคุณ  ให้มีความอดทนในการทำความดี  อดทนในการละเว้นความชั่ว  ปลูกความรักความบริสุทธิ์ใจ  ให้พอเพียงในสิ่งที่ตนมีอยู่  และให้ทำตนเป็นที่ไว้วางใจของผู้อื่น  และตรงกันข้ามก็ให้หลีกห่างจากการพูดเท็จ  การผิดสัญญา  การสงสัยคนอื่นในทางชั่ว  การคิดว่าตนเองวิเศษกว่าคนอื่น  การโอ้อวด  การบันดาลโทสะ  การตระหนี่ถี่เหนียว  การอิจฉาริษยา  การกล่าวร้ายป้ายสี  การยุแหย่  การนินทา  และการทุจริต  การสาบานเท็จ

คุณธรรมจะเพิ่มพูนและอธรรมจะค่อยๆ  หายไป  ถ้าเราได้ถือปฏิบัติในมุขยบัญญัติอย่างจริงจัง  เพราะคนเราถ้ามีการสำรวมจิตใจได้  ก็จะก่อให้เกิดคุณธรรมทั้งสิ้น  ฉะนั้นจึงพอสรุปได้ว่าหลักศาสนบัญญัติข้อใหญ่ๆ  5  ประการนั้น  เป็นที่มาแห่งคุณธรรมทั้งหลาย  เป็นบ่อเกิดแห่งการสังคมสงเคราะห์  เป็นบ่อเกิดแห่งการอยู่ร่วมกันด้วย  ความสุขทั้งสิ้น  นอกจากจะได้รับบุญกุศลตามที่พระองค์อัลเลาะห์เจ้าได้ทรงบัญญัติไว้แล้ว

อัลกุรอาน  เป็นนามคัมภีร์สูงสุดของศาสนาอิสลาม  เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมคำตรัสของพระผู้เป็นเจ้า  ที่ได้ประทานแก่ท่านนบีมุฮำมัดทีละเล็กละน้อย  ตามเหตุการณ์ในสมัยนั้นจนครบถ้วน  ในระยะเวลา  22  ปี  กับ  3  เดือน  รวมทั้งสิ้น  6666  วรรค  มี  112  บท  แบ่งเป็น  30  ส่วน  ข้อความและสำนวนโวหารของพระคัมภีรค์อัลกุรอานเป็นภาษาที่สูงสุด  ซึ่งกวีอาหรับชั้นสูงไม่สามารถที่จะประพันธ์เทียบเคียงได้ 

ข้อความในพระคัมภีร์อัลกุรอานแบ่งออกเป็นบัญญัติเกี่ยวกับคุณของการกระทำดี  การกระทำชั่ว  การบังคับและอนุญาตให้ปฏิบัติ  การห้ามมิให้ปฏิบัติ  การเปรียบเทียบ  พงศาวดาร  การอนุญาต  และห้ามในเรื่องการอุปโภคบริโภค  การวิงวอนและมีบางวรรคที่ไม่เหมาะสมก็ยกเลิก  เนื่องจากไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ในสมัยนั้นพร้อมกันนั้น  ก็มีบางวรรคที่นำมาแทนวรรคที่ยกเลิก  พระคัมภีร์อัลกุรอานจึงเป็นคัมภีร์ที่สมบูรณ์  ไม่ขาดตกบกพร่อง  ไม่มีการแก้ไขหรือสังคายนาโดยมนุษย์  และไม่มีข้อความที่ขัดแย้งกัน

ความสำคัญของพระคัมภีร์อัลกุรอานก็คือ  เป็นหลักปฏิบัติโดยทั่วไป  ประกอบด้วยภาคนมัสการ  ความแพ่ง  ครอบครัวมรดก  และความอาญา  นอกจากนั้นก็ยังมีวิทยาการต่างๆ  อีกมากมาย  ข้อความในพระคัมภีร์นี้รวบรวมไว้ด้วยข้อความของคัมภีร์ต่างๆ  ที่พระผู้เป็นเจ้าเคยประทานแก่ศาสดาองค์ก่อนๆ  และยิ่งกว่านั้นสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในพิภพนี้ทั้งอดีตและอนาคต  ปรากฏอยู่ในใจความของพระคัมภีร์อัลกุรอานทั้งสิ้น

การที่ท่านนบีมุฮำมัดได้รับพระคัมภีร์อัลกุรอาน  เป็นเวลาที่ยาวนานมากถึงเกือบยี่สิบสามปี  ตามเหตุการณ์ของโลกในสมัยนั้น  ระยะเวลานานถึงยี่สิบสามปี  ถ้าเป็นมนุษย์ก็เป็นผู้ที่มีความคิดรอบคอบ  มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์  ข้อห้ามที่ลงมาแต่ละครั้งก็เป็นการห้ามปรามทีละอย่าง  ให้ทำทีละอย่าง  เมื่อประทานแก่ท่านนบีมุฮำมัดในขณะที่พำนักอยู่ในนครมักกะห์  เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า  ประวัติศาสตร์ความสงบสุข  แต่เมื่อประทานลงมาขณะที่ท่านนบีมุฮำมัดพำนักอยู่ในนครมดีนะห์  ลงบัญญัติทางศาสนา  บาปบุญคุณโทษ  ประชาชนจึงสามารถปรับตัวเองให้ทันเหตุการณ์

เปรียบเสมือนหนึ่งว่าเราสอนหนังสือเด็ก  ถ้าเราสอนเหตุที่มาก่อน  เด็กจะมีความเข้าใจ  และต่อมาถ้าสอนว่า  คุณและโทษมีอย่างไร  เด็กก็จะรู้จักเข้าใกล้  และออกห่างสิงเหล่านั้นเอง  โดยเด็กไม่กลัวอย่างไม่มีเหตุผล  จึงนับได้ว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ประทานพระคัมภีร์อัลกุรอานลงมาอย่างสุขุมที่สุด  ความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าจึงเกิดขึ้นอย่างสถิตแนบแน่นและประทับอยู่ในดวงจิตอย่างสนิทที่สุด

พระผู้เป็นเจ้า  เป็นผู้ประทานคัมภีร์อัลกุรอานลงมา  ท่านนบีมุฮำมัดไม่ได้เขียนขึ้นเอง  หรือเป็นคำสั่งสอนที่ท่านนบีมุฮำมัดไม่ได้เขียนขึ้นเอง  หรือเป็นคำสั่งสอนที่ท่านนบีมุฮำมัดคิดขึ้นมาเอง  เพราะท่านนบีไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน  อ่านหนังสือไม่ออก  เขียนไม่ได้  ท่านนบีมุฮำมัดรับพระโองการด้วยการท่องจำ  แต่พระคัมภีร์อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่ประกอบด้วยภาษาสูง  ความละเอียดแห่งถ้อยคำสำนวนและอรรถรสนั้นไม่อยู่ในวิสัยของมนุษย์จะสามารถประพันธ์ขึ้นมาเองได้  และยิ่งได้ศึกษาพระโองการต่างๆ  ที่ปรากฏอยู่โดยละเอียดและโดยที่ผู้ศึกษามีจิตใจเป็นธรรมนอบน้อมต่อสัจธรรมและความเป็นจริงแล้ว  ก็จะยิ่งศรัทธาและเชื่อมั่นอย่งแน่นแฟ้นอีกว่า  อัลกุรอานเป็นโองการมาจากพระเจ้าได้ประทานแด่ท่านนบีมุฮำมัดผู้มีคุณสมลักษณะสมบูรณ์แล้วที่พระองค์ทรงเลือกให้เป็นศาสดาของพระองค์  และท่านนบีมุฮำมัดก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญ  โดยเผยแพร่หลักการที่แท้จริงออกไป  จึงถือว่าพระคัมภีร์อัลกุรอานเป็นที่มาแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธา  และเป็นหลักการและบัญญัติทั้งมวล  ซึ่งเราเรียกว่า  ธรรมนูญของศาสนา

ในอัลกุรอานซึ่งเป็นคำสอนของศาสนานั้นมีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ  มุสลิมจะต้องเรียนรู้และมีความเชื่อมั่นอย่างจริงใจในภาคทฤษฎีที่วางไว้  และพร้อมกันนั้นก็ต้องเริ่มปฏิบัติ  อย่างน้อยที่สุดเมื่อมีอายุบรรลุตามศาสนภาวะหากมิได้เริ่มปฏิบัติก็คงมีพันธะติดตัว  และต้องรับโทษตามที่ได้กำหนดไว้ในโลกหน้า

การกำหนดโทษในโลกหน้านี้บางคนเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น  ไม่เคยมีใครรับทราบมา  หรือขอทิ้งเอาไว้เป็นเรื่องข้างหน้า  ไม่ต้องนำมาขบคิด  แต่ตรงกันข้ามมุสลิมที่ได้รับการศึกษาในด้านศาสนาเป็นอย่างดี  ก็จะได้คิดเช่นนี้เลย  แต่มีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น  และพยายามถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  ทั้งนี้เพราะการศรัทธาต่อหลักศาสนานั่นเอง

ศาสนาอิสลามให้ทางสว่างแก่มนุษย์โดยทั่วไป  ผู้ใดปฏิบัติตามหลักการทางศาสนาอย่างจริงจัง  จึงเป็นผู้ที่ควรแก่การยกย่องทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  ผู้นับถือศาสนาอิสลามไม่ทำตัวขัดกับความเจริญของโลก  และจะต้องพยายามศึกษาทั้ง  2  ทาง  เพื่อให้มีความสุขในโลกหน้าด้วยการศาสนา  ความเจริญและการวิวัฒนาการของโลกนั้นจะต้องถือเสมือนข้อคิดที่นำมาเปรียบเทียบกับหลักการทางศาสนา  แต่อย่างไรก็ดีมิใช่ต้องนำมาเปลี่ยนหลักการ  เพราะศาสนาอิสลามนั้นทันกับโลกทุกยุคทุกสมัย  อยู่ที่มนุษย์จะนำมาใช้ถูกหรือไม่เท่านั้น

ในเรื่องของความกตัญญูรู้คุณ  ศาสนาอิสลามสอนไว้เป็นอย่างมาก  นับตั้งแต่พ่อแม่  ครูอาจารย์  ผู้มีพระคุณ  ตลอดจนประเทศชาติให้มีความรัก  การเสียสละความสุขเพื่อผู้มีพระคุณ  รวมทั้งประเทศชาติ  ดังท่านนบีมุฮำมัดได้มีพระวจนะไว้ว่า

“ความรักประเทศชาติเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา”

เพราะฉะนั้นมุสลิมจะอยู่ในประเทศใด  จะเป็นประเทศมุสลิมหรือไม่ก็ตาม  หากเป็นผู้ยึดมั่นในหลักการศาสนาแล้ว  ก็ย่อมจะมีความรักในประเทศนั้นๆ  ยอมเสียสละเพื่อประเทศชาติ  เพราะเราจะอยู่อย่างเป็นสุขประกอบศาสนกิจได้เป็นอย่างดี  ก็อยู่ที่ความสงบสุขภายในประเทศด้วย

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
เพลงกระบี่ฯ วันที่ : 18/08/2009 เวลา : 02.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plaengkrabi
http://www.oknation.net/blog/krabinoi   **BE GENTLE WITH THE EARTH**

เชื่อเช่นกันคะว่าศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนยเป็นคนดี
ได้ความรู้เพิ่มคะป้า ขอบคุณคะ
เห็นปกหนังสือภาคภาษาปะกิตแล้วจะสั่งให้ปู่กะพ่อลิงคะ

ป.ล นิยายอิงพุทธศาสนาไปถึงไหนแล้วคะ
เอาใจช่วยเขียนและรออ่านคะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
คมสรัญญี วันที่ : 16/08/2009 เวลา : 20.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mylifeandwork

มาอ่านศาสนาในเชิงเปรียบเทียบ..เจริญพรและอนุโมทนา

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
BlueHill วันที่ : 14/08/2009 เวลา : 18.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ขอบคุณครับพี่
ผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องศาสนามากนัก แต่อ่านเรื่องนี้แล้ว ดูเหมือนว่า ศาสนาอิสลามจะเน้นเรื่องการดำรงชีวิตอย่างปราศจากซึ่งความฟุ่มเฟือย ใช่ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
musafeer วันที่ : 14/08/2009 เวลา : 09.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/taibah

ขอบคุณที่ช่วยเขียนเกี่ยวกับอิสลาม และนำข้อมูลที่ถูกต้องมาครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
จันทร์ราตรี วันที่ : 14/08/2009 เวลา : 00.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mouthmouth

เข้ามาอ่านครับคุณ ณัฐรดา ศาสนาเเต่ศาสนา ต่างก็สอนให้คนเป็นคนดี คนในเเต่ละศาสนาก็ยังมีทั้งคนดีเเละคนชั่วเช่นกัน โลกนี้มีหลายศาสนา เเต่ละศาสนาก็ อุบัติขึ้นมา เพื่อสั่งสอนให้คน เป็นคนดี เเต่ละศาสนา มีพระเจ้า บางศาสนาก็ไม่มีพระเจ้า เเต่พระศาสดา ก็สั่งสอนให้คนเป็นคนดี ฉนั้น ไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาไร คิดว่าหัวใจ ของศาสนาก็เพื่อสอนให้เป็นคนดี ยิ่งเกิดมาในโลกนี้ เห็น ใครต่อใครอ้างศาสนา เพื่อทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่งของศาสนา ก็ยิ่งคิดว่า เเต่ละศาสนา มันก็คล้ายๆกันคือสอนให้คนเป็นคนดี ยิ่งเป็นคนไทยเเล้ว ไม่ว่าศาสนาไรก็ตาม ทุกคนก็เป็นคนไทย เเต่ต่างตรงสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเเต่ละคน ฉนั้น เศร้าใจที่ คนไทยกันเอง อ้างเเบ่งชนชั้นเพราะ คนละศาสนา เเต่ลืมไปเเล้วว่า ไม่ว่าศาสนาใด ก็ตาม เราก็ยังเป็นคนไทย (นอกเรื่องนิดนะครับ )ขอให้คุณณัฐรดา มีความสุขมากๆนะครับ ขอให้เเข็งเเรงไม่ป่วยด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ปรัชญาชนบท วันที่ : 13/08/2009 เวลา : 22.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/j-direk

ทุกศาสนาสอนให่เป็นคนดี
ละชั่ว ทำดี

ธรรมะสวัสดี

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
อักษราภรณ์ วันที่ : 13/08/2009 เวลา : 16.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 13/08/2009 เวลา : 08.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

เข้าใจมากขึ้นค่ะ ... เคยคิดว่าน่ากลัว

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Je@b วันที่ : 13/08/2009 เวลา : 08.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wujira

สวัสดีค่ะพี่ดา :)

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
luerat วันที่ : 13/08/2009 เวลา : 07.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/hrd
เภสัชกรปริญญาผู้หันมาเอาดีทางด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กรเจ้าของผลงานหนังสือ Generation Yร้ายจริงหรือ? และ (ปัญ)ญาแผนปัจจุบันโดยเภสัชกรปริญญา-ประสบการณ์ด้านฝึกอบรมผู้จัดรายการ ธำรงธรรม ช่วงธรรมะแผนปัจจุบัน กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ AM 1422 kHz ทุกวันพฤหัสบดี-ศุกร์ เวลา ๖.๐๕-๖.๓๐ น.

ขอบคุณสำหรับบทความที่สร้างความเข้าใจให้ผมครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน