*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 385
  • จำนวนผู้ชม : 600365
  • จำนวนผู้โหวต : 377
  • ส่ง msg :
  • โหวต 377 คน
<< มีนาคม 2012 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 19 มีนาคม 2555
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 4485 , 10:41:27 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน มะอึก โหวตเรื่องนี้

ธรรมหลักในศาสนาพุทธคือ อิทัปปัจจยตา ที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายความหมายไว้ว่าคือ

“ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย”, ความเป็นไปตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย, กระบวนธรรมแห่งเหตุปัจจัย,กฎที่ว่า
           “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น;
           เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ก็ดับ”,
       เป็นอีกชื่อหนึ่งของหลัก ปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ*

นั้นสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ รวมไปถึงพฤติกรรมแต่ละอย่างของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ดังเช่น พฤติกรรมที่เกิดจากความงมงาย แล้วแสดงออกด้วยการรักษาศีล และการมีวัตรปฏิบัติ การสวดมนต์ การฝึกสมาธิ เป็นต้น โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งที่ทำ ตามที่ชาวพุทธรู้จักพฤติกรรมนี้ในนาม “สีลัพพตปรามาส”

พระเถระ ๒ รูปที่โลกยกย่องได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องเกี่ยวกับสีลัพพตปรามาสนี้ไว้ดีแล้ว ขอยกมาอ้างดังต่อไปนี้

“สีลัพพตปรามาส “ ก็คือความงมงายเกี่ยวกับการปฏิบัติในศีลและวัตรต่างๆที่ตนปฏิบัติอยู่ พอเอ่ยมาสักว่าชื่อ คนทั้งหลายก็พอจะเข้าใจได้ว่า หมายถึงอะไร ในบาลีจึงไม่มีคำอธิบายที่เป็นคำตรัสโดยตรง ครั้นต่อมาถึงสมัยนี้ โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ ปัญหามันเกิดขึ้นมาก คือ ไม่รู้ ไม่สามารถจะเข้าใจได้ ว่าสิ่งที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาสนั้น คืออะไร”

พุทธทาสภิกขุ คู่มือพ้นทุกข์ฉบับสมบูรณ์ หน้า ๑๗๔

“สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในศีลและพรต (clinging to mere rule and ritual) ความอยากได้ อยากเป็นอยู่ ความกลัวต่อการสูญสลายของตัวตน โดยไม่เข้าใจกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยในธรรมชาติ ผสมกับความยึดมั่นในทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ประพฤติปฏิบัติตามๆกันอย่างงมงายในสิ่งที่นิยมว่าขลัง ว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่จะสนองความอยากของตนได้ ทั้งที่มองไม่เห็นความสัมพันธ์ทางเหตุผล ความอยากให้ตัวตนคงอยู่ มีอยู่ และความยึดมั่นในตัวตน แสดงออกมาภายนอก หรือ ทางสังคม ในรูปของความยึดมั่นในแบบแผน พฤติกรรมต่างๆ การทำสืบๆกันมา ระเบียบวิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธี ตลอดจนสถาบันที่แน่นอนตายตัวว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นๆ โดยไม่ตระหนักรู้ในความหมาย คุณค่า วัตถุประสงค์ และความสัมพันธ์โดยเหตุผล กลายเป็นว่า มนุษย์สร้างสิ่งต่างๆเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อปิดกั้น ปิดล้อมตัวเอง และทำให้แข็งทื่อ ยากแก่การปรับตัว และการที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งทั้งหลายที่ตนเข้าไปสัมพันธ์”

 พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย หน้า ๑๙๗ – ๑๙๘

“ทำไมเราจึงเรียกความงมงายนี้ว่า สีลัพพตปรามาส? ทั้งนี้เป็นด้วยเหตุผล 2 อย่างคือ ความงมงายต่อสิ่งเหล่านี้มันทำให้บุคคลบัญญัติศีลและวัตรปฏิบัติต่างๆขึ้น ตามความงมงายของตน เพราะฉะนั้นมันจึงเกิดศีลและวัตรอย่างสุนัข อย่างโค เป็นต้นขึ้นมาในโลกนี้ นี้เป็นความงมงายอยู่ที่ตัวศีลและวัตรที่บัญญัติขึ้นมาด้วยความงมงายอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง ความงมงายชนิดนี้ได้เข้ามาครอบงำข้อปฏิบัติต่างๆที่ถูกต้อง ที่แท้จริงเป็นของถูกต้อง แต่เมื่อความงมงายเข้ามาครอบงำแล้ว บุคคลผู้ประพฤติศีลและวัตรซึ่งมีอยู่อย่างถูกต้องนั่นแหละ ได้ใช้ความงมงายของตนทำให้กลายเป็นศีลและวัตรที่งมงายไป เช่น ให้ทาน หรือ รักษาศีล หรือทำสมาธิก็ตามด้วยความงมงาย ด้วยเข้าใจผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง หวังผลผิด ใช้เหตุผลในสิ่งนั้นๆผิด หรือกระทั่งไม่อยู่ในอำนาจแห่งเหตุผลเสียเลย ทำให้ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือ สะอาดบริสุทธิ์นั้น กลายเป็นข้อปฏิบัติที่สกปรกหม่นหมอง เศร้าหมองไปเพราะอำนาจความงมงายของผู้ปฏิบัติเอง นี้อีกอย่างหนึ่ง จึงเป็น ๒ อย่างด้วยกัน”

 พุทธทาสภิกขุ คู่มือพ้นทุกข์ฉบับสมบูรณ์ หน้า ๑๗๗

จากการอธิบายของพระเถระทั้งสอง คงแสดงเหตุที่มาและการกระทำที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาสได้เป็นอย่างดี

และคงอธิบายถึงเหตุที่ชาวพุทธ รักษาศีล สวดมนต์ ไหว้พระ เพื่อหวังรวย หวังแคล้วคลาด รวมไปถึงการหวัง

“เพื่อการเกิดในสวรรค์ เพื่อจะได้วิมาน (คือมีความหมายเป็นกามคุณอย่างยิ่ง)”  

พุทธทาสภิกขุ คู่มือพ้นทุกข์ฉบับสมบูรณ์ หน้า ๑๗๙

ได้รวมไปถึงอธิบายได้ด้วยว่า การกระทำเหล่านั้น จัดเป็นสีลัพพตปรามาสหรือไม่ เพราะ

“เพราะเหตุว่า ศีลและวัตรต่างๆนั้น ท่านไม่ได้บัญญัติขึ้นเพื่อความมุ่งหมายอย่างนั้น ท่านบัญญัติไว้เพื่อขูดเกลาความเห็นแก่ตัว หรือ ขุดเกลากิเลสให้เบาบาง ให้มีความยึดมั่นถือมั่นในตัว หรือ ของตัว น้อยลงต่างหาก เมื่อเปลี่ยนจุดมุ่งหมายให้มากลายเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว ก็จะพอกพูนความเห็นแก่ตัว เอาอะไรๆมาเข้าข้างตัว ทำไปตามอำนาจของกิเลสและตัณหาหรือทิฏฐิเหล่านี้แล้ว มันก็เท่ากับมีมือสกปรกมาลูบคลำศีลและวัตรของบุคคลนั้นที่ควรจะบริสุทธิ์สะอาดนั้นให้กลายเป็นสกปรกไป”

พุทธทาสภิกขุ คู่มือพ้นทุกข์ฉบับสมบูรณ์ หน้า ๑๗๙

เพื่อไม่ให้การกระทำของเราเป็นไปในลักษณะของสีลัพพตปรามาส เราจึงต้องมีโยนิโสมนสิการ (การทำในใจโดยแยบคายการพิจารณาโดยแยบคาย คือพิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริง โดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับจนถึงต้นเหตุ แยกแยะองค์ประกอบ จนมองเห็นตัวสภาวะและความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ) ต้องรู้จุดมุ่งหมายของการกระทำของเราเอง เพื่อให้ปฏิบัติถูกต้องตามธรรม และสัมพันธ์ กลมกลืนกับธรรมที่มารับช่วงต่อ เนื่องจาก

“เมื่อมองในแง่ปรมัตถ์ (มิใช่ในแง่ทิฏฐธัมมกัตถ์ สัมปรายิกัตถ์ ปรัตถะ หรือในแง่สังคม) ศีล สมาธิ ปัญญา ต่างก็มีจุดหมายสุดท้ายเพื่อนิพพานเหมือนกัน แต่เมื่อมองจำกัดเฉพาะตัวแต่ละอย่าง มีขีดขั้นขอบเขตของตนที่ต้องไปเชื่อมต่อกับอย่างอื่น จึงจะให้บรรลุจุดหมายสุดท้ายได้ลำพังอย่างหนึ่งอย่างเดียวหาสำเร็จผลล่วงตลอดไม่ แต่จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดเสียทีเดียวก็ไม่ได้ จึงมีหลักว่า ศีลเพื่อสมาธิ สมาธิเพื่อปัญญา ปัญญาเพื่อวิมุตติ ถ้าปฏิบัติศีลขาดเป้าหมาย ก็อาจกลายเป็นสีลัพพตปรามาส ช่วยส่งเสริมอัตตกิลมถานุโยค ถ้าบำเพ็ญสมาธิโดยไม่คำนึงถึงอรรถ ก็อาจหมกติดอยู่ในฤทธิ์ปาฏิหาริย์  ส่งเสริมมิจฉาทิฏฐิบางอย่าง หรือส่งเสริมติรัจฉานวิชาบางประเภท ถ้าเจริญปัญญาชนิดไม่เป็นไปเพื่อวิมุตติ ก็เป็นอันคลาดออกนอกมัชฌิมาปฏิปทา ไม่ไปสู่จุดหมายของพุทธศาสนา อาจหลงอยู่ข้างๆระหว่างทาง หรือติดค้างในมิจฉาทิฏฐิแบบใดแบบหนึ่ง”

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม หน้า ๔๔

หากเราเพียงปฏิบัติตามๆกันไปโดยไม่ทราบเหตุผลที่แท้ ก็คงเป็นเรื่องยาก ที่เราจักที่จะได้รับประโยชน์จากศาสนาอย่างแท้จริง

...............

* ความหมายของคำต่างๆค้นได้จาก http://www.84000.org/


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 19/03/2012 เวลา : 11.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

วาว อ.ไชยลาซาล มาเร็วกว่าแว๊บเดียว
ขอบคุณค่ะที่แวะมา

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 19/03/2012 เวลา : 11.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สวัสดีค่ะอาจารย์มะตูม
ขอบคุณค่ะมาเจิมให้กัน

ขอบคุณคุณอินทรีย์ภูเขาค่ะที่ท้วงมา
เพราะใช้คำคำเดียวโดยไม่ได้ระมัดระวัง ("อธิบาย" ใช้เป็น "ให้")ความหมายจึงผิดไปไกล แก้ไขแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chailasalle วันที่ : 19/03/2012 เวลา : 11.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ขอบคุณครับ แรกที่ได้ยินพระท่านเอ่ย ยังเข้าใจ(เอง) ว่าสีลัพพตปรามาส หมายว่าเราประมาท ล่วงข้ามธรรมะ เสียอีกครับ...ปล.ภาพสวยจัง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 19/03/2012 เวลา : 11.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงว่า กฏอิทัปปัจจยตา ผู้ที่บัญญัติก็คือ พระศาสดา ไม่ใช่สาวก..
กฏอิทัปปัจจยตา : หัวใจปฏิจจสมุปบาท.
อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี
อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี
อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.
(ม.ม. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔,....)

และสอง สีลัพพตปรามาส เป็นส่วนหนึ่งของ อุปาทาน 4
กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน

และสีลัพพตปรามาส ก็คือ
[๗๘๓] สีลัพพตุปาทาน เป็นไฉน?
ความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยศีล ด้วยพรต ด้วยศีลพรต ของสมณพราหมณ์
ในภายนอกแต่ศาสนานี้ ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ
ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ
ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความ
พินาศ การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า สีลัพพตุปาทาน.

และ อุปาทาน ก็คือส่วนหนึ่งของ ปฏิจจสมุปบาท..

เพราะมีตันหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ถ้าจะดับอุปาทาน ต้องดับตันหา...

***ถ้าพุทธบริษัทศึกษาเฉพาะคำของศาสดา ปัญหาทุกอย่างจะหมดไปครับ..ธรรมะสวัสดี

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
MATOOM วันที่ : 19/03/2012 เวลา : 11.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kangmatoom

สวัสดีค่ะอาจารย์ ช่วงนี้เด็กสอบเสร็จแล้ว มีเวลามาติดตามบทความของอาจารย์ อ่านแล้วเกิดความเข้าใจขึ้นบ้างคงต้องนำไปใช้ประโยชน์กับญาติและเพื่อนบางกลุ่มค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน