*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 385
  • จำนวนผู้ชม : 636865
  • จำนวนผู้โหวต : 377
  • ส่ง msg :
  • โหวต 377 คน
<< มิถุนายน 2013 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 17 มิถุนายน 2556
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 9168 , 12:49:37 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน หนึ่งมิตรชิดใกล้ , Payont และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

การศึกษาศาสนาพุทธ นอกจากจะศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว ยังต้องเชื่อมโยงสิ่งที่ปรากฏเป็นเนื้อตัวของพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน ให้ทั่วถึงกันด้วย ไม่เช่นนั้น ก็อาจเกิดความสงสัยในพระพุทธองค์ หรือ คำสอนของพระองค์ขึ้นมา

เช่น มีบางท่านเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ในเมื่อพระพุทธองค์เห็นโทษของการครองเรือนจนกระทั่งทรงออกบวช แล้วทำไมจึงมีคำสอนให้มนุษย์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อครอบครัว ดังเช่นที่ปรากฏในสิงคาลกสูตรได้อย่างไร

สิงคาลกสูตรนี้บางแห่งเรียก สิงคาลสูตร บางแห่งก็เรียก สิคาโลวาทสูตร หรือ สิงคาโลวาทสูตร ซึ่ง สองชื่อท้ายนี้ แปลว่า พระสูตรว่าด้วยพระโอวาทที่ทรงแสดงแก่สิคาล หรือสิงคาลมาณพ) เป็นสูตรที่ชาวยุโรปเลื่อมใสมากเนื่องจากมีการกำหนดหน้าที่ของทุกคนในสังคมโดยไม่มีการกดดันฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อันทำให้สังคมสงบสุข ซึ่งเนื้อหาของพระสูตร พอจะแยกสรุปเป็น ๓ ส่วนตามที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวไว้ได้คือ

๑การละเว้นความชั่ว ชำระกายใจให้สะอาดประดุจการอาบน้ำ โดยการละสิ่งชั่วร้าย ๑๔ ประการ คือ

- กรรมกิเลส ๔ (การเบียดเบียนร่างกายและชีวิตผู้อื่น,การลักทรัพย์,การประพฤติผิดในกาม,การพูดเท็จ)

-อคติ ๔ (การลำเอียงเพราะชอบ,การลำเอียงเพราะชัง,การลำเอียงเพราะเขลา,การลำเอียงเพราะกลัว ทั้งนี้เพื่อให้ดำรงอยู่ในธรรม มีความเที่ยงธรรม)

- อบายมุข ๖ (การเป็นนักเลงสุรา,การเป็นนักเที่ยว,การเป็นนักหมกมุ่นในการบันเทิง, การเป็นนักพนัน, การคบคนชั่วเป็นมิตร, การเกียจคร้านการงาน)

๒ เปิดโอกาสให้ตนเองได้รับสิ่งดีๆ ทั้งที่เป็นประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ที่ยิ่งขึ้น และรักษาสิ่งดีๆที่ได้นั้นไว้ อันประกอบด้วยการเลือกคบมิตร (พระพุทธองค์ให้ความสำคัญกับมิตรมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงชี้ให้เห็นว่า กัลยาณมิตร เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ เป็นต้น แต่ไม่ใช่ไม่คบคนชั่วเสียเลย เพราะทรงมีคำสอนที่ว่า ไม่ให้คบคนชั่ว เว้นแต่จะช่วยเหลือเขา ซึ่งหากเรามีการชำระล้างกายให้สะอาด เที่ยงธรรม ตามขั้นที่ ๑ สร้างสิ่งดีๆตามธรรมและรักษาสิ่งดีๆนั้นไว้ได้แล้ว ก็ย่อมเข้มแข็งพอที่จะช่วยผู้อื่นได้)

ประกอบอาชีพสุจริตเพื่อให้ได้โภคทรัพย์สำหรับการดำรงชีวิต แล้วพึงแบ่งโภคทรัพย์ออกเป็น ๔ ส่วน คือส่วนหนึ่งใช้สอย อีก๒ ส่วนใช้ประกอบการงาน ส่วนส่วนที่ ๔ เก็บไว้ด้วยหมายใจว่าจะใช้ในยามมีอันตราย

๓ ปฏิบัติหน้าที่ที่มีต่อบุคคลรอบข้าง และสังคม อย่างไม่บกพร่อง เพื่ออยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข และเพื่อพัฒนาตน พัฒนาจิต ให้ยิ่งๆขึ้นไป

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) หลักสูตรอารยชน. ธรรมสภา : กรุงเทพ, ๒๕๕๓

หากเราเชื่อมโยงทั้งคำสอน ทั้งจุดมุ่งหมายของคำสอน ทั้งองค์ธรรมที่มารับช่วงต่อกันเป็นทอดๆ ทั้งพระคุณ ทั้งพระประวัติของพระองค์ เข้าด้วยกันได้ ก็จะเข้าใจคำถามนี้ได้เช่นกัน

สำหรับการพิจารณาเรื่องนี้ ควรแยกพิจารณาเป็นสองส่วน คือ

๑ทำไมพระพุทธองค์จึงทรงทิ้งครอบครัวเพื่อออกบวช

เพราะเมื่อทรงเห็นว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ ทำอย่างไร พระองค์ และสรรพสัตว์ จึงจะพ้นออกจากทุกข์เหล่านี้ได้ และเพราะทรงเมตตาสัตว์โดยเสมอกัน ไม่มีแบ่งเขาแบ่งเรา ด้วยทรงเห็นว่าเมื่อหาทางออกจากทุกข์ได้แล้วและนำหนทางที่ทรงค้นพบมาสั่งสอน สรรพสัตว์จะได้ประโยชน์โดยเสมอหน้ากัน

พระเมตตาของพระองค์นี้ ได้ทรงปรารภมาเนิ่นนานตั้งแต่เมื่อครั้งที่เสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบส ดังที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎกว่า 

"เราสยายผมแล้ว  เอาผ้าคากรองและหนังสัตว์ลาดลงบนเปือกตม นอนคว่ำลง ณ  ที่นั้น ด้วยคิดว่า พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก จงทรงเหยียบ  เราเสด็จไปเถิด อย่าทรงเหยียบเปือกตมนั้นเลย ข้อนั้นจักเป็น  ประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เมื่อเรานอนอยู่ที่พื้นดิน ได้มีความคิดอย่าง  นี้ว่า เรา (มิได้) ปรารถนาว่า วันนี้ พระพุทธเจ้าพึงทรงเผากิเลสของเราประโยชน์อะไรแก่เราด้วยเพศที่ใครๆ ไม่รู้จัก และด้วยการทำให้แจ้งซึ่งธรรม ณ ที่นี้ เราพึงบรรลุสัพพัญญุตญาณหลุดพ้นแล้ว   พึงเปลื้องหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาให้หลุดพ้นเถิด ประโยชน์อะไร  ด้วยเราผู้เป็นคนมีกำลังจะข้ามไปคนเดียวเล่า เราบรรลุสัพพัญญุต ญาณได้ และจะช่วยหมู่ชนให้ข้ามได้เป็นอันมาก ด้วยอธิการที่เราทำแล้วในพระพุทธเจ้านี้ เราตัดกระแสสงสารกำจัดภพทั้ง ๓ ขึ้น  สู่เรือคือธรรมแล้ว จักช่วยหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามได้

พระพุทธทีปังกรผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชาประทับยืนอยู่  เหนือศีรษะเรา ตรัสพระดำรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดูชฎิลดาบสผู้มี  ตบะอันรุ่งเรืองนี้ เขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระตถาคตชินเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระเกียรติยศมาก  จักเสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ อันน่ารื่นรมย์ จักทรงบำเพ็ญความเพียรทำทุกกรกิริยา แล้วเสด็จไปประทับนั่งที่ควงไม้อชปาลนิโครธทรงรับข้าวมธุปายาส ณ ที่นั้นแล้ว เสด็จไปยังแม่น้ำ เนรัญชรา พระองค์เสวยข้าวมธุปายาสที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วเสด็จดำเนินตามทางราบเรียบที่เขาตกแต่งไว้ไปที่ควงไม้โพธิพฤกษ์  แต่นั้นทรงทำประทักษิณโพธิมณฑลอันยอดเยี่ยมแล้ว จักตรัสรู้ที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์ พระมารดาบังเกิดเกล้าของพระตถาคตพระองค์นี้ จักมีพระนามว่ามายา พระบิดามีพระนามว่าสุทโธทนะ  พระตถาคตนี้จักมีพระนามว่าโคดม พระตถาคตพระองค์นั้น จักมีพระอัครสาวกผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะมีจิตสงบระงับมั่นคง"

(จาก http://84000.org) B=33&A=6874&Z=7263http 

สำหรับการที่พระชายา พระโอรส ทุกข์ที่สูญเสียพระองค์ไปในระยะเวลาไม่นานนัก เมื่อเทียบกับโอกาสที่จะพ้นจากทุกข์อย่างถาวร คือ พ้นไปจากวัฏฏะ ย่อมไม่สามารถนำมาเทียบกันได้ สมกับคำสอนของพระองค์ที่ได้สั่งสอนเมื่อทรงตรัสรู้แล้วที่ว่า หากเห็นแก่ประโยชน์ใหญ่ ก็ควรละประโยชน์น้อยเสีย

ประกอบกับบารมีในด้านต่างๆที่ทรงสะสมมาจึงทำให้ทรงพรั่งพร้อมด้วยลาภ ยศ จนไม่ต้องกังวลว่า เมื่อไม่มีหัวหน้าครอบครัว พระชายา พระโอรส จะตกอยู่ในความลำบาก

๒ทำไมจึงมีคำสอนให้รับผิดชอบต่อครอบครัว มีการกำหนดหน้าที่ของแต่ละคนในสถาบันครอบครัว

สัจจะหรือความจริงนั้น มีซ้อนกันหลายชั้น พุทธศาสนาพุทธยอมรับทุกสัจจะและเห็นว่าต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกัน

" สัจจะมีซับซ้อนกันหลายชั้นหลายอย่างดังนี้ ถ้านำไปพูดกันผิดที่ผิดทาง ก็สับสนไม่เข้าใจ ชีวิตที่ยังดำเนินอยู่ในโลก ต้องอาศัยสัจจะทั้งหมดนี้จึงอยู่ได้ จะมีเพียงปรมัตถสัจจอย่างเดียวหาได้ไม่ เหมือนอย่างต้นไม้ ถ้ามีแต่แก่น ก้อยู่ไม่ได้ ต้องมีทั้งเปลือก กระพี้ กิ่ง ใบ เป็นต้น พุทธสาสนาก็แสดงธรรมเหมือนอย่างต้นไม้ที่มีพร้อมทุกอย่าง คือ ประกอบด้วยสัจจะทุกอย่าง"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก หลักการทำสมาธิเบื้องต้น. ธรรมสภา : กรุงเทพ, ๒๕๕๔ หน้า ๗๐ - ๗๑

สัจจะนั้น มี ๓ คือ โลกสัจจะ สมมุติสัจจะ (สมมติสัจจะ) และ ปรมัตถสัจจะ

โลกสัจจะ คือ สัจจะของโลก เช่น คน สัตว์ดิรัจฉาน ต้นไม้ ภูเขา (บางที่รวมสัจจะนี้ไว้ในสมมุติสัจจะ จึงมักพูดเป็นเพียงสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ)

สมมุติสัจจะ คือสัจจะที่รับรู้ร่วมกัน รู้ด้วยกัน จริงโดยตกลงกัน เช่น ชื่อคน ชื่อต้นไม้ บรรดาศักดิ์ต่างๆ ภาษาพูดต่างๆ

ปรมัตถสัจจะ คือ จริงโดยเด็ดขาด จริงโดยเนื้อความละเอียดอย่างยิ่ง ไม่ใช่จริงด้วยสัจจะอื่น เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีคน ไม่มีภูเขา ไม่มีต้นไม้ มีแต่ขันธ์ อายตนะ ธาตุ หรือ มีแต่อริยสัจจ์ทั้ง ๔

เราคงต้องเข้าใจแต่ละสัจจะ ความสัมพันธ์ของแต่ละสัจจะที่มีต่อกัน การปฏิบัติต่อแต่ละสัจจะ เช่น นาย A. แต่งงานกับ น.ส. B เมื่อแต่งงานกัน นาย A ได้ชื่อว่าเป็นสามี นางสาว B ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา เมื่อมีลูก นาย A นอกจากจะได้ชื่อ หรือ รับรู้ร่วมกันว่าเป็นสามีแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นพ่ออีกด้วย เมื่อเป็นสามี เป็นพ่อ ก็มีหน้าที่ที่ต้องทำตามความจริงที่ปรากฏ ตามบทบาทที่มี

ส่วนสัจจะโดยปรมัตถนั้น เนื่องจากเป็นความจริงสูงสุด จึงเป็นสัจจะที่ตรงตามสภาวะ ความจริงที่เหตุและผลต้องตรงกัน การดำเนินชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข เราควรเข้าใจสัจจะนี้ด้วย ควบคู่ไปกับสัจจะอื่นๆ เช่น เมื่อเหตุคือการทำงาน ผลก็คืองานได้รับการทำ เมื่องานได้รับการทำ งานก็สำเร็จ ส่วนค่าตอบแทนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นสิ่งที่สมมติซ้อนขึ้นมา ว่าถ้าทำงานเสร็จจะได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลงกัน

เมื่อมีสมมุติสัจจะอย่างไร เราก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามสมมุติที่ได้รับ หากเราไม่ทำหน้าที่ตามที่ควรทำ ความวุ่นวายก็จะตามมาอันจะทำให้ทั้งตัวเราและบุคคลรอบข้างไม่สามารถหาความสงบสุขได้

รูปกาย มีสิ่งที่ทานเข้าไปเป็นอาหารคอยหล่อเลี้ยง จิต มีปีติ (ธรรมปีติ) เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ซึ่งในเบื้องต้นสุขที่หล่อเลี้ยงเราคือกามสุขอันเป็นสุขหยาบ เช่น สุขจากการได้ลิ้มรสอร่อยทางลิ้น (ดังเช่นที่ตรัสในสิงคาลกสูตรว่า นายควรหาของกินแปลกๆให้บ่าว) สุขจากการยินดีกับเครื่องตกแต่ง (เช่น สามีหาเครื่องประดับตามสมควรให้ภรรยา ตามที่ปรากฏในสิงคาลกสูตรเช่นกัน) สุขจากการได้อยู่ร่วมกับคู่ครอง  สุขจากการทำงานอันไม่มีโทษ ฯลฯ แต่หากเราตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่มีแต่ความวุ่นวาย เช่น ต้องคอยกังวลว่าใครจะจับเราได้หรือไม่กับการที่เราไปยินดีคู่ของคนอื่น, ไม่หาเลี้ยงครอบครัว ปล่อยให้ทุกคนในครอบครัวเดือดร้อน เป็นต้น เราย่อมไม่มีโอกาสได้ความสุขในเบื้องต้น  ซึ่งแม้แต่กามสุขอันเป็นสุขในเบื้องต้นเรายังไม่มีโอกาสได้ จะมีโอกาสหรือกำลังใจที่จะหาสิ่งที่ประณีตขึ้นไป เช่น ฌานสุข นิพพานสุข ได้อย่างไร เมื่อไม่มีโอกาสได้รับนิพพานสุข (ในที่นี้หมายถึงสันทิฏฐิกนิพพาน) ก็ย่อมไม่เห็นคุณค่าของการปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป การปลีกออกจากกามที่ค่อยๆมากยิ่งขึ้น กระทั่งอยู่ในโลกอย่างที่เป็นอยู่ด้วยความสงบ หรือ กระทั่งสามารถออกบวชได้เมื่อโอกาสอำนวยให้ในที่สุด

ศาสนาพุทธไม่ได้ปฏิเสธกามสุข ตรงข้าม ยอมรับและมองกามสุขตามความเป็นจริง คือมีคุณน้อยและโทษมาก เพราะมีผลให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏะ ที่สำคัญ ยังมีสุขอื่นที่ประณีตกว่ากามสุขอีกเป็นขั้นๆขึ้นไปประณีตจนถึงขั้นทำให้หลุดพ้นจากการเวียนวนไปได้เลยก็มี ดังนั้น จึงควรปฏิบัติต่อความสุขเป็นขั้นๆ ตามคำตรัสในเทวทหสูตรโดยการ

ไม่หาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ ๑

ไม่ทิ้งความสุขที่ชอบธรรม ๑

แม้สุขที่ชอบธรรมก็ไม่ยอมสยบมัวเมา ๑ 

เพียรหาสุขที่ประณีตยิ่งๆขึ้นไป ๑

การปฏิบัติธรรม ควรปฏิบัติหน้าที่ตามสมมติสัจจะไม่ให้บกพร่อง แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้คล้อยตามปรมัตถสัจจะ จึงจะค่อยๆวางใจเป็นกลางกับเรื่องต่างๆได้ทีละเรื่องๆ ความสงบสุขก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นตามเรื่องที่เราละวางไปได้ สมดังคำตรัสที่ว่า ละกิเลสส่วนไหนได้ ส่วนนั้นก็ทำให้สุข

เมื่อละได้หมดในที่สุด ก็สงบอย่างถาวร

สมดังคำตรัสที่ว่า นิพพานํ ปรมํ สุขํ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ข้ามนที วันที่ : 28/05/2014 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/niroon

อ่านแล้วชอบครับ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 19/06/2013 เวลา : 13.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สำหรับเรื่องเริ่มต้นมีอยู่ว่า สิงคาลกมาณพเป็นบุตรของคหบดีมหาศาลผู้หนึ่งในกรุงราชคฤห์ คหบดีอันเป็นบุพการีนั้น นับถือศาสนาพุทธและเป็นพระโสดาบัน เพียรแนะนำผู้เป็นบุตรให้เข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า และพระเถระอื่นๆ เพื่อปลูกฝังศรัทธาในพระศาสนา

แต่สิงคาลกมาณพมักบ่ายเบี่ยง เลี่ยงไปโดยว่าตนไม่มีกิจต้องไปหาสมณะนั้น การเข้าหาสมณะจะต้องไหว้ การน้อมตัวลงไหว้ ทำให้เจ็บหลัง ทั้งการนั่งคุกเข่าก็ทำให้เจ็บเข่า อีกการนั่งกับพื้น ทำให้เสื้อผ้าเก่า เศร้าหมอง รวมไปถึงการนั่งใกล้ทำให้ต้องสนทนากัน อันนำไปสู่ความสนิทสนม ทำให้ต้องสละทรัพย์เพื่อบำรุงสงฆ์ อันทำให้ต้องสิ้นเปลือง

ด้วยเหตุนี้ คหบดี จึงเลิกแนะนำ ต่อมาบิดาป่วย ก่อนตาย ได้สั่งสิงคาลกมาณพว่าให้หมั่นไหว้ทิศ โดยหวังว่าสิงคาลกะมาณพคงไหว้แบบบุคคลทั่วไปด้วยไม่เข้าใจความหมาย เมื่อพระพุทธเจ้า หรือพระเถระรูปใดมาเห็นเข้า คงแนะนำให้เขาเข้าใจตามเจตนาของตนได้

เช้าตรู่ของวันที่ทรงแสดงพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูหมู่สัตว์ที่ควรโปรด ทรงเห็นอุปนิสัยของสิงคาลกะมาณพ จึงเสด็จมาแสดงธรรมเทศนา ซึ่งนอกจากจะเป็นไปตามความมุ่งหมายของคหบดีผู้บิดา ยังทรงหมายให้เป็น คิหิวินัย คือข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์ในสังคมชาวพุทธสืบไปอีกด้วย

ส่วนสาระของพระสูตรโดยย่อ ก็คือตามที่ได้บันทึกไว้นั่นเองค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 19/06/2013 เวลา : 08.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ใช่ค่ะ คุณPayont

การที่ใครสักคนจะตัดใจจากครอบครัว จะเมตตาผู้อื่นเสมอคนในครอบครัว หรือ เห็นคนในครอบครัวเสมอผู้อื่น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากจริงๆค่ะ

ขอบคุณที่แวะมานะคะ

ความคิดเห็นที่ 16 ภูมิรพี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 19/06/2013 เวลา : 08.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

เรียน คุณภูมิรพีค่ะ

วิจิกิจฉา นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสมาธิแล้ว ยังเป็นปัจจัยให้ไม่มั่นคงในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และเพราะไม่มั่นคงในปัญญาตรัสรู้ จึงไม่แน่ใจที่จะนำธรรมมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ก็เป็นเหตุให้เสียประโยชน์ไป

อนฺตรายิกธรรม ธรรมอันทำให้เกิดอันตรายแก่สวรรค์ หรือ นิพพาน มี ๕ อย่าง ด้วยอำนาจกรรม กิเลส วิบาก อุปวาทและอาณาวีติกกมะ.

อนนฺตริยกรรม (กรรมหนัก, กรรมที่เป็นบาปหนักที่สุด ตัดทางสวรรค์ ตัดทางนิพพาน, กรรมที่ให้ผลคือ ความเดือดร้อนไม่เว้นระยะเลย มี ๕ อย่าง คือ ๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา ๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา ๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป ๕. สังฆเภท ทำสงฆ์ให้แตกกัน ) จัดอยู่ในอันตรายิกธรรมด้วยอำนาจของกรรม

นิยตมิจฉาทิฏฐิ เป็น อนฺตรายิกธรรมเพราะกิเลส มีผลคือของห้ามทางสวรรค์และห้ามทางนิพพาน ไม่ควรไปสวรรค์ในภพที่ติดต่อกันนั้น จึงไม่ต้องพูดถึงนิพพาน

ขอบคุณที่แวะมาและฝากความเห็นไว้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 15 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Payont วันที่ : 18/06/2013 เวลา : 11.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

ทำอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ ทำยากนะ คนไม่มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่จริงๆทำไม่ได้ดอก คนส่วนใหญ่เห็นแก่ประโยชน์ตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม คนส่วนใหญ่เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้ามากกว่าประโยชน์อนาคต...

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ภูมิรพี วันที่ : 18/06/2013 เวลา : 09.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/morningmoon

วิจิกิจฉา เป็นปฏิปักขธรรมแก่สมาธิอย่างยิ่ง
มิจฉาทิฏฐิ ก็ยิ่งเป็นอันตรายกว่านั้น โดยเฉพาะนิยตมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งพระพุทธองค์ท่านตรัสว่ามีโทษมากกว่า อนันตริยกรรม มีการฆ่าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ และบิดามารดาเป็นต้น ควรต้องระวัง
..
ปัญญา ไม่ได้เกิดจากการจดจำได้เพราะอาศัยการเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ปัญญาเป็นอินทรียธรรม(ธรรมธรรมที่เป็นใหญ่เพื่อรู้แจ้ง) 1 ใน 5 อย่าง ปัญญินทรีย์ถ้าไม่สมดุลกับ สมาธิอินทรีย์ ทั้งไม่มีอินทรีย์คือสติเป็นบาทฐาน จิตก็ย่อมจะถึงความฟุ้งซ่านเกิดเป็นมิจฉาทิฏฐิได้ง่าย ..
สมัยพุทธกาลพระเถระรูปหนึ่งชื่อว่า โปฐิละ เชี่ยวชาญพระไตรปิฏกพร้อมทั้งอรรถกถา สามารถเป็นครูสอนธรรมแก่ภิกษุคณะใหญ่หลายคณะในสมัยพุทธกาล แต่ไม่สามารถบรรลุฌานแม้ชั้นต้นได้ พระพุทธองค์ทรงประสงค์จะให้พระเถระสลดสังเวช เวลาที่พระเถระเข้าเฝ้าหรืออำลา ก็จะตรัสเสมอต่อหน้าภิกษุทั้งหลายว่า นั่งเถิดคุณใบลานเปล่า ไปเถิดคุณใบลานเปล่า ฯลฯ พระเถระอาศัยปัญญาการเรียนรู้ของตนเป็นฐาน ได้คิด ได้สลดสังเวช และได้อุบายในการกำจัดมานะ ได้บรรลุธรรม หมดสิ้นความสงสัยทั้งปวงได้ในที่สุด ..

ธรรมมีหลายระดับทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม เลือกให้เหมาะแก่ผลในระดับที่ตัวเราเองต้องการครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 18/06/2013 เวลา : 09.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณ คุณฟ้าล้านนา คุณสตังค์ และ คุณครูแดงค่ะ มาเยี่ยมกัน
สนใจฟังเรื่องราวต่างๆในพุทธศาสนาเช่นกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูแดง วันที่ : 18/06/2013 เวลา : 09.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

-มิเคยสงสัย..แต่สนใจฟังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สตังค์ วันที่ : 18/06/2013 เวลา : 08.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/stang
ถึงแม้ความจริงจะเป็นอักษรที่ไม่รื่นสายตาในบางครั้ง แต่มันดีกว่า เพราะมันคือ ความจริง

สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ฟ้าล้านนา วันที่ : 18/06/2013 เวลา : 08.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/skylanna

ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูลไว้ศึกษา สาธุ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 18/06/2013 เวลา : 05.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สวัสดีค่ะคุณ พายุ @ หิมะ

การที่เพื่อนผู้หญิงเหล่านั้น “ข่มแฟน” หรือ “ติดแฟนแจ” ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งค่ะ ที่ทำให้เธอรับไม่ได้กับการที่แฟนออกบวช

เพราะการเห็นไม่ตรงสภาวะนั่นเอง คือขันธ์เป็นตน เห็นว่าขันธ์ทั้ง ๕ ซึ่งมีสภาพเกิดดับตลอดเวลา (อย่างที่เราทราบกันค่ะ ว่าในทางวิทยาศาสตร์ ตัวเราประกอบขึ้นด้วยหลายล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ก็ล้วนมีชีวิต ที่เกิด ดับ ทดแทนกันตลอดเวลา และเราก็ไม่สามารถบังคับเซลล์ต่างๆเหล่านั้นได้) อันรวมกันเข้าเป็นตัวตนของแฟนเธอนั้น เป็นตัวตนเที่ยงแท้ถาวรที่เธอจะยึดถือไว้ได้ ....

เราส่วนใหญ่มองความรักในแบบ รักเพื่อที่จะได้ เราทำทุกอย่างเพื่อคนที่เรารัก โดยคิดว่าเป็นการเสียสละ แต่ความจริง เรามักทำเพื่อที่เราจะได้เสพเวทนาที่ดีจากเขา ดังนั้น เมื่อเขาไม่ให้เวทนาที่ดีกับเรา เราจึงเสียใจ จึงโกรธ ซึ่งหากเราฝึกให้มีเมตตาอยู่ในทุกขณะจิต สามารถพัฒนาจิตจนเกิดเมตตาอย่างแท้จริง ไม่ใช่คิดว่าน่าเมตตา เราก็จะอนุโมทนากับการออกบวชของเขา

แต่อย่างไรก็ดี การออกบวชของเขา ก็ต้องพิจารณาอีกค่ะ ว่าเขาทำหน้าที่ต่อสมมุติสัจจะเรียบร้อยแล้วหรือยัง เช่น หากยังต้องรับภาระดูแลภรรยาและบุตรที่ยังไม่สามารถที่จะรับภาระดูแลตนเอง แต่เขากลับละทิ้งหน้าที่นี้ไป ก็เท่ากับเขาปฏิบัติต่อสมมุติสัจจะไม่ถูกค่ะ และการปฏิบัติหน้าที่ต่อสัจจะไม่ถูก จะยิ่งนำความทุกข์มาในภายหลัง

อันที่จริง หากเขาเข้าใจว่า พระสงฆ์ในพระรัตนตรัย คือ พระอริยสงฆ์ ก็จะไม่ติดใจเรื่องที่จะต้องบวชหรือไม่บวชค่ะ เพียงแต่ถ้าสถานการณ์เอื้อให้ก็ได้ทำ

อีกอย่าง ในสัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) มี ๓ คือ เนกขัมมสังกัป อพยาบาทสังกัป อวิหิงสาสังกัป (ดำริที่จะออกจากกาม ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในการไม่เบียดเบียน) เป็นเพราะมักมีการแปลเนกขัมมสังกัปป ว่า “ดำริในการออกบวช” เลยกลายเป็นว่าต้องคนที่คิดบวชเท่านั้นจึงได้ชื่อว่าปฏิบัติตามมรรค คนทั่วไปไม่ใช่ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราละเลยการฝึกเพื่อที่จะลดการพึ่งพิงสิ่งบำเรอทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย และเพราดำริที่จะออกจากกามนี้เอง จึงทำให้มีดำริที่จะออกบวชเมื่อมีความพร้อมตามมาค่ะ

ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายความหมายของสัมมาสังกัปปะไว้ว่า
“สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ
๑. เนกขัมมสังกัปปะ ดำริจะออกจากกามหรือปลอดจากโลภะ
๒. อัพยาปาทสังกัปปะ ดำริในอันไม่พยาบาท
๓. อวิหิงสาสังกัปปะ ดำริในอันไม่เบียดเบียน”

ขอบคุณที่ฝากความเห็นไว้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 18/06/2013 เวลา : 04.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณ คุณยามเสาร์ ค่ะ มาเยี่ยมกัน
ถ้าเกิดความเสียใจที่ปฏิบัติยังไปไม่ถึงไหน ก็แสดงว่าเกิดโทมนัสอิงเนกขัมมะแล้ว อนุโมทนาค่ะ
ดิฉันก็เกิดอยู่บ่อยๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พายุ@หิมะ วันที่ : 18/06/2013 เวลา : 01.32 น.

เพื่อนผู้หญิงผมหลายคนสงสัยข้อนี้มาก และโกรธเคืองพระศาสดาที่ทิ้งลูกทิ้งเมัยออกบวช
และเพื่อนผู้หญิงผมเหล่านี้ในชีวิตจะเป้นคนที่ข่มสามีมากๆ หรือติดแฟนแจ แฟนต้องทำทุกอย่างที่เธอต้องการและต้องอยู่กับเธอตลอดชีวิต
ขนาดเขาหนีไปบวชเธอยังต่อว่าว่าทิ้งกัน อกตัญญู ใจร้าย ฯลฯ

ในขณะที่เพื่อนผู้หญิงผมหลายคนไม่ติดใจเรื่องนี้เลย เข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องของเป้าหมายคนละระดับกัน ระดับมนุษย์ที่ยังมีกิเลสก็ระดับหนึ่ง ระดับต้องการหลุดพ้นจากวัฏฏะสังสารก็อีกระดับหนึ่ง ประโยชน์มหาศาลที่พระศาสดาทรงช่วยเหลือครอบครัวให้บรรลุความจริงและหลุดจากวัฏฏสังสารได้มันเหนือกว่าการผูกติดกับครอบครัวมากนัก

และน่าแปลก ผู้หญิงเหล่านี้มักเป็นคนที่เข้าใจสามี และสามีหรือคนรักให้ความเคารพเกรงใจอย่างมากโดยเธอไม่ต้องควบคุมครับ

ผมเดาว่าความแตกต่างของหญิง 2 แบบนี้ คือ "การรู้จักคิดเป็น"

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามเสาร์ วันที่ : 17/06/2013 เวลา : 22.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

ยังมีอีกหลายเรื่องครับที่เป็นข้อสงสัยหรือเห็นความไม่กระจ่าง
ทั้งนี้เป็นเพราะภูมิธรรมและภูมิจิตยังไม่แข็งแรงพอ
บางเรื่องก็เกิดขึ้นในมิติที่ต่างจากที่เราในยุคปัจจุบันยื่นอยู่
หลวงปู่หลายรูปจึงแนะว่าให้ฝึกอบรมจิตเจริญสติสัมปชัญญะ
จนเกิดภาวนามยปัญญาเห็นธรรมจึงจะหายสงสัย
โอ้ย...ตอนนี้ยังไปไม่ถึงไหนเลย...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 17/06/2013 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณน้องสายลมค่ะ มาเจิมให้กัน

อ.รวงข้าวล้อลมคะ ขอบคุณค่ะ

คุณ rantang คะ ขอบคุณสำหรับ "พุทธเจ้าดูแลครอบครัวด้วยธรรม" มากค่ะ

คุณ ดอกคูณเสียงแคน คะ
เอนทรี่วันนี้มาจากคำตอบที่ดิฉันเคยตอบบางท่านไปค่ะ ซึ่งท่านสงสัยจนคลางแคลงใจในพระพุทธองค์ จนถึงขนาดไม่เชื่อว่าคำสอนในสิงคาลกสูตรเป็นคำสอนของพระองค์จริงๆ
ตอนที่ตอบไปก็อาศัยข้อความที่จำได้จากข้อเขียนของพระสังฆราชเกี่ยวกับการที่พระองค์ละครอบครัวไปเพราะพระเมตตาที่ไม่มีประมาณ ไม่แบ่งแยกเราเขา (เสียดายค่ะ จำไม่ได้ว่าอ่านพบจากที่ไหน)พอจะเขียนเอนทรี่นี้ใหม่เลยหาข้อมูลมาเพิ่มเติม ซึ่งก็ได้ที่มาที่ไปจากในพระไตรปิฎกและเชื่อมโยงกับข้อเขียนของพระเถระที่เคารพนั่นเองค่ะ
ขอบคุณสำหรับความเห็นนะคะ

และ ขอบพระคุณทุกท่านที่แวะมาด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ดอกคูณเสียงแคน วันที่ : 17/06/2013 เวลา : 21.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chanapat

เข้าใจว่าคุณเป็นชาวพุทธ ถึงได้ศึกษาพระไตรปิฏก แต่ในข้อสงสัยของคุณขนาดพระอริยเจ้าทุกๆรูป ท่านยังไม่มีข้อสงสัยตรงนี้ แนะนำให้คุณลองถามท่านดู จะรู้ว่าทำไม เพราะเราเองก็ตอบไมได้ เพราะด้วยสติปัญญาทางธรรมไม่มีเท่าพระอริยสงฆ์เหล่านั้น
ด้วยความเคารพ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rantang วันที่ : 17/06/2013 เวลา : 18.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rantang

ไม่แม่นนะ สืบสาวกันเอง พระชายาได้เข้าถึงธรรมบรรลุธรรมอะไร พระโอรส (ราหุล) ก็ออกบวช ได้บรรลุ พระบิดาก็ได้บรรลุธรรม พระพุทธเจ้าโปรดทั้งนั้น พระพุทธเจ้าดูแลครอบครัวด้วยธรรม เรื่องอื่นครอบครัวพระพุทธเจ้าพร้อมอยู่แล้ว

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 17/06/2013 เวลา : 14.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

ชอบหัวกระทู้จังเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สายลมที่ผ่านมา วันที่ : 17/06/2013 เวลา : 12.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/swongviggit
“เพียงสัจจะ ชนะได้” (Truth alone triumphs.)  

สงสัยมานานและ

อนุโมทนา สาธุ ค่ะพี่

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน