*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551165
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< มิถุนายน 2014 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 24 มิถุนายน 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 2303 , 11:35:11 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน วรงค์_JA , TheSuphan และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

การนำธรรมในพุทธศาสนามาปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตได้นั้น ผู้ปฏิบัติควรปฏิบัติให้เหมาะแก่เพศ ฐานะ ของตน และปฏิบัติเป็นขั้นๆตามกำลังอย่างสอดคล้องกับหน้าที่ ความรับผิดชอบ ของตนของตน ซึ่งหากได้นำธรรมมาปฏิบัติในชีวิต นอกจากจะอยู่เป็นสุขได้ในปัจจุบันแล้ว ยังสามารถพ้นไปจากทุกข์ในกาลข้างหน้าได้อีกด้วย โดยทางปฏิบัติเพื่อให้พ้นไปจากทุกข์หรือ “มรรค” นั้น หากแยกการปฏิบัติเป็นแนวทางใหญ่ๆจะแยกได้เป็นสามคือข้อปฏิบัติเกี่ยวกับ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งรวมเรียกว่าไตรสิกขา หรือ ข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษาอันประกอบด้วยศีลสิกขา (ศีล), จิตตสิกขา (สมาธิ) และ ปัญญาสิกขา (ปัญญา)

ไตรสิกขาจึงถือเป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีเป้าหมายคือการบรรลุธรรมสูงสุดในพุทธศาสนา

อย่างไรก็ดี สำหรับฆราวาสทั่วไป พระพุทธเจ้าได้ตรัสแนวทางการปฏิบัติเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันและเพื่อเดินตามทางอันนำไปสู่การพ้นทุกข์ไปในขณะเดียวกัน ด้วยไตรสิกขาที่ผ่อนการปฏิบัติลงมาเพื่อให้เหมาะแก่วิถีชีวิต นั่นคือ จากศีล สมาธิ ปัญญา ได้ทรงผ่อนลงมาเป็นทาน ศีล ภาวนา (๑)โดยทรงแยกทานออกมาเป็นเรื่องหนึ่งต่างหาก สำหรับศีลนั้น ตรัสด้วยศีล ๕ ศีลอุโบสถ กุศลกรรมบถ ๑๐ ส่วนการปฏิบัติเกี่ยวกับสมาธิและปัญญานั้น ได้ตรัสรวมไว้ด้วยกันใน ภาวนา (ทำให้เกิดมีขึ้น, ให้เจริญขึ้น) โดยที่

ทาน

ถือเป็นจุดเริ่มของการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาสำหรับฆราวาส เนื่องจากฆราวาสยังต้องครอบครองทรัพย์สิน ยังยึดมั่นในสิ่งต่างๆมากมายอันอาจนำไปสู่การตระหนี่ การหวงกั้น การแบ่งปันจึงเป็นจุดเริ่มของการฝึกจิตเพราะการให้โดยไม่หวังผลตอบแทนนั้น มักทำได้โดยยากอย่างยิ่ง ดังที่ได้ตรัสว่า

ทานและการรบ ท่านว่าเสมอกัน

ทาน จึงเป็นฝึกการละ คลายความตระหนี่ และในขณะเดียวกัน การทำทานก็เอื้อต่อการเกิดของกระบวนธรรม ธรรมสมาธิ ๕ (ปราโมทย์ – ปีติ – ปัสสัทธิ – สุข – สมาธิ) ที่จะทยอยเกิด-ดับ เกิด-ดับ ตามกันมาเป็นชุด คือ เมื่อทำทาน เอาชนะใจตนด้วยการให้แล้วจิตก็จะบันเทิง (ปราโมทย์) อิ่มเอมต่อการกระทำที่ดี (ปีติ) ซึ่งเมื่อจิตอิ่มด้วยปีติแล้ว หลังจากปีติสงบ (ปัสสัทธิ) สุขที่เกิดร่วมกับปีติก็จะปรากฏชัดขึ้น (สุข) เมื่อสุขดับ จิตก็จะตั้งมั่น เป็นสมาธิ (สมาธิ) และเพราะจิตเป็นสมาธิ จึงมีโอกาสที่จะใช้สมาธิที่เกิดขึ้นเองตามกระบวนการทางธรรมชาตินี้ไปพิจารณาธรรมหรือเพื่อวิปัสสนาเพื่อเป็นการพัฒนาปัญญาต่อไป

นอกจากนี้ ทาน ยังก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมด้วย คือทำให้มีการเกื้อกูลกันในสังคมด้วยโดยทานนั้น ไม่ได้ถึงเฉพาะการแบ่งปันของตนแก่ผู้อื่นเท่านั้น แต่รวมความหมายของทานไว้ทั้งหมด นั่นคือ

          อามิสทาน การให้ปันสิ่งของ

          อภัยทาน การให้อภัย และ

          ธรรมทาน การให้ธรรมเป็นทาน เช่น การสั่งสอนวิชาชีพ, การว่ากล่าวตักเตือนโดยปราศจากอคติ(๒), การเผยแพร่ธรรม, การปฏิบัติธรรมจนกระทั่งวิถีชีวิตคล้อยตามธรรมจนผู้ที่พบเห็นอยากปฏิบัติตาม

ศีล

ชีวิตที่ต้องดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีวิตของฆราวาส ทำให้ต้องมีความสัมพันธ์กับบุคคลในสังคม เนื่องจากเรายังละความเห็นว่าเป็นตนไม่ได้ จึงมักมีการนำตนไปเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นแล้วเกิดการอกุศลธรรมตามมา เช่น อยากได้อย่างที่เขาได้ อยากมีอย่างที่เขามี อยากเป็นอย่างที่เขาเป็น จึงอาจเกิดความอยากลักของของเขา อยากทำลายเขาที่มาขัดความอยากของตน อยากทำร้ายเขาแม้ด้วยวาจาตามความโกรธ ความริษยา ความโลภที่มีอยู่ในใจ อยากมีความสัมพันธ์คู่ของผู้อื่นหรืออยากมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตน หากขาดสติ บุคคลก็อาจกระทบกระทั่งกันได้ด้วยความอยากอันเป็นตัณหาเหล่านี้ จึงต้องมีสิ่งที่คอบควบคุมความประพฤติไม่ให้ก้ำเกินกัน เพื่อความเรียบร้อยของสังคม โดยข้อควรปฏิบัติในเบื้องต้นก็คือสิกขาบท ๕ หรือ ศีล ๕

การรักษาสิกขาบทหรือรักษาศีล อันเป็นข้อห้ามไม่ให้ทำในสิ่งต่างๆ เทียบได้กับ “การไม่ทำบาปทั้งปวง” ในโอวาทปาฏิโมกข์นั่นเองค่ะ

ภาวนา

ภาวนานั้น แปลว่า การทำให้เกิดมีขึ้น ให้เจริญขึ้น โดยหมายเอากุศลธรรมต่างๆ ดังนั้น ภาวนาจึงไม่ได้หมายความเฉพาะการฝึกสมาธิ วิปัสสนา แต่หมายความรวมไปถึงสิ่งดีๆทั้งหมดที่เราควรทำให้เกิดมีขึ้น หรือที่มีอยู่แล้ว ก็ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น แม้การฝึกสมาธิและวิปัสสนาจะเป็นอีกสองแนวทางหลักในการฝึกตนด้วยไตรสิกขา แต่เนื่องจากฆราวาสมีภาระมากจนทำให้ไม่ใคร่มีเวลาฝึกสมาธิและวิปัสสนามากเหมือนภิกษุ  อีกทั้งบางคนก็ยังไม่ปรารถนานิพพาน ดังนั้นจึงไม่ได้ทรงเน้นเรื่องของสมาธิและวิปัสสนาแบบเต็มรูปแบบมากนัก จึงได้ตรัสรวมเข้าไว้ด้วยกันเป็น ภาวนา

ดังเช่น ศีล ๕ นั้น เป็นการควบคุมทางกาย วาจา แต่อาจไม่คุมไม่ถึงใจได้ คนที่รักษาศีลนั้นก็ยังไม่เป็นที่รับประกันว่าจะไม่มีทุกข์หากศีลนั้นไม่เป็นศีลที่ถึงใจหรือเป็นศีลที่บริสุทธิ์ เช่น เขาอาจอยากลักของของคนอื่นแต่ไม่กล้าทำด้วยเกรงถูกตำหนิ กลัวการลงโทษ เมื่อไม่ลักขโมยเขาก็ไม่ผิดศีล แต่ความอยากได้ของของคนอื่นยังมีอยู่จึงได้แต่ร้อนรุ่มอยู่ในใจ ทั้งๆที่เขาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมเกิดความสงบแต่ตัวเขาเองกลับหาความสงบใจไม่ได้

เพราะการห้ามใจจากบาปถือเป็นกุศลกรรมแล้วแต่เพราะยังไม่ได้ “ยังกุศลให้ถึงพร้อม” ตามคำตรัสในโอวาทปาฏิโมกข์นั่นเองค่ะ เขาจึงยังทุกข์

และการที่เขายังทำศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ไม่ได้ ก็เพราะการอบรมเมตตาที่ยังไม่เต็มที่ เมตตา คือน้ำใจของมิตร คือความรักใคร่กันฉันท์มิตร เมื่อเป็นมิตร จึงปรารถนาให้มิตรมีความสุข ดังนั้นสิ่งใดๆที่จะทำให้มิตรมีทุกข์ก็จะละสิ่งนั้นๆ เมตตาจึงเป็นธรรมที่ค้ำจุนโลก เพราะทำให้กุศลธรรมของตนผู้อบรมมีขึ้น เพิ่มพูนขึ้น เนื่องจากการฝึกให้มีเมตตากับผู้อื่นก็คือเมตตาตนเอง เพราะเมื่ออบรมตนผู้ที่ได้ผลเป็นบุคคลแรกก็คือตนนั่นเอง และพลอยทำให้ผู้อื่นปลอดจากการถูกเบียดเบียนไปด้วย

ศีลจึงค่อยๆบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ  ความเป็นไปในใจของผู้อบรมตนด้วยเมตตา ด้วยศีล จึงตรงกับการแสดงออกทางกายและวาจา จึงจะเป็นศีลที่พระอริยเจ้าชอบใจ

แต่ถึงแม้จะยังกุศลให้พร้อมแล้ว หากยังยึดมั่นในกุศลกรรมต่างๆว่าเป็นตน เป็นของตน ตนทำก็ควรได้รับผลตอบแทน ก็อาจนำตนไปสู่ทุกข์ได้ เช่น เมื่อไม่ได้รับการตอบแทนก็ผิดหวัง จึงควร “ทำจิตใจให้ผ่องใส” ดังคำตรัสในโอวาทปาฏิโมกข์ด้วยการน้อมลงสู่ความว่าง ว่างจากความเห็นว่าเป็นตน เป็นของตน

ในพุทธกาลเมื่ออุบาสกชื่อว่าธรรมทินนะกับบริวาร ไปถามพระพุทธองค์ว่ามีธรรมใดที่จะเกิดประโยชน์เกื้อกูลแก่เขา ขอพระองค์โปรดตรัสเล่าธรรมนั้น

ตรัสบอกว่าให้ชนเหล่านั้น พึง "ศึกษา" ว่า

พระสูตรเหล่าใดที่ตรัสแล้ว มีความลึกซึ้ง มีเนื้อความลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยความว่าง เราจักเข้าถึงพระสูตรเหล่านั้นอยู่เป็นนิตย์”

ซึ่งคำว่าศึกษานั้น รวมไว้แล้วทั้งการเล่าเรียนปริยัติและการปฏิบัติ

เมื่อนายธรรมทินนะกราบทูลว่า พวกเขายังครองเรือน ยังนอนกกลูก ยังยินดีในเงินทอง เครื่องแต่งกาย เครื่องลูบไล้อยู่ การที่จะเข้าถึงความว่างดังที่ตรัสนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แล้วจึงกราบทูลอีกว่า

“ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมอันยิ่งแก่พวกข้าพระองค์ผู้ตั้งอยู่แล้วในศีล ๕ เถิด”

“ดูกรธรรมทินนะ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... จักเป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูกรธรรมทินนะ ท่านทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ”

และด้วยการปฏิบัติและรู้เห็นอยู่อย่างนี้ พระพุทธองค์ได้ตรัสบอกธรรมทินนอุบาสกและบริวารว่า ท่านเหล่านั้นได้พยากรณ์โสดาปัตติผลแล้ว

ซึ่งการเชื่อมั่นในพระพุทธ (เชื่อในศักยภาพของมนุษย์) พระธรรม (เชื่อว่าทุกสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย มีสภาพเกิดดับ บุคคลมีการกระทำอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้นตามกฎแห่งกรรม จึงเพียรปฏิบัติตามธรรมด้วยตนโดยไม่พึ่งพิงหรืออ้อนวอนขอจากปัจจัยภายนอก) พระสงฆ์ (ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสามารถทำให้เป็นจริงได้ดังที่มีผู้บรรลุตามพระองค์มากมาย) อย่างไม่หวั่นไหว มีศีลที่พระอริยเจ้าใคร่ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า เขาได้พยากรณ์โสดาปัตติผลแล้ว

กลับมาที่เรื่องของทานอีกทีค่ะ ในเบื้องต้น เรามักให้ทานโดยหวังว่าผลของทานจะกลับคืนมาสู่ตน การทำทานด้วยการหวังผลนี้แม้จะเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ก็จัดว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะ(๓) และชาวพุทธไทยมักทำทานแก่พระสงฆ์มากกว่าทำทานแก่บุคคลทั่วไป และมักเรียกการทำทานแก่พระสงฆ์ว่า “ทำบุญ” มากกว่าที่จะเรียกว่าทำ

แต่ถึงกระนั้น บางท่านกลับสงสัย ว่า หากให้ทานแก่พระสงฆ์ทุศีลแล้ว ตนจะได้รับผลของทานหรือไม่ ตนจะบาปเพราะเกื้อกูลภิกษุทุศีลหรือไม่

การพิจารณาเรื่องนี้ คงต้องพิจารณาคำตรัสที่ปรากฏทักขิณาวิภังคสูตรค่ะ  ซึ่งเนื้อความในพระสูตรนั้นคือ

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ (ปฐมสมโพธิว่าเป็นครั้งที่ ๒) พระนางปชาบดีโคตรมีนำผ้าห่มสาฎกคู่หนึ่ง ยาว ๑๔ศอก กว้าง ๗ ศอก เสมอกันมาถวายแด่พระผู้มีพระภาค ปฐมสมโพธิบรรยายความงดงามของผ้าคู่นั้นว่า

“ ฝ้ายนั้นมีสีเหลืองดังทอง โดยพระนางปลูกฝ้ายเอง ฝ้ายออกดอกมาเป็นสีเหลืองหม่น เสร็จแล้วทอเองจนสำเร็จเป็นผืน แล้วใส่ผอบทอง นำไปถวายพระพุทธเจ้า”

พร้อมกับกราบทูลว่า ผ้าคู่นี้ พระนางทรงกรอด้ายเอง ทอเอง เจาะจงทำเพื่อถวายแก่พระองค์ ขอพระองค์โปรดสงเคราะห์พระนางด้วยการทรงรับผ้าคู่นี้เถิด

แต่พระพุทธองค์กลับตรัสตอบว่า

“ดูกรโคตรมี พระนางจงถวายแก่สงฆ์เถิด เมื่อถวายแก่สงฆ์แล้ว จักเป็นอันว่าพระนางได้บูชาทั้งเราและสงฆ์”

พระนางปชาบดีแม้จะได้ฟังอย่างนี้ ก็ยังยืนยันจะถวายอยู่ค่ะ พระนางได้กราบทูลซ้ำอีกถึงสองครั้ง และพระศาสดาก็ตรัสซ้ำตามเดิมทั้งสองครั้งอีกเช่นกัน จนพระอานนท์ได้กราบทูลเป็นการขอร้องแทนพระนางว่า พระนางเป็นพระมาตุจฉาผู้บำรุงเลี้ยงพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งทรงพระเยาว์มา ประทานพระขีรรสมาตั้งแต่พระมารดาของพระองค์สวรรคต อีกทั้งพระนางก็ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ มีศีลที่พระอริยะชอบใจ หมดความสงสัยในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ขอพระองค์โปรดทรงมีพระอุปการะแก่พระนางเถิด

พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสถึงทานที่ให้เฉพาะเจาะจงแก่ผู้ใดผู้หนึ่งตั้งแต่ให้ทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก พระอริยบุคคลที่ต่ำกว่าพระอรหันต์ ผู้กำลังกระทำมรรคให้แจ้ง ปุถุชนผู้มีศีล ปุถุชนทุศีล กระทั่งสัตว์เดรัจฉานว่ามีอานิสงส์เป็นลำดับๆไปโดยทานที่ทำเป็นการเจาะจงแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอานิสงส์สูงสุด

ส่วนทานที่ทำหรือถวายให้แก่สงฆ์ (หมู่แห่งภิกษุ) ตั้งแต่สงฆ์สองฝ่ายที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ไปจนถึงทานที่ให้แก่ภิกษุภิกษุณีหลังจากที่พระองค์ปรินิพพานแล้วว่ามีอานิสงส์มาก

ยังได้ตรัสว่าในอนาคตแม้จะมีเหล่าภิกษุโคตรภู ผู้มีผ้ากาสาวะพันคอ เป็นคนทุศีล มีธรรมลามก หากคนทั้งหลายจะถวายทานแก่สงฆ์โดยมีภิกษุทุศีลเหล่านั้นเป็นผู้รับก็ยังทำได้ ไม่ว่าอย่างไร ทักษิณา (ทานที่ถวายเพื่อผลอันเจริญ, ของทำบุญ) แก่เหล่าพระสงฆ์ทุศีลนั้นมีผล “นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้” มีอานิสงส์มากกว่าการถวายทานโดยเฉพาะเจาะจงแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียอีก

คงเพราะอย่างนี้นะคะ จึงได้ตรัสกับพระนางว่า ถ้าถวายผ้าแก่สงฆ์ ก็เป็นอันว่าได้บูชาทั้งพระองค์และทั้งพระสงฆ์ด้วย

การทำทานแก่สงฆ์นอกจากจะเป็นการฝึกจิตตนแล้ว ยังเป็นการอุปการะแก่สงฆ์ด้วย เนื่องจากปุถุชนไม่อาจคาดคะเนได้ว่าพระสงฆ์รูปใดปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ การถวายทานโดยไม่เจาะจงจึงช่วยให้พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรงต่อนิพพานยังคงดำรงกาย ถ่ายทอดพระธรรมในพระศาสนาอยู่ได้

อย่างไรก็ดี คำตรัสนี้ต้องพิจารณาร่วมกับพระคาถาท้ายพระสูตรด้วยค่ะ เพราะอานิสงส์ที่ว่ามากจนประมาณไม่ได้นั้น ใช่ว่าผู้ถวายทานจะได้รับอย่างนั้นไปเสียทั้งหมด

เพราะได้ตรัสถึงความบริสุทธิ์ของทานในฝ่ายต่างๆ เช่น ความบริสุทธิ์ของสิ่งของที่นำมาทำทาน ความบริสุทธิ์ของฝ่ายผู้ให้ และความบริสุทธิ์ของฝ่ายผู้รับ และความบริสุทธิ์ขององค์ประกอบเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ทานนั้นมีอานิสงส์มากดังที่ตรัส

สุดท้ายพระนางจึงถวายผ้าแก่พระสงฆ์ แต่ก็ไม่มีพระภิกษุรูปใดยอมรับผ้านั้น  มีพระบวชใหม่รูปเดียวมีนามว่า “อชิต”  รับผ้าคู่นั้นไว้ ปฐมสมโพธิ ว่า พระอชิตนั้นเอง คือพระศรีอารยเมตไตรยที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปหลังจากที่ศาสนาของพระโคดมสิ้นไปแล้ว อันนับเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๕ แห่งภัทรกัปนี้

มาดูที่พระคาถาท้ายพระสูตรกันค่ะ ที่แสดงถึงว่า หากผู้ที่ทำทานไม่มีศีล ของที่นำมาทำทานไม่บริสุทธิ์ ไม่เลื่อมใส(ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) ไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม ทานที่ทำแก่ภิกษุทุศีลก็ย่อมไม่มีผลไพบูลย์(๔)

อันหมายถึงว่าอานิสงส์มากมายตามที่ได้ตรัสไว้ว่าแม้จะทำทานแก่หมู่แห่งสงฆ์ทุศีลยังได้อานิสงส์มากกว่าเจาะจงถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวนั้น ผู้ทำทานจะได้รับก็ต่อเมื่อผู้นั้นเป็นผู้มีศรัทธา เลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง อบรมตนด้วยธรรมในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เชื่อในกฎแห่งกรรม ไม่ใช่วันนี้ก่ออกุศลกรรมอย่างหนึ่ง วันต่อไปไปทำทานเพื่อหวังจะแก้ผลของกรรมหรือการกระทำผิดที่ได้ทำมาแล้ว แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิมโดยไม่มี “ปฏิกรรม” (http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2014/04/16/entry-1) หากทำอย่างนี้อันหมายถึงการไม่มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ก็จะไม่ได้ผลอย่างที่ตนต้องการ

ดังเช่นความเชื่อผิดๆในเรื่องการ “แก้กรรมทำแท้ง” อย่างนี้เป็นต้น

แต่ก็ปรากฏว่า พระคาถาท้ายพระสูตรนี้ มักไม่ค่อยได้รับการจดจำกันเท่าใดนักหรอกค่ะ ไม่เหมือนกับการจดจำอานิสงส์ที่ได้จากการทำทาน

เมื่อปรากฏตามคำตรัสอย่างนี้ ก็แสดงว่าการทำทานแก่ภิกษุทุศีลนั้น ไม่ได้ทำให้เราบาปอย่างที่เข้าใจกัน

ไม่ต้องพูดถึงโทษของภิกษุทุศีลเลยค่ะ เพราะเขาจะได้รับผลการกระทำของตนเพราะการเป็นหนี้ก้อนข้าวชาวบ้าน ต้องรับผลของกรรมในโอกาสต่อไปนอกเหนือไปจากการถูก “คว่ำบาตร” คือรวมตัวกันไม่ใส่บาตรแก่ภิกษุนั้นอย่างที่สังคมไทยปฏิบัติต่อภิกษุทุศีลในสมัยก่อน หรือ ถูกดำเนินความตามกฎหมายตามที่ปรากฏในปัจจุบัน

มีอีกส่วนหนึ่งของคำตรัสที่น่าสนใจในพระสูตรนี้ค่ะ ก็คือที่ตรัสว่า บุคคลใดอาศัยอีกบุคคลหนึ่งแล้วเป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ ฝึกตนด้วยสิกขาบทจนมีศีลที่พระอริยเจ้าชอบใจ (คือไม่ขาด ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทคือไม่เป็นทาสของตัณหา เป็นไปเพื่อสมาธิ) การบูชาบุคคลที่ตนอาศัยแล้วได้มีคุณธรรมเหล่านั้นในตนใดๆ ไม่ว่าจะด้วยการลุกขึ้นรับ การกราบไหว้ การถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ยารักษาโรค ก็ตรัสว่าเป็นการตอบแทนที่ไม่สมควร

หากจะถามว่า แล้วการบูชาอย่างไรจึงจะสมควรกัน พบว่ามีคำตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ค่ะ ว่า

“ผู้ใดประพฤติธรรมตามธรรม เป็นผู้ดำเนินในธรรม ผู้นั้นได้ชื่อว่าบูชาตถาคตด้วยการบูชาอย่างยิ่ง”

ดังนั้น การศึกษาธรรม คือการเรียนรู้ปริยัติ การนำธรรมมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน จึงควรพยายามปฏิบัติธรรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติ คือเพื่อละคลายกิเลสและความเห็นว่าเป็นตนไปทีละน้อย ไม่ใช่ยิ่งศึกษา ยิ่งปฏิบัติ กลับยิ่งเพิ่มความเห็นว่าเป็นตนอันเป็นการยิ่งเพิ่มสมุทัย เช่น เมื่อศึกษามาสักระยะแล้วเกิดความเห็นว่า ฉันศึกษามามากกว่าเธอ ฉันรู้ดีกว่าเธอ อันทำให้ยิ่งเพิ่มพูนมานะ เป็นต้น จึงจะได้ชื่อว่าบูชาพระองค์ด้วยการบูชาอันยิ่ง

แล้วก็ไม่ต้องกลัวค่ะ ว่าทำทานแล้วจะได้บาป เพราะการฝึกการละ คลายตระหนี่ คลายอกุศลธรรมที่มีอยู่ในใจ ไม่เคยให้โทษกับใครๆเลยค่ะ

....................................................................

(๑)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) CD ธรรมบรรยาย จิตวิทยาสู่จิตภาวนา (ขอรับฟรีได้ที่วัดญาณเวศกวัน ถ.พุทธมณฑลสาย ๔ จ.นครปฐม)

(๒)

“ธรรมทานอันเป็นการดุว่าตำหนิตักเตียนสั่งสอน ด้วยหวังให้กลับตัวกลับใจจากความไม่ถูกต้องมาสู่ความถูกต้อง จากความไม่ดีงามมาสู่ความดีงามนี้ จะเป็นธรรมทานที่บริสุทธิ์ได้จริง จะต้องเริ่มต้นด้วยมีอภัยทาน คือผู้จะให้ธรรมทานดุว่าตำหนิติเตียนสั่งสอนด้วยความหวังดี หวังให้เปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี เปลี่ยนจากผิดเป็นถูก จะต้องให้อภัยในความร้ายความไม่ถูกที่ตนพบเห็นให้ได้ก่อน ธรรมทานเช่นนี้ต้องมีอภัยทานเป็นส่วนประกอบอย่างสำคัญ ผู้ให้ธรรมทานเช่นนี้ จะต้องสะอาดจากความโกรธแค้นขุ่นเคืองใจ อันเกิดจากได้รู้ๆด้เห็นการกระทำ คำพูด ที่ไม่ดีไม่งามไม่ถูกต้องเป็นที่กระทบกระเทือนใจ ทานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ จึงมีความหมายลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่ง”

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) รสแห่งความเมตตา ชุ่มเย็นยิ่งนัก

(๓)

[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง

เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

(๔)

[๗๑๙] พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้วได้ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ต่อไปอีกว่า

(๑) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี

                          เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล

                          ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ

(๒) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส

                          ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล

                          ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ฯ

(๓) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส

                          ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล

                          เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า มีผลไพบูลย์ ฯ

(๔) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรม

                          และผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทาน

                          ของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์ ฯ

(๕) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใส

                          ดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจาก

                          ราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแล เลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย ฯ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 30/06/2014 เวลา : 19.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

บ.ก.ชาลีคะ

มองว่า หากเรารู้ว่าภิกษุทุศีลแต่ก็ยังทำบุญด้วย นั่นน่าจะหมายถึงการ "เมาบุญ" หรือไม่ก็หวังผลตอบแทนอย่างอื่น เช่น ภิกษุเป็นผู้มีชื่อเสียง หากทำบุญด้วยก็จะเป็นที่รู้จักจะพลอยได้รับชื่อเสียงตามเป็นต้นนะคะ

แต่อย่างไรก็ดี บุญ ไม่เคยให้ร้ายใครค่ะ ดังนั้นแม้จะทำบุญกับภิกษุทุศีลทั้งรู้ ก็ไม่บาปค่ะ เพราะอย่างน้อยขณะที่ทำก็ยังได้สละของของตนเพื่อผู้อื่น แม้จะทำอย่างเมาบุญก็ตาม ทำบุญก็ย่อมได้บุญค่ะ เพียงแต่ผลบุญ นั้นน้อยมากกกกกกก

ท่านพุทธทาสเคยอธิบายว่า หากเอาผลบุญที่ควรได้มาแบ่ง 16 ส่วน แต่ละส่วน เอามาแบ่งอีก 16 ครั้ง ครั้งที่ 16 ของ 1 ใน 16 นั้นแหละค่ะคือผลบุญที่ได้

จะเห็นว่าน้อยจนประมาณไม่ได้เลยนะคะ (เคยโพสต์ไว้ที่ http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2010/03/15/entry-1ค่ะ)

ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 29/06/2014 เวลา : 11.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

การทำทานแก่ภิกษุทุศีลนั้น ไม่ได้ทำให้เราบาปอย่างที่เข้าใจกัน

เห็นด้วยครับ ถ้าไม่รู้ ก็คงไม่เป็นไร
แต่ถ้ารู้แล้วยังทำบุญกับพระทุศีลอีก ถือว่าบาปหรือเปล่าครับ แต่ไม่เหมาะสมแน่ๆ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 26/06/2014 เวลา : 10.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 9 อ.หม่องคะ
กำลังศึกษาอยู่เหมือนกันเลยค่ะ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมกันนะคะ

ความเห็นที่ 10 คุณ TheSuphan คะ
ขอบคุณมากค่ะ ทั้งที่มาเยี่ยมกัน และ ทั้งการนำไปเผยแพร่ต่อค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
TheSuphan วันที่ : 25/06/2014 เวลา : 20.47 น.
https://www.facebook.com/thesuphan

ขอบคุณครับ ขอเผยแพร่ต่อนะครับ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 25/06/2014 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

เข้ามาศึกษาไตรสิกขาด้วยคนครับ พยายามฝึกอยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 8 TheSuphan ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 25/06/2014 เวลา : 11.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณสิงห์นอกระบบคะ

คนเรามีเรื่องที่ยากง่ายต่างๆกันออกไปค่ะ เรื่องไหนที่เราประทับใจมากๆ ติดใจมากๆ หรือคนคนนั้น(รวมไปถึงสิ่งนั้นๆ)มีความสำคัญกับเรามากๆ มันก็เป็นเรื่องยากสำหรับเราค่ะที่จะวางใจเป็นกลางนะคะ

มองในแง่ดี การที่เรารู้ว่าเรามีสิ่งไหนในใจที่เราทำใจได้ยาก มันก็ทำให้เรายิ่งเพิ่มความเพียรที่จะศึกษาสิ่งนั้นๆเพื่อวางใจเป็นกลางได้ในสักวันนะคะ ดีกว่าสิ่งนั้นมีอยู่แต่เราไม่รู้ว่ามี เลยไม่ได้ทำอะไรปล่อยให้พอกพูนในใจไปเรื่อยๆค่ะ

ขอบพระคุณสำหรับการมาเยี่ยมเยียนและความเห็นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/06/2014 เวลา : 11.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

อภัยทานสำหรับผมเป็นเรื่องยากมากครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 25/06/2014 เวลา : 10.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 และความเห็นที่ 3
คุณ opads คุณ pierra คะ
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยมกัน

ความเห็นที่ 4

ขอบคุณค่ะที่นำรายละเอียดมาเพิ่มเติม

ความเห็นที่ 5 พี่แดงคะ
ไม่ทุกข์ที่รู้ว่าตัวเองยังมีตัณหาเหมือนกันค่ะ เพียงแต่หลังจากที่ "ละ" ตัณหาได้แล้ว ก็พิจารณาต่อเพื่อให้บรรเทา โดยหวังว่าจะทำให้ถึงการไม่มีในที่สุดค่ะ
ขอบคุณที่แวะมานะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูแดง วันที่ : 25/06/2014 เวลา : 06.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

อนุโมทนา สาธุ กับการให้ธรรมเป็นทานค่ะ...
-ใช้สติ กำกับการอ่าน โดยละเอียด ....ก็ได้รับรู้ เข้าใจเพิ่มขึ้นๆ

-อ่าน คห.๑ อดยิ้มไม่ได้ค่ะ แม้จะรู้ แต่ก็เผลอให้เกิดตัณหาที่มารับช่วงจากฉันทะได้เนืองๆเช่นกันค่ะ ...ก็ไม่ทุกข์ ก็เพียง รับรู้

-คห.๔ ก็ชัดเจนนัก...ขอเพียงเริ่มด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ไม่เน้นผู้รับว่าเป็นใคร จะทุศีลหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับเรา ทำด้วยจิตหมดจด ผลย่อมหมดจดเช่นกัน....สาธุๆๆ

ความคิดเห็นที่ 4 ครูแดง , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 24/06/2014 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

พระเจ้ามิลินท์เคยถามปัญหานี้กับพระนาคเสนเช่นเดียวกัน ซึ่งพระนาคเสนได้ยกพุทธพจน์ตอนหนึ่งว่า
"คฤหัสถ์ใดเป็นผู้มีศีลได้โภคะโดยธรรม เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสดีแล้ว เมื่อเชื่อผลแห่งกรรมอันยิ่ง ย่อมให้ทานในบุคคลทุศีลทั้งหลาย ทักขิณานั้นของคฤหัสถ์นั้น ย่อมหมดจดโดยวิเศษเพราะทายกดังนี้"
พระนาคเสนยังเปรียบเปรยให้พระเจ้ามิลินท์ฟังต่อว่า
-แม้น้ำที่ขุ่น ย่อมนำเลนและตม และละอองไคลให้ปราศจากกายได้
-แม้น้ำที่ร้อน อันบุคคลต้มเดือดแล้ว ย่อมยังกองไฟใหญ่อันโพลงอยู่ให้ดับได้
-แม้โภชนะที่ปราศจากรส ย่อมนำความเป็นผู้ทุรพล เพราะความหิวให้ปราศได้
ดังนั้นยามเมื่อเราจะทำบุญใส่บาตร เมื่อตั้งจิตแน่วแน่แล้ว ก็ไม่ต้องไปเฝ้าดูสอดส่องว่าเป็นพระดีหรือไม่ดี จิตก่อนให้ ขณะให้ หลังจากให้แล้ว ถ้าอิ่มเอมปลาบปลื้ม อานิสงฆืย่อมเกิดกับเราอยู่แล้ว ส่วนพระจะดีจะทุศีลหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ท่านเหล่านั้นรู้เองแก่ใจ
ถ้ากลัวว่าใส่บาตรพระไม่ดีแล้วจะเป็นบาป ไม่สบายใจ ต้องแสวงหาแต่พระดีๆ ถ้ากำหนดเช่นนี้ การทำบุญใส่บาตรแต่ละครั้งจะเกิดความปิติสุขได้อย่างไร เราทำเพราะต้องการฝึกการลดความตะหนี่ในตนเอง และเพื่อยังให้ศาสนาคงอยู่ แม้เพียงรูปแบบก็ยังดี ตั้งจิตให้ผ่องใสในการทำทุกครั้ง ใครจะรู้ว่าพระที่เราเห็นว่าไม่ดี วันหนึ่งข้างหน้า ท่านอาจเป็นพระที่ดีก็ได้ใครจะรู้

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
pierra วันที่ : 24/06/2014 เวลา : 14.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pierra
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ...ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง

การให้ทานหรือการใส่บาตรอย่าไปเจาะจงว่าจะถวายทานแก่หลวงพ่อ
แต่ให้เจาะจงและมีจิตมีความนอบน้อมที่คิดจะถวายทานแก่พระ(อริยะ)สงฆ์
ถือเป็นการถวายสังฆทานซึ่งมีอานิสงส์สูงสุด แม้ใส่บาตรเพียงข้าวทัพพีเดียว
(การถวายสังฆทานไม่จำเป็นต้องใส่ถังหรือภาชนะอื่นใด ที่สำคัญที่สุดคือตั้งจิตที่คิดจะ"ถวายสงฆ์" เพียงแค่นี้ก็นเป็น"สังฆทาน"ซึ่งมีอานิสงส์แห่งบุญสูงสุด)

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
opads วันที่ : 24/06/2014 เวลา : 11.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/OKopads
บันทึก การสะสมเหรียญพระบล็อคกษาปณ์

สาธุครับ

ความคิดเห็นที่ 1 ครูแดง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 24/06/2014 เวลา : 11.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สำหรับ “การบูชาบุคคลที่ตนอาศัยแล้วได้มีคุณธรรมเหล่านั้นในตนใดๆ ไม่ว่าจะด้วยการลุกขึ้นรับ การกราบไหว้ การถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ยารักษาโรค ก็ตรัสว่าเป็นการตอบแทนที่ไม่สมควร” นั้น ท่านพุทธทาสได้อธิบายในอีกปริยายหนึ่งว่า เนื่องจากการให้ธรรมเป็นการให้ทางจิตวิญญาณ การตอบแทนด้วยกราบไหว้ หรือสิ่งของใดๆ ถือเป็นการให้ด้วยกิริยาทางกายและทางวัตถุ จึงเป็นการตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกัน หากจะตอบแทนก็ต้องตอบแทนด้วยการให้ทางจิตวิญญาณเช่นกัน ซึ่งก็คือการให้ต่อไปนั่นเอง

เล่ามาถึงตรงนี้แล้วก็นึกอายค่ะ เพราะฉันทะนั้นคือการปรารถนาที่จะทำสิ่งดีๆให้สำเร็จเพื่อความดี ความงดงาม ความดำรงอยู่ของสิ่งต่างๆ ตัณหาคือความปรารถนาที่จะทำโดยมีตัวของตนเข้าไปร่วมรับผลจากการกระทำนั้นๆหรืออยากได้แต่ผลแต่ไม่อยากทำเหตุคืออยากแต่จะเสพสิ่งดีๆโดยไม่ต้องมีการกระทำให้เหน็ดเหนื่อย และหากไม่คอยระวังตัว สติมาไม่ทัน ตัณหามักมารับช่วงต่อจากฉันทะเสมอ ที่ว่านึกอายก็เพราะเมื่อเริ่มต้นเขียนบทความมักมีฉันทะที่จะเรียบเรียงสิ่งที่ได้รับรู้เพื่อนอกจากจะไว้เตือนตนแล้วยังเพื่อเผื่อแผ่สิ่งที่ตนมีโอกาสได้เรียนรู้แก่ผู้อื่นด้วย แต่บางคราตัณหามักมารับช่วงต่อ คือเมื่อเผยแผ่ไปแล้ว กลับยินดีในการกดไลค์ คอมเม้นท์ในทางที่ดี เป็นต้น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน