*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553620
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< กรกฎาคม 2014 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1945 , 18:04:40 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 11 คน แม่หมี , ทางแก้ว และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสต่อเบญจวัคคีย์เพื่อให้ไปประกาศพระศาสนานั้น หากเราสังเกตที่พุทธพจน์ จะพบว่าตรัสบอกพระอรหันต์ทั้ง ๕ ให้จาริกไปด้วยวัตถุประสงค์คือ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก ดังนั้น หากจะบอกว่าเป้าหมายของการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาคือประโยชน์และความสุขของชีวิต ก็คงจะไม่ผิดไปหรอกนะคะ

มีหลายครั้งที่มีผู้ถามถึงพระพุทธเจ้าถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตอย่างเป็นสุขในปัจจุบัน การมีหลักประกันเพื่อความสุขในอนาคต หรือ การสงบสุขอย่างถาวร พระองค์ไม่ทรงตอบ หรือบางครั้ง ตรัสว่าทรงสอนผู้ฟังเฉพาะเรื่องทุกข์และการดับทุกข์เท่านั้น

อาจเป็นเพราะคำตรัสนี้นะคะ ชาวต่างชาติต่างศาสนาบางท่านจึงมักมองว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งความทุกข์ อันที่จริง ทุกข์เป็นผลจากการปฏิบัติตนในทางที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์จนก่อให้เกิดเป็นปัญหาที่นำไปสู่ทุกข์หรือก็คือสมุทัยขึ้นมา และเพราะวิธีการดับทุกข์หรือมรรคที่พระองค์แสดงไว้ สมุทัยจึงได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง เมื่อปัญหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้รับการแก้ไขจนเรียบร้อย ปัญหาก็หมด เมื่อปัญหาหมด ทุกข์ก็ดับ จึงปรากฏเป็นสภาพที่ตรงข้ามคือสุขขึ้นมาแทน

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ฟังฟังแล้ว มีความเห็นตรงตามสภาวะแล้ว นำคำสอนมาปฏิบัติแล้วจะได้รับก็คือประโยชน์หรืออัตถะทั้งสามที่เรียกว่าทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชน์ที่มองเห็นได้ และ สัมปรายิกัตถัตถะ ประโยชน์ภายหน้าหรือประโยชน์ที่เลยตาเห็น อันนำไปสู่ความสุขอีกต่อหนึ่ง หรือเป็นสุขโดยสภาวะที่ปรากฏด้วยตัวของสภาวะคือการดับของทุกข์เอง และ ปรมัตถะ ประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน

ประโยชน์และสุขนี้หนุนกันเป็นวงกลมเลยค่ะ เพราะได้ประโยชน์จึงได้สุข เพราะได้สุข จึงมีโอกาสได้ประโยชน์ที่ยิ่งๆขึ้น เพราะได้ประโยชน์ที่ยิ่งขึ้น จึงได้สุขที่ประณีตขึ้น บ่อยขึ้น กระทั่งถึงความเป็นสุขสงบอย่างถาวร

สุขนี้จำเป็นสำหรับการบรรลุธรรมในพุทธศาสนามากค่ะ เพราะเมื่อมีสุข จิตจึงมีโอกาสได้เป็นสมาธิ ให้เราได้มีโอกาสใช้จิตที่เป็นสมาธินี้ ไปพิจารณาเรื่องราวต่างๆเพื่อพัฒนาปัญญาอีกต่อหนึ่ง โดยจิตที่เป็นสมาธินั้นสามารถพบได้ทั้งในชีวิตประจำวัน และ โดยการฝึกเพื่อให้ได้โดยเฉพาะ

โดยในชีวิตประจำวัน สมาธิสามารถเกิดได้โดยกระบวนธรรม ธรรมสมาธิ ๕ หรือองค์ธรรมทั้ง ๕ ที่ทยอย เกิด-ดับ เกิด-ดับ ตามกันมาเป็นชุด โดยกระบวนการเริ่มต้นด้วยเมื่อเราระลึกถึงสิ่งดีๆ หรือ เมื่อเราทำสิ่งดีๆสำเร็จ จิตก็จะเบิกบาน ( ปราโมทย์) เมื่อความรู้สึกทวีขึ้นเรื่อยๆ ก็เอิบอิ่ม (ปีติ)

ปีตินั้นเกิดร่วมกับสุข แต่เนื่องจากปีตินั้นพลุ่งพล่าน รู้สึกได้ง่ายจึงบดบังสุข ต่อเมื่อดับปีติลงได้ (ปัสสัทธิ) สุขจึงจะปรากฏชัดขึ้น (สุข) เมื่อสุขดับ จิตก็ตั้งมั่น เป็นสมาธิ ( สมาธิ)

อันที่จริง จิตเราสามารถเป็นสมาธิได้ในชีวิตประจำวันด้วยกระบวนธรรมนี้ และสามารถใช้จิตที่ควรแก่การทำงานนี้ไปทำงานต่อได้ แต่เรามักละเลยสมาธิที่ได้จากกระบวนธรรมนี้กันค่ะ เลยมักปล่อยให้ช่วงเวลาดีผ่านไปโดยไม่เกิดประโยชน์

หรือในขณะฝึก สมถกรรมฐาน ที่จะปีติ สุข เป็นองค์ประกอบในองค์ฌาน เมื่อละปีติ สุข ได้ จิตราบเรียบ สมดุล เป็นสมาธิ เราก็สามารถใช้จิตที่ควรแก่การทำงานนี้ไปใช้งานต่อได้

มาดูที่อัตถะทีละชนิดกันนะคะ

ทิฏฐธัมมิกัตถะ

อันที่จริงอัตถะนี้แปลว่าประโยชน์ที่มองเห็นได้ แต่เราแปลเป็นประโยชน์ปัจจุบัน และนิยมใช้กันมาอย่างนี้ ประโยชน์ชนิดนี้ประโยชน์ในขั้นต้นที่บุคคลควรได้ในชีวิตนี้ อันได้แก่ ทรัพย์ มิตร ไมตรี การมีสุขภาพที่ดี การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ยศ เกียรติ และบุคคลจะได้รับประโยชน์เหล่านี้ก็ด้วยการมีธรรม ๔ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ปัจจุบันอันมีชื่อเรียกในภาษาบาลีว่า ทิฏฐธัมมิกัคถสังวัตตนิกธรรม เพียงแต่เมื่อได้แล้ว เราควรรู้ว่าสิ่งที่ได้ เราแสวงหา ได้มา เพราะต้องการให้ชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น และใช้โอกาสที่เป็นอยู่อย่างปกติ ราบรื่น นี้ในการแสวงหาสิ่งที่ประณีตขึ้น ยั่งยืนขึ้น

ไม่โลภจนเมามายแสวงหาอย่างไม่รู้จักพอจนทุกข์เพราะการแสวงหา  หรือหลงใหลจนยอมสยบต่อสุขหยาบที่ได้รับจนไม่คิดแสวงหาสุขละเอียดประณีต หรือหลงใหลสุขอันชอบธรรมที่ได้จนยึดมั่นอันนำไปสู่ทุกข์เมื่อมีการผันแปร

ทิฏฐธัมมิกัคถสังวัตตนิกธรรม นั้น ประกอบด้วยองค์ธรรมทั้ง ๔ ดังนี้ค่ะ

อุฏฐานสัมปทา ความขยันหมั่นเพียร ซึ่งนอกจากจะไม่เกียจคร้านในงานที่ทำแล้ว ยังหมั่นใช้ปัญญาพิจารณาหาวิธีการทำงาน หาวิธีบริหาร ที่จะประสบผลสำเร็จในการงานด้วย

อารักขสัมปทา การรักษาสิ่งที่หามาได้โดยชอบธรรม ประกอบด้วยธรรม ให้อยู่ในที่ปลอดภัย ซึ่งคำว่าประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยชอบธรรมนี้ อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงการตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐ แล้วได้ทรัพย์มาค่ะ

กุศลกรรมบถ ๑๐ นี้ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้รวบรวมชื่อบาลีที่มีเป็นต่างๆไว้ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรมว่า มีชื่อเป็น ธรรมจริยา(ความประพฤติธรรม), โสไจย ( ความสะอาดหรือเครื่องชำระตัว), อริยธรรม (ธรรมของผู้เจริญ), สัทธรรม (ธรรมดี, ธรรมแท้) สัปปุริสธรรม (ธรรมของสัตตบุรุษ) และ อริยมรรค (มรรคาอันประเสริฐ)

กัลยาณมิตตตา การมีเพื่อนดี เพราะเมื่อมีมิตรดี ก็ย่อมได้รับการแนะนำ ตักเตือน สนับสนุนในการเริ่มต้นทำสิ่งที่ดี ในการรักษาและเพิ่มพูนความดี ไปถึงการลดละการกระทำที่ไม่ดี อกุศลธรรมต่างๆ และใช้โอกาสที่มีมิตรดีนี้ สนทนา ไต่ถาม ศึกษา ศรัทธา ศีล จาคะ(การสละ) และ ปัญญา ของท่าน ซึ่งคำว่าศึกษาหรือสิกขานี้ รวมไว้แล้วทั้งการเล่าเรียนสิ่งที่ควรรู้และการนำสิ่งที่เรียนรู้นั้นปฏิบัติจนได้รับผลการปฏิบัติด้วยตนเองค่ะ

และคำว่า กัลยาณมิตตตา นี้ เรามักมองเพียงการมีมิตรดีเพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่ดีกัน แต่ในคำตรัส จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าไม่เพียงตรัสถึงการมีมิตรดีเท่านั้น แต่ทรงเน้นให้ ไต่ถาม เรียนรู้สิ่งที่ควรเรียนรู้ และ นำมาปฏิบัติด้วยตนจนเห็นผลด้วยตนด้วย

สำหรับยอดแห่งกัลยาณมิตรของพุทธศาสนิกชนก็คือพระพุทธเจ้า เพราะทรงห้ามปรามเราจากความชั่ว แนะให้ตั้งอยู่ในความดี สั่งสอนที่ยังไม่เคยรู้ ไม่เคยฟัง หรือสิ่งใดที่ได้รู้ได้ฟังแล้ว ก็ทรงทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังที่ตรัสอริยสัจ ๔ ให้เราได้ศึกษากัน

และองค์ธรรมสุดท้ายในหลักนี้ก็คือ

สมชีวิตา การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่ฐานะ คือเมื่อรู้ทางเจริญและเสื่อมของทรัพย์ ก็เลี้ยงชีพอย่างพอเหมาะ โดยไม่ให้ฝืดเคืองจนเกินไป ไม่ให้ฟุ่มเฟือยจนเกินไป เพราะหากเลี้ยงชีพฝืดเคืองเกินไป ก็จะได้รับคำตำหนิจากบุคคลรอบข้างได้ว่า “กุลบุตรนี้จักตายอย่างไม่สมฐานะ” หรือหากเลี้ยงชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยจนเกินไป ก็จะได้รับคำตำหนิได้ว่า “กุลบุตรนี้ใช้จ่ายทรัพย์เหมือนคนกินผลมะเดื่อ” คือ เขย่าต้นมะเดื่อให้ผลสุกตกลงมาเป็นจำนวนมาก แต่แล้วกลับเลือกเก็บมากินเพียงไม่กี่ผล

หากบุคคลเลี้ยงชีวิตตามหลักธรรมอย่างนี้ ก็จะได้รับประโยชน์สามัญต่อชีวิต คือ ทรัพย์ ไมตรี ยศ เกียรติ การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี การมีสุขภาพที่ดี อย่างแน่นอนค่ะ

สัมปรายิกัตถะ

สัมปรายิกัตถะ คือ ประโยชน์ภายหน้า ประโยชน์เพื่อเกื้อกูลแก่ภพหน้า ซึ่งการที่จะได้ประโยชน์นี้ บุคคลต้องประกอบด้วย ความถึงพร้อมหรือสัมปทาทั้ง ๔ อันรวมเรียกว่า สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า หลักธรรมที่อำนวยประโยชน์สุขขั้นสูงขึ้นไป คือ

สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ว่าทรงตรัสรู้เองโดยชอบแม้ว่าจะทรงเป็นเพียงมนุษย์ แต่เพราะทรงตรัสรู้ธรรมอันยิ่ง จึงทรงเป็นที่พึ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย

สีลสัมปทา คือการเว้นจากการเบียดเบียนชีวิต ทรัพย์สิน คนรัก ของผู้อื่น เว้นจากการมีคำลวงเพื่อประโยชน์อันมิชอบ และการเปิดโอกาสให้ตนประมาทด้วยของมึนเมาจนขาดสติ ไปเบียดเบียนผู้อื่น

จาคสัมปทา มีใจปราศจากความตระหนี่ มีใจยินดีในการสละ

ปัญญาสัมปทา มีปัญญาในการพิจารณาเห็นความเกิดดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

รวมองค์ธรรมทั้ง ๘ ในสองหลักนี้ (ทิฏฐธัมมิกัตถะ และ สัมปรายิกัตถะ) ตรัสว่าเป็นธรรมเพื่อ “ผู้ครองเรือน” โดยเฉพาะเลยค่ะ เพราะนอกจากฆราวาสจะได้รับประโยชน์ในปัจจุบัน ได้สุขในภายหน้า แล้ว จาคะ การสละต่างๆ เช่น การสละกิเลส การสละความยึดมั่นในความเห็นว่าเป็นตน อันเป็นผลจากการพิจารณาให้เห็นการเกิดดับอันเป็นอริยะและชำระกิเลสอยู่เป็นนิตย์ ก็ยังเจริญเพิ่มพูนขึ้นอีกด้วย ดังที่ตรัสกับบุรุษชื่อทีฆชาณุบ้าง กับพราหมณ์ที่ชื่ออุชชยบ้าง (ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต) ว่า

          คหมั่นในการทำงาน ไม่ประมาท จัดการงานเหมาะสม

          เลี้ยงชีพพอเหมาะ ตามรักษาทรัพย์ที่หามาได้

          มีศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล มีความเอื้อเฟื้อ ปราศจากความตระหนี่

          ชำระทางสัมปรายิกัตถะเป็นนิตย์

         ธรรม ๘ ประการดังกล่าวมานี้ พระพุทธเจ้าโดยพระนามอันแท้ตรัสว่า

         นำสุขมาให้ในโลกทั้งสองคือ ประโยชน์ในปัจจุบันนี้ และสุขในภายหน้า

         บุญคือจาคะนี้ ย่อมเจริญแก่คฤหัสถ์ ด้วยประการฉะนี้

ส่วนสิ่งที่เรียกว่า “บุญ” ทั้งหมด เคยเล่าไว้ใน  http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2014/07/07/entry-1 แล้วค่ะ

ปรมัตถะ

ประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายความหมายของคำว่า “นิพพาน” ไว้ในหนังสือพุทธธรรม (ฉบับปรับขยาย) มีใจความว่า คำว่านิพพานนี้มาจากศัพท์คือ นิ + วาน นิ เป็นอุปสรรคในไวยากรณ์ แปลว่า ออกไป ไม่มี หมดไป เลิก ส่วน วาน แปลว่า พัด ไป เป็นไป เครื่องร้อยรัด ใช้เป็นกิริยาของไฟหมายถึงหายร้อน ดับ เย็นลง เย็นสนิท เมื่อใช้แสดงภาวะทางจิต จึงหมายถึงการเย็นใจ ดับความร้อนใจ ไม่มีความกระวนกระวาย หรือจะแปลว่าเป็นเครื่องดับกิเลส คือทำให้โลภะ โทสะ โมหะ หมดสิ้นไป ส่วนคัมภีร์รุ่นรองและอรรถกถาฎีกาส่วนมากนิยมแปลว่า  ไม่มีตัณหาเครื่องร้อยรัด หรือ ออกไปแล้วจากตัณหาที่เป็นเครื่องร้อยติดไว้กับภพก็ได้ อย่างไรก็ดี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแสดงมติว่าอีกนัยหนึ่ง ควรแปลว่า หาของเสียบแทงมิได้

 

ส่วนนิพพานมีกี่ลักษณะ อะไรบ้าง ของลอกข้อความในหนังสือ วิปัสสนาภาวนา ที่พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโน) รจนาไว้มาเล่าต่อนะคะ

“นิพพาน มี ๒ อย่าง คือ

๑ สอุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสได้หมด แต่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่

๒ อนุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสได้หมดและดับขันธ์ไปด้วย อย่างพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายที่เข้าสู่นิพพานไปแล้ว

อีกอย่างหนึ่ง ถ้าจะพูดถึงนิโรธหรือนิพพานในแง่ที่พอนำมาปฏิบัติกันได้ในปัจจุบันหรือในชีวิตประจำวัน นิพพาน มีอีก ๒ ชนิด คือ

๑ ปริยายนิพพาน คือ ดับกิเลสได้บางส่วน หรือ สันทิฏฐิกนิพพาน นิพพานที่เห็นได้ในปัจจุบัน เช่น ดับความโกระได้ชั่วคราว และดับความโลภ หรือ ความหลง ได้ชั่วคราว หรือ ละกิเลสได้บางส่วน เช่น เมื่อเกิดความฟุ้งซ่านขึ้นก็ดับความฟุ้งซ่านนั้นลงได้ก็จัดเป็นนิพพาน อยากได้รถเก๋งงามๆสวยๆ ราคาแพงๆ แต่เงินไม่พอ หรือพอ แต่ระงับความอยากนั้นได้ ก็จัดเป็นนิพพาน เคยติดการพนัน เคยสูบบุหรี่ หรือติดเหล้าของมึนเมาเสพติดให้โทษ ก็ละเลิกสิ่งเหล่านี้เสียได้ ก็จัดเป็นนิพพานได้เช่นกัน แม้จะเป็นนิพพานบางส่วนหรือชั่วคราว ก็นับว่าดับความทุกข์ความเดือดร้อนจากกิเลสนั้นลงได้ ซึ่งปริยายนิพพาน – นิพพานโดยปริยาย หรือ นิพพานอย่างต่ำนี้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้เหมือนกัน คนเราถ้ายังเอานิพพานอย่างต่ำนี้ไม่ได้แล้ว ก็อย่าหวังจะเอานิพพานอย่างสูงเลย เช่น บุหรี่หรือเหล้าก็ยังเลิกไม่ได้ แล้วก็อย่าหวังดับโลภ โกรธ หลง โดยสิ้นเชิงเลย

๒ นิปปริยายนิพพาน คือ นิพพานโดยสิ้นเชิง คือ ดับกิเลสได้หมด ยิ่งได้ดับขันธ์นิพพานด้วยแล้ว ก็ชื่อว่าดับทุกข์หมดโดยประการทั้งปวง ไม่ว่าเพลิงกิเลส หรือ เพลิงทุกข์ก็ดับหมดสิ้น เพราะได้เข้าสู่นิพพาน ไม่ต้องมีเบญจขันธ์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว”

อันที่จริง นิพพานนั้นเป็นไวพจน์ของนิโรธ เมื่อดูที่นิโรธจึงพบว่านิพพานมีลักษณะต่างๆมากตามนิโรธไปด้วย

และเกี่ยวกับ "สันทิฏฐิกนิพพาน" ขอนำคำบรรยายของสมเด็จพระสังฆราชมาเพิ่มไว้ดังนี้ค่ะ

“นิพพานปัญญานั้น มีแสดงไว้ถึงสันทิฏฐิกธรรม ธรรมที่เห็นเอง สันทิฏฐิกนิพพาน นิพพานที่เห็นเอง โดยอธิบายว่า ราคะ โทสะ เมื่อบังเกิดขึ้นครอบงำจิตใจย่อมเป็นเครื่องดับปัญญา เป็นไปเพื่อความเบียดเบียน ทั้งเป็นไปเพื่อให้ประพฤตก่อภัยเวรต่างๆ มี ฆ่าเขาบ้าง ลักของเขาบ้าง เป็นต้น ส่วนความสงบราคะ โทสะ โมหะ ความไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ย่อมตรงกันข้าม ไม่ดับปัญญา ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียน ไม่เป็นเหตุก่อภัยเวรดังกล่าว ความพิจารณาให้รู้ดั่งนี้ เรียกว่า เป็นสันทิฏฐิกธรรม เป็นสันทิฏฐิกนิพพาน

พิจารณาดูตามอธิบายนี้ ก็จะพึงเห็นได้ว่า ทุกๆคน เมื่อหมั่นใช้ปัญญาพิจารณาตรวจดูจิตใจตนเอง เมื่อราคะ โทสะ โมหะ บังเกิดขึ้น ก็ให้รู้พร้อม ทั้งให้รู้ถึงโทษแม้ดังที่กล่าวมาแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ จะสงบลงได้ด้วยอำนาจปัญญาที่รู้นั้น และก็ให้รู้ว่า ราคะ โทสะ โมหะสงบ พร้อมทั้งรู้คุณของความสงบราคะ โทสะ โมหะ แม้ปฏิบัติดั่งนี้ ก็เรียกว่า บรรลุถึงสันทิฏฐิกธรรม สันทิฏฐิกนิพพานได้ เพราะในพุทธาธิบายดังที่ยกมากล่าวข้างต้นนั้น มิได้จำกัดว่า จะต้องสงบได้เด็ดขาด หรือว่า สงบได้ชั่วคราว เป็นพุทธาธิบายที่วางไว้กลางๆ จึงกินความได้ถึงการปฏิบัติใช้ปัญญาทำความสงบใจของตนได้ พระพุทธาธิบายดั่งนี้เป็นอันให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนตั้งแต่ในเบื้องต้นว่า สามารถที่จะใช้ปัญญาพิจารณาทำความสงบใจของตน และก็เรียกว่า บรรลุนิพพานได้ บรรลุธรรมได้ อันเป็นสันทิฏฐิกธรรม สันทิฏฐิกนิพพาน เข้าในพระธรรมคุณที่สวดกันว่า สันทิฏฐิโกนั่นเอง ดังนั้น ธรรมที่จะเป้นสันทิฏฐิโกได้ดังที่สวดกัน ก็จะต้องปฏิบัติใช้ปัญญา ทำความสงบใจของตนดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งทุกคนสามารถจะปฏิบัติได้ทุกขณะ”

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) ธรรมกถาในการอบรมกรรมฐาน หน้า ๒๐๐

อัตถะทั้งสามนี้ ในพระสูตรโดยทั่วไปมักแสดงไว้เพียงสองค่ะ คือตรัส ทิฏฐธัมมิกัตถะ คู่กับ สัมปรายิกัตถะ แต่ก็มีบางที่ค่ะ มีการแสดง ปรมัตถะ ไว้โดยเฉพาะ แต่อันที่จริงแม้จะตรัสอัตถะเพียงสองลักษณะต้น ก็ครอบคลุมถึงอัตถะสุดท้ายคือปรมัตถะเอาไว้แล้วเพราะคำตรัสอธิบายสัมปรายิกัตถะที่ว่า “มีปัญญาในการพิจารณาเห็นความเกิดดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ” นั้น ก็แสดงถึงการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาอันนำไปสู่การบรรลุนิพพาน อันหมายถึงประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพานอยู่แล้ว

จะเห็นว่าที่ตรัสว่าทรงสอนเรื่องการดับทุกข์นั้น ทรงสอนตั้งแต่การแก้ปัญหาอันนำมาซึ่งความทุกข์ในทุกระดับขั้นเลยนะคะ

ตั้งแต่เรื่องการทำมาหากิน การมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น การเกื้อกูลกันในสังคมเพื่อให้สังคมสงบสุข เพื่อคนในสังคมจะได้เป็นสภาพแวดล้อมที่ดีของกันและกัน ใช้สุขที่ได้เป็นปัจจัยเอื้อต่อสมาธิ และใช้จิตที่เป็นสมาธิเป็นปัจจัยในการพัฒนาด้านต่างๆ  

หรือแม้กระทั่ง เราได้ทุกข์ได้สุขเพราะเรื่องใดๆสลับกันไปมา จนรู้สึกเบื่อหน่าย จิตไม่อยากจะแฟบจะฟู ขึ้นๆลงๆเพราะเรื่องนั้นๆอยู่ร่ำไป คิดหาทางออกไปจากความวุ่นวาย จากกองทุกข์ทั้งหมด ก็ตรัสเรื่องการหาทางออกไปจากโลกไว้ให้

ให้เราได้ค่อยๆฝึก ให้เราค่อยๆสงบรำงับ

ค่อยๆการคลายความเห็นว่าเป็นตน

จนกว่าจะพ้นไปจากวงจรแห่งทุกข์  สุข

คืนสู่ธรรมชาติ

 สงบอย่างถาวร

สมกับที่พระองค์ได้ตรัสไว้ ว่าทรงเป็น

“ กัลยาณมิตรของสัตว์ทั้งหลาย อาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร สัตว์ทั้งหลายที่มีความเกิด มีความแก่ มีความตายเป็นธรรมดา ก็พ้นไปจากความเกิด ความแก่ ความตาย สัตว์ทั้งหลายผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นธรรมดา ก็พ้นไปได้จากโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส”

โดยแท้

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 29/07/2014 เวลา : 04.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สวัสดีค่ะพี่แดง
ยกเลิกการใช้บัญชีในเฟสบุ๊คไปค่ะ
ขอบพระคุณพี่แดงมากค่ะ ที่ระลึกถึงกัน
คิดถึงนะคะ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่เอื้อง วันที่ : 28/07/2014 เวลา : 00.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/maeeaung

อนุโมทนา ในธรรมค่ะ สวัสดีค่ะตุ๊กตา พี่ไม่เห็นในfb เลย ก็ตามเข้ามาในoknation

ความคิดเห็นที่ 11 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 27/07/2014 เวลา : 04.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 7 คุณแม่หมีคะ
ขอบคุณค่ะสำหรับการแวะมาและความเห็น "อ่านแล้วเอาไปปรับใช้ได้แม้ว่าจะต่างศาสนา"
ยินดีจังค่ะ

ความเห็นที่ 8 บ.ก.ชาลีคะ
เป็นอย่างนั้นจริงๆค่ะ หลายๆคนยอมทำบางอย่างเพื่อผู้อื่นอย่างยากลำบากด้วยจิตเป็นกุศล อนุโมทนากับ บ.ก.ด้วยค่ะ

ความเห็นที่ 9
ขอบคุณค่ะ

ความเห็นที่ 10 คุณสิงห์นอกระบบคะ
อนุโมทนากับจิตที่เป็นกุศลของหลานสาวด้วยค่ะ
เป็นงานที่น้อยคนจะยอมเสี่ยงตนเพื่อผู้อื่นนะคะ
ขอบคุณที่แวะมาด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 26/07/2014 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

บุคลากรทางการแพทย์ก็ใช่ครับ หลานสาวผมตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ปี๕-๖ รับเคสที่คนอื่นไม่ค่อยอยากทำอย่างเช่น การเย็บแผลผู้ป่วยที่มีเชื้อ HIV ครับ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 26/07/2014 เวลา : 17.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

สาธุ กับ ข้อคิดเห็น บก ชาลี อนุโมทนาจากใจจริง

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา , สิงห์นอกระบบ และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
BlueHill วันที่ : 26/07/2014 เวลา : 14.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ขออภัยครับพี่
ผมเขียนไม่ครบ
ความจริง ตั้งใจเขียนว่า
ผมเห็นหลายคนยอมอุทิศตัวทำความทุกข์ให้คนอื่นเป็นสุขครับ พลอยทำให้ความทุกข์กลายเป็นความสุขไป

ยกตัวอย่างเช่น ตอนน้ำท่วมใหญ่ หลายคนอาสาออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งต้องลุยน้ำลึกเข้าไปตั้งแต่เช้ายันเย็น แทนที่จะนอนสบายๆตากแอร์อยู่กับบ้าน ตรงนี้แหละเรียกว่่าทุกข์กาย

แต่พอคิดว่า ช่วยให้ผู้อื่นคลายทุกข์ลง มีความสุข(แม้เพียงชั่วขณะ) ใจเราก็เป็นสุขตามไปด้วย ความทุกข์กาย ก็มลายหายไปครับ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 26/07/2014 เวลา : 09.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เหมือนคห.ที่2 (ลอกพี่ตุ้มเฉยเลย )

อ่านแล้วก็ได้ประโยชน์ โฮย....เรานี่มันกิเลสหนาในบางเรื่องเหมือนกัน

อ่านแล้วเอาไปปรับใช้ได้แม้ว่าจะต่างศาสนา ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 26/07/2014 เวลา : 09.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณทุกท่านที่มาเยี่ยมกันนะคะ

อันที่จริง นิพพานนั้นเป็นไวพจน์ของนิโรธ เมื่อดูที่นิโรธจึงพบว่านิพพานมีลักษณะต่างๆมากตามนิโรธไปด้วย

และเกี่ยวกับ "สันทิฏฐิกนิพพาน" ขอนำคำบรรยายของสมเด็จพระสังฆราชมาเพิ่มไว้ดังนี้ค่ะ

“นิพพานปัญญานั้น มีแสดงไว้ถึงสันทิฏฐิกธรรม ธรรมที่เห็นเอง สันทิฏฐิกนิพพาน นิพพานที่เห็นเอง โดยอธิบายว่า ราคะ โทสะ เมื่อบังเกิดขึ้นครอบงำจิตใจย่อมเป็นเครื่องดับปัญญา เป็นไปเพื่อความเบียดเบียน ทั้งเป็นไปเพื่อให้ประพฤตก่อภัยเวรต่างๆ มี ฆ่าเขาบ้าง ลักของเขาบ้าง เป็นต้น ส่วนความสงบราคะ โทสะ โมหะ ความไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ย่อมตรงกันข้าม ไม่ดับปัญญา ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียน ไม่เป็นเหตุก่อภัยเวรดังกล่าว ความพิจารณาให้รู้ดั่งนี้ เรียกว่า เป็นสันทิฏฐิกธรรม เป็นสันทิฏฐิกนิพพาน

พิจารณาดูตามอธิบายนี้ ก็จะพึงเห็นได้ว่า ทุกๆคน เมื่อหมั่นใช้ปัญญาพิจารณาตรวจดูจิตใจตนเอง เมื่อราคะ โทสะ โมหะ บังเกิดขึ้น ก็ให้รู้พร้อม ทั้งให้รู้ถึงโทษแม้ดังที่กล่าวมาแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ จะสงบลงได้ด้วยอำนาจปัญญาที่รู้นั้น และก็ให้รู้ว่า ราคะ โทสะ โมหะสงบ พร้อมทั้งรู้คุณของความสงบราคะ โทสะ โมหะ แม้ปฏิบัติดั่งนี้ ก็เรียกว่า บรรลุถึงสันทิฏฐิกธรรม สันทิฏฐิกนิพพานได้ เพราะในพุทธาธิบายดังที่ยกมากล่าวข้างต้นนั้น มิได้จำกัดว่า จะต้องสงบได้เด็ดขาด หรือว่า สงบได้ชั่วคราว เป็นพุทธาธิบายที่วางไว้กลางๆ จึงกินความได้ถึงการปฏิบัติใช้ปัญญาทำความสงบใจของตนได้ พระพุทธาธิบายดั่งนี้เป็นอันให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนตั้งแต่ในเบื้องต้นว่า สามารถที่จะใช้ปัญญาพิจารณาทำความสงบใจของตน และก็เรียกว่า บรรลุนิพพานได้ บรรลุธรรมได้ อันเป็นสันทิฏฐิกธรรม สันทิฏฐิกนิพพาน เข้าในพระธรรมคุณที่สวดกันว่า สันทิฏฐิโกนั่นเอง ดังนั้น ธรรมที่จะเป้นสันทิฏฐิโกได้ดังที่สวดกัน ก็จะต้องปฏิบัติใช้ปัญญา ทำความสงบใจของตนดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งทุกคนสามารถจะปฏิบัติได้ทุกขณะ”

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) ธรรมกถาในการอบรมกรรมฐาน หน้า ๒๐๐

ความคิดเห็นที่ 5 BlueHill , แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 26/07/2014 เวลา : 06.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 คุณยามครับค่ะ
ขอบคุณค่ะ มาเยี่ยมกัน

ความเห็นที่ 2 คุณแม่มดเดือนMarch คะ
เทียบกับธรรมในพุทธศาสนาที่มีมากแล้ว เราต่างก็รู้ไม่มากกันค่ะ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมกันนะคะ

ความเห็นที่ 3 คุณ SW19 คะ
ต้องขอบคุณธรรมบาารยายของพระคุณเจ้า พระพิจิตร ท่านนะคะ ที่ยกตัวอย่างให้เห็นได้อย่างชัดเจน
ขอบคุณที่แวะมาด้วยนะคะ

ความเห็นที่ 4 บ.ก.ชาลีคะ
เดาไม่ออกค่ะ ว่า บ.ก. หมายถึงใคร
เลยลองคิดเล่นๆค่ะ พบว่าเราส่วนใหญ่ยอมทำสิ่งต่างๆอย่างยากลำบากเพื่อให้คนอื่นสุขได้นะคะ เพียงแต่สิ่งที่ทำถูกธรรมหรือเปล่า
อย่างพ่อแม่ยอมลำบาก หาเลี้ยงชีวิตโดยสุจริตเพื่อลูก ก็ถูกธรรม
แต่หากพ่อแม่ยอมลำบาก ทำทุกอย่างแม้ว่าทุจริตเพื่อลูก อย่างนี้ก็ไม่ถูกธรรมนะคะ
หรืออย่างเราทำงานให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งอย่างยากลำบาก หากเราทำโดยสุจริตจนสำเร็จ ผลงานสร้างสุขแก่ทุกฝ่าย ก็ถูกธรรม แต่หากเราต้องการเพียงผลสำเร็จ แต่ไม่สนใจว่าการกระทำอันนำไปสู่ผลจะละเมิดสิทธิหรือสิ่งที่กำหนดขึ้นเพื่อความเรียบร้อยของสังคมหรือไม่ จะสร้างความเดือดร้อนแก่คนส่วนใหญ่อย่างไร ก็ไม่ถูกธรรมนะคะ
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 25/07/2014 เวลา : 22.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมเห็หลายคนยอมอุทิศตัวทำความทุกข์ให้คนอื่นเป็นสุขครับ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 25/07/2014 เวลา : 22.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ขอบคุณสำหรับคำอธิบายดีๆ บนเนื้อหาที่ยิ่งดี
เมื่ออ่านแล้วค่อยๆ คิดตาม ได้ความเข้าใจและเห็นแนวทางฝึกกับบางเรื่องในชีวิตประจำวันได้ทันที ประโยชน์ในข้อนี้ ใช้อธิบายกับเพื่อนทางนี้โดยแอบหยิบตัวอย่างที่คุณณัฐรดายกขึ้นมาให้คนพื้นเพไกลเมืองพุทธเห็นภาพได้ง่ายขึ้นมากจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 25/07/2014 เวลา : 20.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

มาอาศัยอ่านเพื่อขยายโลกทรรศ์นะคะ
ไม่สามารถแสดงความเห็นได้เพราะเป็นเรื่องที่ตัวเองศึกษามาน้อยเต็มที

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ from mobile วันที่ : 25/07/2014 เวลา : 19.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

อนุโมทนาสาธุ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน