*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553155
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< กรกฎาคม 2014 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1604 , 19:04:57 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน อะหนึ่ง , แม่หมี และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

เอนทรี่ที่แล้ว ยกเรื่องอัตถะมาเล่า เรื่องราวยาวมากค่ะ จนต้องแยกเป็นตอนๆ

คงจำได้นะคะ ว่า เล่าไว้ ว่าอัตถะหรือประโยชน์ มี ๓ คือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชน์ที่มองเห็นได้หรือประโยชน์ปัจจุบัน สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์เบื้องหน้าหรือประโยชน์ที่เลยตาเห็น สองอัตถะนี้พระพุทธเจ้ามักตรัสคู่กันเพราะสามารถครอบคลุมถึงอัตถะสุดท้ายได้อยู่แล้ว ซึ่งอัตถะสุดท้ายนั้นก็คือปรมัตถะ ประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน ที่มักตรัสไว้เดี่ยวๆ 

อัตถะนั้น แม้จะเริ่มต้นที่ทิฐธัมมิกัตถะ แต่ก็ต้องมีสัมปรายิกัตถะมาคอยหนุนให้ทิฏฐธัมมิกัตถะเพิ่มพูนขึ้น และเพราะทิฏฐธัมมิกัตถะเพิ่มพูนขึ้น สัมปรายิกัตถะจึงพรั่งพร้อม เพียบแน่นขึ้นด้วย

ทิฏฐธัมมิกัตถะ นั้น ประกอบด้วย การประกอบการงานโดยชอบธรรมด้วยความขยันและมีการบริหารจัดการที่ดี หมั่นตรวจสอบวิธีและผลการปฏิบัติเพื่อให้สามารถปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดได้ทันท่วงที(๑) การรักษาทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบธรรมนี้ให้ปลอดภัย(๑)การคบและทำตามมิตรดี มีท่านเป็นแบบอย่าง คอยไต่ถาม ซักถาม แล้วพิจารณาตามจนสิ้นสงสัยเพื่อหาทางปฏิบัติตามแบบอย่างที่ดีที่ได้เห็น (๑) และ การเลี้ยงชีพพอเหมาะแก่ฐานะ ไม่ฝืดเคืองหรือโอ่อ่าจนเกินไป รู้ทางเจริญและทางเสื่อมของทรัพย์แล้วก็เลี้ยงชีพในทางที่โภคทรัพย์จะเจริญไม่มีเสื่อมเลย ซึ่งทางที่โภคทรัพย์ที่หามาได้โดยชอบและรักษาไว้ในที่ปลอดภัยจะไม่เสื่อมไปคือการไม่เป็นนักเลงหญิง นักเลงสุรา นักเลงพนัน และ ไม่มีมิตรชั่ว(๑)

จะเห็นว่าในหลักธรรมนี้รวมไว้แล้วทั้งความตั้งใจที่จะทำงาน ปัญญา ความเพียร ความเห็นถูก ศีล สมาธิ เลยนะคะ เพราะทรงแนะนำถึงการหาเลี้ยงชีพโดยสุจริตด้วยการไม่เบียดเบียนชีวิต ทรัพย์สิน คนรัก ของผู้อื่น ไม่ลวงผู้อื่นด้วยคำลวง และไม่เปิดโอกาสให้ตนกระทำเรื่องดังกล่าวอันเนื่องมาจากการขาดสติเพราะของมึนเมา (ศีล)  เพื่อเปิดโอกาสให้ตนใช้ชีวิตอย่างสงบ เพื่อใช้โอกาสที่ชีวิตดำเนินไปอย่างเป็นปกตินี้ ฝึกจิตให้ตั้งมั่น ไม่ฟุ้งซ่าน (สมาธิ) อันควรแก่การนำไปพิจารณาเรื่องราวต่างๆให้เห็นความจริงของเรื่องนั้นๆ (ปัญญา) ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ผู้ที่บำเพ็ญทิฏฐธัมมิกัตถะก็คือผู้ที่มีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่งแล้วนั่นเองค่ะ

สำหรับ สัมปรายิกัตถะ นั้น เป็นการหนุนทิฏฐธัมมิกัตถะให้แน่นแฟ้นขึ้น สมบูรณ์ขึ้น อันเอื้อให้ได้บำเพ็ญสัมปรายิกัตถะเองให้ถึงพร้อมขึ้นด้วย การหนุนซึ่งกันและกันอย่างนี้เองค่ะที่ทำให้มรรคค่อยๆหมุนวนแก่รอบขึ้น

คงไม่ลืมนะคะ ว่าสัมปรายิกัตถะประกอบด้วย ด้วย สัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จาคสัมปทา และ ปัญญาสัมปทา

สัทธาสัมปทา นั้น ตรัสว่าหมายถึงศรัทธาในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า หรือ ตถาคตโพธิสัทธา ว่าทรงปฏิบัติด้วยพระองค์จนพบธรรมที่นำความสงบมาสู่ด้วยพระองค์เองได้จริง ทรงสั่งสอนธรรมเพื่อความสุข ความหลุดพ้นจริงๆ

ในส่วนนี้ ดิฉันมองว่า ในทิฏฐธัมมิกัตถะนั้น คือการมีศรัทธาในพระรัตนตรัยอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะเรายังหวั่นไหวได้อยู่ อาจไม่มั่นใจว่าเราเพียงลำพังจะฝึกตนจนพ้นทุกข์ได้ หรือเพราะปรารถนาสุขในปัจจุบัน จึงอดที่จะวอนขอสิ่งที่ต้องการจากปัจจัยที่มองไม่เห็นได้ ดังนั้นจึงต้องปลูกความเชื่อหรือศรัทธาในข้อนี้เป็นนิจ เพราะการที่เราจะมีธรรมเป็นที่พึ่ง จึงปฏิบัติตนตามธรรมด้วยตนเองโดยไม่หวั่นไหว ไม่สวดอ้อนวอนขอการดลบันดาลจากใครๆ หรือจากเทพใดในศาสนาอื่นนั้น เป็นเรื่องที่ยากมากค่ะ ดังจะเห็นว่าในปัจจุบันมีการบูชาราหูบ้าง พระพิคเณศวร์บ้าง ควบคู่ไปกับการบูชาพระพุทธเจ้า เพื่อวอนขอบางอย่างจากเทพเหล่านี้

หรือ แม้แต่การบูชาพระโพธิสัตว์เอง หากบูชาผิดคติไป เราก็อาจตกหล่นไปจากประโยชน์ที่พึงได้ในพุทธศาสนาก็ได้ค่ะ (เคยเล่าไว้ในเอนทรี่ กำเนิดการบูชาพระโพธิสัตว์ http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2009/01/23/entry-1  )  

หรือ เราอาจนำธรรมที่ไม่เหมาะกับเรามาปฏิบัติจึงไม่เห็นผลตามที่ตรัส ก็เกิดความไม่มั่นใจในสิกขา อันทำให้พลอยไม่มั่นใจในปัญญาตรัสรู้ของพระองค์ตามไปด้วย   

ดังนั้น เราจึงต้องเชื่อมั่นใจในตถาคตโพธิสัทธา หรือก็คือเชื่อมั่นในศักยภาพในความเป็นมนุษย์นั่นเอง ว่าแม้จะเป็นมนุษย์ ก็สามารถสร้างสิ่งดีๆให้แก่ตนได้ด้วยตน มีตนเป็นที่พึ่งของตนได้ ไม่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นใดนอกเหนือไปจากธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดง ปัญญา และความเพียรในการปฏิบัติของตน

การหมั่นระลึกถึงพระองค์ หรือ พุทธานุสสติ ก็เป็นอีกทางที่นอกจากจะทำให้จิตสงบแล้ว ยังช่วยเพิ่มพูนศรัทธาในพระองค์ได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ  

ส่วนคำว่า สีลสัมปทา หรือ ความถึงพร้อมของศีล หมายถึงการเว้นขาดการกระทำอันผิดสิกขาบท ๕ ในทิฏฐธัมมิกัตถะก็รวมการมีเจตนาว่าจะไม่เบียดเบียนใครๆรวมทั้งตนเอง ไว้ด้วยเช่นกันเพราะการที่เราหาเลี้ยงชีพโดยชอบนั้น ก็หมายความถึงการดำรงตนในศีลหรือสิกขาบทอยู่แล้ว แต่เราก็อาจไม่เคร่งครัดในศีลมากนักใช่ไหมคะ

ในกุศลกรรมบถมีการไม่พูดเพ้อเจ้อ แต่ในการทำงาน การติดต่อกับบุคคลอื่นๆ เราก็อาจมีการเผลอพูดตลกเฮฮาบ้างเพื่อความสนุกสนานในหมู่เพื่อน แต่สำหรับผู้ที่มีความถึงพร้อมในศีลนี้ จะเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อโดยเด็ดขาดค่ะ แม้แต่พูดเพื่อความสนุกสนานในหมู่เพื่อนก็ถือว่าผิดศีล เพราะการพูดเล่น อย่างไรเสียก็ต้องมีการปรุงแต่งถ้อยคำตลกคะนอง อันเป็นการปรุงแต่งจิตด้วยโมหะ

สมมติว่าเจ้านายเราไม่ชอบเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของเรา พอเจ้านายพูดถึงเขาในแง่ไม่ดี เราก็พลอยพูดสนับสนุน ถ้าในการพูดนั้น เรามีเจตนาให้เจ้านายเชื่อคำเรามากกว่า เอ็นดูเรามากกว่า เราก็ผิดข้อใช้วาจาส่อเสียดโดยมีเจตนาว่า “เราจักเป็นที่รักด้วยอุบายนี้” หรือถ้าเรามีเจตนาให้เจ้านายไม่ชอบเขาเพื่อเราจะได้ประโยชน์ในหน้าที่การงาน เราก็ผิดข้อใช้วาจาส่อเสียดโดยมีเจตนา “เขาจงแตกสามัคคีกัน

ผู้ที่พยายามบำเพ็ญศีลให้ถึงถึงพร้อม จะทราบว่า การพูดถึงผู้อื่นในทางที่ไม่ดีหรือการนินทานั้น เป็นการเบียดเบียนจิตตนให้พลอยยินดีในโทสะ ดังนั้นแทนที่จะพลอยพูดสนับสนุน ก็จะพยายามหาทางแก้ไขความเข้าใจผิดอันนำไปสู่ความสามัคคีในกลุ่ม หรือหากไม่อยู่ในฐานะที่จะทำอะไรได้ เดินหนีก็ไม่ได้ ก็คงเป็นได้เพียงผู้ฟังเท่านั้น

พอพูดถึงเรื่องผิดศีลขึ้นมา เรามักนึกไปถึงการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ อันที่จริง ในชีวิตประจำวันของคนปกติทั่วๆไป เราไม่ผิดศีลด้วยเรื่องอย่างนั้นหรอกค่ะ แต่ที่เราทำผิดกันบ่อยๆ คือการประพฤติผิดเล็กๆน้อยโดยไม่รู้เท่าทันมากกว่าค่ะ เช่นพูดแสดงนัยให้คู่ของคนอื่นรู้ใจเราว่าเราแอบชอบเขา การพูดปด พูดเพ้อเจ้อ พูดให้เขาแตกกัน การดื่มน้ำเมา การคิดเบียดเบียนเขาอยู่ในใจ

ศีลนั้นตั้งอยู่บนบนพื้นฐานของความเมตตา หากเรามีเจตนาไม่พูดส่อเสียดเพราะกลัวเสียชื่อเสียง แม้ว่าเราจะไม่เดือดร้อนเพราะไม่มีการใช้วาจาส่อเสียด แต่เราก็อาจว้าวุ่นอยู่ในใจเพราะคอยคิดตำหนิแต่ไม่กล้าพูดออกมา อย่างนี้ก็คือเราไม่เมตตาตนเอง ปล่อยให้ตนเบียดเบียนตนเองด้วยความคิดฟุ้งซ่าน แต่หากเราไม่พูดส่อเสียดเขาด้วยอยากให้เขามีความสุข ไม่อยากทำให้เขาต้องทุกข์ร้อนใจ อย่างนี้ก็คือเราเมตตาผู้อื่นจึงมีเจตนางดเว้นการกระทำผิด เมื่อมีเจตนาเว้น ก็คือมีศีล

ศีลที่ถึงพร้อม จึงเป็นศีลที่มาจากจิตที่เมตตาและความไม่ประมาทค่ะ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงงดเว้นการกระทำที่ผิดที่ทำจนเป็นปกติวิสัย การเมตตาไม่ละเมิดเขา ก็คือการเมตตาตัวเรา เพราะเราไม่ปล่อยให้จิตไหลลงสู่ที่ต่ำ

และเมตตาก็นำมาสู่ จาคะ หรือการสละอีกเช่นกันค่ะ

จาคะสัมปทา การถึงพร้อมด้วยการสละ การสละสิ่งต่างๆจะเรียกว่าเป็นการถึงพร้อมในการสละได้ก็ต่อเมื่อเป็นการสละด้วยจิตที่ปราศจากความตระหนี่ สละเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอย่างแท้จริง ไม่ใช่สละเพราะต้องการผลตอบแทนเช่นชื่อเสียง สละเพราะกลัวเช่นกลัวถูกนินทาว่าไม่เคยสละเลย เป็นต้น

การสละสิ่งของนั้นจะมาจากใจที่ยินดีในการสละได้ อาศัยการอบรมสันโดษ ความปรารถนาน้อย จึงจะสำเร็จผล เพราะเมื่อสันโดษคือพอใจในสิ่งที่พึงมี พึงได้ แม้เราจะไม่ร่ำรวยมาก ก็จะไม่รู้สึกว่าตนเองขัดสนหรือจนยากเลยค่ะ ดังที่ตรัสว่า สันโดษเป็นทรัพย์อย่างเลิศเมื่อไม่รู้สึกว่าตนขาดก็ไม่โลภ ไม่อยากได้ไม่รู้จบ และเมื่อปรารถนาเพียงแต่น้อย ของของตนที่มีอยู่ก็เกินกว่าที่ตนจะใช้สอยให้หมดได้โดยลำพัง ก็สามารถแบ่งปันแก่ผู้อื่นได้ คลายตระหนี่ได้ ( เคยเล่าไว้เอนทรี่ สันโดษไม่ใช่มักน้อย http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2013/03/04/entry-1 ค่ะ)

ตระหนี่ คือการที่จิตเจ็บร้อนเพราะการให้ ผู้ตระหนี่นั้นตรัสเรียกว่า “ผู้ตกต่ำ” เมื่อพูดถึงความตระหนี่ เรามักมองที่การตระหนี่ทรัพย์นะคะ แต่ยังมีการตระหนี่อย่างอื่นอีกค่ะที่หากเราตระหนี่ขึ้นมา ก็เป็นคนที่ตรัสเรียกว่า “ผู้ตกต่ำ” ได้เช่นกัน เช่น ตระหนี่ธรรม ตระหนี่ขันธ์  เป็นต้น

ที่เรียกว่า ตระหนี่ธรรมก็เพราะไม่อยากให้การบรรลุธรรมเกิดแก่บุคคลทั่วไป อยากให้เกิดแก่เราคนเดียว จึงไม่ยอมกล่าวธรรม อย่างนี้เรียกธรรมประเภทตระหนี่ปฏิเวธ ส่วนตระหนี่ปริยัตินั้นอาจมีได้ค่ะ หากเราเห็นว่ายังไม่ควรบอกธรรมนี้กับเขาด้วยอาจเป็นอันตรายกับตัวเขาเอง ต่อเมื่อเขาพร้อม จึงบอกปริยัติเพิ่มเติมแก่เขา

หรือเรารู้วิธีการทำงานใดงานหนึ่งแต่หวงไว้ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ด้วย ก็จัดเป็นตระหนี่ธรรมเช่นกันค่ะ

สำหรับตระหนี่ขันธ์นั้น เป็นเรื่องที่คู่รักควรระวังอย่างมากค่ะ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราเราที่เป็นผู้หญิง) เพราะธรรมชาติของความรักคือมีการระแวงเป็นพื้น มีการพลัดพรากเป็นที่สุด หากขาดสติก็มักพาเราตกต่ำได้ง่ายๆ เช่น คนรักเราเป็นคนดี มีเมตตา เขาจึงเป็นที่รักที่ชื่นชมของคนทั่วไป เราก็อาจไม่อยากให้เขามีเมตตาต่อบุคคลเพศตรงข้าม เพราะกลัวว่าเขาจะเป็นที่หมายปองของคนอื่น เกรงจะถูกแย่งชิง ในกรณีนี้ก็คือ เราตระหนี่สังขารขันธ์ คืออยากให้เมตตาอันเป็นสังขารขันธ์ของคนรักมีแก่เราเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่อยากให้มีให้คนอื่นๆ

ส่วนจาคะที่เราควรบำเพ็ญอยู่เสมอ คือการสละกิเลส สละความเห็นผิดค่ะ ซึ่งจาคะนี้จะค่อยๆสำเร็จได้ด้วยเมตตาตน ไม่อยากให้ตนตกต่ำจึงหมั่นชำระจิตจากกิเลส

สำหรับ ปัญญาสัมปทา การถึงพร้อมด้วยปัญญา คำว่าปัญญาในที่นี้คือปัญญาที่จะพาให้พ้นไปจากทุกข์นะคะ ไม่ได้หมายถึงปัญญาในการประกอบอาชีพ ปัญญาหาเลี้ยงชีพนั้น ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า สิปปะ ค่ะ ไม่ได้เรียกปัญญา

ในคำตรัสที่ตรัสกับฆราวาส เช่น ทีฆชาณุ ผู้ที่ยังเป็นกามโภคีคือบริโภคกาม ถึง ปัญญาสัมปทา ว่า

“ปัญญาสัมปทา เป็นอย่างไร

คือ กุลบุตรในโลกนี้เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้ เรียกว่าปัญญาสัมปทา”

อง.อฏฐก.(แปล) ๒๓/๕๔/๓๔๔

ดังนั้น ปัญญานี้จึงหมายถึงการเห็นตรงสภาวะ ว่าสรรพสิ่งล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย มีสภาพเกิดดับ เปลี่ยนแปลง ไม่อยู่ใต้อำนาจปรารถนาของใคร รู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศลสิ่งใดไม่เป็นกุศล รู้ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ภาวะที่ไม่มีทุกข์ และทางปฏิบัติให้เข้าถึงภาวะไร้ทุกข์ รู้คติหรือทางไปของกุศลและอกุศลธรรม

อยากชวนพิจารณาทีละส่วนของคำตรัสในแนวลึกค่ะ ช่วยกันพิจารณานะคะ

การเห็นความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ คือการพิจารณาธรรมต่างๆเพื่อให้จิตน้อมไปสู่ความเห็นว่าไม่เป็นตน เป็นเพียงสภาวะเกิดดับ เพื่อคลายความยึดถือมั่น ซึ่งการเห็นนี้ต้องเห็นทั้งในแง่คุณ โทษ การสลัดออกจากธรรมเหล่านั้นค่ะ หากเห็นไม่ครบทั้งสามด้าน เช่น เห็นทั้งคุณ ทั้งโทษ แต่หาทางออกไม่ได้ ก็เกิดความงุนงงสงสัย ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไรจึงจะพ้นไปได้ ก็เกิดทุกข์ซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก

ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ เป็นการพิจารณาอย่างเจาะลึกลงไปในธรรม ในจิตว่า อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ และเราจะมีวิธีใดที่จะทำให้ทุกข์นั้นไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

เราทราบว่าสติปัฏฐานเป็นทางสายเอก นำไปสู่การสิ้นทุกข์ เราเจริญสติปัฏฐานก็เพื่อให้เห็นการเกิดดับของสภาวะ เพียงแต่บางทีเราปฏิบัติไม่สุดสาย คือเพียงได้เห็น ก็จบเพียงที่การเห็น

เช่น เมื่อความโกรธที่เกิดขึ้นและตั้งอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง พอเราเห็นการเกิดของความโกรธ เราก็มักกำหนดได้ว่าความโกรธเกิดขึ้นแล้ว ขณะนี้เรารู้สึกร้อนรุ่ม ทุกข์เพราะความโกรธตั้งอยู่ บางที เราก็อบรมตนว่าเวทนาสักแต่ว่าเวทนา ไม่ใช่ตน ไม่เที่ยงแท้ถาวร จนความโกรธดับ พอเห็นความดับ เราก็อาจจบการพิจารณาเพียงเท่านี้และคิดว่าเท่านี้ก็พอแล้ว การเห็นอย่างนี้แม้จะดับทุกข์ได้ชั่วครั้งคราว ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการเห็นการเกิดดับอันเป็นอริยะที่สามารถชำแรกกิเลสจนถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบค่ะ เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดเวทนายังไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาให้เห็นแจ้ง ให้แก้ไข เพื่อที่เห็นเหตุทีละน้อย คลายความยึดมั่น คลายการปรุงแต่งไปต่างๆทีละนิด จนเมื่อประสบเรื่องนั้นเฉพาะหน้าในครั้งต่อๆไป เราจะโกรธเพราะเรื่องนั้นยากขึ้น ระดับความโกรธจะลดน้อยลง จนไม่โกรธได้ในที่สุด

เมื่อแรกนำพุทธศาสนามาสู่ชีวิต เรายังละความเห็นว่าเป็นตนไม่ได้ ยังยึดมั่นในความเป็นตนอยู่ เมื่อยังมีตน ก็ควรทำตนให้เป็นดังคำตรัสคือ อตฺตนา สุทนฺเตน มีตนอันตนรักษาดีแล้ว และเพราะคอยชำระกิเลสและความเห็นว่าเป็นตนเพื่อให้มีตนอันรักษาดีแล้วนี้เองค่ะ จึงทำให้ค่อยๆคลายความเห็นว่าเป็นตนไปตามลำดับ

กลับมาที่การหาเหตุของความทุกข์ ความโกรธตามเดิมนะคะ การพิจารณาอาจเป็นต่างๆดังเช่น  

-โลภะถูกขัด เราอยากได้ (โลภะ) อะไร แล้วไม่ได้ จึงทำให้เราโกรธ (โทสะ)

-อุปาทาน เรายึดมั่นในอะไร จึงทำให้มีการปรุงแต่งไปในทางที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เช่น ยึดมั่นว่าเราต้องใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมเสมอ  จึงเจียดเงินซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมมาใส่ แต่แล้วกลับต้องทนลดค่าใช้จ่ายอื่นๆทดแทนค่าเสื้อผ้าราคาสูงลิบ พอทนทำนานๆเข้าก็นึกโกรธขึ้นมาได้

-การวางจิตในเรื่องนั้นๆ เรามีทิฏฐิหรือความเห็นในเรื่องนั้นๆอย่างไรและ “กำหนด” ลงไปอย่างไร ก็คอยใส่ใจแต่เรื่องที่กำหนดนั้น เช่น เรากำหนดว่าเขาคอยว่าเรา เราจึงใส่ใจคำพูดเขาอยู่ตลอดเวลา (เพราะถ้าไม่ใส่ใจวิญญาณไม่เกิด) จึงทำให้ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร เราก็คิดน้อมไปในทางที่เรากำหนดไว้แล้วปรุงแต่งไปตามความเคยชินนั้นจนทุกข์ใจร่ำไป

การวางจิตในทางที่ผิดนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้โทษยิ่งกว่าโจรเห็นโจรจะพึงทำให้กันเสียอีกค่ะ

-การเห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่น เช่น เราชอบให้ใครๆพูดจากับเราด้วยถ้อยคำหวานหู แต่เขาพูดกับเราด้วยน้ำเสียงห้วน กระด้าง ไม่น่าฟัง เราจึงตำหนิเขาว่าเป็นคนมักโกรธ แต่อันที่จริงก็คือเป็นเพราะเราโลภ อยากได้เสียงที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี แต่เมื่อได้สิ่งที่ตรงกันข้ามก็เลยตำหนิเขา

กิเลสของเรา นอกจากจะไม่เห็นแล้ว ยังเห็นว่าเป็นกิเลสของคนอื่นไปได้นะคะ

ขอบพระคุณธรรมเทศนาของสมเด้จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ค่ะ ที่ทำให้เห็นเหตุข้อนี้

-การผูกโกรธ ผูกโกรธคือความโกรธในครั้งหลัง เรื่องที่เคยโกรธแล้ว ผ่านไปแล้ว กลับนำมาคิดถึงซ้ำ จึงทำให้โกรธซ้ำขึ้นมาอีก

-การพิจารณาหาสาเหตุไม่รอบด้าน เช่นเรื่องที่เราเคย “เคลียร์” สาเหตุกันไปแล้ว แต่พอนึกถึงขึ้นมาใหม่ พบเหตุใหม่ ก็โกรธซ้ำขึ้นมาอีกได้

เหล่านี้เป็นต้น

ที่เรามักหลงทางคือ เราเข้าใจว่าปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ แต่บางครั้งเรากลับปฏิบัติให้ทุกข์ดับโดยสร้างทุกข์ใหม่ขึ้นมา การดับทุกข์นั้นต้องดับที่สาเหตุค่ะ ไม่ใช่ดับด้วยกิเลส ไม่ใช่ใช้กิเลสดับกิเลส

เช่น หญิงคนหนึ่งถูกคนรักตัดสัมพันธ์ เธอทุกข์ใจมากจึงคิดปลอบใจตนว่าดีแล้วที่เขาทิ้งเธอไป เธอจะได้มีโอกาสหาคนใหม่ที่ดีกว่าเขา เธอคิดว่าเธอจะปรับปรุงตัวใหม่ให้งดงามไฉไล มีคนรักใหม่ ให้อดีตคนรักนึกเสียดายที่ทิ้งเธอไป เมื่อคิดได้อย่างนี้ เธอก็หายทุกข์ กลับมาเป็นคนใหม่ที่สดใสกว่าเดิม

อย่างนี้เรียกการดับทุกข์ด้วยกิเลสค่ะ เธอใช้โทสะ ใช้การคิดแก้แค้น เอาคืน ดับทุกขเวทนา สาเหตุของปัญหาที่ทำให้เกิดการเลิกรา ทำให้ทุกข์ใจ ไม่ได้รับพิจารณาแก้ไขแต่อย่างใด และหากเธอพบรักครั้งใหม่ก็มีโอกาสเกิดทุกข์ซ้ำซ้อน ทุกข์เพราะเรื่องเก่าๆแต่กับสถานการณ์ใหม่ๆขึ้นมาได้

อีกเรื่องค่ะที่เรามักเข้าใจคลาดไป คือเรื่องของการ “ดูจิต” กัน บางท่านบอกว่า การดูจิตก็คือการดูอาการต่างๆ เช่น หากโกรธก็ปล่อยความรู้สึกโกรธออกมา แล้วก็ดูว่าอาการของความโกรธเป็นอย่างไร

อันที่จริง ท่านไม่ได้กำลังดูจิตว่ามีอะไรที่ไม่พึงปรารถนามาปรุงแต่งจิตอยู่ ดูเพื่อให้หาสาเหตุได้ เพื่อประหารกิเลสอยู่หรอกนะคะ แต่ท่านกำลังปล่อยใจไหลไปตามกิเลส เพราะอย่างน้อย การปล่อยความโกรธให้พลุ่งพล่านออกมา ก็แสดงว่าท่านขาดการฝึกตนด้วยขันติ

อัตถะทั้งสองนี้จะเปรียบเป็นแนวทางกว้างๆในการดำเนินชีวิตด้วยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อบรรลุจุดหมายในพุทธศาสนาก็ได้นะคะ ผลที่ได้รับจากการบำเพ็ญอัตถะ คือ มีความเป็นอยู่เป็นปกติ ไม่มีเรื่องให้เดือดเนื้อร้อนใจ ยินดีในการสละ เป็นสุข ภาวะเหล่านี้จัดเป็นบุญส่วนผล “บุญ” จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับที่ความเห็นว่าเป็นตน ความยึดถือมั่นในสิ่งต่างๆ ก็ลดลงเรื่อยๆตามไป

สำหรับดิฉันแล้ว ยิ่งพิจารณาอัตถะให้ลึกลงไป ก็ยิ่งเห็นกิเลสตนมากขึ้น พยายามหาทางกำจัดกิเลสตนให้มากยิ่งขึ้น

ท่านผู้อ่านล่ะคะ รู้สึกเหมือนกันไหม 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 03/08/2014 เวลา : 19.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณอะหนึ่งคะ

เรื่องนินทาเป็นเรื่องธรรมดาของโลกเลยค่ะ พระพุทธเจ้ายังเคยตรัสว่านั่งเฉยๆเขาก็นินทา

พระพรหมคุณาภรณ์เคยบรรยายว่า ให้หาความดีจากสิ่งที่ไม่ดีให้ได้ และให้ใช้ปัญหาเป็นการฝึกตน ดิฉันชอบการให้ข้อคิดของท่านมากค่ะเพราะทำให้ยอมรับความทุกข์ได้ง่ายขึ้น เลยทำให้สิ่งที่ไม่ดีที่ผ่านเข้ามา แม้จะเป็นเวทนาที่ไม่ดี ก็มองห้เป็นอารมณ์ในการพิจารณาที่ดี ทำให้เห็นสิ่งที่เราต้องแก้ไขปรับปรุงต่อไปค่ะ

ขอบคุณที่แวะมานะคะ

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อะหนึ่ง วันที่ : 03/08/2014 เวลา : 02.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mindhand
  อะหนึ่ง    คิ ด เ ขี ย น...พ อ สั ง เ ข ป  

อ่านถึง กุศลกรรมบถ ในเรื่องการทำงาน รู้สึกโดนเลยครับ
เมื่อก่อนทำงานอยู่คนเดียวกับบ้าน เป็นเจ้านายตัวเอง
ได้เท่าไหร่ ก็พอใจเท่านั้น...รู้สึกว่าสบายกาย สบายใจ
ตอนนี้เปลี่ยนผ่าน ไปทำงานบริษัท
เลยเหมือนเข้าสู่บรรยากาศแห่งพนักงาน กะเจ้านาย
ที่มีการติฉิน นินทา คนนี้ คนนั้น คนโน้น
วนไปวนมา จนรู้สึกว่า ไม่มีใครสมบูรณ์สักคน
และเรา ก็อาจเป็นหนึ่ง ในวงนินทานั้นเช่นกัน
รวมทั้งความไม่พอใจ ในสิ่งที่ได้รับการตอบแทน...ฯ

กลับบ้านเลยกลายเป็นว่าคิดหนัก จะเอาอย่างไรดี

ช่วงนี้ ก็คงเป็นได้เพียงผู้ฟัง...ที่นิ่งเงียบ เท่านั้น
แต่ในใจ มันกลับไม่นิ่งเลย...เฮ้อ!

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 02/08/2014 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณแม่หมีคะ

การรู้ว่าเราควรทำอะไรแต่ยังทำไม่ได้ ยังดีกว่าการไม่รู้เลยนะคะ เพราะทำให้เรารู้ว่าเราต้องเพียรเรื่องอะไร และเพียรทำในสิ่งที่ควรทำต่อไป เพื่อให้ได้ผลคือสิ่งที่เรายังทำไม่ได้ในเวลานี้ในอนาคต

อนุโมทนาสำหรับ "คงต้องฝึกอีกนานนนนนน..." และขอบคุณที่มาเยี่ยมกันด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 02/08/2014 เวลา : 10.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

มาอ่านแล้ว เราจะละวางกิเลสได้มั๊ยน้อ

ยังมีความโกรธ....เห็นหน้าคนที่เราไม่ชอบนี่มันจี๊ดในใจ

คงต้องฝึกอีกนานนนนนน...

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 31/07/2014 เวลา : 17.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณ บ.ก.ค่ะ
แวะมาอีกที

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 31/07/2014 เวลา : 14.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ขอบคุณพี่ณัฐรดา ที่เขียนอธิบายเสียยาวเชียว
อ่านแล้วเข้าใจอยู่พอสมควรทีเดียวครับสำหรับเรื่องล้างบาปที่ไม่มีในศาสนาพุทธ และเห็นด้วยครับที่บอกว่า ผลกรรมขึ้นอยู่กับการกระทำของคน หากทำกรรมไม่ดี ไม่สามารถล้างบาปด้วยพิธีกรรม ต้องทำความดีเข้ามาเสริม

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 31/07/2014 เวลา : 09.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณคุณ SW19 มากค่ะ
อุตส่าห์มาเยี่ยมกันทั้งๆที่ง่วงมากแล้ว

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 31/07/2014 เวลา : 05.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

อ่านแล้วต้องขอเวลาไปคิด-ไปขบ ตอนนี้ดึกจนส่วนคิดปลีกวิเวกไปหมดแล้ว

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 31/07/2014 เวลา : 03.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 4 คุณยามเสาร์คะ

เป็นอย่างที่คุณยามเสาร์กล่าวค่ะ เดี๋ยวนี้คนเรามักดับทุกข์ด้วยกิเลสกัน

หมอสมชัยเธอเคยบอกว่า เด๊่ยวนี้เราดูเหมือนไม่มีความทุกข์ เพราะพอทุกข์ปุ๊บก็เข้าเนทแช๊ตปั๊บ จากที่เสพทุกขเวทนาอยู่ก็กลายเป็นเสพสุขเวทนา เบี่ยงเบนทุกข์ด้วยความสนุก "ความสุขอยู่ในฝ่ามือ" เราเลยไม่ค่อยได้หาเหตุแห่งทุกข์และแก้ไขเพื่อให้ทุกข์หมดไปกันค่ะ เลยมักทุกข์กับเรื่องนั้นเรื่องนี้ วนไปวนมาไม่รู้จบ แล้วก็วนกับทุกข์กับการเบี่ยงเบนทุกข์

วนกำลังสองเลยนะคะ

ขอบคุณค่ะมาเยี่ยมกัน

ความคิดเห็นที่ 6 BlueHill , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 31/07/2014 เวลา : 03.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 3 บ.ก.ชาลีคะ

ในพุทธศาสนา กรรมนั้นแยกกันค่ะ กรรมดีก็ส่วนกรรมดี กรรมชั่วก็ส่วนกรรมชั่ว กรรมที่เป็นกลางๆ ก็ส่วนกรรมที่เป็นกลางๆ กรรมนั้นแปลว่าการกระทำ ดังนั้น กรรม จึงเป็นเหตุค่ะ

เมื่อมีเหตุคือการกระทำเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมต้องมีผลคือผลของกรรมหรือวิบากตามมา ศาสนาพุทธไม่มีการล้างผลการกระทำค่ะ แต่มีการแก้ไขการกระทำไปในทางที่ดีขึ้น อันทำให้ผลของการทำชั่วไม่สามารถส่งให้ กลายเป็นอโหสิกรรม คือ กรรมที่ไม่สามารถให้ผลได้ไป

ท่านเปรียบการแก้ไขการกระทำเหมือนการใส่น้ำใสในแก้วน้ำสีค่ะ เมื่อมีการกระทำคือการใส่น้าในลงไป สีของน้ำในแก้วก็จะค่อยๆอ่อนลง จนเมื่อน้ำใสมีมากพอ ก็อาจไม่เห็นสีของสีที่เจืออยู่ในน้ำเลยก็ได้ แต่ถามว่าสียังมีอยู่ไหม ก็ต้องตอบว่ายังมีอยู่ค่ะ เพียงแต่มองไม่เห็น ก็เหมือนการ "แก้กรรม" นั่นเองค่ะ ผลของกรรมชั่วยังมีอยู่ แต่ส่งผลให้ไม่ได้ รอคอยส่งผลนานๆเข้าก็ตามส่งให้ไม่ได้สักที ก็เลยเลิกคอย เลิกแล้วต่อกันไป ที่สำคัญ การทำแก้ไขต้องต่อเนื่อง และเลิกทำพฤติกรรมที่ควรแก้ไขโดยเด็ดขาด

สมมติว่าเป็นบุคคลาธิษฐานคือเป็นตัวบุคคล หากมีใครสักคนเคยทำร้ายเราให้เจ็บใจ เราอาจอยากเอาคืนบ้างใช่มั๊ยคะ แต่ต่อมา เห็นเขายอมรับว่าตนทำผิด ปรับปรุงตัวเองและปฏิบัติอย่างนั้นเป็นนิจ สร้างความดีไม่เสื่อมถอยจากความดี เราที่เฝ้ามองก็คงต้องหวั่นไหวไปกับความดีของเขา อนุโมทนา จนเลิกความคิดเอาคืนไปนะคะ

ในพุทธกาล มีบุคคลหลายๆท่านค่ะ ที่ทำผิดแล้วไปสารภาพผิดต่อพระพุทธเจ้า เช่น พระเจ้าอชาตศัตรูที่ปลงพระชนม์พระบิดาค่ะ ว่าขอพระพุทธเจ้าทรงทราบความผิดของพระองค์ และพระองค์จะสำรวม กระทำคืนต่อไป (คือทำความดีอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตนคืนกลับไปเป็นคนดี) พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญว่า ผู้ที่ทำผิด รู้ตัวว่าผิด แล้วกระทำคืน เป็นความเจริญในอริยวินัย และพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสบอกแก่สงฆ์ว่า หากพระเจ้าอชาตศัตรูไม่ทำกรรมหนักขนาดนั้น ก็คงได้บรรลุโสดาบันต่อหน้าพระพักตร์ แต่เพราะกรรรมนั้น จึงเป็นเพียงกัลยาณปุถุชนค่ะ

เรื่องการแก้ผลของกรรมที่ได้ยินบ่อยๆในปัจจุบันคือ แก้กรรมทำแท้ง เห็นบางที่โฆษณาว่าสามารถทำพิธีแก้กรรมให้ได้ จริงๆแล้วเป็นไปไม่ได้นะคะ ปาณาติบาตก็ทำลงไปแล้ว ก็แก้ไขให้กลายเป็นว่าไม่เคยทำได้ยังไง และถึงจะ "จ่ายเงิน" ค่าทำพิธีและร่วมพิธีแล้วก็เถิดค่ะ ใจเลิกคิดถึงสิ่งที่ตนทำลงไปได้หรือเปล่า เลิกร้อนใจเมื่อคิดขึ้นมาได้ทุกครั้งหรือเปล่า การร้อนใจก้คือผลของกรรมที่ได้รับในขณะนั้น ผลของกรรม ไม่น่าจะหมดไปเพราะเพียงแค่ เงิน หรือ คำสวดภาษาที่เราไม่เข้าใจแต่น่าชื่นใจของใครนะคะ

พระพุทธเจ้าตรัสว่าความบริสุทธิ์เป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่มีใครทำให้ใครได้ นี่ก็น่าจะยืนยันได้นะคะ ว่าพิธีล้างบาปไม่มีในพุทธศาสนาค่ะ

ขอบคุณมากค่ะที่แวะมามากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 31/07/2014 เวลา : 02.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 คุณเด็กชาย-เด็กหญิงคะ

ใช่ค่ะ เราต้องเรียนรู้และขัดเกลาตนเองทุกวัน อันที่จริง จะว่าทุกขณะจิตที่ระลึกได้ก็ว่าได้นะคะ

เพราะการปฏิบัติธรรม คือการนำธรรมมะมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตนั่นเองค่ะ

ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามเสาร์ วันที่ : 31/07/2014 เวลา : 00.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/GreenLiving

อ้าว...กิเลสตัวเองหรอกหรือ...
แต่นะ...อ่านแล้วได้เห็นอะไรในตัวและรอบตัวด้วยความเข้าใจมากขึ้นตามกำลังครับ
ว่าแต่...ปัจจุบันนี้เราสร้างกิจกรรมขึ้นมามากมายจนเป็นระบบเศรษฐกิจที่ต้องทำและวางเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้นๆ
พิจารณาแล้วจะเข้ากับเรื่องที่เรากำลังลวงสังคมให้ปัจเจกชนทำการดับทุกข์ด้วยกิเลสหรือเปล่า...
เปิดทีวี...เข้าอินเตอร์เน็ต...อ่านหนังสือพิมพ์...เต็มไปหมด...แต่ดีครับ ได้เห็นตัวอย่างทุกวัน
ขอขอบคุณครับ สำหรับองค์ธรรมนี้ที่ช่วยประเทืองปัญญา นำไปใช้ปรับปรุงตัวได้ทันที...

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 30/07/2014 เวลา : 21.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ทำไมเมืองไทยเราไม่มีล้างบาปเหมือนศาสนาอื่นครับ
หรือว่ากรรมต้องติดตัวไปจนตาย

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เด็กชาย-เด็กหญิง วันที่ : 30/07/2014 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/boy-girl
จงเลิกยึดติดในวัตถุนิยม...และกลับมาเป็นจิตนิยม...โดยการอบรมรักษาจิตใจให้ตั้งมั่นในทางที่ดี...ที่ประเสริฐ.......โลกอันจิตย่อมนำไป...อันจิตย่อมเสือกไสไป...โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง...คือ..."จิต"...

ธรรมะเหล่านี้น่าศึกษาเรียนรู้และนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี
และเพื่อการขัดเกลากิเลสของตนเอง

ขออนุโมทนาสาธุ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 30/07/2014 เวลา : 19.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

“ การเห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่น เช่น เราชอบให้ใครๆพูดจากับเราด้วยถ้อยคำหวานหู แต่เขาพูดกับเราด้วยน้ำเสียงห้วน กระด้าง ไม่น่าฟัง เราจึงตำหนิเขาว่าเป็นคนมักโกรธ แต่อันที่จริงก็คือเป็นเพราะเราโลภ อยากได้เสียงที่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี แต่เมื่อได้สิ่งที่ตรงกันข้ามก็เลยตำหนิเขา

กิเลสของเรา นอกจากจะไม่เห็นแล้ว ยังเห็นว่าเป็นกิเลสของคนอื่นไปนะคะ”



เอากิเลสตัวเองมาเล่าค่ะ

คนเราก็อย่างนี้นะคะ โทษของตนใหญ่แค่ไหนก็มองไม่ใคร่เห็น กว่าจะเห็นก็ส่องกันเป็นชาติเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน