*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551222
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< สิงหาคม 2014 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1418 , 04:47:02 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน สมชัย , แม่มดเดือนMarch และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

เรื่องของอัตถะยังจบไม่ลงเลยค่ะ เคยบันทึกไว้แล้วถึงสองตอนคือตอนที่ชื่อว่า “ทำไมตรัสว่า ตรัสแต่เรื่องทุกข์และการดับทุกข์ แต่ตรัสให้ปัญจวัคคีย์จาริกไปเพื่อชนหมู่มากจะได้สุข” ( http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2014/07/25/entry-1 ) ซึ่งเล่าถึงอัตถะทั้งสามว่าคืออะไรและจำเป็นแก่ชีวิตเราอย่างไร

และ ถกเรื่องอัตถะอีกที ( http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2014/07/30/entry-1 ) ซึ่งเล่าว่าทำไมเราๆในโลกจึงต้องถือเอาไว้ให้ได้ซึ่งอัตถะทั้งหลายเหล่านี้ ทำไมเราจึงต้องอาศัยอัตถะมาเป็นแนวทางกว้างๆในการดำเนินชีวิต รวมทั้งมีการหาตัวอย่างที่พบได้ในชีวิตประจำวันมาประกอบ

 

 

 

คราวนี้ขอเล่าตอนต่อของทั้งสองตอนนั้นค่ะ

อาจมีผู้สงสัย ในเมื่อมีแนวทางกว้างๆแล้ว แล้วจะมีวิธีการอะไรที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายได้บ้าง เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสบอกเป้าหมายใหญ่แล้ว ได้ตรัสวิธีการอันเป็นรายละเอียดเอาไว้ด้วยหรือไม่ คำตอบก็คือ ได้ตรัสไว้ค่ะ ได้ตรัสธรรมที่เป็นอุปการะอื่นๆไว้อีกมากมายเพื่อให้เราทำหน้าที่ของการเป็นบุคคลอย่างสมบูรณ์  อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน พรั่งพร้อมด้วยสุขสามัญที่บุคคลพึงมีคือ ลาภ ยศ ไมตรี การมีมิตรดี การมีสุขภาพที่ดี การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี และใช้สุขสามัญที่ได้นี้เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิต เอื้อให้ผู้อื่นดำเนินชีวิตได้ตามปกติ รักษาตัวอย่างไร จึงใช้ประโยชน์จากประโยชน์สุขสามัญโดยไม่หลงใหล ยอมสยบ และ เอื้อให้ตัวเราใช้ความที่ตัวเราเองและผู้อื่นมีความเป็นอยู่เป็นปกตินี้ พัฒนาสมรรถภาพของจิตและความก้าวหน้าของปัญญาอย่างไร

การตรัสหลักธรรมที่เป็นอุปการะนั้น สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวโลกเป็นอย่างมากค่ะ จนทำให้ไม่ว่าเราจะหวังประโยชน์อะไรโดยชอบธรรม ก็นำธรรมที่ให้ไว้มาใช้ให้บรรลุผลสำเร็จได้ เช่น

หากเราปรารถนาประโยชน์สุขสามัญดังกล่าว เราก็ต้องสร้างปัจจัยที่จะให้ได้สุขนั้น เพราะทุกสิ่งในโลกล้วนแต่เกิดจากเหตุปัจจัยค่ะ ไม่มีอะไรมาดลบันดาลให้ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมการและสร้างด้วยตนเอง เมื่อเราเตรียมพร้อมที่จะสร้าง และสร้างปัจจัยตามที่ตรัสแล้ว ก็จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทั้งในทางโลกและทางธรรม 

เช่น เมื่อเราปรารถนาประโยชน์สุขสามัญ เราก็ต้องมีการเตรียมการ คือ การไปอยู่ในถิ่นที่ดี มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (ปฏิรูปเทสวาสะ) เพื่อที่จะเอื้อให้เราจะสามารถหาวิชาความรู้ ฝึกฝนหาความชำนาญในการหาเลี้ยงชีพ หรือทำมาหาเลี้ยงชีวิตได้โดยคล่องแคล่ว ไม่ต้องคอยระแวดระวังภัยมากนัก, การสมาคมกับสัตบุรุษ (สัปปุริสูปัสสยะ) ก็เอื้อที่เราจะได้รับคำแนะนำความรู้ทั้งเพื่อการหาเลี้ยงชีวิตและการดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข, การตั้งจิตในทางที่ดี ที่คิดจะพาตนไปสู่จุดหมายในทางที่ถูก ตั้งตนไว้ชอบ (อัตตสัมมาปณิธิ) ก็ทำให้เราไม่คิดไปวุ่นวาย คิดไปในทางที่ไม่ชอบจนหาความสุขไม่ได้ ขาดสมาธิในการเนียนหรือทำการงาน และ การเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว (ปุพเพกตปุญญตา) ก็คือการที่เราหมั่นสร้างความดีสะสมขึ้นเรื่อยไป องค์ธรรมทั้งหมดนี้หนุนเนื่องกันไปเรื่อยๆค่ะ ดังเช่นการไปอยู่ในที่ที่สมควรก็ถือว่าเป็นการสร้างความดีไว้ก่อนแล้ว และการสร้างความดีไว้ก่อนแล้ว ก็ทำให้ได้อยู่ในที่ที่สมควร ให้ได้มีมิตรดี ให้ได้ตั้งจิตไว้ในทางที่ดี และทั้งหมดเหล่านี้ก็หนุนให้ได้สร้างความดี สั่งสมให้ยิ่งๆขึ้นไป หมุนวนหนุนเนื่องกันยิ่งๆขึ้น ให้เราได้ประสบความสำเร็จในชีวิต หลักธรรมนี้รวมเรียกว่า จักร ๔ ค่ะ หลักจักร ๔ นี้จึงเปรียบเหมือนล้อที่นำรถไปสู่จุดหมาย เพราะ จักร แปลว่า ล้อ  

 

  

 

หรือ เมื่อเราผูกมิตรโดยมีเจตนาซักถามหลักธรรมหรือหลักในการดำเนินชีวิต เทียบได้กับ “การเข้าไปหา”,  “การนั่งใกล้” นั่นเองค่ะ ส่วนการขอคำแนะนำจากกัลยาณมิตรมิตรนั้น ก็คือ “ครั้นนั่งใกล้ก็ไต่ถาม” เมื่อได้ความอย่างไร ก็ “ทรงจำไว้ นำไปไตร่ตรอง”  และ “เพราะธรรมนั้นทนต่อการเพ่งพิสูจน์” คือ ไม่ว่าจะพิจารณาอย่างไร ธรรมหรือเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาก็ไม่ผิดไปจากที่รับรู้มานั้น ไม่นอกเหนือไปจากธรรมนั้น ก็ทำให้ “ฉันทะจึงเกิด” และเพราะมีฉันทะ จึง “ตั้งตนไว้ในธรรมนั้น” กระบวนการที่ต่อเนื่องกันมาอย่างนี้นี่เองค่ะ ที่เรียกว่า บุพนิมิต  

บุพนิมิตนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ มรรค คำแนะนำจากบุคคลที่เราศรัทธาจนเข้าไปหาและไต่ถามนั้น จัดเป็น ปรโตโฆสะ เสียงจากบุคคลภายนอก ส่วนกระบวนการถัดๆมา เรียกว่า โยนิโสมนสิการ การกระทำในใจอย่างแยบคาย หรือที่เรามักเรียกกันว่า การสืบสวนต้นเค้า และถึงแม้จะเริ่มต้นเดินตามมรรคแล้ว ปรโตโฆสะกับโยนิโสมนสิการก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อชาวพุทธตลอดไปค่ะ เพราะตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุจุดสูงสุด คืออรหัตตผล ก็ยังมีหน้าที่ต้องศึกษาอยู่เรื่อยๆ

หรือ ในการทำงานไม่ว่าในการทำงานอาชีพ หรือ การงานทางใจ การงานทางปัญญา หากมีองค์ธรรมทั้ง ๔ คือ ฉันทะ สร้างความพอใจในสิ่งที่ทำ วิริยะ ความเพียรอย่างไม่ท้อถอยในสิ่งที่ทำ จิตตะ ความเอาใจใส่ต่อสิ่งที่ทำอยู่ ไม่ทอดธุระ และ วิมังสา การตรวจสอบเพื่อแก้ไข ปรับปรุง ข้อผิดพลาด หาโอกาสในทางเจริญต่างๆ ก็จะประสบความสำเร็จเสมอไป ซึ่งหลักธรรมนี้เรียก หลัก อิทธิบาท ๔

หรือ หากเราสร้างฐานะจนมั่งคั่งแล้ว อยากรักษาฐานะให้ดำรงอยู่ ก็ตรัสหลักธรรมสำหรับการดำรงความมั่งคั่งให้แก่ตระกูล ๔ ประการ หรือ กุลจิรัฏฐิติธรรม อันได้แก่ ถ้ารู้ว่าของหาย ของหมด ก็รู้จักหามาไว้ (นัฏฐคเวสนา), ของใช้ที่มีอยู่ ถ้าเก่าแต่ยังใช้การได้
ก็รู้จักซ่อมแซม (ชิณณปฏิสังขรณา), รู้จักใช้จ่าย กินอยู่ อย่างพอประมาณ (ปริมิตปานโภชนา) และ ตั้งผู้มีศีลธรรมเป็นพ่อบ้านแม่เรือน (อธิปัจจสีลวันตสถาปนา) ไว้ให้เราปฏิบัติตาม

หรือในฐานะฆราวาส หากเราอยากครองเรือนอย่างมีความสุขและใช้ความสุขที่ได้อย่างชอบธรรมนี้เพื่อแสวงหาสุขที่เลิศยิ่งๆขึ้นไป ก็ตรัสหลักฆราวาสธรรม ๔ ธรรมสำหรับการครองเรือน ฆราวาสธรรมนี้ เหมาะทั้งผู้ที่อยู่ครองเรือนและคิดจะออกจากวิสัยของเรือนค่ะ เพราะทำให้ฆราวาสบริโภคกามค่อยๆเห็นสอดคล้องกับความเป็นจริงจนค่อยๆมีความคิดปลีกออกจากกาม มีการดำเนินชีวิตที่ค่อยๆโน้มไปตามความคิดนั้น เรียกว่าเป็นธรรมของฆราวาสโดยแท้เลยค่ะ

ฆราวาสธรรมนี้มักนำมาใช้ในการกล่าวอวยพรคู่บ่าวสาวในวันมงคลสมรสกัน

 

 

 

หลักธรรมนี้อันประกอบด้วย ความซื่อสัตย์ การซื่อตรง พูดจริง ทำจริง การมีความจริงใจต่อกัน ประมาณว่าไม่มีเจตนาแฝงหรือเจตนาที่แอบซ่อนอยู่ในการกระทำ หรือมีความเพียรในการเข้าถึงสัจจะ ไม่ให้เข้าใจสภาวะเบี่ยงเบนผิดไปอะไรอย่างนั้นค่ะ (อภิธรรมอธิบายว่าการซื่อตรง กิริยาที่ตรง ความไม่คด ไม่โค้ง  ของกองเวทนา สัญญา สังขาร ชื่อว่ากายุชุกตา) เข้าถึงสภาวะอันเป็นความจริงตามธรรมชาติ (สัจจะ), การฝึกฝนตน ทั้งในแง่การงานอันเป็นอาชีพ การฝึกตนเพื่อละคลายสิ่งเศร้าหมอง เพื่อให้บังเกิดคุณธรรมในตน การแก้ไขข้อบกพร่อง ฝึกนิสัย การฝึกฝนตนด้วยธรรมต่างๆเพื่อให้เกิดคุณธรรมในตนหรือเพื่อให้คุณธรรมที่เกิดแล้วงอกงาม (ทมะ), การมีความอดทน ทำหน้าที่ของตนอย่างไม่บกพร่อง ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อถอย การข่มกลั้นไม่ให้เกิดกิเลสใหม่ขึ้นมาอันทำให้ต้องหาวิธีขูดลอกออกภายหลัง (ขันติ) และ การรู้จักสละในทุกแง่มุม เช่น ในแง่ทรัพย์ ความรู้ อันทำให้มีการให้ทาน สละความสะดวกสบายส่วนตัวเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นอันทำให้เกิดการขวนขวายช่วยเหลือกันด้วยแรงกายของคนในสังคม สละความถือตัวว่าเลิศกว่าเขา อันทำให้เป็นคนใจกว้าง รับฟังความเห็นผู้อื่น สละกิเลสต่างๆที่มีอยู่เดิม (จาคะ)

ทมะ ขันติ จาคะ นี้ เกือบจะเหมือนองค์ธรรมในสัมมัปปธาน ๔ เลยนะคะ ทมะ เทียบได้กับการฝึกให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นและรักษาสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นแล้วไว้ ขันติ อดกลั้นไม่ให้เกิดกิเลสใหม่ จาคะ สละกิเลสเก่าอันเป็นการค่อยๆบรรเทา ทำให้ถึงความหมดสิ้นไป

หรือหากเราอยากจะอยู่อย่างสุข สงบในโลก อยู่อย่างหมดจด ปฏิบัติต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ (รวมถึงตัวเราเองด้วยค่ะ) ก็ตรัสถึง พรหมวิหาร ๔ อันประกอบด้วย ความมีน้ำใจต่อเพื่อมนุษย์ ความปรารถนาให้เขาเป็นสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน(เมตตา), ความปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ (กรุณา), การพลอยยินดีเมื่อเขามีความสุข ประสบความสำเร็จ (มุทิตา) และ การวางใจเป็นกลางด้วยปัญญา ไม่เอนเอียงเข้าข้างจนทำให้ประพฤติต่อเขาอย่างผิดธรรม หรือวางใจต่อธรรมที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้ หรือไม่ยึดมั่นในอะไรจนนำไปสู่ทุกข์ ปฏิบัติต่อทุกอย่างอย่างถูกธรรม ลงตัว(อุเบกขา

อย่างไรก็ดี อุเบกขา การวางเฉยนี้ต้องระวังค่ะ ต้องเป็นการเฉยด้วยปัญญาที่รู้แล้วปล่อยวาง ไม่ใช่เฉยอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว เฉยไม่เอาใจใส่ว่าใครจะเป็นอย่างไร ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ อย่างนั้นเรียก อัญญานุเบกขา เฉยโง่ เฉยไม่เอาเรื่อง

เหล่านี้เป็นต้นค่ะ

อัตถะนอกจากจะแบ่งเป็น ๓ ดังกล่าว ยังมีอัตถะ ๓ อีกหมวดหนึ่งค่ะ เป็นอัตถะในแนวราบ หมวดนี้เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลประกอบด้วย

๑ ประโยชน์ตน คือการบำเพ็ญอัตถะครบถ้วนทั้งหมด

๒ ประโยชน์เพื่อผู้อื่น คือขณะที่ทำประโยชน์ตน ก็ทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะเมื่อทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นประโยชน์ตนก็พลอยเพิ่มพูนไปด้วย เช่น ได้สละเพื่อผู้อื่น จาคะของตนก็งอกงามขึ้นด้วย

๓ ประโยชน์เพื่อทั้งสองฝ่าย เป็นการมีเจตนาเพื่อทุกคนในสังคมได้รับผลของการกระทำนั้นๆ เช่น การสร้างสาธารณะประโยชน์ การธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตโดยแท้นะคะ เพราะมีหลักธรรมให้เรานำมาใช้ได้ในชีวิตจริงๆ ใช้ชีวิตจริงๆเป็นแดนฝึกหัดตน เพื่อสิ่งที่เป็นความสุข สงบ ในภายใน อันนำไปสู่ความสงบที่ถาวรค่ะ



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน