*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551411
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< สิงหาคม 2014 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1264 , 14:47:31 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน อักษราภรณ์ , rattiya และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

เมื่อมีความขัดใจเกิดขึ้นเพียงเล็กๆน้อยๆ บ่อยครั้งที่เรามองข้าม แถมพอหายขุ่นก็ยังไม่ได้หยิบมาพิจารณาเพราะความที่เห็นว่า “ก็แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ” หรือ “อย่าคิดมากน่า”

อันที่จริง เราไม่ควรละเลยแม้แต่เรื่องที่เห็นว่าเล็กน้อยนะคะ เพราะว่าเหตุที่ทำให้เราขุ่นได้นั้นมาจากหลายเหตุ หากไม่ได้รับการขัดเกลา ก็จะพัฒนากลายเป็นกิเลสกองใหญ่ กลายเป็นเครื่องติดใหญ่อยู่ในโลก

บางเรื่อง เรามองข้ามไปอย่างคาดไม่ถึงค่ะ และอาจถึงกับทำเป็นปกติด้วยเห็นว่าเป็นความสนุกสนาน เช่น การที่ใครสักคนแซวเราด้วยความสนุกสนานแต่บังเอิญเราไม่ชอบคำแซวนั้น จึงจำคำเขาไว้แล้วคอยหาโอกาสแซวเขาคืนด้วยคำคำเดียวกันเพื่อให้เขาได้อึดอัดเหมือนที่เราเคยรู้สึกบ้าง และหากยิ่งสวนถ้อยคำได้ในทันทีทันควันด้วยแล้ว ความอึดอัดจะแปรไป กลายเป็นความสนุกสนานไปเลยค่ะ ด้วยเห็นว่า “ทันกัน” 

จึงกลายเป็นว่ากิเลสประเภทโทสะถูกดับด้วยโมหะ

การ “เอาคืน” อย่างนี้ เราคงไม่นึกว่าเป็นการ “พยาบาท” ใช่ไหมคะ

 

เพราะเมื่อพูดถึงพยาบาท เรามักนึกไปถึงการไปทำร้ายผู้อื่นเป็นการตอบแทน เช่น ไปทุบตีเขาบ้าง ไปฆ่าเขาบ้าง แต่อันที่จริง “การทำความสุขให้ย่อยยับ” แม้เพียงเล็กน้อยๆก็จัดเข้าในพยาบาทด้วย ดังนั้นการ “เอาคืน” บ้างนิดๆหน่อยๆแม้จะเพียงทางวาจา แต่หากประสงค์ให้อีกฝ่ายเกิดความไม่สบายใจ สูญเสียความสุข การกระทำอย่างนั้นก็เข้าข่ายพยาบาทแล้วค่ะ

แต่เพราะเรารู้ไม่เท่าทันสภาวะ จึงเห็นเป็นเรื่องสนุก จึงพากันขบขัน กลายเป็นได้ความสุขจากการหัวเราะ

สุขอย่างนี้ คือ สุขในปัจจุบันแต่มีทุกข์เป็นวิบาก ไม่ใช่สุขคือความสงบอันเป็นสุขอย่างแท้จริงในพุทธศาสนา

ทำไมจึงกล่าวว่าไม่ใช่สุขแท้ล่ะคะ ??

ก็เพราะผู้ที่เอาคืนกำลังถูกอกุศลธรรมทั้งหลายเช่น โมหะ (ความหลง), โกธะ(ความโกรธ), อุปนาหะ(ความผูกโกรธ), พยาบาท, จองเวร, อโยนิโสมนสิการ (การไม่คิดอย่างแยบคาย) เป็นต้น ครอบงำจิตอยู่ จึงทำให้

-การเห็นผิดไปจากความเป็นจริง มีมิจฉาทิฏฐิ คือ เห็นทุกข์เป็นสุข 

-การไม่ทำหน้าที่ต่ออริยสัจ คือ ไม่ได้กำหนดรู้ทุกข์ ไม่ได้ประหารสมุทัย ไม่ได้ทำนิโรธให้เกิด ไม่ปฏิบัติตามหนทางที่จะไม่ให้เกิดพยาบาทขึ้นอีกในครั้งต่อๆไป เพราะ

ความรู้สึกร้อนรนเพราะการถูกแซวบ้าง ความร้อนรุ่มเพราะการอยากเอาคืนบ้าง ความกระวนกระวายจากการจ้องหาช่องทางเอาคืนบ้าง ความสุขที่เกิดจากการสามารถเอาคืนได้ เป็นทุกข์ ซึ่งทุกข์นั้น เราทั้งหลายมีหน้าที่ต้องทำคือ กำหนดเพื่อรู้สภาวะ

การมีความเห็นว่าเป็นตน การเห็นว่าคุณสมบัติที่ดีของตนถูกลดทอนลง การจ้องหาช่องทางที่จะเอาคืน การกระทำทางวาจาเพื่อเอาคืน เหล่านั้นเป็นต้น เป็นสมุทัย ซึ่งเรามีหน้าที่ต้องประหาร คือละ บรรเทา ทำให้ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

ภาวะที่เป็นกลางต่อคำแซว ด้วยเห็นว่าเป็นเพียงคำพูดที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นว่าสักแต่ว่าเป็นเสียง จึงไม่คิดเอาคืน เป็นนิโรธ ที่เรามีหน้าที่ต้องทำให้เกิดขึ้น

การนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้มองเห็นด้วยความเป็นกลางหรือก็คือมรรค มาปฏิบัติ เป็นสิ่งที่เรามีหน้าที่ต้องทำอย่างจริงๆจังๆ เพื่อให้สมุทัยค่อยๆลดน้อยลง จนถึงกับไม่มีในที่สุด

และเพราะไม่ได้ทำหน้าที่ต่ออริยสัจ เราจึงมัวเมาค่ะ ทำอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้เราทำในสิ่งเล็กน้อยนั้นคล่องแคล่วขึ้นเรื่อยๆ แล้วทำในสิ่งที่เป็นกิเลสประเภทเดียวกันได้ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ  

-การปล่อยให้อกุศลธรรมตั้งอยู่ จนกระทั่งซ่านออกมาย้อมจิตจนก้าวล่วงออกทางวาจา แล้วไหลกลับไปนอนจมอยู่ในจิต กลายเป็นกองกิเลสที่ใหญ่โตขึ้น พร้อมที่จะก้าวล่วงออกมาได้เร็วขึ้น มากขึ้น ในโอกาสต่อๆไป

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ควรต่อการสิ้นทุกข์

ดังนั้น การที่เกิดอะไร “นิดๆหน่อยๆ” อย่างนี้ อย่าเห็นว่าไม่สำคัญนะคะ เพราะเมื่อนิดๆหน่อยๆ หากรวมกันเข้าบ่อยๆ ก็เป็นปริมาณไม่น้อยแล้ว

เคยไหมคะ ที่เห็นบางคนทำอะไรตามหน้าที่ของเขาไป แต่เรากลับหงุดหงิดที่เห็นเขาทำอย่างนั้น ทั้งๆที่เขาและเราไม่ได้เกี่ยวข้องกัน สิ่งที่เขาทำก็ไม่เกี่ยวกับเรา แต่เราเห็นแล้วกลับรู้สึก “ขวางหูขวางตา” ขัดอกขัดใจ หงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุจนบางทีแอบค่อนว่าเขาในใจ

เราปล่อยให้กิเลสประเภทโทสะครอบงำตัวเองโดยไม่จำเป็นทำไม ปล่อยให้กิเลสประเภทโทสะขยายตัวเป็นกองใหญ่ขึ้นโดยไม่จำเป็นทำไมกันคะ

การมองอย่างนี้อย่าเห็นว่าเป็นการคิดมากนะคะ เพราะการคิดมากอย่างฟุ้งซ่านนั้นนำไปสู่ความเห็นว่าเป็นตนอันทำให้ยิ่งคิดมากๆขึ้น ยิ่งเกิดความขุ่นใจมากๆยิ่งขึ้นในครั้งต่อๆไป แต่การมองเห็นว่าเป็นภัยอย่างนี้ เรามองเพื่อที่จะกำจัดอกุศลธรรม เพื่อวางใจจากสิ่งที่ทำให้จิตเราหวั่นไหว เป็นการคิดเพื่อประหารสิ่งที่ไม่ควรคิด ไม่ควรยึด จึงไม่ใช่ฟุ้งซ่าน แต่ เป็นโยนิโสมนสิการ

สมดังพระพุทธเจ้าตรัสว่า ให้เรา

มีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย

นั่นเองค่ะ

แต่ ....

ถึงแม้จะเพียรกำจัดอกุศลธรรม ทำตนให้เป็นตนที่รักษาดีแล้ว หากมัวเมาในความไม่มีใครดูหมิ่น ก็เกิดเรื่องอีกเหมือนกันค่ะ เช่น เราอาจไม่เคยถูกใครดูหมิ่นเลย พอมีใครมาติเราสักนิดเดียว ก็กลายเป็นทุกข์ใหญ่ไปได้ ซึ่งอาจจะทุกข์มากกว่าคนที่รู้ตัวเองว่ามีหลายๆอย่างที่ไม่ดีอีกค่ะ

ดังนั้น จึงต้องคอยตักเตือนตนไม่ให้มัวเมาในด้านต่างๆ (เช่น ไม่มัวเมาในชาติตระกูล ในความเคารพที่ผู้อื่นมีให้ ในการศึกษา ในความสามารถในการงาน ในความเป็นผู้มีอวัยวะสมบูรณ์ เป็นต้น)  เตือนตนให้เห็นคุณค่าของการติ บ่มเพาะความเห็นที่จะทำให้ไม่ติใครที่ว่า บุคคลมีศีล สมาธิ ปัญญา อย่างไร เขาก็แสดงออกทางกาย วาจา ด้วยจิตที่ประกอบด้วยศีลสมาธิและปัญญาอย่างนั้น ดังนั้นจึงไม่ควรไปตำหนิเขา อบรมเมตตา เพื่อให้คลายจากพยาบาทและเป็นพื้นฐานของธรรมอื่นๆ เช่น เพราะเมตตาจึงไม่ล่วงเกินเขาไม่ว่าจะทางร่างกาย ทรัพย์สิน วาจา คนรัก หรือ เปิดโอกาสให้ตนประมาทด้วยสิ่งมึนเมาจนล่วงเกินเขาในทางต่างๆ ฯลฯ

สมดังที่ตรัสว่า

ให้ใส่ใจในกิจอันตนพึงทำ
ที่ตนทำแล้วหรือยังไม่ทำเท่านั้น

ไงคะ

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 21/08/2014 เวลา : 10.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 9,10 : แม่หมี
ขอบคุณมากค่ะสำหรับการแวะมาและความเห็น
เราต่างก็พยายามฝึกตนด้วยกันนะคะ

ความเห็นที่ 11 : rattiya
เวลาแผ่เมตตา ท่านว่าให้แผ่เมตตาให้ตัวเราก่อน มองว่าไม่ใช่อื่นใดค่ะ หากเราไม่เมตตาตัวเราเอง เราก็จะไม่พยายามมองหาเหตุผลเข้าข้างคนอื่น ก็จะมองเขาด้วยใจที่เป็นกลางไม่ได้ จะอดกลั้นต่อเขาไม่ดีเท่าที่ควร

สุดท้าย ใจเราก็เจ็บเอง ร้อนเอง ไหลลงต่ำเองค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 21/08/2014 เวลา : 02.01 น.

ถูกใจข้อความนี้คะ
"เจ็บเราก็เจ็บเอง ร้อนเราก็ร้อนเอง ใจไหลลงสู่ที่ต่ำก็ใจเราเอง"

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 20/08/2014 เวลา : 21.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

แม่หมีรู้แล้วค่ะทำไมน้องณัฐรดาทำไมหน้าหวาน. คงเป็นเพราะฝึกใจมาอย่างดี
แม่หมีจะพยายามเตือนตนเองจะได้หน้าหวานบ้าง

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 20/08/2014 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อืมม์....อ่านแล้วก็ได้ข้อคิด
เวลาใครว่าเราแล้วเราไม่ถูกใจ. เก็บไปคิดอยู่นั่นแหล่ะ. อยากเอาคืนให้ได้
แต่มาคิดอีกที. อย่าไปต่อความยาวสาวความยืดก็เลยไม่ไปต่อปากต่อคำกับเขาเลย. ไม่งั้นเป็นเรื่องยาว. แต่ในใจก็ยังทุกข์อยู่ดี
มาอ่านเรื่องนี้ได้แง่คิดดีๆ. จะพยายามฝึกตน จะไม่เอาขยะเหล่านั้นมาไว้ในใจ. ยิ่งเคืองแค้นยิ่งทำให้เราไม่มีสุข. จะพยายามค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 20/08/2014 เวลา : 21.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณความเห็นที่ 4 ด้วยคร๊าบ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 20/08/2014 เวลา : 20.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 3 : ลูกเสือหมายเลข 9

พุทธพจน์นี้เนื้อความเต็มว่าไม่ควรใส่ใจถ้อยคำแสลงหูของคนอื่น ไม่ควรใส่ใจกิจอันควรทำที่ทำแล้วหรือยังไม่ทำของคนอื่น ใส่ใจแต่ของเรา

แต่มีข้อสังเกตอยู่ค่ะ ว่า เรื่องที่คนอื่นทำนั้น หากผิดกฏระเบียบ กฏสังคม จะมีการจัดการทันที ไม่ใช่รอให้เขารับกรรมของเขาเอง (วินัยไม่รอกฏแห่งกรรม) ส่วนที่ว่าไม่ใส่ใจกิจของคนอื่น กิจในที่นี้หมายถึงการปฏิบัติละคลายกิเลสค่ะ เช่น ไม่ใส่ใจว่าคนนั้นฝึกกรรมฐานหรือยัง คนนี้ฝึกสำรวมอินทรีย์หรือยัง เป็นต้น เพราะเรื่องอย่างนี้นอกจากจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ต้องทำไปตามลำดับขั้น จึงไม่ควรไปกะเกณฑ์ใคร ไม่ควรเอาพื้นฐานของใครไปวัดใครเพราะจะเท่ากับเอากองทุกข์ไปโยนใส่เขาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 20/08/2014 เวลา : 20.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 : รวงข้าวล้อลม
ขอบคุณคุณครูที่แวะมาค่ะ
เรื่องขัดอกขัดใจคนที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เป็นอีกเรื่องที่เราไม่ควรนำมาใส่ใจแต่ควรสนใจนะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 20/08/2014 เวลา : 18.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 : ยามครับ

อนุโมทนากับการฝึกตนค่ะ

พระพุทธเจ้าตรัสโอวาทปาฏิโมกข์ ในส่วนหนึ่งของคำตรัสคือ ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ขันติคือตีติกขาเป็นตบะอย่างยิ่ง ขันติ เราทราบอยู่แล้วว่าคือความอดทน แต่กว่าเราจะฝึกตนจนถึงขันติที่เป็นยอดคือตีติกขา ไม่ง่ายเลยนะคะ

ขันติในระดับต้นก็คืออธิวาสนขันติ เป็นความอดกลั้น ทนกลั้นเอาไว้ ไม่ยอมให้ก้าวล่วงผู้อื่นทางกาย วาจา เรื่องที่โดนใจเรามากๆก็กลั้นยากมากๆเลยนะคะ (เคยกลั้นกับเรื่องที่กินใจเรื่องหนึ่งเหมือนกันค่ะ กว่าจะเอาตัวรอดมาได้ใช้เวลาเกือบครึ่งปีแน่ะค่ะ )

ที่เรากลั้นไว้ก็เพราะเมตตาค่ะ เมตตาเขา กลัวว่าเขาจะกระทบกระเทือนใจ จึงไม่ก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา ให้กระทบเขา แต่ผลของการกลั้นก็คือ ใจเราโดนเผาเสียเอง ดังนั้น อธิวาสนขันติจึงมีธรรมที่คู่กันคือ โสรัจจะที่แปลกันมาว่า ความเสงี่ยม แต่ตามศัพท์แปลว่า ความแช่มชื่นแจ่มใส หมายถึงมีโสรัจจะมาเป็นเครื่องประดับใจจึงทำให้แจ่มใส หายขุ่นมัว

ซึ่งเราจะหายขุ่นได้ก็ด้วยการเมตตาตัวเอง (เจ็บเราก็เจ็บเอง ร้อนเราก็ร้อนเอง ใจไหลลงสู่ที่ต่ำก็ใจเราเอง) จึงพยายามพิจารณาทุกแง่มุมเพื่อให้วางใจเป็นกลางกับเรื่องนั้นๆให้ได้ พอทำได้แล้ว ก็ทนรับเรื่องนั้นได้โดยที่ไม่ต้องกลั้น จึงกลายเป็นตีติกขาขันติไป

การวางใจเป็นกลางกับทุกๆเรื่อง จึงเป็นภาวะที่ไม่มีทุกข์เพราะการผลักด้วยโทษหรือดึงเข้าหาด้วยคุณ ซึ่งไม่ว่าจะผลักหรือดึง สุดท้ายก็ทนทุกข์อยู่ดีนะคะ

ขอบคุณมากค่ะที่แวะมา (ว่าแล้วก็หันมาพิจารณาอีกเรื่องที่กำลังกลั้นอยู่อีกทีค่ะ )

ความคิดเห็นที่ 4 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 20/08/2014 เวลา : 16.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

นักการเมืองที่ชี้หน้าด่ากันในสภา มาอ่านเอ็นทรี่นี้ คงหัวเราะงอหงาย
กิเลสคน มันมีหยาบละเอียดแตกต่างกันออกไป เราสวมรองเท้า ที่มีทั้งฝุ่นผง ทราย กรวดและก้อนหิน มีใครที่จะหยิบเอาฝุ่นผงออกไปก่อน หรือรู้สึกถึงฝุ่นผงก่อน ทุกคนก็รู้ถึงก้อนหินที่ตำเท้านั้นอยู่กันทุกคน
ดังนั้นยามใด ที่ไม่มีก้อนหินตำเท้า ก็อย่าได้ประมาท หมั่นตรวจสอบจิตตนเอง ว่ายังถูกกิเลสแม้เล็กน้อยผูกย้อมจิตอยู่หรือไม่
คู่ชีวิต หรือคนในครอบครัวเดียวกันเพื่อนสนิท มีโอกาสพบพานสภาวะที่ละเอียดนี้มาก หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ มิฉะนั้นวันหนึ่งพอสะสมได้ที่ มีก้อนหินตำเท้า เลยพากันขุดฝุ่นนี้ขึ้นมาสาดกัน ต่างฝ่ายต่างเลอะเทอะเปรอะเปื้อนทั้งคู่
เอ็นทรี่นี้ดี มีประโยชน์มาก" มีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย"

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 20/08/2014 เวลา : 15.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ให้ใส่ใจในกิจอันตนพึงทำ
ที่ตนทำแล้วหรือยังไม่ทำเท่านั้น


ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 20/08/2014 เวลา : 15.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

เคยไหมคะ ที่เห็นบางคนทำอะไรตามหน้าที่ของเขาไป แต่เรากลับหงุดหงิดที่เห็นเขาทำอย่างนั้น ทั้งๆที่เขาและเราไม่ได้เกี่ยวข้องกัน สิ่งที่เขาทำก็ไม่เกี่ยวกับเรา แต่เราเห็นแล้วกลับรู้สึก “ขวางหูขวางตา” ขัดอกขัดใจ หงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุจนบางทีแอบค่อนว่าเขาในใจ
.......................................

ประโยคนี้ โดนใจมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , ลูกเสือหมายเลข9 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ยามครับ วันที่ : 20/08/2014 เวลา : 15.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ได้ข้อจากเอนทรี่นี้ครับ เรียกว่า เป็นการเข้าสู่ความละเอียด ในการปฏิบัติมากขึ้น คือ ขัดเกลาตัวเองจากระดับ รับมือกับเรื่องเล็กๆ เช่น โดนแซว

ผมเก็บคำแซวที่ถือว่าดูหมิ่นไว้กับตัวมา 3-4 ประโยค คิดได้ทีไร บางทีก็เจ็บใจทุกที อาจจะเป็นเพราะมันโดนใจก็ได้

ความพยายามไม่ต่อปากต่อคำ หรือไม่ยอกย้อน เอาคืน ผมต้องใช้ ความอดทนอดกลั้นมากทีเดียว ผูกใจเจ็บนั้นบางครั้งมีแน่ โกรธก็เคยมี ทั้งๆที่บอกใจว่า “อย่าไปเอามัน..โกรธนั่นนะ”
ทำไม พระพุทธองค์ จึงทรงสรรเสริญว่า ผู้ที่อดทนอดกลั้นต่อผู้ที่ต่ำกว่านั้น ถือเป็นสุดยอด? ประเด็นนี้น่าสนใจมากสำหรับผม เคยคิดอยู่พักใหญ่ แต่การกระทำสำคัญกว่าความคิดจริงๆ กำลังฝึกครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน