*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553620
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< กันยายน 2014 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 2023 , 09:49:47 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 15 คน ปวิภา , chailasalle และอีก 13 คนโหวตเรื่องนี้

พระพุทธเจ้าตรัสว่า จิตนั้น เกิด ดับ ติดต่อ ต่อเนื่องกันไป เหมือนมือลิงจับกิ่งไม้ที่พอมือหนึ่งจับกิ่งหนึ่ง อีกมือก็คว้าอีกกิ่งหนึ่ง  พอคว้ากิ่งใหม่ได้มือแรกที่คว้ากิ่งเดิมไว้ก็ปล่อยไปจับกิ่งใหม่ จับ ปล่อย จับ ปล่อย อย่างนี้เรื่อยไป และเพราะการจับๆปล่อยๆอย่างนี้ ลิงจึงเดินทางในอากาศจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้

เรามักมองระยะทางที่ลิงเดินทางไปด้วยผลรวมของการจับกิ่งไม้ไปทีละมือ แต่มักไม่ได้มองระยะทางสั้นๆที่อยู่ระหว่างมือทั้งสองที่ทยอยเกิดขึ้นทีละมือ เกิดขึ้น - สิ้นสุด สืบทอดกันไปเรื่อยๆจนได้ผลรวมเป็นระยะทางยาวๆ

เหมือนกับที่เราไม่เห็นการเกิด ดับ ของจิตค่ะ

การเกิดดับนั้นค่อนข้างเห็นยาก หมายถึงเห็นด้วยจิตจริงๆนะคะ ไม่ใช่เห็นคล้อยตามตัวอักษรที่ได้ศึกษา เมื่อจิตเกิดขึ้น ธรรมต่างๆที่เรียกว่า เจตสิก ก็เกิดขึ้นพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต และส่งคุณลักษณะที่เกิดขึ้นแล้วต่อไปให้จิตดวงใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อๆไป

หากจะพิจารณาการเกิดดับ มองว่าเรื่องของความรักที่เรามีให้ใครสักคน เห็นได้ค่อนข้างง่ายจึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ความรักในโลก นำความสุขในโลกมาให้  ความรักที่เกิดร่วมกับจิต เกิดจากเหตุปัจจัย เกิดแล้ว พอดับแล้ว ก็ดับลับ ไม่กลับมาอีก แต่เพราะเหตุปัจจัยเอื้อให้ได้เกิดอยู่เรื่อยๆ เราจึงประสบเวทนาเฉพาะหน้าเกี่ยวกับความรักได้เรื่อยๆ ประกอบกับการไม่เห็นการดับ เราจึงรู้สึกราวกับว่าในขณะที่ยังมีเหตุปัจจัยให้เกิดสุขเวทนาเพราะรักอยู่นั้น ความรักไม่เคยเลือนหายไปจากใจเราเลย ความรักตั้งอยู่ในใจเราเสมอ อยู่ยั้งยืนยาว จนถึงกับกล่าวว่า

ฉันรักเธอมาตั้งนานแล้ว

ฉันรักเธอเสมอ

ฯลฯ

ความรัก ... ดำรงอยู่เสมอ ... จริงหรือ ??

 

อยากให้ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ดูค่ะ

คุณตากำลังขับรถไปหาคุณตุ๊ก ขณะที่ขับรถไปก็คิดถึงคุณตุ๊กผู้เป็นที่รักไป หัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักทำให้อดคิดถึงเรื่องราวเก่าๆไม่ได้

ทันใด

คุณตาก็ต้องอุทานด้วยความตกใจที่ถูกรถอีกคันขับปาดหน้า ความกรุ่นที่ก่อตัวขึ้นมาเล็กน้อยด้วยเห็นว่าตนเองก็ขับรถอยู่ในเลนของตนอยู่ดีๆ รถคันนี้มาปาดหน้าตนทำไม

ครั้นพอนึกขึ้นมาได้ ว่าจะไปเอาเรื่องราวอะไรกับคนไม่รู้จัก ความกรุ่นก็ดับ แล้วดวงหน้าคุณตุ๊กก็กลับผุดขึ้นมาใหม่ในความคำนึง

จึงเริ่มคิดถึงสิ่งดีๆที่คุณตุ๊กทำให้ขึ้นมาใหม่ นึกถึงว่าจะทำอะไรตอบแทนความรู้สึกดีๆที่ได้ และ รู้สึกถึงความรักท่วมท้นหัวใจ ... ขึ้นมาใหม่

เพียงเหตุการณ์ช่วงสั้นๆ ก็คงบอกได้นะคะ ความรักของคุณตาที่มีต่อคุณตุ๊กนั้น เกิดแล้วดับ ดับแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ ไม่ได้ดำรงอยู่ตลอดไป ที่ดับไปก็เพราะ

-ปฏิฆะ ความขัดใจที่ความคิดเพลินถึงคนที่ตนรักถูกขัด

-ความรู้สึกหวงกั้นในสิ่งที่เห็นว่าเป็นของตน ซึ่งในขณะนั้นก็คือพื้นที่ถนนที่ตนใช้อยู่ ถูกกระทบ

แปลกนะคะ ถนนก็เป็นถนนสาธารณะ แต่พอเราไปใช้เข้า เราขับอยู่ในเลนหรือช่องทางหนึ่งช่องทางใด ช่องทางนั้นก็เป็น “ของเรา” เป็น “ทางเรา”  ขึ้นมาทันที พอเราเปลี่ยนช่องทาง เลนนั้นก็ไม่ใช่ช่องทางของเราแล้ว เราปล่อยการยึดจากที่หนึ่งไปเป็นอีกที่หนึ่งอย่างง่ายๆ แต่ในขณะที่เรายึดถือว่าเป็นของเราอยู่นั้น เราแทบไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องของที่ยึดว่าเป็นของเรา มาขัดขวางการเดินทางไปอย่างสะดวกในช่องทางนั้นของเรา

การพิจารณาละภาวะอันเป็นอกุศลของคุณตา ก็พิจารณาอย่างง่ายๆ แต่ ... แม้จะเป็นความคิดที่เป็นกุศลคือสามารถหยุดภาวะไม่ดี ทำให้ความคิดไม่ดีอันเป็นบาปอกุศลธรรมไม่ให้ตั้งอยู่จนทำความขัดใจ ความโกรธ ให้ดับลงได้ อันทำให้ไม่คิดปรุงแต่งด้วยความคิดอันเป็นอกุศลต่อๆไปทั้งๆที่การถูกปาดหน้าจบไปแล้ว แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้กุศลธรรมอื่นๆเช่น เมตตาเจริญขึ้น เพราะยังไม่มีการอบรมจิตด้วยความคิดที่พยายามเข้าใจการกระทำของผู้อื่น การให้อภัยผู้อื่น ขึ้นมาเพื่อที่จะคลายความขัดใจในเรื่องเดียวกันนี้ลงได้เรื่อยๆตามมา ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก คุณตาก็พร้อมจะขัดใจได้อีก เพียงแต่ขัดใจแล้ววางได้ ไม่ปล่อยใจจนเกินไปเท่านั้น

มีพระคาถาหนึ่งขุททกนิกาย ธรรมบท ปาปวรรค  ความว่า

         ปุญฺญญฺเจ  ปุริโส  กยิรา      กยิราเถนํ  ปุนปฺปุนํ

         ตมฺหิ  ฉนฺทํ  กยิราถ            สุโข  ปุญฺญสฺส   อุจฺจโย ฯ

         ขุ.ธ.๒๕/๑๙/๓๐

         ถ้าบุรุษพึงทำบุญไซร้ พึงทำบุญนั้นบ่อยๆ

         พึงทำความพอใจในบุญนั้น

         เพราะว่าการสั่งสมขึ้นซึ่งบุญนำมาซึ่งสุข.

การห้ามจิตไม่ให้คิดปรุงแต่งต่อไปในทางที่ไม่ดีของคุณตาเป็นบุญเพราะเป็นการห้ามจิตจากบาป  เพียงแต่เมื่อมีการกระทำอันเป็นบุญแล้ว ก็ควรทำความพอใจในการกระทำนั้นๆด้วย เพราะเมื่อพอใจ ก็จะหาทางที่จะเจริญในบุญนั้นๆต่อไป  หาทางที่จะทำบุญนั้นๆให้เจริญขึ้นจนเต็มความหมายของบุญ นั่นคือ นอกจากจะทำบุญที่เป็นอุปธิคือหวังผลให้เกิดแก่ตน นำตนไปสู่สุคติแล้ว ยังเป็นการชำระจิตจากบาป  สู่การละความเห็นว่าเป็นตน ด้วย

(คำว่าบุญที่เราใช้ๆกันอยู่โดยทั่วไปนี้ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายไว้ในหนังสือพุทธธรรมว่า แม้จะพูดกันว่า “บุญ” เฉยๆ ก็ควรเข้าใจว่ามีคำว่า“โอปธิก” กำกับอยู่ด้วยเสมอ คือ เรามักทำบุญโดยหวังผลตอบแทนแก่ตนอันเป็นบุญที่เป็นโลกิยะ ท่านว่า เมื่อมีคำว่าโอปธิกบุญ ก็น่าจะมีคำว่า อโนปธิกบุญ หรือ นิรูปธิกบุญ อันหมายถึงบุญที่ไม่ประกอบด้วยอุปธิใช้ด้วย แต่ปรากฏว่าไม่มีค่ะ ส่วนบุญในระดับโลกุตระนั้น มีคำว่าโลกุตรกำกับ เป็น โลกุตรบุญ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมใช้)

อ้าว เล่าถึงความรักอยู่ดีๆ ไปเกี่ยวกับถนนเสียแถมโยงไปถึงบุญได้ยังไง

แต่จะว่าไป ก็เกี่ยวโยงกันได้นะคะ ความรักก็มีส่วนของถนนที่ถูกนำมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวด้วยอยู่เหมือนกัน อย่างที่เรามักได้ยินคำกล่าว  “ถนนสายความรัก” , “ทางเดินแห่งรัก” เป็นต้น

ภาวะที่เป็นความรักของคุณตาที่เกิดขึ้นในขณะหนึ่งจึงดับเพราะถูกภาวะอื่นๆแทรกเข้ามาแทนที่ ครั้นพอภาวะอื่นดับ ภาวะของความรักจึงได้เกิดขึ้นใหม่ เพราะในขณะที่คุณตาโกรธคนขับรถคนนั้น คุณตาไม่ได้นึกถึงคุณตุ๊ก หรือนึกรักคุณตุ๊กไปด้วย คุณตานึกแต่ค่อนคนที่คิดว่านำความขัดใจมาให้

แต่ ... เพราะไม่เห็นความเกิดดับของจิตที่เห็นว่าเป็นความรัก จึงเห็นความรักเป็นตัวตนถาวรตั้งอยู่ คุณตาจึงเห็นความรักที่มีให้คุณตุ๊กที่เกิดขึ้น  - ตั้งอยู่ – ดับไป เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  – ดับไป เป็นช่วงๆนั้น ตั้งมั่น ไม่เคยเลือนหายไปจากใจเลย คงเห็นเพียงการตั้งอยู่ และนำการตั้งอยู่เป็นช่วงๆนั้นมาสืบทอดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน

และ เพราะเห็นเป็นเนื้อเดียวกัน คำพูดที่ว่า "รักเธอเสมอ" จึงเกิดขึ้นได้

และที่ความรักสามารถเกิดขึ้นได้ในแต่ละช่วง ก็พราะเหตุปัจจัยต่างๆรวมๆกันเข้าค่ะ

เช่น

ความกำหนด (ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่รัก,น่ารัก,น่าปรารถนา ฯลฯ)

ความทรงจำ (ว่าคนใด สิ่งใด เป็นสิ่งที่ตนรัก เป็นสิ่งที่นำความสุขมาให้ ฯลฯ)

ความดำริถึง (วิตก)

ความตามระลึกถึง (วิจาร)

ความปรารถนา (ตัณหา)

ความสุขที่ได้เสพสภาพน่ารื่นรมย์ทางตา หู เป็นต้น (โสมนัสอันเป็นสามิสสุข)

ความจำนงเสพสุขเวทนาจากการคิดถึง (เจตนา)

การคิดปรุงแต่งถึง (สังขาร)

การเสพความสุขจากการคิดปรุง (เสวยเวทนา)

การยึดมั่นในความเห็นว่าเป็นตน (อัตตวาทุปาทาน)

เหล่านี้เป็นต้น

คุณตารวมภาวะหลายๆอย่างนั้นเข้าด้วยกันแล้วปรุงแต่ง (สังขาร) ว่าเป็นความรัก ที่มีให้ต่อคุณตุ๊ก

และ ... เพราะสามารถเสพเวทนาอันเกิดจากความรักได้อยู่เรื่อยๆ คุณตาจึงรู้สึกราวกับว่า ความรักที่มีให้คุณตุ๊กนั้น ยืนยาวมาตั้งแต่วันแรกที่ได้พบเจอ ไม่เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ที่ปรากฏขึ้นเป็นช่วงๆ

การที่เรายังมีความเห็นว่าเป็นตนอยู่ จึงยากที่จะไม่รักใครสักคน เพียงแต่เมื่อรักแล้ว นอกจากจะมีศีล มีความพึงพอใจแต่ในคู่ของตน ยังต้องยึดหลักที่สมเด็จพระสังฆราชทรงประทานให้ คือ ให้มีสติอยู่เหนือความรักอีกด้วยค่ะ

เพื่อให้วิถีชีวิตเป็นปกติ ไม่ร้อนใจไปกับความเห็นที่ไม่สอดคล้องกับสมมติที่ยอมรับกันในสังคม และใช้ความเป็นปกตินี้ เป็นปัจจัยให้จิตตั้งมั่นจนพิจารณาถึงความว่าง อันเป็นปัจจัยในการเดินทางออกจากโลกต่อไป

การเพ่งพินิจเพื่อให้เห็นความเกิดดับนี้เป็นสิ่งประเสริฐค่ะ เพราะเมื่อเห็นว่าเป็นเพียงสภาพเกิดดับ ก็จะช่วยคลายการยึดถือมั่นในทุกๆอย่าง ทั้งที่ยึดว่าเป็น "ตัวเรา" เป็น "ของเรา" อันนำไปสู่การหลงในความเป็นตัวเรา ของเรา กระทั่งถือตัวว่า "นี่เรานะ" ลงทีละน้อยๆ  

สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

         โย  จ  วสฺสสตํ  ชีเว          อปสฺสํ  อุทยพฺพยํ

         เอกาหํ  ชีวิตํ  เสยฺโย         ปสฺสโต  อุทยพฺพยํ ฯ

         ขุ.ธ. ๒๕/๑๘/๓๑

         ก็บุคคลผู้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและการเสื่อมลง มีชีวิตอยู่วันเดียว

         ยังประเสริฐกว่า ผู้มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ที่ไม่พิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อม.



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 23 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
feng_shui วันที่ : 24/09/2014 เวลา : 00.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

อิอิ คุณถูกท้าทายให้นุ่งผ้าไทยไป โครงการกิจกรรมรวมพลคนโอเคเนชั่นนุ่งผ้าไทยไปพิพิธเพลินเดินเถิดเทิงพินิจกรุงเทพฯจากมุมสูง วันอาทิตย์ที่ ๕ ต.ค. ๙.00-๑๑.๔๕น. ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณโดนท้ายท้ายแย้วววววววว โปรดไปที่ ลิ้งค์ http://www.oknation.net/blog/buzz/2014/09/24/entry-1

ลงชื่อบล็อกคุณด้วยนะคะ ในเอ็นทรี่http://www.oknation.net/blog/buzz/2014/09/24/entry-1แล้วบอกว่า บล็อกเกอร์เฟิงสุ่ยท้าทายมา

ความคิดเห็นที่ 22 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 22/09/2014 เวลา : 19.30 น.

ต้องทะยอยอ่านที่ละเรื่องค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 22/09/2014 เวลา : 19.12 น.

ขอบคุณค่ะ จะพยายามอ่านค่ะ (เพิ่งกลับมาจากเยี่ยมบ้านผู้ป่วยรายนี้ค่ะ)วันนี้เธอพูดด้วยหลายคำ เพราะเธอไม่คอยพูดทำให้เราไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 22/09/2014 เวลา : 04.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 17:chailasalle
ค่ะ เราต้องพยายามมีสติในทุกเรื่อง

ความคิดเห็นที่ 19 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 22/09/2014 เวลา : 04.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ ratiya คะ

บางที การอยากมีลูกอาจเป็นเพียงแค่หนึ่งในหลายๆปัญหาก็ได้มังคะ

ดิฉันชอบคำสอนของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)ในเรื่องความคิดเกี่ยวกับสิ่งไม่ดีมากค่ะ ท่านว่า ให้พยายามหาความดีจากสิ่งไม่ดีให้ได้ ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นแล้วให้ได้

เราทุกคนรักสุข เกลียดทุกข์ สิ่งไหนที่เราผูกพันแล้วสูญเสียไป เราก็ย่อมเสียใจ เพราะความเสียใจ เราก็ย่อมอยากจะผลักสิ่งนั้นออกไปจากใจ จากความจำ จากความคิด แต่ ยิ่งผลักก็เหมือนยิ่งยึด เพราะแค่ใจผูกพันกับเรื่องนั้น เรื่องก็ย่อมเวียนมาสู่ความคิดอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว คอยให้คิดตามไปอย่างละห้อยอาลัยหา ใฝ่ฝันอยากให้อดีตที่ดีกลับคืนมา และคิดจินตนาการไปเกี่ยวกับเรื่องราวในให้ปัจจุบันและอนาคต ว่าอยากให้เป็นอย่างที่อยากให้เป็น ดังนั้น ความคิดจึงไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน เพราะความอยากที่ไม่สัมพันธ์กับปัจจุบันธรรมดังกล่าว จึงมักหยุดความคิดไม่ได้ ทั้งๆที่อยากผลักความคิดนั้นๆออก แต่ ยิ่งผลัก ก็กลับเหมือนยิ่งยึด คิดครั้งหนึ่งก็เก็บจำไว้อย่างนั้นครั้งหนึ่ง คิดครั้งต่อไป ก็มักนำสิ่งที่คิดและจำไว้มาคิดปรุงแต่งต่อ จนในความคิดหรือจินตนาการ จึงค่อยๆห่างจากความเป็นจริงออกไปเรื่อยๆ จนเมื่อโลกในจินตนาการและโลกของความเป็นจริงห่างกันไปมากๆเข้า เราก็จะทนไม่ได้

เราจึงต้องเห็นความสำคัญของการควบคุมความคิด และ ต้องเห็นสิ่งดีๆจากเรื่องไม่ดีให้ได้ค่ะ เพราะเมื่อเรื่องนั้นมีความดีอยู่ด้วย เราก็อยากยึดเรื่องนั้นไว้ จนเมื่อเห็นทั้งสองแง่มุม ว่ามีทั้งดีและไม่ดี จึงทั้งไม่ผลักเพราะความไม่ดีและไม่ยึดเพราะความดี จึงจะสามารถวางใจเป็นกลางกับเรื่องนั้นๆได้

โดยปกติ ชาวพุทธเรามักมีการอบรมจิต ปัญญา เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อจะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างไม่ทุรนทุราย อยู่ได้อย่างสงบ แต่หากไม่เคยมีการอบรมมาก่อนและมาประสบปัญหา อยู่ดีๆจะให้มาฝึกจิตให้ตั้งมั่น รับมือกับสถานการณ์ให้ได้ในทันที ก็อาจทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ทรงมีอุบายเกี่ยวกับปัญญาให้ ควบคู่กันไปกับการฝึกสมาธิค่ะ

เคยโพสต์ไว้ในเอนทรี่เกี่ยวกับเมตตาหลายเอนทรี่ค่ะ สำหรับเรื่องวิธีแก้ไขความคิดที่ไม่ดี เริ่มจาก
เมตตา : (๓) การแก้ไขอกุศลวิตกจากเหตุไกลใกล้ของเมตตา – สิ่งที่มาก่อนและเกิดตาม
http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2013/09/06/entry-1

เมตตา : (๔) การแก้ไขอกุศลวิตกจากเหตุไกลใกล้ของเมตตา - ขั้นที่ ๑ เปลี่ยนนิมิต
http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2013/09/09/entry-1

เมตตา : (๕) การแก้ไขอกุศลวิตกจากเหตุไกลใกล้ของเมตตา - ขั้นที่ ๒ พิจารณาโทษ
http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2013/09/11/entry-1

เมตตา : (๖) การแก้ไขอกุศลวิตกจากเหตุไกลใกล้ของเมตตา - ขั้นที่ ๓ ไม่ใส่ใจ
http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2013/09/12/entry-1

เมตตา:(๗)การละวิตกจากเหตุไกลใกล้ของเมตตา-ขั้นที่ ๔ พิจารณาสัณฐานของสังขารของวิตก
http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2013/09/16/entry-1

เมตตา:(๘)สัณฐานของสังขารของวิตก – เห็นขันธ์เป็นตน, เห็นตนเป็นขันธ์, เห็น ฯ .
http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2013/09/20/entry-1

เมตตา : (๙) การละอกุศลวิตกขั้นพิจารณาสัณฐานของสังขารของวิตก (ต่อ)
http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2013/09/24/entry-1

เมตตา : (๑๐) การละอกุศลวิตก ขั้นที่ ๔ กัดฟัน ดุนเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต
http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2013/10/02/entry-1

ขออนุญาตนำลิ้งค์มาฝากไว้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 22/09/2014 เวลา : 04.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 14 : เฟื่อง
ธรรมะอยู่กับเราเสมอนะคะ

ความเห็นที่ 15 ; คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว
เหมือนกันเลยค่ะ อ.หม่อง บางทีก็ทำได้ บางทีก็ทำไม่ได้ ต้องตั้งสติสักพักค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
chailasalle วันที่ : 22/09/2014 เวลา : 02.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

รักอย่างมี สติ ... แต่ที่จริง ควรมีสติกำกับ ทุกเรื่อง

ความคิดเห็นที่ 16 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 22/09/2014 เวลา : 00.01 น.

คิดหลายรอบเเล้วว่าจะเขียนเรื่องความรักเป็นพิษของคนไข้หลายหนึ่งดีหรือเปล่า
ขอโทษนะค่ะ รัตติยามีเเต่ประสบการณ์เรื่องหนักๆ คนอื่นเขามาอยู่ต่างประเทศเห็นเขาเขียนเเต่เรื่องสนุกสนาน มีเเต่รัตติยาเจอเเต่ชีวิตจริง
คิดว่าคุณณัฐรดามเข้าใจธรรมะได้ดี ก็เลยกล้าเขียนมาเล่า
ตอนนี้เรามีคนไข้หลายหนึ่งป่วยทางด้านจิตใจ เธอต้องไปหาจิตแพทย์บ่อย เคยเข้ารพ.บำบัดทางด้านจิตใจด้วย
ประวัติของคนไข้เเต่งงานมานานเเล้ว มีปัญหากับสามีตลอด ฝ่ายหญิงอยากมีลูก เเต่ฝ่ายชายไม่อยากมี ฐานะทางด้านการเงินดี อยู่กันมาเเบบทะเลาะกันบ่อย เเต่ก็ยังทนอยู่ด้วยกัน จนกระทั้งถึงวัยปลดเกษียณ ฝ่ายชายขนเสื้อผ้าออกจากบ้านไปเเล้วไม่กลับมาอีกเลย ฝ่ายหญิงก็ทรุดต้องเข้ารักษาตัวที่รพ.โรคจิตระยะหนึ่ง ตอนนี้เเพทย์อนญาตให้กลับมาอยู่บ้านได้เเต่มีผู้ดูเเลเธอทางกฎหมายคอยตัดสินใจเเทนเธอเรื่องการรักษาพยาบาล ความเป็นอยู่อาศัย เธอกลับเข้าไปอยู่ที่บ้านที่เคยอยู่กับสามีมาก่อน บ้านใหญ่โต เเต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปในบ้าน มีความรู้สึกว่าเหมือนไม่มีสิ่งชีวิตอยู่( เพื่อนร่วมงานคนอื่นก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับรัตติยา) สามีเธอไม่เคยมาเยี่ยมเธอเลย

ความคิดเห็นที่ 15 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 21/09/2014 เวลา : 22.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

พยายามคุมสติ แต่บางครั้งก็คุมไม่ค่อยอยู่เหมือนกันครับคุณณัฐรดา

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เฟื่อง วันที่ : 21/09/2014 เวลา : 21.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/creativeworld

ขอบคุณคุณณัฐรดาที่เขียนเรื่องนี้ และยกตัวอย่างเรื่องเลน
การหยุดอกุศลจิต การครองสติ ..
ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัวจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 13 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 21/09/2014 เวลา : 07.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณ
คุณแม่หมี และ คุณ SW19 มากค่ะ
แวะมาเสมอๆ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 20/09/2014 เวลา : 22.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

เป็นเรื่องลึกซึ้งที่มีตัวอย่างที่ทำให้เกิดความเข้าใจได้ไม่ยุ่งยาก จนอ่านไปอดจะออกอุทานว่า โอโห .. อืม .. จริงสินะ
ชอบมาก ขอบคุณคุณณัฐรดามาก

ความคิดเห็นที่ 11 เฟื่อง , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 20/09/2014 เวลา : 16.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านเรื่อง"คุณตา"แล้วเข้าใจ

ถนนเมื่อเราเปลี่ยนเลน เลนนั้นก็ไม่ใช่ของเรา กลายเป็นของผู้อื่นที่เข้ามาใช้เลนนั้นแทน

เหมือนที่บอกว่าลิงเวลามันเคลื่อนที่ มันจะจับกิงนั้น โหนกิ่งโน้น ระยะทางของมันที่สืบทอดทีละมือเราไม่ได้มอง

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆที่ทำให้แม่หมีต้องครุ่นคิด เกิดแล้วดับ

การอ่านเรื่องราวที่เราไม่เข้าใจ แต่ก็พยายามทำความเข้าใจ ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 rattiya , ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 20/09/2014 เวลา : 05.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ bepran คะ

เป็นอย่างที่คุณ bepran อธิบายค่ะ เพราะการคิดจึงนำไปสู่การรู้ แต่ในขณะที่คิด ยังไม่รู้ เพราะเป็นการพิจารณาหาเหตุผล ส่วนการรู้ จะเป็นการ “รู้โพล่ง” คล้ายๆเป็นการสรุปรวบยอดการคิดที่ได้ค่อยๆประมวลมา และไม่ได้เกิดเพราะกำลังคิด

ดังนั้น เมื่อคิด จึงไม่รู้,เมื่อรู้ จึงไม่คิด,แต่ถ้าไม่คิด ก็ไม่นำไปสู่รู้

ส่วนปัจจัยที่ทำให้รู้ คือ เสียงจากภายนอก (ปรโตโฆสะ) กับการใคร่ครวญภายใน (โยนิโสมนสิการ)บ้าง , การคลายกิเลสแล้วบางส่วน (ตามที่ตรัสว่า เพราะคายกิเลสแล้วบางส่วนเธอจึงแจ้งธรรม)บ้าง, พบความดับอันมาจากการดับความต้องการอันเป็นตัณหาได้เป็นครั้งๆไปจนพบสันทิฏฐกนิพพาน (นิพพานที่เห็นได้ในปัจจุบัน)บ้าง, การพยายามชำระศีลให้บริสุทธิ์บ้าง, การใช้ความรู้ที่เกิดขึ้นแล้วมาพิจารณาให้รู้เพิ่มขึ้นบ้าง และ การฝึกอานาปานสติจนถึงฐานธรรมบ้าง ฯลฯ

ขอบคุณที่แวะมาและแลกเปลี่ยนความเห็นกันนะคะ

ความคิดเห็นที่ 9 ยามครับ , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
bepran from mobile วันที่ : 19/09/2014 เวลา : 20.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

ช่วยคลายการยึดถือมั่นว่า ตัวเรา ลงไปทีละน้อย คือ ไม่คิด ไม่รู้ เพราะคิด จึงรู้ ไปสู่ รู้ ไม่คิด ไหมครับ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่บุคคลจะสามารถสั่สมเหตุปัจจัยไปสู่รู้นั้นได้ อันนี้พอจะบอกได้ไหมว่าโดยความปกติแล้วยังเป็นไปด้วยเหตุปัจจัยภายนอกอีก

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 19/09/2014 เวลา : 16.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน


ตามไปดูเดี่ยวนี้เลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 ยามครับ , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 19/09/2014 เวลา : 16.52 น.

นินทา(คำถาม)คุณณัฐรดาใว้กับบล็อกคุณยามค่ะ เรื่องของกิน "เรื่องไม่หิวเเล้วอยากกินถือว่าเป็นกิเลสหรือเปล่าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 bepran , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 19/09/2014 เวลา : 16.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ rattiya คะ

"ปล.รัตติยาเองก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ ทำได้เเค่พยายามลดกิเลส พยายามมีความรักเเบบไม่ครอบครองเป็นเจ้าของ"

พยายามทำอยู่เหมือนกันค่ะ

หลวงปู่ดุล บอกว่า
คิดไม่รู้ รู้ไม่คิด (แต่)ไม่คิดไม่นำไปสู่รู้
คิดบ่อยๆ ก็ค่อยๆน้อมจิตไปสู่ความรู้นะคะ

ขอบคุณที่แวะมาด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 19/09/2014 เวลา : 16.12 น.

ขอบคุณค่ะ
ส่วนใหญคนเราจะพยายามค้นค้วาหาความรู้จากสิ่งภายนอก เเต่กับตนเองจะไม่ด่อยมีใครสนใจ หลายคนพยายามที่จะเอาชนะเหนือธรรมชาติเอาชนะคนอื่น เเต่การเข้าใจตนเองเอาชนะใจตนเองกลายเป็นเรื่องไกลตัวไป

ปล.รัตติยาเองก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ ทำได้เเค่พยายามลดกิเลส พยายามมีความรักเเบบไม่ครอบครองเป็นเจ้าของ

ความคิดเห็นที่ 4 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 19/09/2014 เวลา : 14.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ชีวิตเราก็อย่างนี้นะคะ บ.ก.
พบได้ทุกอย่าง
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนดีเสมอ หากนำมาเป็นอารมณ์ในการพิจารณา
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 19/09/2014 เวลา : 14.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ผมชอบชีวิตแบบน้ำผึ้งผสมมะนาวครับ

ความคิดเห็นที่ 2 ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 19/09/2014 เวลา : 14.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณยามครับคะ

ศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมากเช่นกันค่ะ

พยายามนำธรรมที่พระองค์นำมาแสดง มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตให้เหมาะกับสถานการณ์ กับวิถีชีวิตเหมือนกันค่ะ

ได้แต่ไม่สันโดษในส่วนของเหตุคือการทำ แต่สันโดษในส่วนของผลในระดับเต็มความหวัง คือ เมื่อไม่หวังก็เต็มทันที เราคงทำกันเพียงเท่านี้จึงจะไม่สร้างเหตุเกิดทุกข์ใหม่นะคะ

ขอบคุณสำหรับความเห็นมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ วันที่ : 19/09/2014 เวลา : 11.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ผมต้องเปิดเพลงฟังไปพร้อมๆกับ เอนทรี่นี้ คือ เพลง ดินแดนแห่งรัก ของ บี พีรพัฒน์ เพลงนี้เป็นโปรดของผมในช่วงนี้ เพราะเนื้อหาดี ดนตรีดีมากๆ แต่ว่าอาจจะวัยรุ่นไปหน่อย
พระพุทธองค์ทรงเป็นเอกบุรุษที่พยายาม จะอธิบายถึง กระบวนการ เกิดอารมณ์และความรู้สึกของคนอย่างละเอียด ทั้งฝ่าย กุศล อกุศล และ ฝ่ายกลางๆ ยิ่งมานั่งทบทวนตัวเอง ก็เห็นจริงตามเหตุตามผลนั้น

ผมเองก็คงเฝ้ามองตัวเอง แต่จะพูดว่าปฏิบัติ คืบหน้า หรือไปไกลหรือไม่ ผมว่ายังเลย

อนุโมทนา สาธุ ที่พี่ณัฐรดา นำธรรมะดีๆมาเผยแพร่ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน