*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551552
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< ตุลาคม 2014 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1225 , 05:54:40 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 13 คน อักษราภรณ์ , ทางแก้ว และอีก 11 คนโหวตเรื่องนี้

ในคำตรัสที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา นั้น ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ทุกภาวะ ทั้งที่มองเห็นได้และที่มองไม่เห็น จึงเป็นประโยคสั้นๆที่มีความหมายครอบคลุมอย่างกว้างขวาง

เพราะเพียงคำว่าสังขารคำเดียว ก็ครอบคลุมหรืออธิบายความเป็นไปในโลกได้แทบทั้งหมด เนื่องจากมีความหมายถึง ๓ ลักษณะ นั่นคือ สภาพพร้อมปรุงแต่ง (เช่น เจตสิกต่างๆ) , กระบวนการปรุงแต่ง (เช่น กระบวนการการเกิดฝน, กระบวนการที่ก่อให้เกิดความชอบ ชัง) และ สิ่งหรือผลที่กระบวนการปรุงแต่ง แต่งจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา (เช่น ฝน, ความชอบ, ความชัง, ความยึดถือ)

เมื่อเอ่ยถึงสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เรามักนึกถึงสิ่งที่คุ้นเคย สิ่งที่เรายึดถืออยู่ เช่น การเกิดดับของนามรูป การเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงของรูปกายตามกาล เป็นต้น อันที่จริงแม้แต่การยึดถือในอะไรบางอย่างของเรา ก็ไม่เที่ยงเช่นกัน

มีความจริงเกี่ยวกับการยึดถืออยู่ ๒ ลักษณะ นั่นคือ การยึดถือที่เที่ยงแท้ถาวรนั้น จริงๆแล้วไม่มี แต่การพลัดพรากจากทุกสิ่ง กลับเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง   

๑ การยึดถือที่เที่ยงแท้ไม่มีอยู่จริง

เหตุที่ทำให้เกิดการยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือภาวะใดภาวะหนึ่งนั้นมาจาก ตัณหา (ความต้องการ) และ ทิฏฐิ (ความเห็น) เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยน การยึดจึงเปลี่ยนแปลงไปตาม เราสามารถการเปลี่ยนแปลงการยึดสิ่งในต่างๆทั้งที่มองเห็นด้วยตาและไม่สามารถมองเห็นได้ โดยภาวะทั้งในทางโลกและทางธรรม

เรื่องหนึ่งเห็นง่ายมากค่ะ คือแฟชั่นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เช่น การแต่งกาย งานอดิเรก อันเป็นทิฏฐิที่คนในสังคมยึดอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพราะความที่เห็นตามๆกันและความต้องการเป็นที่ยอมรับ คนในสังคมส่วนใหญ่จึงมีแนวการแต่งกาย แนวการแต่งผม แนวการใช้ชีวิตใกล้เคียงกัน  แต่ความเห็นพ้องต้องกันของคนในสังคมในเรื่องของแฟชั่นนี้ เราก็ทราบกันดีว่าเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ทัศนคติ (ทิฏฐิ) เกี่ยวกับการทำงานที่บุคคลยึดเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพในช่วงเวลาหนึ่งๆอาจเปลี่ยนแปลงไปก็เป็นได้ค่ะ  เช่น เดิมเห็นว่าตนเรียนหนัก จึงมีทิฏฐิว่าจะใช้ความรู้ที่เรียนมาประกอบอาชีพให้เกิดประโยชน์เต็มที่เพื่อให้คุ้มกับความพากเพียรที่เรียนมา แต่ต่อมา เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจนสร้างผลิตภัณฑ์ได้เย้ายวนใจ ความเห็นเกี่ยวกับการทำงานจึงเปลี่ยนไปเป็นไปเน้นที่ค่าตอบแทนมากขึ้น เพื่อจะได้มีรายได้เพียงพอที่จะซื้อหาวัตถุไฮเทค

แต่เพราะความก้าวหน้า ทฤษฏีเดิมที่เคยยึดถือก็เปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าได้เช่นกัน บางเรื่อง ผู้ที่ “ตามรักษาสัจจะ” คือในขณะที่ยังไม่ทราบความจริงเพิ่มเติม ก็เชื่อตามความเชื่อที่ตนหรือคนในสังคมยึดถือ แต่ก็เปิดใจยอมรับความจริงใหม่ๆและเชื่อแทนความเชื่อที่ยึดไว้เดิมได้  เช่น มนุษย์เคยเชื่อว่าโลกแบนที่ต่อมาก็เชื่อตามการค้นพบใหม่ว่าโลกกลม หรือแม้แต่เรื่องของใจ เช่น  หันมายึดถือความเชื่อเรื่องผลของกรรม แทนการเชื่อเรื่องการดลบันดาล เป็นต้น

บางที การเปลี่ยนแปลงการยึดของบุคคลอื่น (ขันธ์ภายนอก) ก็ทำให้การยึดของเราเปลี่ยนแปลงไปตามได้เช่นกันค่ะ เช่น บุคคลหนึ่งชอบพูดปด เราเห็นอย่างนั้นก็ยึดถือว่าเขาช่างโกหก ครั้นต่อมา เขาปรับปรุงตนไปในทางที่ดีขึ้น ความเห็นเกี่ยวกับตัวเขาที่เรายึดไว้ก็เปลี่ยนไป

หรือการที่เราตริเรื่องใดขึ้นมา (วิตก) แล้วคิดตรอง (วิจาร) ตามที่ใจอยากให้เป็น ก็คือเรายึดเรื่องนั้นๆด้วยความเห็นว่าเป็นตน ยังมีความชอบ ชัง ยังวางใจเป็นกลางกับเรื่องนั้นไม่ได้ เรื่องของบุคคล สิ่งของ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆจึงจรเข้ามาให้คิดถึง ครุ่นคิด เราจึงยึดเรื่องนั้นๆไว้ในใจเพื่อเสพความพอใจจากการคิดถึงสิ่งที่เรายึดอันทำให้ยิ่งเพิ่มพูนการยึด หรือ ยึดเรื่องนั้นๆไว้เพื่อพิจารณาทั้งคุณ ทั้งโทษ และ ทางออก เพื่อให้ปัญญารู้เห็นด้วยความเป็นกลางจนสามารถปล่อยใจจากการยึด ในขณะที่พินิจ ไม่ว่าจะคิดไปอย่างไร เมื่อจบการคิดก็ทรงจำไว้อย่างนั้น ระดับการยึด แง่มุมในการยึด รวมไปถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ยึดก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นลักษณะเดียวกับในขณะก่อนที่เรื่องนั้นจะจรมาสู่ใจเรา

๒ การพลัดพรากเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง

การพลัดพรากจากสิ่งที่ยึดเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆค่ะเพราะอย่างน้อยเราก็ตายจากสิ่งที่เคยยึด เช่น ตายจากกายที่ยึดไว้ว่าเป็นของเรา อีกทั้งเนื่องจากเป้าหมายสูงสุดในพุทธศาสนาคือการปราศจากการยึด ภาวะปราศจากสิ่งยึดก็ทำให้ผู้บรรลุธรรมสูงสุดพลัดพรากจากสิ่งที่ “เคย” ยึดไว้ทั้งหมด เพียงแต่ท่านไม่เศร้าโศกเพราะท่าน “ขาด” การยึดแล้วเท่านั้น

          เมื่อเราจะพิจารณาเรื่องใด ก็คือเรายึดเรื่องนั้นไว้เพื่อคิดฟุ้งไปหรือไตร่ตรอง

          เมื่อคิดเสร็จ ก็คือเราได้พลัดพรากจากสิ่งที่เรายึดไว้เพื่อคิดที่เราเพิ่งคิดจบไปแล้วนั้น

          เพียงแต่ว่า เมื่อคิดจบ เราจะ ทุกข์ พราะคิดฟุ้ง หรือ คลายทุกข์ พราะคิดปรุงอันเป็นองค์มรรค

เพราะการยึด ชนทั้งหลายจึงเศร้าโศกเมื่อต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนยึด แต่การพลัดพรากจากสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาด้วยความตาย การเสื่อมสลาย การแตกหักถูกทำลาย ของคนที่รักหรือของสิ่งที่เราผูกใจ ยังไม่ทำให้เราเศร้าเสียใจได้มากเท่าการพลัดพรากจากกันในขันธ์ทั้ง ๕ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต เพราะเป็นการพลัดพรากจากขันธ์ทั้ง ๕ ที่เห็นว่าเคยนำความสุขมาให้ทั้งหมด ความโศกจึงปรากฏตราบเท่าที่เรายังยึดถือขันธ์เหล่านั้นอยู่เพราะความที่ปัจจุบันเราไม่สามารถพบสุขเวทนาอย่างที่พบในอดีตได้ และจะไม่สามารถพบได้อีกในอนาคตนั่นเอง  

แต่เราก็มักทำร้ายตัวเองด้วยการนำความทรงจำดีๆในอดีตมาคิดทบทวน สร้างภาพว่าปัจจุบันหรืออนาคตจะเป็นอย่างไร เสพสุขเวทนาจากการคิด จากการเห็นภาพในจินตนาการ คิดครั้งหนึ่งก็ทรงจำไว้อย่างนั้นครั้งหนึ่ง คิดครั้งต่อไปก็นำที่จำไว้มาคิดต่อ กาลทั้งสามคืออดีต ปัจจุบัน อนาคต จึงพันกันยุ่ง (ตรัสเรียกว่าหลงอยู่ในกาลทั้งสาม) เพราะเป็นการนำความคิดในอดีตที่เกี่ยวกับอนาคตที่ไม่มีอยู่จริงมาคิดอยู่ในปัจจุบัน ความทรงจำจึงเป็นเรื่องของอดีตที่เกิดจากการคิดเรื่องอนาคตในปัจจุบันนั่นเอง กาลทั้งสามจึงพันกันจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้

แต่เพราะเรื่องที่คิดนั้นไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน โลกในความคิดกับโลกของความเป็นจริงจึงค่อยๆห่างกันออกไปทุกที กระทั่ง เมื่อโลกทั้งสองห่างจากกันมากๆเข้า ก็จะรับโลกของความเป็นจริงที่ตนไม่ต้องการอันต่างจากในจินตนาการที่ตนเสพสุขไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้น ทุกข์โศกครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น และเกิดได้ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ตราบเท่าที่เรายังไม่คลายการยึด

ดังนั้น การพลัดพรากจากรูปขันธ์ จึงไม่เพียงทำให้เราเศร้าโศกเพราะการพรากเพียงครั้งเดียวนั้น แต่กลับทำให้เศร้าโศกซ้ำได้นับครั้งไม่ถ้วน

การ “พันกันยุ่ง” ของกาลทั้งสามนี้ ยังเป็นเหตุให้เราปฏิบัติต่อความเป็นอยู่ในปัจจุบันผิดไป ทั้งในเรื่องทัศนคติ ความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง การดำเนินชีวิต อันเป็นเหตุนำไปสู่ทุกข์ใหม่อีกหลายๆเรื่อง เมื่อทนทุกข์เพราะความคิดต่อไปไม่ได้ ต้องหันมาอยู่กับความเป็นจริง ใคร่หาทางออก จึงจำต้องพรากจากความคิดในแนวเดิม ความทรงจำเดิม ความรู้สึกสุขในยามที่ได้คิดอย่างเดิม

จึงกลายเป็นว่า เมื่อคิดไปตามความต้องการก็โศกไปอย่างหนึ่ง เมื่อจะหยุดการคิด ฝึกฝืนการคิดตามความต้องการ ก็โศกไปอีกอย่างหนึ่ง

ต่อเมื่อเราเห็นตรงตามภาวะ เห็นตามความเป็นจริงว่าการคิดนั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์จนต้องการหยุดการคิดในลักษณะเดิม จึงคิดน้อมไปในทางดับทุกข์ น้อมลงสู่ความว่าง ซึ่งการพยายามเพื่อความดับนั้นมีผลสองอย่างคือ

           ทุกข์ ที่ตัณหาถูกขัด และ

           สุข จากการที่สามารถดับอาสวะ (กิเลสที่ดองอยู่ในสันดาน ไหลซ่านมาย้อมจิตเมื่อประสบอารมณ์ใดๆ) ในครั้งนั้นได้

แต่ในช่วงแรกๆของการฝึกดับ เราส่วนใหญ่ยังไม่สามารถรับรู้ถึงความสุขที่เกิดขึ้น คงรับรู้ได้แต่ทุกข์ที่ตัณหาถูกขัด เราจึงต้องทนทุกข์จากการขวนขวายดับความต้องการ จนกว่าสุขจากการดับของกิเลสที่ค่อยๆมีมากขึ้นอันสวนทางกับทุกข์จากการขวนขวายดับที่ค่อยๆลดลงจะมีมากกว่า ความสุขจึงจะปรากฏชัด เมื่อพบสุขได้ในที่สุด เราจึงหยุดความคิดเดิมได้โดยไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป

การใฝ่หาความรู้ และ จิตที่ตั้งมั่น เป็นสมาธิจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการ “ใคร่หาทางออก” ไม่ใช่ “หลงใหลในทุกข์” ค่ะ เพราะการจมอยู่ในความคิดและจิตไม่ตั้งมั่นพอ จะทำให้กลับไปกลับมากับการทำตามตัณหาบ้าง ปฏิบัติเพื่อดับตัณหาบ้าง สลับกันไปสลับกันมา จึงเดินหน้าถอยหลังอยู่อย่างนั้น ดังนั้นการฝึกสติ จนจิตเป็นสมาธิ จึงเป็นเรื่องที่มารับช่วงต่อสำหรับผู้ที่ต้องการดับความคิดที่เป็นเหตุแห่งทุกข์อย่างถาวร

บางที เราก็เศร้าโศกไปกับสิ่งที่ไม่มีอยู่ “จริงๆ” ตามที่เรายึดถือไว้ค่ะ เช่น การกำหนดความเป็นไปในอนาคต ครั้นเมื่อถึงเวลา สิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามที่เรากำหนด เราก็เศร้าเสียใจเพราะการพรากจากสิ่งที่ยึดถือ ซึ่งอันที่จริง สิ่งนั้นก็ไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้ว อีกทั้งทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย เมื่อเวลานั้นๆมาถึง เหตุปัจจัยที่เปลี่ยนไปก็อาจทำให้เราเปลี่ยนความคิดไปจากเดิมแล้วก็ได้  

การตามรักษาสัจจะ ก็ทำให้เกิดการพลัดพรากได้เช่นกัน เพียงแต่ผู้ตามรักษาสัจจะไม่ต้องทุกข์  ไม่เศร้าโศกเพราะการพลัดพรากจากความเห็นที่ยึดไว้เดิมเพื่อมายอมรับและยึดถือความจริงตามที่ได้ค้นพบใหม่

เหล่านี้เป็นเพียง บางเหตุผล ที่พอจะชวนให้เห็นตามได้ว่า การยึดถือไม่ว่าในอะไรๆที่เที่ยงแท้ถาวรนั้นไม่มีอยู่จริง แต่ความเที่ยงคือการพลัดพรากจากสิ่งที่ยึดไว้นั้น พลัดพรากขึ้นเมื่อใด ก็ทุกข์ใจขึ้นได้ขึ้นเมื่อนั้น

การตามเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆแม้แต่ความไม่เที่ยงของการยึดถือเองจึงเป็นเรื่องที่ฆราวาสควรใคร่ครวญ ควรตามเห็น เพราะอย่างน้อยก็เพื่อจะไม่ต้องเศร้าโศกจากการพลัดพราก เมื่อเห็นธรรมต่างๆอย่างถ้วนทั่วและมั่นคงแล้ว  วิถีชีวิตจะดำเนินไปในทางที่เหมาะสมได้เอง

แต่อย่างไรก็ดี การเห็นความไม่เที่ยงของสังขารนี้ ด้วยใจ ไม่ใช่การเห็นตามตัวอักษร อันมาจากการกำหนดรู้ มาตามกระบวนการคิดแบบสืบสวนต้นเค้าอย่าง ครบถ้วนทุกแง่มุม ใน ทุกๆเรื่อง จนเกิดเป็นความเห็นชอบที่เห็นด้วยจิตและ ไม่กำเริบ น่าจะเป็นเรื่องยากอยู่นะคะ

เราคงได้แต่เพียรติดตามเห็นการเกิดดับของภาวะต่างๆ ขันธ์ต่างๆ ให้เห็นว่าใดๆล้วนไม่เที่ยง ค่อยๆปรุงแต่งการคิดและจดจำเรื่องต่างๆในแม่มุมใหม่คือทดแทนสัญญาว่าเที่ยงด้วยสัญญาว่าไม่เที่ยง จนค่อยๆ “รู้” ความจริงอันเป็นสภาพเกิดดับ กระทั่งทำให้ใจคลายการยึดสิ่งต่างๆ ภาวะต่างไปเอง 

แต่เพราะ  

          ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ         ทุรกฺขํ  ทุนฺนิวารยํ 

         จิตนี้ดิ้นรน กวัดแกว่าง ห้ามยาก รักษายาก

จิตมีธรรมชาติที่ดิ้นรนจะอยู่ในที่อยู่คือกามภพ ดังนั้น แม้จะพยายามตามเห็นสภาวะด้วยการฝึกสมถะวิปัสสนาสักเท่าใด จิตก็กวัดแกว่ง ดิ้นรน หาแง่มุมใหม่ๆจะให้กลับมายึดอีกให้ได้

การรู้ธรรมชาติของจิตนี้จึงเป็นการรู้เพื่อความไม่ประมาท เพียรขัดเกลา  ไม่ใช่รู้เพื่อเป็นข้อแก้ตัวว่าก็ในเมื่อธรรมชาติจิตเป็นอย่างนี้ การที่เราจะกลับกำเริบมายึดใหม่จึงเป็นเรื่องปกติ

เพราะแม้จะคลายการยึดไปได้ในบางช่วงแล้ว ก็อาจกลับมายึดได้อีกเพราะความที่ยังมีกิเลสอยู่,  อวิชชา (ความไม่รู้, ความรู้ไม่ทั่ว, ความรู้ผิด, ความที่ปัญญามาไม่ทันสถานการณ์) ก็ยังมีอยู่ รวมไปถึงธรรมชาติดิ้นรนของจิต ฯลฯ ก็อาจทำให้กลับมายึดได้อีก

เราจึงต้องคอยตรวจสอบจิตทั้งในขณะที่จิตเป็นสมาธิ และในขณะที่ประสบเรื่องนั้นเหรือเรื่องที่เชื่อมโยงถึงเรื่องนั้นฉพาะหน้า ว่าเรามีความคิดและแสดงออกต่อเรื่องนั้นๆอย่างไร หากทั้งเรื่องนั้นและเรื่องที่เชื่อมโยงถึงกันนั้นก็ไม่ทำให้เราหวั่นไหวได้อีกต่อไปแม้จะประสบเข้าโดยบังเอิญ ก็แสดงว่าเราได้คลายจากการยึดภาวะนั้น สิ่งนั้น ลงไปแล้วหนึ่งอย่าง

ตรัสว่าเมื่อเราเจริญ อนิจจสัญญา หรือสัญญาว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยง สัญญานี้จะนำไปสู่ อนัตตสัญญา หรือ สัญญาว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา และอนัตตสัญญานี้เองจะนำไปสู่ สันทิฏฐิกนิพพาน อันสามารถ ไถ่ถอนอัสมิมานะ หรือ ความเห็นว่าเป็นตนในปัจจุบันได้ ซึ่งสันทิฏฐิกนิพพานอันเป็นนิพพานที่เห็นได้ในปัจจุบัน คือ ดับความต้้องการได้เป็นครั้งๆนี้ เราต้องเพียรดับบ่อยๆค่ะ จึงจะพบความดับในเรื่องนั้นๆอย่างถาวรได้ในที่สุด 

ผลที่ต้องการในพุทธศาสนาต้องการการกระทำค่ะ และต้องทำอย่างไม่หวังผล ไม่ใช่อยู่ดีๆก็คิดว่าเราจะไม่ยึดสิ่งนั้นสิ่งนี้ 

จนเป็นเหตุให้การฝึกตนยากที่จะประสบผลสำเร็จ เนื่องจากเป็นการปรุงแต่งการยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น  การปรุงแต่งความยึดมั่นใหม่ ซ้อนการยึดมั่นเดิมที่ยังไม่ได้คลายขึ้นมา....อีกต่อหนึ่ง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 bepran ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 07/10/2014 เวลา : 09.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 15 : ทางแก้ว

"บางทีชาติภพแต่ละครั้งที่ผ่านไป
จะให้ประสบการณ์ตรง
ที่ค่อยๆเห็นความไม่เที่ยงทีละน้อยๆ
เข้าไปในสัญชาติญาณแห่งความไม่มีอะไรของเรา"

เชื่ออย่างนั้นเหมือนกันค่ะ เราคงต้องค่อยๆสะสมการเห็นนะคะ

ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 07/10/2014 เวลา : 09.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 14 : feng_shui
ขอบคุณมากค่ะ มาเยี่ยมกัน
ขอบคุณสำหรับงานวันที่ 5 ที่ผ่านมาด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 07/10/2014 เวลา : 09.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 13 : แม่หมี

ครอบครัว จัดเป็นหน่วยที่ย่อยที่สุดของสังคม จึงศรัทธาการ “ทำงานเพื่อสังคม” ของแม่หมีมากค่ะ มีหลายๆเหตุผลที่ทำให้เกิดความชื่นชมค่ะ เช่น

-ไม่สันโดษในเหตุคือขวนขวายทำตามกำลังแบบไม่ท้อ ไม่คิดว่าทำแค่นี้ก็พอ... “ทำให้สุดๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม”

-สันโดษในผล ในระดับสูงสุด คือ ไม่หวังผล เมื่อไม่หวัง ได้ผลเท่าไรก็เต็มทันที และสามารถวางในเป็นกลางกับผลที่ได้ คุณแม่หมีจึงไม่ทุกข์ในสิ่งที่ได้ทำเต็มกำลังแล้ว... “จึงพยายามที่จะดูแลอบรมลูกให้ดีที่สุด เมื่อเราจากไปเราก็คงไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว แต่หากเขาจะผิดเพี้ยนไปจากที่เราคิดไว้ เราก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะเราไม่รับรู้สิ่งใด”

-นำความทรงจำอันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตในปัจจุบัน ไม่ใช่คิดถึงอดีตอย่างหวนละห้อยอาลัยหาจนทำร้ายตนเองในปัจจุบัน... “มองในอดีตก็จะเลือกมองแต่ความทรงจำที่ทำให้เรามีความสุข นึกถึงตักของแม่ คำสอนของแม่แล้วเราก็เอามาบอกลูก”

-มีความเป็นผู้ว่าง่าย ยอมรับความเห็นของผู้อื่น... “บางทีวุ่นวายใจไม่รู้จะจัดการเรื่องใดก่อนดี มีตัวช่วยคือพ่อหมีกับพี่หมีใหญ่เขาจะมาบอกว่า. ทีละเรื่องเรียงลำดับก่อนหลังตามความสำคัญ”

-ใช้ปัญญาสอบสวนเพื่อแก้ไขปัญหา หรือ “วิมังสา” อยู่เสมอ “เมื่อมีสติก็มานั่งพิจารณา แล้วก็สางเรื่องที่มันยุ่งเหยิง. สางได้ก็เบาโล่ง สางไม่ได้ก็พักไว้ก่อน. ให้เวลากับตัวเองพิจารณา”

เวลาอ่านความเห็นของแม่หมีเกี่ยวกับการดูแลลูกๆทีไร ก็มักดีใจกับลูกหมีทีนั้นค่ะ ที่มีผู้ที่รักและพยายามเพื่อเขาอย่างไม่เคยหมดกำลังกาย กำลังใจเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 07/10/2014 เวลา : 09.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 12 : อิมกุดั่น
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยมกัน
สบายดีนะคะ

ความคิดเห็นที่ 15 bepran , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ทางแก้ว วันที่ : 07/10/2014 เวลา : 09.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

บางทีชาติภพแต่ละครั้งที่ผ่านไป
จะให้ประสบการณ์ตรง
ที่ค่อยๆเห็นความไม่เที่ยงทีละน้อยๆ
เข้าไปในสัญชาติญาณแห่งความไม่มีอะไรของเรา

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
feng_shui วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 21.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ความจริงคือความไม่เที่ยงแท้ จริงตั่งกล่าวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 iOkay , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่หมี วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 20.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

สำหรับแม่หมีอดีต ปัจจุบัน อนาคต. มันพันกันยุ่ง
มองในอดีตก็จะเลือกมองแต่ความทรงจำที่ทำให้เรามีความสุข นึกถึงตักของแม่ คำสอนของแม่แล้วเราก็เอามาบอกลูก ทำปัจจุบันของเราให้มีค่า ทำให้สุดๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม. คิดเอาเองว่าทำปัจจุบันให้ดีอนาคตก็น่าจะดี จึงพยายามที่จะดูแลอบรมลูกให้ดีที่สุด เมื่อเราจากไปเราก็คงไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว แต่หากเขาจะผิดเพี้ยนไปจากที่เราคิดไว้ เราก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะเราไม่รับรู้สิ่งใด การยึดมั่นถือมั่นเป็นเรื่องแม่หมีน่าจะมีเยอะเชียวค่ะ. แต่ก็พยายามมีสติละวาง ไม่งั้นห่วงไปหมด ห่วงจนทุกข์ เป็นคนปกติที่มีเรื่องราวสบายใจบ้างไม่สบายใจบ้าง แต่เมื่อมีสติก็มานั่งพิจารณา แล้วก็สางเรื่องที่มันยุ่งเหยิง. สางได้ก็เบาโล่ง สางไม่ได้ก็พักไว้ก่อน. ให้เวลากับตัวเองพิจารณา
บางทีวุ่นวายใจไม่รู้จะจัดการเรื่องใดก่อนดี มีตัวช่วยคือพ่อหมีกับพี่หมีใหญ่เขาจะมาบอกว่า. ทีละเรื่องเรียงลำดับก่อนหลังตามความสำคัญ
นี่ล่ะแม่หมีเยอะ....เข้ามาอ่านของคุณกับคุณหมอสมชัยแล้วได้แง่คิดดีๆ
บางครั้งต้องผ่อนลมหายใจ หายใจเข้าออกช้าๆ พอได้ทำเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกดี น่าจะเป็นเพราะชอบทำอะไรเร็วๆหลายอย่างพร้อมๆกัน คิดเร็ว ทำเร็ว พูดเร็ว ตนเตือนตน.....
อ่านคอมเม้นท์ครูแดงเรื่องผม. แม่หมีบอกทุกคนในบ้านว่าผมขาวมันช่วยให้แม่ดำเนินชีวิตง่ายจัง ไปไหนก็มีคนคอยดูแล ลุกให้นั่ง เข้าห้องน้ำสาธารณะนี่ก็ได้เข้าก่อน เป็นคนแก่นี่ดีจัง

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อิมกุดั่น วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 19.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/im
คลิกชื่อ "  อิมกุดั่น " เลือก "สารภาพ" แล้วพบกันที่.. http://www.oknation.net/blog/canvas 

ไม่ได้เห็นภาพวาดดอกไม้สวยงามเหมือนเมื่อก่อน
แต่มีดอกไม้ธรรมะเบิกบานงดงามไม่ต่างกัน สาธุค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 19.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 8 : ครูแดง
ขอบคุณมากค่ะที่มาเยี่ยมกัน
ความเชื่อที่เรายึดไว้ก็เป็นสิ่งปรุงแต่ง จึงธรรมดาที่จะไม่เที่ยงนะคะ
คิดถึงพี่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 18.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 7 : BlueHill
ใช่ค่ะ รูปลักษณ์ไม่แน่นอนจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 18.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 6 : ยามครับ

ขอบคุณมากค่ะ มาเยี่ยมกันเสมอๆ

ยิ่งศึกษา ยิ่งรู้สึกว่า ตัวเองมีสิ่งที่ยึดเยอะมากค่ะ

ก็ได้แต่พยายามน้อมมาพิจารณาเพื่อให้คลายการยึด แต่ไม่หวังผลค่ะ ก็ ... เราเป็นอยู่อย่างนี้มานานอย่างน้อยก็ในระยะเวลาทั้งชีวิตที่ผ่านมานี้ของเรา พอมาพึ่งธรรมในพุทธศาสนาเข้า จะให้เราคลายการยึด ให้เราผุดผ่องในทันทีทันใดนั้น คงไม่ได้ แค่พอจะดับได้ในยามที่มีสติก็น่าจะพอใจแล้วนะคะ

และพยายามอยู่กับปัจจุบันธรรม รู้ว่าปัจจุบันอยู่ได้ด้วยธรรมใด ทำปัจจัยในวันนี้ให้ดีเพื่อเป็นพื้นฐานให้วันข้างหน้านั่นเองค่ะ


ความคิดเห็นที่ 8 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ครูแดง วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 18.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

สวัสดีค่ะคุณณัฐรดา....
-คำมทักทายนี้...ก็เป็นการยึดมั่น ที่ไม่เที่ยงเช่นกันนะคะ

สาธุๆๆ กับธรรมะดีดี ที่เพียร ได้งดงามหมดจด
..........................................................
-สิ่งนี้ไม่เที่ยง แต่สิ่งนี้มีอยู่จริง....สังคมว่าอย่างไรไม่รู้ แต่ รู้ว่าลูกไม่สุข/แม้ไม่ทุกข์ แม่ก็ยอม....

"บางทีแม่ไม่สนใจเรื่องสีผมเลยปล่อยผมขาว แต่ลูกๆมักทนไม่ได้ที่คนอื่นๆในสังคมจะมองว่าแม่แก่ พอลูกไม่ชอบ ไม่สบายใจ อายเวลาไปไหนมาไหนกับแม่ แม่ก็เลยต้องไปย้อมผมเพื่อความสงบสุขของคนในครอบครัว แต่ถ้าแม่ไม่ใส่ใจ จะสีอะไรก็ช่าง ก็ไม่ทุกข์ที่ต้องย้อมผมค่ะ"....

-

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 17.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

รูปลักษณ์เป็นสิ่งภาพนอกนะครับ ไม่มีอะไรแน่นอน

ความคิดเห็นที่ 6 rattiya , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ยามครับ from mobile วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 16.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ขอบคุณมากครับ ได้อ่ารเรื่องราวละเอียดอ่อน เหมาะสำหรับการใคร่ครวญ โดยเฉพาะกับผมที่เพิ่งปลงศพคุณยาย เมื่อวาน

การศึกษาให้ถูกทาง เพื่อเข้าถึง ปัญญา และการรู้แจ้ง เพื่อการปลดทุกข์ นั้น ส่วนหนึ่ง คือ ต้องมีครูที่ดี ผมอ่านงานเขียนของพี่ณัฐรดา แล้วก็รู้สึกเห็นว่าเป็นประโยชน์ มากๆ ทำให้หายสงสัย หรือเข้าถึงบางสิ่ง

ผมเคยกลัวผี กลัวว่ายายจะตาย แต่มันนานมาแล้ว พอแกตาย ผมกลับมองเห็น ความจริง เรื่องความไม่เที่ยงของสังขาร กลับรู้สึกว่า นี่คือธรรมชาติ

ผมคิดว่า ผมเลิกความคิดหลายอย่างไป

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 14.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 : สิงห์นอกระบบ
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ
ยินดีที่ได้พบปะกันเมื่อวานนี้ด้วยค่ะ
...............................
ความเห็นที่ 2 : ชบาตานี
เคยเกิดอาการอย่างนี้เหมือนกันค่ะ
...............................
ความเห็นที่ 3 : ratiya

เป็นธรรมดาค่ะ ในเมื่อเรายังมีความเห็นว่าเป็นตนอยู่ ก็ย่อมอยากให้ตนเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

คำว่า “สังคม”นี้ รวมไปถึงคนในครอบครัวด้วยนะคะ เพราะครอบครัวเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม เพราะแม้ว่าบางที เราอาจใส่ใจในเรื่องตนน้อยลงจนอาจไม่สนใจว่าคนในสังคมจะมองตนอย่างไร แต่ก็ยังต้องสนใจความรู้สึกของคนในครอบครัวว่าเขายอมรับกับคนอื่นๆ เหมือนที่เรายอมรับได้หรือไม่

เลยพบว่า บางทีแม่ไม่สนใจเรื่องสีผมเลยปล่อยผมขาว แต่ลูกๆมักทนไม่ได้ที่คนอื่นๆในสังคมจะมองว่าแม่แก่ พอลูกไม่ชอบ ไม่สบายใจ อายเวลาไปไหนมาไหนกับแม่ แม่ก็เลยต้องไปย้อมผมเพื่อความสงบสุขของคนในครอบครัว แต่ถ้าแม่ไม่ใส่ใจ จะสีอะไรก็ช่าง ก็ไม่ทุกข์ที่ต้องย้อมผมค่ะ

ชอบวลีนี้ “มีก็ดี ไม่มีก็ได้, มีก็ได้ ไม่มีก็ดี” เพราะแสดงถึงผลการปฏิบัติที่ค่อยๆปรากฏเป็นขั้นๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 13.36 น.

บางครั้งเอารูปภาพเก่าๆมาดูเเล้วต้องทำใจค่ะ...เมื่อก่อนไม่ต้องย้อมผมหงอก..ตอนนี้ต้องทำค่ะ...เเบบนี้ถือว่าปลงสังขารไม่ได้ใช่ไหมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ชบาตานี วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 08.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

เมื่อตอนหนุ่มสาวเคยทรนงว่า สังขารอันแข็งแรงของเรา ไม่มีวันจะจากเราไป
แต่เมื่อถึงวัยใกล้เลข ๕ เกิดอุบัติเหตุ ร่างกาย หรือสังขารที่เราเคยหลงไหลได้ปลื้มมันว่า เราเอามันอยู่ สุดท้าย สัจธรรมก็บังเกิดกับตัวเอง และต้องยอมรับเสียทีว่า สังขารมันไม่เที่ยงเลยจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 07.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

อนุโมทนาครับ พี่ณัฐรดา

ความคิดเห็นที่ 1 rattiya , bepran ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 06/10/2014 เวลา : 07.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

หมอสมชัยเธอเพิ่งโพสต์เรื่องเกี่ยวกับการยอมให้ผู้อื่นตักเตือนตน การตักเตือนตนด้วยตน ในเอนทรี่
"ฆราวาสได้อะไรจากวันออกพรรษา"http://www.oknation.net/blog/movie-som/2014/10/04/entry-1
เห็นว่าเกี่ยวเนื่องกันค่ะจึงขอนำลิ้้งค์มาแปะไว้

เพราะหากยึดถือมั่นในอะไรบางอย่างอย่างเหนียวแน่น เราจะไม่สามารถเป็น ผู้ว่าง่าย ผู้ยอมให้คนอื่นตักเตือนได้ รวมถึงอาจไม่ยอมตักเตือนตนเองด้วยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน