*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553620
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< ตุลาคม 2014 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1504 , 13:42:13 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 12 คน bepran , คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว และอีก 9 คนโหวตเรื่องนี้

เวลาที่เราเกิดความรู้สึกทุกข์ใจด้วยอาการต่างๆ เช่น อึดอัดเพราะได้อารมณ์ที่ไม่ดี (โทมนัส), คับแค้นใจ (อุปายาส), แห้งใจ (โสกะ) เพราะเรื่องอะไรสักอย่าง เรามีทางเลือกอยู่สองทาง คือ หลงใหล และ ใคร่หาทางออก

ซึ่งเราจะเลือกทางใด ก็ขึ้นอยู่กับความเคยชินของการตัดสินใจ, ความยึด, ความอยากยึด, ความรู้, ความตั้งมั่นของจิต, ปัญญา และ ความเพียร ฯลฯ

หากเราเคยชินที่จะไหลไปตามความอยาก เราก็จะยอมรับเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์นั้นไว้ ยึดเรื่องราวนั้นๆไว้ในใจ ได้ทุกข์เพราะความคิด การกระทำทางกาย วาจา ไปต่างๆด้วย ความไม่รู้

หรือ แม้จะรู้ว่าไม่ควรยึดเพราะเป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่ก็ยังอยากยึดเพราะ การพิจารณาที่ยังไม่ถ้วนทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังการเห็นโทษที่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากไม่ได้พิจารณาทั้งคุณ โทษ ทางออก จนวางใจเป็นกลางกับเรื่องนั้นๆ การเห็นผิด เห็นเหตุแห่งทุกข์ว่าเป็นความสุข คือเห็นคุณของการได้เสพสุขเวทนาจากการคิดไปตามใจอยากทั้งๆที่สิ่งที่คิดไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบันและการจดจำการคิดนั้นว่าเป็นสุข ด้วยไม่รู้ว่าทั้งการคิด ทำ พูด เพื่อเสพ การเสพ และการจดจำสิ่งต่างๆเหล่านั้นจะนำทุกข์ที่ยิ่งขึ้นมาให้ จึงอยากยึดเรื่องนั้นไว้ด้วย ความรู้ไม่ทั่ว  

เราจึง “หลงใหลในทุกข์”เพราะอวิชชา คือ ความไม่รู้ ความรู้ไม่ทั่ว นี้ และความที่ปัญญามาไม่ทันสถานการณ์ เราจึงปล่อยใจให้ไหลไปตามความคิดจนยากที่จะหยุดความคิดนั้นๆได้ หรือแม้จะรู้ตัวขึ้นมาว่ากำลังปล่อยใจให้ไหลตามความอยาก ก็ยังยากที่จะห้ามใจ ไม่สามารถหยุดคิด พูด ทำไปตามใจเพราะความที่จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น มีกำลังใจมากพอที่จะละไปจากเรื่องนั้นๆได้

จนกว่าเราจะได้ไตร่ตรองตามธรรมที่ได้ทรงจำไว้ (โยนิโสมนสิการ อันเป็นบุพพนิมิตแห่งมรรค) จนเห็นตรงตามความเป็นจริง (สัมมาทิฏฐิ)  เห็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ ไม่ใช่เห็นเป็นสุข เห็นเรื่องนั้นๆและสิ่งที่เกี่ยวข้องกันเป็นทุกข์ คือตั้งอยู่ได้เพียงชั่วขณะ เห็นว่าทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แล้วก็ดับ เห็นว่าเรื่องราวในความเป็นจริงนั้นดับไปแล้ว แต่ที่เรื่องนั้นยังตั้งอยู่ในใจเราราวกับไม่เคยจากไปไหนก็เพราะการยึดไว้ด้วยความพึงพอใจบ้าง ด้วยความขัดเคืองบ้าง ด้วยการไม่เห็นการเกิดและดับบ้าง ด้วยการยอมให้กิเลสครอบงำจิตจนคิดเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง  

จึงดำริที่จะออกจากทุกข์เพราะการเบียดเบียนนั้นๆ (สัมมาสังกัปปะ - ดำริที่จะออกจากกาม,ดำริออกจากความเบียดเบียน,ดำริออกจากความพยาบาท)

ผลของการเห็นตรงสภาวะและการดำริดังกล่าว จึงทำให้ได้ไตร่ตรองจน รู้ หน้าที่หรือ กิจ ที่ต้องทำในเรื่องต่างๆคือ

รู้ด้วยการกำหนดว่าสิ่งที่ประสบเฉพาะหน้าใดบ้าง เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาจนเห็นทั่วทั้งคุณ โทษ ทางออก จนวางใจเป็นกลางได้

รู้ว่าควรละเหตุที่ทำให้ตนเบียดเบียนตนให้ได้ทุกข์ พาตนให้ตกต่ำ ซ้ำยังเป็นเหตุให้ตนเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย วาจาต่างๆ เช่น การคิดไปตามใจอยากอันเป็นเหตุให้ตนหม่นหมอง รุ่มร้อนอยู่ในใจ, การเสพสุขเวทนาที่ได้จากการคิดอันเป็นเหตุให้โลกในความคิดต่างจากโลกในความจริง จนวันหนึ่งตนต้องทนทุกข์เพราะทนรับความจริงไม่ได้ อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบันไม่ได้, การสอดส่ายสายตา หู เพื่อรับรู้เรื่องราวอันนำมาสู่การปรุงแต่งไปตามใจอยากอันยิ่งทำให้อกุศลวิตกจรเข้ามาได้บ่อยยิ่งขึ้น ฯลฯ

รู้ว่าควรหาวิธีที่จะละความยึดมั่น ความคิดนั้นๆ ทำให้ไม่มี ทำให้เกิดขึ้นใหม่อีกไม่ได้

เมื่อรู้ว่าต้องทำอะไร หรือ ไม่ทำอะไร เพื่อนำไปสู่ความดับแล้ว ก็ลงมือทำอย่างจริงจัง เช่น

การเตรียมจิตให้พร้อม ให้มีกำลังเพื่อสามารถละไปจากอารมณ์นั้นได้ และ เพื่อให้สามารถรู้เห็นตามที่เป็นจริง ด้วยการฝึกสมาธิ (สัมมาสมาธิ)

สำรวมกาย ตั้งสติติดตามสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อป้องกันการฟุ้งซ่าน รวมไปถึงการพิจารณาหาแง่มุมต่างๆของเรื่องนั้นและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นที่จรเข้ามา หรือเมื่อประสบเฉพาะหน้า เพื่อสามารถวางใจเป็นกลางได้ (สัมมาสติ)

ละจากอารมณ์นั้นเมื่อมีสติ รู้ตัวว่ากำลังถูกอารมณ์นั้นๆครอบงำอยู่ด้วยอุบายต่างๆ (สัมมาวายามะ)

พระธรรมเจดีย์ (จูม  พนฺธุโล) เคยถามพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ราวกับจะตั้งข้อสังเกตว่าสัมมาวายามะ ต่างจากสัมมาสังกัปปะอย่างไร โดยท่านถามพระอาจารย์มั่นว่า สัมมาวายามะนั้นคือการละอกุศลวิตกแล้ว ทำไมต้องมีสัมมาสังกัปปะอีก

พระอาจารย์มั่นตอบว่า

“ต่างกัน เพราะ สมฺมาวายาโมนั้น เป็นแต่เปลี่ยนอารมณ์ เช่น จิตฟุ้งซ่าน หรือ เป็นอกุศลก็เลิกนึกถึงเรื่องเก่าเสีย มามีสติระลึกอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล จึงสงเคราะห์เข้าในกองสมาธิ ส่วน สมฺมาสงฺกปฺโป มีปัญญาพิจารณาเห็นโทษของกาม เห็นอานิสงส์ของเนกขัมมะ จึงได้คิดออกจากกามด้วยอาการที่เห็นโทษ หรือเห็นโทษของพยาบาทวิหิงสา เห็นอานิสงส์ของเมตตากรุณา จึงได้คิดละพยาบาทวิหิงสา การเห็นโทษและเห็นอานิสงส์นี้แหละ จึงผิดกับ สมฺมาวายาโม ท่านจึงสงเคราะห์เข้ากองปัญญา

เมื่อเพียรอย่างไม่ถอยหลังในการสร้างเหตุคือการกระทำ แต่ไม่หวังผลคือความสำเร็จอันอาจก่อให้เกิดทุกข์ใหม่ซ้ำซ้อนขึ้นมา ฯลฯ ในที่สุดก็จะรู้ ว่า งานใดได้ทำแล้ว งานใดกำลังทำอยู่ และ ยังไม่ได้เริ่มทำเพื่อนำไปสู่ความดับ

สิ่งที่จะทำให้รู้ได้ว่ากิจอะไรควรทำ หรือกิจใดได้ทำแล้ว ก็คือการได้อารมณ์นั้นๆเฉพาะหน้าโดยบังเอิญ หรือ เมื่ออารมณ์นั้นๆจรมาสู่ใจ หรือ การน้อมนึกถึงเรื่องนั้นๆขึ้นมาในยามที่จิตเป็นสมาธินั่นเอง

หากพบว่าความรู้สึกทุกข์ค่อยๆลดน้อยลง ก็แสดงว่าความยึดมั่นค่อยๆน้อยลงแล้ว จนวันใดที่ได้อารมณ์นั้นๆแล้วไม่เดือดร้อน ไม่สะดุ้ง ไม่กลับมาสะดุ้ง ก็แสดงว่าได้พบภาวะที่ไร้ทุกข์ในเพราะเรื่องนั้นแล้ว (นิโรธ)

ส่วนใหญ่ เราไม่ทันได้เห็นว่าเราพบภาวะที่ไร้ทุกข์เพราะสมุทัยนั้นแล้ว ไม่ทุกข์เพราะเรื่องนั้นแล้ว มักเป็นเพียงรู้ว่าเรื่องนั้นๆจรเข้ามาแล้วก็จรจากไป ไม่สะดุ้งหวั่นไหว จิตเสมอราบเรียบเหมือนจิตในขณะที่เรื่องนั้นยังไม่จรเข้ามา

มักมารู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อได้หยิบเหตุการณ์นั้น

และภาวะที่จิตเสมอนั้น

มาพิจารณาซ้ำ หรือ เกิดสะดุดใจ

ว่า อารมณ์ที่เคยทำให้หวั่นไหวที่เพิ่งผ่านไป 

ไม่ทำให้ตนหวั่นไหวได้อีกแล้ว 

หลังจากที่ได้อารมณ์นั้นอีกในครั้งต่อมา

จึงได้รู้ว่าตนพ้นจากทุกข์เพราะเรื่องนั้นๆมาครั้งหนึ่งแล้ว เหตุแห่งทุกข์ในครั้งนั้นได้ละไปหมดแล้ว 

ความเพียรปฏิบัติตามองค์มรรคเท่านั้นค่ะ ที่จะทำให้ได้พบภาวะไร้ทุกข์เพราะอารมณ์ได้ แต่ ถึงแม้จะพ้นทุกข์ได้แล้วเรื่องหนึ่งก็ไม่พึงวางใจ

เพราะยังมีเรื่อง ให้ค้นหา ให้หยิบมาพิจารณา อีกหลายต่อหลายเรื่อง

ดังที่พระสังฆราชทรงเคยบรรยายว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะรีบหมดกิเลส รีบนิพพาน

จนล่าช้าในการปฏิบัติ

พระองค์ตรัส

ว่า เป็นเพราะ เรา

“มีกิเลสมากดังภูเขา” ... นั่นเองค่ะ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Cat@ วันที่ : 14/10/2014 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

สาธุ

ความคิดเห็นที่ 10 bepran , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ชบาตานี วันที่ : 14/10/2014 เวลา : 18.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

"ลงมือทำอย่างจริงจัง " วลีนี้ เป็นตัวเตือนสติให้เราไม่นิ่เฉยที่จะปล่อยมันไป

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , ครูแดง ถูกใจสิ่งนี้ (2)
BlueHill วันที่ : 14/10/2014 เวลา : 15.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

กิเลสที่เป็นภูเขาขึ้นง่ายกว่าภูเขาจริงเยอะเลยครับ

ความคิดเห็นที่ 8 ครูแดง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 14/10/2014 เวลา : 08.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณพี่แดงมากค่ะ
มาเยี่ยมกันในยามเช้า
เช้าวันนี้อากาศดีนะคะ ลมหนาวโชยมาอ่อนๆ
พี่คงสบายดีนะคะ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูแดง วันที่ : 14/10/2014 เวลา : 07.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

สวัสดียามเช้าเจ้าค่ะ...

ธรรมะบทนี้ สะท้อนความจริงในการปฏิบัติมาก....

-เมื่อมีสัมมาวายามะแล้ว สัมมาสังกัปปโป ต้องตามมาติดๆ...
วางแล้วต้องหาทางออกด้วย สาธุๆๆ

ความคิดเห็นที่ 6 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 14/10/2014 เวลา : 04.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 3 : สิงห์นอกระบบ
ถึงจะทำได้ยาก แต่ก็คงทำได้ในที่สุดนะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 14/10/2014 เวลา : 04.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 : ยามครับ
ขอบคุณมากค่ะ มาเยี่ยมกันเสมอๆ

ความคิดเห็นที่ 4 แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 14/10/2014 เวลา : 04.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 : แม่หมี
ถ้าจะยกตัวอย่างให้ตรงตามคำตรัสที่ว่า รักษาตนคือรักษาผู้อื่น รักษาผู้อื่นคือรักษาตน การปฏิบัติตนของแม่หมีนี้ ยกขึ้นมาได้เทียบเคียงเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 13/10/2014 เวลา : 16.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ใจร้อน หงุดหงิดง่าย ถ้าจะทำยากครับ พี่ณัฐรดา

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ วันที่ : 13/10/2014 เวลา : 15.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

สาธุ ได้ประโยชน์อย่างยิ่ง ต้องอ่านซ้ำอีกหลายรอบ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 13/10/2014 เวลา : 15.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

บางครั้งอารมณ์มันพาไป...

พอมาคิดอีกที อย่างถี่ถ้วน ก็จะมีสติ ไม่ควรเล้ย...

อย่างที่น้องณัฐบอก "มักมารู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อได้หยิบเหตุการณ์นั้น และภาวะที่จิตเสมอนั้น มาพิจารณาซ้ำ

หรือ เกิดสะดุดใจว่า อารมณ์ที่เคยทำให้หวั่นไหวที่เพิ่งผ่านไป

ไม่ทำให้ตนหวั่นไหวได้อีกแล้ว หลังจากที่ได้อารมณ์นั้นอีกในครั้งต่อมา..."

เป็นอย่างนี้ซะทุกที(ในอดีต) แต่พอมีตำแหน่งสว. กลับมีน้อยลง เพราะมีวุฒิภาวะ และที่สำคัญ เราสอนลูกให้คิดดีทำดี มีสติ แต่ตัวอย่างไม่ดีแล้วลูกจะรู้สึกอย่างไร

ความเป็นแม่มันค้ำคอ เลยต้องปฎิบัติดี

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน