*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553620
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< ตุลาคม 2014 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1351 , 11:10:12 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน แม่หมี , rattiya และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

เวลาที่เราพบหรือรู้ว่าใครสักคนทำสิ่งดีๆขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อตัวเขาเองหรือเพื่อผู้อื่น หรือ ได้รับผลจากการกระทำที่ดีที่เขาได้ทำลงไปแล้ว เรามักมีใจพลอยยินดีตาม บางคราว เราถึงกับเปล่งคำ “อนุโมทนา” หรือ “ยินดีด้วยนะ” ออกมาให้เขาได้รับรู้ความรู้สึกพลอยยินดีด้วยนั้น

การอนุโมทนานั้นเป็นสิ่งที่ดีค่ะ เพราะทำให้ผู้ทำกรรมอันงามนั้น มั่นใจ มั่นคงในการกระทำ และการอนุโมทนาอย่างบริสุทธิ์ใจก็ทำให้เราค่อยๆไกลจากอรติ หรือ การริษยา การไม่ใยดี

จิตที่คิดอนุโมทนาก็คือ มุทิตา องค์ธรรมหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ อันทำให้เราปฏิบัติต่อมนุษย์ สัตว์ ทั้งปวงโดยชอบนั่นเอง

แม้มุทิตาจะเป็นธรรมที่ดี แต่เราก็ควรทราบถึงข้าศึก หรือ ธรรมอันเป็นศัตรูคู่ปรับ ที่ทำให้มุทิตานั้นเสียไป ไม่นำไปสู่ความเป็นชีวิตประเสริฐตามวัตถุประสงค์ของพรหมวิหาร ซึ่ง ข้าศึกใกล้ของมุทิตา คือ โสมนัส  ส่วน ข้าศึกไกลก็คือ อรติ ดังที่ได้กล่าวถึงแล้ว (ข้าศึกใกล้ บางทีก็เรียกว่า "เสี้ยน" ค่ะ)

หากเราเห็นใครสักคนวุ่นวายใจเพราะอกุศลวิตก จนเราพลอยไม่สบายใจตามไปด้วย ต่อมา ได้เห็นเขาพิจารณาหาเหตุผลจนละจากอกุศลวิตกได้ เราก็พลอยยินดีตามที่เขาพ้นจากความทุกข์ใจ ที่เราพลอยยินดีตามเขาเพราะอะไร ควรนำมาพิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยค่ะ เพราะอาจนำไปสู่ได้ทั้งความยึดมั่นและความว่างจากการยึดมั่น

เพราะ

หากเราพลอยยินดีตามที่เขารักษาความสงบของจิตเอาไว้ได้ ก็เพื่อที่เราจะได้เสพเวทนา เสพสิ่งดีๆจากเขา เช่น พลอยยินดีที่เขาพบความสงบในใจเพื่อที่เขาจะได้มีจิตใจเบิกบาน พูดจากับเราด้วยความแจ่มใส จนทำให้

 “ตา” เราได้เห็นภาพของอากัปกิริยาที่น่าชื่นใจ

 “หู” เราได้ยินเสียงที่สดใส สบายหู เนื่องมาจากการที่เขาไม่หงุดหงิดจนความอดทนลดต่ำลง กระทั่งอาจจะก้าวล่วงออกมาทางวาจาได้หากมีอะไรมากระทบใจ

“ใจ” เราอาจยินดีตามเพราะมีวัตถุประสงค์อื่นที่น่ายินดีตามมาอีก เช่น ผู้บริหารที่ยินดีที่พนักงานไม่มีเรื่องกวนใจ เพื่อจะได้สร้างผลงานได้ถึงเป้าหมายของบริษัท

ฯลฯ

หากเรามีมุทิตาด้วยเหตุเหล่านี้ ก็คือมีมุทิตาด้วยพอใจในการเสพโสมนัสที่เกิดเพราะมีเขาเป็นปัจจัย โลภอยากได้สิ่งดีๆสำหรับตนหรือเกี่ยวเนื่องกับตน

เมื่อมีการเสพ ก็มีตัวตนผู้เสพ มีผู้ที่เป็นเหตุให้ตนได้เสพ ซึ่งนอกจากจะจึงยิ่งเพิ่มพูนการยึดมั่นในความเห็นว่า “เป็นตน”, ความเห็นว่า“ เป็นของตน” แล้ว ยังทำให้เกิดฉันทาคติ อันทำให้ไม่สามารถมองสภาวะต่างๆด้วยใจที่เป็นกลาง เป็นอุเบกขาได้

แต่

หากเราพลอยยินดีกับเขา ที่เขามีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ, มีความเห็นตรงสภาวะว่าธรรมทั้งหลายเป็นสภาพเกิดดับ, เพราะเขามีการฝึกตนจนมีสติ ไม่ลืมหลง จึงระลึกรู้ได้ว่าอกุศลวิตกจรเข้ามา, เพราะไม่ยอมให้อกุศลธรรมครอบงำจิตเขาจึงพิจารณาหาเหตุผลจนอกุศลธรรมไม่สามารถตั้งอยู่ในใจได้, เพราะการพิจารณาที่น้อมลงสู่ความว่างของเขา เขาจึงสงบอยู่ได้กลางภาวะที่ไม่น่ารื่นรมย์ ฯลฯ

และเพราะการที่เขา "มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ จนทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน มีตนเป็นเกาะ" เราจึงเห็นเขาสงบอยู่ได้ จึงทำให้เรายิ่งมั่นใจว่า ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นอกาลิโก หากมีผู้นำมาปฏิบัติเมื่อใด จิตก็ได้รับผลเมื่อนั้น ความว่างที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็นการนำออกจากทุกข์ได้จริง ความดับของทุกข์ที่เกิดจากการพิจารณาความว่างนั้น เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงเพราะอย่างน้อยก็มีผู้ปฏิบัติที่ปฏิบัติแล้วเกิดผลสำเร็จจนเรามองเห็นได้ เราก็จะยิ่งเพิ่มพูนการเห็นคุณค่าของการพิจารณาเพื่อน้อมลงสู่ความว่าง และหมั่นพิจารณาน้อมลงสู่ความว่างตามไปด้วย

การที่จะว่างจากการยึดมั่นได้ ไม่ใช่การบอกใจว่าอย่ายึดมั่น ไม่ใช่การตักเตือนตนแต่เพียงว่าธรรมทั้งปวงยึดมั่นไม่ได้เพราะความที่เป็นอนัตตา แต่ต้องมาจากการพิจารณา การตามเห็น ทั้งสภาวะที่เกิดจากตัวเราและผู้อื่นค่ะ เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจกลายเป็นนัตถิกทิฏฐิไปได้

“ การพิจารณาเห็นสังขารเป็นอนัตตา เว้นโยนิโสมนสิการ อาจกลายเป็นนัตถิกทิฏฐิไปก็ได้ ฉะนั้น พึงปรารถนาโยนิโสมนสิการกำกับ จะได้กำหนดรู้สัจจะทั้ง ๒ คือ :-

๑ สมมติสัจจะ จริงโดยสมมติ เช่น สังขารผู้ให้เกิด ชายสมมติว่าเป็นบิดา หญิงสมมติว่าเป็นมารดา เป็นต้น

๒ปรมัตถสัจจะ จริงโดยปรมัตถ์ คืออรรถอันลึก เช่น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นต้น กระจายให้ละเอียดออกไปได้อีกเพียงใด ยิ่งลึกเพียงนั้น ย่อมเป็นจริงโดยปรมัตถ์”

พระมหาเฉลียว เฉโก อุปกรณ์ธรรมวิจารณ์  โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย หน้า ๘ - ๙



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 18/10/2014 เวลา : 16.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขออภัยค่ะ ความเห็นที่ 16 ตกไป
ประโยคที่ตกไปคือ "ในเอนทรี่นี้มีประโยคที่ว่า "โลภอยากได้สิ่งดีๆสำหรับตนหรือเกี่ยวเนื่องกับตน" ค่ะ"

ความคิดเห็นที่ 16 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 18/10/2014 เวลา : 15.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ในเอนทรี่นี้มีประโยคที่ว่า
ความหมายก็คือ เราทุกคนล้วนมีความโลภหรือโลภะเป็นพื้น เราโลภอยู่เสมอ (สมโลโภ) จนเป็นปกติจนไม่รู้สึกว่าเป็นความโลภ เราโลภทั้งวันตั้งแต่ตื่นจนหลับ

ตื่นเช้า เราอยากดื่มกาแฟสักถ้วยก่อนเริ่มกิจวัตรประจำวัน อยากมีของขบเคี้ยวเล็กๆน้อยๆแกล้มกับกาแฟ อยากใส่เสื้อผ้าชุดนั้นชุดนี้เพื่อเราจะได้ดูดีในสายตาบุคคลทั่วไป อยากได้บรรยากาศในการทำงานดีๆ อยากมีเวลาว่างนั่งพักสบายๆ อยากไปช็อปปิ้ง .....

เหล่านี้เป็นความโลภที่เรามีเสมอๆในชีวิตจนเราดูไม่ออกว่าเป็นความโลภ แต่ถ้าเราอยากได้บางอย่างมากกว่าปกติ ความโลภนั้นจึงโดดออกมา (วิสมโลโภ) จนเราสังเกตได้ ระบุได้ ว่านี่คือความโลภ

ความโลภมักมาคู่กับความเพ่งเฉพาะ (อภิชฌา) การเพ่งเฉพาะนี้แม้จะเกิดอยู่ในใจ ไม่เกิดโทษแก่ผู้อื่น ก็เกิดโทษแก่ตัวเราเอง เช่น เพ่งเฉพาะที่ผิวพรรณที่ดูสดใส เราก็ร้อนรุ่มอยู่ในใจว่าเราไม่อยากแก่ จึงเบียดเบียนตนเองด้วยความเพ่ง ความคิด

แต่ถ้าเพ่งเฉพาะเพราะความโลภที่เป็นโทษ โลภอยากได้ของเขา เรียก อภิชฌาวิสมโลโภ อย่างนี้เบียดเบียนทั้งตัวเอง ทั้งผู้อื่น ทั้งสองฝ่ายเลยค่ะ

แต่ทั้งสมโลโภ และ วิสมโลโภ เป็นสิ่งที่เราๆยังละไม่ได้ค่ะ เพราะยังมีความเห็นว่าเป็นตนอยู่ เมื่อมีตน ก็รักตน รักสิ่งและบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับตน มีความสำคัญในตนที่เห็น (มานะ) ว่าตนมีความสำคัญอย่างไร มีสิ่งที่ควรกับตนอย่างไร และเพราะเราไม่ได้อยู่ลำพังในโลก จึงมีการเปรียบเทียบตนกับบุคคลอื่นๆ แล้วเห็นว่าตนเสมอเขา ดีกว่าเขา ต่ำกว่าเขา ถ้าไม่มีสติคอยควบคุมกำกับ กิเลสหนาก็ย่อมมีแก่เราดังคำตรัส

บุคคลเป็นผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ
ไม่สำคัญว่าเสมอเขา ไม่สำคัญว่าเลิศกว่าเขา
ไม่สำคัญว่าด้อยกว่าเขา ในโลก
กิเลสหนาย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น
ขุ.ม.(แปล) ๒๙/๙๐/๒๘๐

สังเกตถึงคำว่า “กิเลสหนา” ค่ะ
แต่เราๆยังละมานะไม่ได้ จึงเพียงฝึกสติให้คอยกำกับดูแลตนอย่าให้ทำในสิ่งที่เกิดโทษ พยายามลดโทษไปเรื่อยๆ สร้างสิ่งที่ควรสร้าง ควรเจริญไปเรื่อยๆ ที่ยังติดข้องอยู่ก็ให้รู้ว่ายังข้อง สิ่งไหนไม่ติดแล้วก็ให้รู้ว่าไม่ติดแล้ว ไม่ควรคิดว่าเราจะไม่ติดข้อง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดได้เพราะความคิด แต่เกิดเพราะเหตุปัจจัยที่เราสร้าง หากเราตามเห็นความไม่เที่ยงไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นในความเป็นอนัตตา เมื่อเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปตามปรารถนา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็จะดับความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เกิดเป็นครั้งๆได้ เมื่อพบความดับได้ จึงจะไถ่ถอนความเห็นว่าเป็นตนอย่างแท้จริงได้

เราได้แต่เพียรตามเห็นจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 15 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 18/10/2014 เวลา : 09.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 11 : แม่หมี

การที่เราไม่ซ้ำเติมใคร เป็นกุศลที่เราสร้างเองค่ะ เพราะเชื่อในกรรมแห่งกรรม ใครทำอย่างไรก็ได้รับผลอย่างนั้น เขาทำผิด เขาก็รอรับผิดอยู่แล้ว น่าสงสารที่เขาไม่ได้พิจารณาให้เห็นผลก่อนทำจึงได้ทำลงไปจนทำให้ต้องรอรับผลจากการกระทำ เราไปซ้ำเติมก็คือเราไม่สงสาร ไม่เมตตาตนเอง ที่ขณะนั้นเรากำลังร้อนรุ่มด้วยความโกรธจนก้าวล่วงออกมาทางวาจาด้วยการก่นด่าเขา

เพราะการด่าว่าไม่ช่วยอะไร มีแต่การพยายามแก้ไขเท่านั้นที่ช่วยได้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 14 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 18/10/2014 เวลา : 09.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 10 : สมชัย
ขอบคุณสำหรับการขยายความเพิ่มเติมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 18/10/2014 เวลา : 09.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 8 -9 : Ratiya

“มีคำถามค่ะ ไม่ทราบว่าจะออกนอกเรื่องหรือเปล่า
การที่ทำบุญ...ให้ทาน..มิได้หวังผลเพื่อตนเองเเต่อยากให้ผลกรรมดีนี้มีผลต่อลูกเเทน...ถือว่าเป็นการทำบุญหวังตอบเเทนด้วยหรือเปล่า..(.ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้เเต่ก็ทำให้สบายใจค่ะ)”

การเห็นว่าบุญมีผลเป็นสัมมาทิฏฐิค่ะ การที่หวังว่าผลบุญให้ตกผู้ที่เกี่ยวเนื่องด้วยตน แม้จะไม่ได้หวังเพื่อตนแต่ก็เป็นการหวังในผลของบุญเช่นกันค่ะ คือหวังว่าผลนั้นจะไปตกแก่ผู้ที่ตนรัก ตนยอมสละผลที่จะได้ เพื่อคนที่ตนรัก

การจะไม่หวังผลบุญนั้นยากมากค่ะ บางที เราคิดว่าเราไม่หวัง แต่ลึกๆแล้วเราแอบหวังโดยที่เราไม่รู้ตัว

มีเรื่องการ “โกงบุญ” มาเล่าค่ะ

ก่อนหน้าที่จะศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ดิฉันเคยทำบุญแล้วคิดว่า ตนเองไม่หวังผลอะไร ไม่จำเป็นต้องมีผลอะไรมาตอบแทนตน จนวันหนึ่งคุณพ่อประสบอุบัติเหตุจนโคม่าอยู่หลายวัน ดิฉันถึงกับขออุทิศบุญที่เคยทำมาให้คุณพ่อปลอดภัย มีชีวิตรอดต่อไป

พอผ่านเหตุการณ์นั้นไปจึงได้รู้ว่า ที่จริง ตนเองก็ยังยึดในผลของบุญอยู่ เพียงแต่ปรุงแต่งจิตด้วยการ “น้อม” ไปสู่การว่างจากการยึดเท่านั้น ยังไม่สามารถไม่ยึดอย่างแท้จริง ซึ่งการยึดในผลบุญอาจจะมาจากหลายๆเหตุผล เหตุผลหนึ่งที่ได้รู้ก็คือ การโกงบุญค่ะ คือตนรู้ว่า หากทำบุญโดยไม่หวังผล อานิสงส์จากการไม่หวังนั้นมีมากกว่าการหวัง จึงไม่ได้หวังแบบเจาะจงเป็นรูปเป็นร่าง แต่ “จอง” ผลเอาไว้ก่อน รอให้ผลไว้ตอบแทนด้วย “สิ่งที่เหมาะ” ใน “ยามที่ต้องการ”

พอรู้เหตุผลแล้วอายค่ะ

แต่การที่จะไม่ยึดอย่างแท้จริงนั้นคือผลที่มาจากเหตุ อยู่ๆเราจะบอกว่าเราจะไม่ยึดแล้วนั้น ไม่ได้ แต่ต้องมาจากการตามเห็นทั้งคุณคือความสุข และโทษคือการมีตัวตนหมุนวนไปรับความสุขนั้นๆซึ่งทำให้ต้องพบทุกข์ตามไปด้วย และทางออกโดยการน้อมธรรมที่พึงน้อมเข้ามาในตนต่างๆ (กำลังรวบรวมพระสูตรเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ค่ะ) สั่งสอนจิตให้ค่อยๆเห็นตรงตามความเป็นจริงที่น้อมเข้ามาในตน เมื่อปัญญาเห็นแจ้งขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะหมดการยึดได้เอง

ธรรมทั้งปวงทั้งสังขารและวิสังขารล้วนเป็นอนัตตา ไม่เป็นไปตามปรารถนา การไม่หวังผล ไม่ยึดมั่น ก็เช่นกันค่ะ ดังนั้นจึงไม่ขึ้นกับความปรารถนา แต่ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย เราเพียรทำเหตุปัจจัยไปเรื่อยๆก็คือการค่อยๆหมุนออกเหมือนเกลียวตะปู ทำได้ครบถ้วน พรั่งพร้อมเมื่อไหร่ ก็หมุนออกได้เมื่อนั้น แต่ระหว่างที่ยังหมุนอยู่ ก็ไม่ต้องกังวลว่าเกลียวตะปูยาวแค่ไหน ต้องหมุนอีกนานเท่าไหร่ เมื่อไหร่จะหมุนออกไปจนหมด เพราะจะกลายเป็นเหตุแห่งทุกข์ใหม่

แค่รู้ตัวว่ากำลังหมุนเกลียว ก็พอค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 18/10/2014 เวลา : 09.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 7 : ยามครับ
ขอบคุณมากค่ะ แวะมาเสมอๆ

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 18/10/2014 เวลา : 08.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

คนที่เห็นใครทำอะไรดีๆแล้วรู้สึกดีไปด้วย เรียกได้ว่า เป็นคนจิตใจงาม

แต่ทางกลับกัน ใครทำอะไรดีก็ไม่เห็นดีด้วยแถมยังตำหนิ แบบนี้น่าสงสารเขามาก ใจมืดบอด

ความคิดเห็นที่ 10 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 18/10/2014 เวลา : 06.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขออนุญาต เจ้าของเอ็นทรี่ เพื่อแสดงความเห็นอีกครั้ง
มุทิตาจิต เป็นสภาวะจิตที่ละเอียด มากกว่า สภาวะจิต ที่เป็น เมตตา และกรุณา เพราะมี กิเลส ตัวที่เป็น มานะ คือ การเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นตัวที่ละเอียดมาก เข้ามาร่วมด้วย

เรามีเมตตา อย่างให้คนอื่น มีความสุข เช่นเดียวกับเราที่ต้องการความสุข
เรามีกรุณา อย่างให้เขาพ้นทุกข์ เพราะเราก็ไม่อยากเจอทุกข์

ทั้งสองสภาวะจิตนี้ เป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคน ไม่มีการเปรียบเทียบ
แต่ มุทิตา เป็นการยินดีในความสุข ความสำเร็จของผู้อื่น จึงมีการเปรียบเทียบเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสิ่งนี้มีอยู่ในขันธสันดานของมนุษย์เป็นปกติ และการเปรียบเทียบนี้จึงนำมาเปรียบกับตน เปรียบกับสิ่งที่ตนผูกพัน เช่น คนรัก พ่อ แม่ บุตร ธิดา เพื่อนสนิท เป็นต้น

ดูภาษิตไทย ประโยคหนึ่ง “จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน”

นี่คือคำอธิบายสิ่งที่เป็นปกติของสังคมมนุษย์ เมื่อมีการเปรียบเทียบเกิดขึ้น มุทิตาจิตจึง ถูกสิ่งที่เรียกว่า โสมนัส ที่ไม่เสมอเข้าแทรก แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องน่าอาย เป็นเรื่องที่ปกติจริงๆ ในคนที่ยังต้องวนเวียนในโลก ขอให้สบายใจได้ เพียงแต่พระบรมศาสดาได้ตรัสสอน การอบรมจิตให้ยิ่งขึ้นไป ด้วยการปฏิบัติดังที่ เอ็นทรี่นี้เสนอมา

นั่นคือ ยินดีกับผู้ที่ ได้ดี เพราะเชื่อในกฎแห่งกรรมว่า การทำดี ย่อมได้ดี เขาจึงเป็นตัวอย่างให้กับเราว่า กฎแห่งกรรมนี้เป็นจริง เราจึงต้องปฏิบัติเหตุเพื่อเกิดผลดังกล่าว

ทีนี้อาจมีคนสงสัยว่า ทำไมบางคน ทำชั่วแล้วได้ดี นั่นเพราะว่า เป็นกฎสมมติทางสังคม ที่ยอมรับกัน หรือการตรวจสอบทางสังคมยังสาวไม่ถึง เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะทำใจอย่างไร เช่น อิจฉา เพราะรู้ว่า เขาโกงจนได้ดี แบบนี้ก็เป็นสภาพจิตที่เป็นรอยด่างในใจเราเอง หรือเกิดโสมนัส ว่าเขาทำแบบนี้ ได้ผลอย่างนี้ อยากทำบ้าง แบบนี้ก็เป็นการเพิ่มคนชั่วขึ้นมาอีกคนในสังคม

กรณีเช่นนี้ ต้องใช้สภาวะจิต ที่เรียกว่า กรุณา คือสงสารคนที่ตกทุกข์ คือสงสารคนชั่วที่ได้ดี ว่าเขากำลังต้องประสบทุกข์กับสิ่งที่เขาทำไม่วันใดวันหนึ่ง น่าสงสารที่เขาทำอะไรไปโดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้น มีทุกข์เป็นวิบาก

มีโอกาสก็หาทางตักเตือน เตือนไม่ได้ ก็ต้องวางใจ เป็นอุเบกขา ดังนี้เป็นต้น

ส่วนกรณีที่คุณรัตติยาถามเจ้าของเอ็นทรี่ ผมขอตอบเสริมนิดหนึ่งว่า อันบุคคลที่เป็นมารดา ย่อมรักบุตรอยากให้บุตรมีความสุขความเจริญ เป็นกุศลจิต เพราะนี่คือธรรมชาติ ที่ต้องมีในมนุษย์ เป็นความเมตตา กรุณา ที่มีในจิตใจครับ ส่วนบุญส่วนกุศลที่ดีงาม ตนเองก็อยากสละให้กับคนที่เรารัก สิ่งนี้เป็นสิ่งทีมีอยู่เช่น ความรักในสถานะแม่ลูก แต่ยามใดที่เรามีเมตตา กรุณา ต่อผู้อื่นเทียบเทียมกับบุตรธิดาเรา นั่นจึงเป็น เมตตา กรุณา ที่ไม่มีประมาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากๆ มันต้องเกิดจากสภาพจิตที่หลุดพ้นจากการยึดติดว่านี่ตัวเรา ของเรา สภาพจิตนี้เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่การนึกคิดหรืออ่านหรือฟังมา

ดังนั้นไม่ต้องคิดมากครับ ทำในสิ่งที่เราตรองดูเองได้ว่าสมควรทำหรือไม่ทำ เรื่องการหลุดพ้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะทำให้ได้ด้วยการคิดครับ มิเช่นนั้นจะกลายเป็น เหตุแห่งทุกข์ ไป จิตใจต้องค่อยๆขัดเกลาจากหยาบไปสู่สิ่งที่ละเอียด เรายังต้องเกิดอีกไม่รู้กี่ชาติภพ เมื่อรู้ตัววันนี้ก็เริ่มวันนี้ ถึงเมื่อไรไม่ต้องไปกำหนดครับ เดี๋ยวจะกลายเป็น ยึดติดในความไม่ยึดติดไป ซึ่งพบมากมายในกลุ่มผู้ที่เริ่มปฏิบัติธรรม หรือผู้ที่ปฏิบัติแบบหลงนิพพาน ตามที่เป็นข่าวอยู่ให้เห็น

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 18/10/2014 เวลา : 02.54 น.

มีคำถามค่ะ ไม่ทราบว่าจะออกนอกเรื่องหรือเปล่า
การที่ทำบุญ...ให้ทาน..มิได้หวังผลเพื่อตนเองเเต่อยากให้ผลกรรมดีนี้มีผลต่อลูกเเทน...ถือว่าเป็นการทำบุญหวังตอบเเทนด้วยหรือเปล่า..(.ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้เเต่ก็ทำให้สบายใจค่ะ)

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 18/10/2014 เวลา : 02.46 น.

"ความหมายก็คือ ตัวเราเท่านั้นที่รู้เองว่า กิเลสเรามีมากขึ้น หรือน้อยลง ตัวเราย่อมรู้ตัวเราดี ผู้อื่นไม่สามารถมาวัด มาคำนวณหรือคาดคะเนเองได้ และสิ่งที่รู้เองนี้ ไม่จำเป็นต้องแสดงตนให้ใครรู้ ไม่ต้องนั่งหลับตา ทำปากมุบๆมิบๆ ดังนั้นการที่เราจะระบุใครคือผู้บรรลุ ใครคือ อริยะบุคคล จึงเป็นสิ่งที่เหลวไหล คาดการณ์กันเองทั้งนั้น ตนเองเท่านั้นย่อมรู้ตนดี"

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ยามครับ วันที่ : 17/10/2014 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

โดนใจตรงที่ว่า ----การที่จะว่างจากการยึดมั่นได้ ต้องมาจากการพิจารณา การตามเห็น ทั้งสภาวะที่เกิดจากตัวเราและผู้อื่นค่ะ เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจกลายเป็นนัตถิกทิฏฐิไปได้

อนุโมทนาสาธุ กับการเผยแพร่ธรรมะ อย่างต่อเนื่องครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 17/10/2014 เวลา : 18.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 3 : สมชัย
ขอบคุณมากค่ะ ที่มาช่วยขยายความ

เนื้อความในเอนทรี่ห้วนไปหน่อยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 17/10/2014 เวลา : 17.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 : bepran
ขอบคุณมากค่ะ มาเยี่ยมกันเสมอ
ปีติ สุข เป็นอาหารของจิตอยู่แล้วนะคะ เพียงแต่ว่าเหตุให้มา จะมาจากไหนเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 4 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 17/10/2014 เวลา : 17.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 : Kibangkok

ขอบคุณค่ะมาเยี่ยมกัน

การให้ สิ่งที่ตามมาคือความสุขอย่างแน่นอนค่ะ ในเบื้องต้นก็คือ สุขที่เห็นว่าตนสามารถเอาชนะความตระหนี่ได้ สุขที่ได้ทำบุญด้วยการจุนเจือผู้อื่นในยามที่เขาเดือดร้อน เพื่อที่ว่าผลบุญอาจย้อนมาส่งให้ในยามที่เราเดือดร้อน ทำให้มีผู้ยื่นมือมาช่วยเหลือบ้าง หรือก็คือเชื่อว่าบุญมีผล

ในทางพุทธศาสนา หากมีการอบรมตนมากขึ้นเรื่อยๆ สุขก็จะค่อยๆเลิศขึ้น เป็นสุขเพราะได้ทำในสิ่งที่ควรทำคือการสละโดยไม่หวังผลใดๆมาตอบแทนคืนตน เพราะเมื่อมีผลที่ตนหวังว่าจะตอบแทนกลับมา ก็ต้องมีตัวตนผู้หวัง การไม่หวังผลจึงเป็น จาคะ การสละอย่างแท้จริง เพราะสละในทุกๆเรื่อง เช่น เงินทอง, สิ่งของ, ผลของบุญ, ความเห็นว่าเป็นตน, เสียงสรรเสริญการกระทำของตน ฯลฯ

ซึ่งตรงนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เอาชนะยากพอๆกับทำสงครามเลยทีเดียวค่ะ

ส่วนมุทิตาที่เล่ามาในเอนทรี่นี้ ก็คือโดยปกติเรามักมีมุทิตาที่ยังไม่บริสุทธิ์ เช่น เมื่อลูกรับรางวัล เราก็พลอยยินดีกับลูกด้วย ที่เราพลอยยินดีด้วยส่วนหนึ่งก็มาจากเพราะเราได้เสพสุขทางใจหรือโสมนัสที่ได้เห็นลูกเราประสบความสำเร็จนั่นเองค่ะ และเพราะโสมนัสนี้เองที่ทำให้มีการแบ่งเขาแบ่งเรา เราจึงไม่สามารถยินดีกับทุกคนที่ได้รับรางวัลอย่างเสมอกันได้ หรือก็คือ ไม่สามารถมีมุทิตาที่ไม่เป็นประมาณได้ (ตามตัวอย่างที่คุณสมชัยยกมาขยาย)

แต่การที่มุทิตาจะไม่บริสุทธิ์อย่างนี้ก็เป็นเรื่องปกติค่ะ พระพุทธเจ้าจึงให้เรากำหนดรู้อย่างตรงไปตรงมา ยังไม่บริสุทธิ์ก็ให้รู้ว่ายังไม่บริสุทธิ์ เราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงผลที่ปรากฏกับจิตได้ ได้แต่เพียรทำเหตุคือการพิจารณาไปเรื่อยๆ เห็นด้วยจิตเมื่อไหร่ มุทิตาก็บริสุทธิ์ได้เมื่อนั้น

บางที สิ้นชีวิตนี้ยังไม่ทราบว่าจะฝึกสำเร็จหรือเปล่านะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 rattiya , ยามครับ และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
สมชัย วันที่ : 17/10/2014 เวลา : 15.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

สิ่งที่คุณณัฐรดา แสดงในบทความนี้ เป็นเรื่องของสภาวะจิตของแต่ละบุคคล ถ้าได้ไตร่ตรองดูก็สามารถรู้ได้ แต่โดยมากมักข้ามไปเพราะการปรุงแต่งตามอารมณ์ที่เข้ามาทางทวารทั้งหลาย ผมขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ที่ทุกคนเคยประสบกันมาแล้วทั้งสิ้น

ทุกคนยืนดูการรับเหรียญรางวัล จากการแข่งขัน ที่จบสิ้นลง ทีมที่เราชอบ, คนที่เราเชียร์, คนที่เรารัก อาจเป็นลูก สามี ภรรยา เพื่อนรัก เหล่านี้ จากนั้น มีการให้รางวัล กับ ผู้อื่นก่อน ทุกคน ต่างปรบมือแสดงความยินดีให้กับผู้ได้รับรางวัล นี่คือการแสดงมุทิตาจิต ยินดีกับความสำเร็จผู้อื่น

จากนั้นก็มาถึง คิว การให้รางวัล กับบุคคลที่เราผูกพัน ตามที่กล่าวมาข้างต้น เรารู้สึกอย่างไรขณะนั้น ปรบมือ กระทืบเท้า แรงที่ปรบมือ เพิ่มทวีคูณ โสมนัส ที่เกิดขึ้น มันมาก มันแรงกว่า การให้รางวัล คนแรกไหม มีใครขณะนั้น มีสติ ตรองดู สภาวะจิต ขณะนั้นบ้าง โดยมากก็เปล่า นี่คือ เหตุใกล้ของมุทิตา โสมนัสที่มาจากการยึดติด โสมนัสไม่เสมอกัน กับผู้ที่ได้รับรางวัล สองคน และขณะนั้น เราไม่สามารถจะรู้ว่า ผู้ที่ยืนปรบมือ ทั้งหมด สภาวะจิตเขาเป็นอย่างไร โสมนัสเสมอหรือไม่เสมอ

อีกตัวอย่างหนึ่ง

การประกวดนางงาม ขณะนั้น เหลือเพียงสองคน ที่จะตัดสินว่า ใครจะได้ครองมงกุฎ พิธีกรขอประกาศผู้ที่จะได้ตำแหน่งรองก่อน ขณะนั้นคนสองคนที่เป็นคู่แข่งอยู่ เขามีสภาวะจิตเป็นเช่นใด ไม่มีผู้ใดรู้ อาจจะต่างลุ้นให้อีกฝ่าย ถูกประกาศก่อนก็ได้ เมื่อประกาศเสร็จ ผู้แพ้ก็เข้าสวมกอด ผู้ชนะ แสดงความยินดี ด้วย มุทิตา แต่สภาวะจิตในช่วงนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตนเอง เศร้าใจ หรือ อาจจะยินดีจริงๆก็ได้ เรื่องเช่นนี้พิสูจน์อะไรไม่ได้ เพียงแต่ผู้ที่มีสภาวะจิตที่ โสมนัส ไม่มีประมาณ ไม่ถูกโสมนัสที่เลือกฝักเลือกฝ่าย เขาผู้นั้น จิตใจย่อมผ่องใสเอง ผู้อื่นหาได้ประโยชน์จากตรงนั้นไม่ ยามที่เธอมีสภาวะจิตเช่นนี้เกิดขึ้น กลับไปบ้านก็หลับฝันดี จบกันไป ไม่ยึดติด แต่ถ้าไม่สามารถมีสภาวะจิตเช่นนั้นได้ ก็ต้องกลับไป คร่ำครวญ เศร้าโศก ว่า ตัวเราน่าจะได้มากกว่า

ดังนั้นสิ่งต่างๆทั้งหลาย ที่อธิบายในเอ็นทรี่นี้ ก็เป็นสิ่งที่พระบรมศาสดา สอนให้อบรมให้มีขึ้น เพื่อความผาสุกของตน เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องแสดงให้ผู้อื่นใดรับรู้รับทราบ เพราะเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องเฉพาะตน ตนเองผ่องใสก็ตนเอง ผู้ใดรับไปหาได้ไม่ ความผ่องใสนี้จะมอบให้แก่ผู้ใดก็ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นการปฏิบัติอบรมให้มีจิต ดังเช่น บทความในเอ็นทรี่นี้ จึงทำให้เกิด สภาวะ โสมนัส ที่เสมอขึ้นมา ซึ่งก็คือ มุทิตา แท้ๆ ที่ไม่มีเสี้ยนคือ โสมนัสที่แกว่งขึ้นลงไม่เสมอ ตามแต่สิ่งที่ยึดถือ นั่นเอง

ผมอาจขยายความยาวกว่าเจ้าของเอ็นทรี่ ก่อนจบขอฝาก พระสูตรหนึ่ง ที่เรียกว่า นาวาสูตร

“ภิกษุทั้งหลาย รอยนิ้วมือหรือรอยนิ้วหัวแม่มือย่อมปรากฏที่ด้ามมีดของนายช่างไม้ แต่ช่างไม้หารู้ไม่ว่าวันนี้ด้ามมีดของเขาสึกไปประมาณเท่านี้ เมื่อวานนี้สึกไปประมาณเท่านี้ วันก่อนๆสึกไปประมาณเท่านี้ นายช่างไม้มีความรู้สึกแต่เพียงว่าสึกไปแล้ว สึกไปโดยแท้ ข้อนี้ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุปฏิบัติธรรมอยู่ ก็หารู้ไม่ว่า วันนี้มีกิเลศและอาสวะทั้งหลายของเราหมดไปแล้วประมาณเท่านี้ เมื่อวานหมดไปแล้วเท่านี้ วันก่อนๆหมดไปแล้วเท่านี้ แต่เมื่อกิเลสและอาสวะสิ้นไปหรือหมดไปแล้วนั่นแหละ เธอย่อมรู้ว่า หมดไปแล้ว สิ้นไปแล้ว ฉันนั้นแล”

ความหมายก็คือ ตัวเราเท่านั้นที่รู้เองว่า กิเลสเรามีมากขึ้น หรือน้อยลง ตัวเราย่อมรู้ตัวเราดี ผู้อื่นไม่สามารถมาวัด มาคำนวณหรือคาดคะเนเองได้ และสิ่งที่รู้เองนี้ ไม่จำเป็นต้องแสดงตนให้ใครรู้ ไม่ต้องนั่งหลับตา ทำปากมุบๆมิบๆ ดังนั้นการที่เราจะระบุใครคือผู้บรรลุ ใครคือ อริยะบุคคล จึงเป็นสิ่งที่เหลวไหล คาดการณ์กันเองทั้งนั้น ตนเองเท่านั้นย่อมรู้ตนดี

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
bepran from mobile วันที่ : 17/10/2014 เวลา : 13.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bepran

คงเพราะโสมนัสคืออาการฟูพองของใจที่เกิดจาก'ตน'พบอาหารที่น่ายินดีกระมังครับ

ความคิดเห็นที่ 1 rattiya , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
Kibangkok วันที่ : 17/10/2014 เวลา : 11.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaithai
สีน้ำ(มือสมัครเล่น)และเรื่องราวชิวชิวที่ไร้สาระของผู้ชายหน้าแก่     .    ลุงกิ๊..

การให้ โดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน แม้กระทั่งความสุข คือ สุดยอดของการใช้ชีวิตมนุษย์และการปฏิบัติธรรมขั้นสุดยอดของมนุษย์

ในความเป็นจริง ยังไม่มีใครทำแบบนี้ได้เลยครับ ไม่มีเลยครับ
หากทำได้ นั่นคือความสุขขั้นสุดยอด แม้ทำได้สักเล้กน้อย ก็สุขปิติจริงๆๆ

แต่เท่าที่เห็นในทุกวันนี้ หลายคนรวมทั้งผม ทำดีแล้ว PR มันดูเหมือนกันทำดี แต่จริงๆๆแล้วมันแค่การทำการตลาดให้กับชีวิตเท่านั้นครับ ไม่ใช่ความสุขอะไรที่จีรังเลยครับ ผ่านมาแล้วก้ผ่านไป แล้วเราก็ลืม

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน