*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553620
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< พฤศจิกายน 2014 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1368 , 09:14:26 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน INDYLOVE , bepran และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

ธรรมคือเมตตานั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะ เป็นพื้นฐานของธรรมต่างๆทั้งธรรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญแก่ตน และทั้งธรรมที่เป็นเหตุให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ เช่น

-เป็นเหตุให้เกิดศีลที่มาจากใจ

-เป็นเหตุให้เกิดขันติ

-เป็นเหตุเกิดของปัญญา

-เป็นเหตุระงับความโกรธ ความพยาบาท

-เป็นเหตุให้สงเคราะห์กัน

ฯลฯ

เพราะเมตตามีคุณค่าถึงขนาดนี้ จึงได้รวบรวมพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ในที่ต่างๆแล้วจัดรวมเข้าในหัวข้อสำคัญๆไว้ คือ ความหมายของเมตตา ความสำคัญของเมตตา วิธีอบรมเมตตาและอานิสงส์ของเมตตา

จะขอยกมาบันทึกไว้ดังต่อไปนี้ค่ะ

ความหมายของเมตตา

๑)

เมตตา มีความหมายว่าปรารถนาให้เป็นสุข เป็นความหมายใกล้เคียงทำนองเดียวกับสงสารที่ไม่อยากให้เป็นทุกข์ ไม่อยากเห็นเป็นทุกข์ เมื่อใดเกิดความสงสารจริงใจ ไม่อยากเห็นความทุกข์ของใครก็ตาม ก็เข้าใจได้ว่า เมื่อนั้น เมตตาเกิดแล้ว

กรุณา มีความหมายว่าพยายามช่วยด้วยใจจริงให้พ้นทุกข์ ให้เป็นสุข และไม่ว่าเมื่อพยายามช่วยแล้วจะเกิดผลแก่ผู้รับความกรุณาเพียงใดหรือไม่ ก็เป็นกรุณาจริง อันเกิดแต่เมตตาจริง”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๔๗

๒)

เมตตา มิตร ไมตรี สามคำนี้เป็นคำอันหนึ่งอันเดียวกัน เมตตาคือความรักใคร่ปรารถนาจะให้เป็นสุข มิตร คือผู้มีเมตตาปรารถนาสุขประโยชน์ต่อกัน ไมตรี คือ ความมีเมตตาปรารถนาดีต่อกัน”

ความเข้าใจเรื่องชีวิต หน้า ๖๔

๓)

“เมตตาที่แท้จริง ที่จริงใจ แยกจากกรุณาไม่ได้ เมตตาต้องคู่กับกรุณาเสมอ คือ สงสารแล้วต้องปรารถนาจะช่วย ต้องหาทางช่วย สงสารคือเมตตา พยายามช่วยคือกรุณา”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๔๘

๔)

“ความคิดที่ว่า มีความสงสารผู้ใดผู้หนึ่ง หรือ ความคิดที่ว่ามีความเมตตาผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งมีความทุกข์ให้เห็นอยู่ แต่ไม่มีความรู้สึกเลยที่จะพยายามช่วยให้พ้นทุกข์ ให้ได้เป็นสุข หรือ แม้มีทางที่จะช่วยได้ก็มิได้ช่วย เช่นนี้เป็นความใจดำ ไม่ใช่เป็นความสงสาร ไม่ใช่เป็นความมีเมตตา และไม่ใช่เป็นความมีกรุณา”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๔๗

๕)

“เพียงมีความคิดว่า น่าสงสาร เมื่อเห็นคนในสภาพเป็นทุกข์ คิดแล้วก็ผ่านไป ไม่สนใจแม้เพียงคิดจะช่วยให้พ้นสภาพน่าสงสารให้ได้เป็นสุข เช่นนี้ไม่ใช่เมตตา สงสารแล้วพยายามหาทางช่วย ความสงสารนั้นจึงจะเป็นเมตตา คือ เมตตาแล้วต้องกรุณา ไม่มีกรุณา คือ พยายามช่วยก็ไม่มีเมตตา มีแต่เพียงความคิดว่าน่าเมตตาเท่านั้น ความคิดนั้นจึงไม่ถึงกับเป็นเมตตา

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๔๘

ความสำคัญของเมตตา

๑)

พุทธศาสนิกชนผู้นับถือพุทธศาสนา แม้ไม่สนใจที่จะอบรมเมตตาให้อย่างยิ่ง ก็เหมือนไม่สนใจในความสงบเย็นเป็นสุขของตนเอง ไม่สนใจที่จะปฏิบัติตนเป็นผู้มีปัญญา ทั้งๆที่ย่อมรู้ว่า ผู้มีปัญญานั้น เป็นที่ยกย่องสรรเสริญทุกที่ทุกกาลเวลา

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๒๕

๒)

สติ ปัญญา และ เมตตา กรุณา เป็นความสำคัญอย่างยิ่งของทุกคน เป็นสิ่งช่วยให้คนเป็นคนสมบูรณ์ขึ้น งามพร้อมขึ้น จึงพึงเพิ่มพูนทั้งสติ ปัญญา และ เมตตา กรุณา ซึ่งสามารถอบรมได้พร้อมกัน ให้เกิดผลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

ก่อนจะพูด จะทำอะไร พึงมีสติรู้ว่า แม้พูด แม้ทำลงไป จะเกิดผลอะไรตามมา เป็นความเสียหายแก่ผู้ใดหรือไม่ ต้องใช้ปัญญาในตอนนี้ให้พอเหมาะพอควร พร้อมทั้งใช้เมตตา กรุณา ให้ถูกต้อง เว้นการพูดการทำที่จะเป็นเหตุแห่งความกระทบกระเทือนใจแก่ผู้ฟังโดยไม่จำเป็น”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด หน้า ๔๒

๓)

พระพุทธศาสนาเกิดแต่พระปัญญาสูงสุดของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระปัญญาก็เริ่มแต่พระเมตตา เป็นเหตุที่แท้จริง ทรงมุ่งมั่นอบรมพระปัญญาจนรุ่งเรืองเต็มที่ก็ด้วยทรงมีพระพุทธปรารถนาจะช่วยทุกข์ของสัตว์โลกเท่านั้น มิใช่ทรงมุ่งมั่นเพื่ออะไรอื่น เมตตา จึงสำคัญที่สุด

ทุกคนมีความแตกต่าง ไม่เสมอกันด้วยปัญญา และถ้าพิจารณาให้ประณีตจริงแล้ว น่าจะเห็นได้ว่าเป็นเช่นนั้นเพราะเหตุใด คือ ย่อมจะเห็นได้พอสมควรว่า ผู้มีเมตตามาก มีความเย็นมาก มีความสงบมาก ผู้นั้นจะมีปัญญาปรากฏให้เห็นในเรื่องทั้งหลายมากกว่าผู้อื่น จึงควรคิดได้ว่า เมตตา เป็นเหตุสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่ความมีปัญญาได้”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด หน้า ๗๒

๔)

เมตตา...เป็นเหตุให้เกิดขันติ คือ ความอดทน ผู้มีขันติเป็นผู้มีเมตตา อีกนัยหนึ่งก็คือ เมตตาเป็นเหตุให้เกิดขันติ คือ ความอดทน

เมื่อต้องการจะเป็นผู้มีขันติ ต้องนำเมตตามาใช้ คือ ต้องคิดด้วยเมตตาเป็นประการแรกแล้วจึงพูด จึงทำ ด้วยเมตตาตามต่อมา

เมื่อได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ได้กระทบเรื่องใด สิ่งใด ผู้คนใด ที่รุนแรงหยาบกระด้าง ไม่ประณีต ไม่งดงามแก่ตา แก่หู เป็นต้น แม้ใจหวั่นไหวไม่ว่ามากหรือน้อย เมื่อสติเกดรู้ตัว เห็นความหวั่นไหว ความเร่าร้อนแห่งจิตของตน อันเกิดแต่ความโกรธก็ตาม ความคับแค้นใจ ความน้อยใจ ก็ตาม ความเศร้าเสียใจ ทุกข์โทมนัสใจก็ตาม ผู้ไม่มีขันติจะพูด จะทำ เพื่อระบายความกดดันในใจออก...

แต่ผู้มีขันติพอสมควร จะระงับความกดดันให้อยู่แต่ภายใน ไม่ให้ระเบิดออกเป็นการกระทำ คำพูด ไม่ให้รู้ไม่ให้เห็น ไม่ให้ประจักษ์ ไม่ให้กระทบกระเทือนผู้เป็นเหตุไม่ให้มีเสียง มีเรื่อง เกี่ยวกับตน มาถึงตน”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด หน้า ๘๔-๘๕

๕)

 “ผู้มีเมตตา ย่อมเป็นผู้มีศีล

เมตตากับศีลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมอ ยากจะแยกจากกันได้ ผู้มีศีลก็คือผู้มีเมตตา ผู้มีเมตตา ย่อมเป็นผู้มีศีล ผู้ไม่มีศีล คือ ผู้ไม่มีเมตตา เพราะศีล คือความไม่เบียดเบียนด้วยประการทั้งปวง ไม่เบียดเบียนทั้งตนเอง และไม่เบียดเบียนทั้งผู้อื่น”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด หน้า ๙๑

๖)

“ไม่มีความสบายใด จะเสมอด้วยความสบายใจ และความสบายใจจะไม่เกิดแต่เหตุใดเสมอด้วยเหตุคือเมตตา การอบรมเมตตาจึงสำคัญ จึงจำเป็น”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด หน้า ๘๘

๗)

“เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลกแน่นอน โลก ก็มิได้หมายถึงอะไรหรือใครที่ไหน ก็หมายถึงตัวเรานี้แหละเป็นสำคัญ ตัวเราของเราทุกคนนี้แหละคือโลก เมตตา เป็นเครื่องค้ำจุนตัวเราทุกคนนี้แหละ”

การบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่ หน้า ๘๕

 วิธีอบรมและอานิสงส์ของเมตตา

๑)

“เหตุสำคัญที่สุดที่จะอบรมเมตตาได้สำเร็จ คือ ต้องเชื่อด้วยจริงใจเสียก่อนว่า เมตตามีผลวิเศษสุด พระพุทธศาสนาที่ประเสริฐเลิศล้ำไม่มีเสมอเหมือน ก็เกิดขึ้นได้ด้วยมีเมตตาเป็นพื้นฐาน มีปัญญาเป็นยอด คือ เกิดด้วยพระเมตตาและพระปัญญาของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๔๐

๒)

การอบรมเมตตาต้องใช้ความคิดเป็นกำลังสำคัญ คิดให้ใจอ่อนละมุนเพียงใดก็ทำได้ เช่นเดียวกับคิดให้ใจเร่าร้อนราวกับน้ำเดือดก็ทำได้ นั่นก็คือ คิดให้เมตตาก็ได้ คิดให้โกรธแค้นเกลียดชังก็ได้ ท่านจึงสอนให้ระวังความคิด ให้ใช้ความคิดให้ถูก ให้ชอบ ให้มีเมตตายิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๒๕

๓)

“เมตตาเป็นเครื่องดับความโกรธได้ และ เมตตาก็หาใช่การคิดหรือพูดว่า จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดเท่านั้นไม่ ผู้ปรารถนาจะเป็นผู้มีเมตตา ต้องอบรมใจอย่างจริงจัง ต้องคิดจนใจอ่อนละมุนด้วยเมตตา เห็นใจในความทุกข์ของเพื่อร่วมทุกข์ทั้งปวง ไม่ว่าเห็นหน้าใครก็จะเห็นความทุกข์ของเขาเสมอไป แม้เป็นเพียงคิดเอาเท่านั้นว่าคนนั้นคนนี้อาจจะกำลังมีทุกข์เช่นที่ตนเองเคยมี อันการคิดถึงใจตนยามเมื่อทุกข์ร้อนนั้น เป็นวิธีที่จะทำให้เข้าใจซาบซึ้งในความทุกข์ของผู้อื่นได้ เราทุกข์เป็นอย่างไร คนอื่นทุกข์ก็เช่นเดียวกัน ปรารถนาจะได้รับความเมตตาเห็นใจ ช่วยคลายทุกข์ให้ด้วยกันทุกคน”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๘๘

๔)

“กล่าวอีกอย่างก็คือ ให้คิดหาเหตุผลเพื่อให้เกิดเมตตาในผู้ที่ตนอยากจะโกระนั่นเอง การที่จะเกิดเมตตาขึ้นเฉยๆโดยไม่มีเหตุผลสำหรับบางคนที่มีพื้นจิตใจสูงด้วยเมตตานั้นเป็นไปได้ คือ แม้ไม่มีเหตุผลก็มีเมตตาได้ แต่สำหรับบุคคลทั่วไป ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ จะทำให้เกิดเมตตาได้ง่ายกว่าไม่มีเหตุผลเลย ดังนั้น เหตุผลจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรปลูกให้มีประจำจิตใจทุกคน เพราะเหตุผลหรือจะเรียกว่า ปัญญา ก็ได้ เป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้ประอบในการบริหารทุกเรื่อง ทุกเวลา ทั้งเรื่องโลภ ทั้งเรื่องโกรธ ทั้งเรื่องหลง”

วิธีฝึกใจไม่ให้โกรธ หน้า ๔๒

๕)

การพยายามมองคนในแง่ดี ในแง่ที่น่าเห็นอกเห็นใจ พยายามหาเหตุผลมาลบล้างความผิดพลาดบกพร่องของคนทั้งหลาย และการพยายามคิดว่าทุกคนเหมือนกัน เป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ ด้วยกัน ไม่ควรจะถือเป็นเราเป็นเขา และเมื่อไม่ถือเป็นเราเป็นเขาแล้ว ก็ย่อมไม่มีการมุ่งร้ายต่อกันเป็นธรรมดา ความปรารถนาดีต่อกันย่อมมีได้ง่าย และนั่นแหละ เป็นทางนำมาซึ่งความลดน้อยลงของความทุกข์”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๓๘

๖)

”คิดให้ดี คิดให้ถูกต้อง ดับทุกข์ร้อนในใจได้จริง

คิดให้ดี คิดให้ถูกต้อง จักเกิดเมตตาอันจักเป็นเหตุให้มีขันติที่ถูกแท้ ดับทุกข์ร้อนในจิตใจได้จริง ไม่เพียงแต่อดทนบังคับกายวาจาไม่ให้แสดงออกเท่านั้น แต่ใจเร่าร้อนอยู่

เมตตา...เหตุแห่งขันติที่ถูกแท้ จะเกิดดับทุกข์ดับร้อนในจิตใจได้จริงก็ต้องคิดให้ถูกต้อง ถึงผู้เป็นเหตุแห่งเสียงทั้งหลาย เรื่องทั้งหลาย อันนำให้เกิดความเร่าร้อนขุ่นมัว คือ ต้องคิดให้ตระหนักแก่จิตใจว่า ใจของผู้เป็นเหตุอยู่ในระดับเดียวกับเสียง กับเรื่อง ที่เขาก่อ เสียงและเรื่องที่หยาบรุนแรงเลวร้าย จะเกิดก็แต่ใจที่หยาบรุนแรงเลวร้าย และใจเช่นนั้นที่ก่อให้เกิดเสียงเกิดเรื่องเช่นนั้น ย่อมทำให้เจ้าของใจนั้นหาความสุขสงบไม่ได้ ใจเช่นนั้นจึงควรได้รับความเมตตาจากผู้มีเมตตาทั้งหลาย ไม่ใช่ควรได้รับความโกรธแค้น ขุ่นเคือง”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด หน้า ๘๖-๘๗

๗)

“ผู้มีกัลยาณมิตร คือ มีมิตรดี หมายความว่ามีมิตรที่ไม่ตามใจให้ทำความผิดร้าย ความไม่ดีต่างๆ มีมิตรที่คอยตักเตือน เมื่อทำผิด ทำมิชอบ มีมิตรที่มีปัญญาสามารถช่วยแก้ไขป้องกันมิให้คิดผิด พูดผิด ผู้ใดทำตัวเป็นกัลยาณมิตรของใครๆได้ ผู้นั้นคือ ผู้ให้เมตตาต่อใครๆนั้น”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๓๖

๘)

“เมื่อลูกหลานออกมาเห็นโลกเป็นครั้งแรก สิ่งที่มารดาบิดาปู่ย่าตายายควรนึกถึงนั้น คือ ความน่าสงสารอย่างยิ่งของทารกน้อย ชีวิตแห่งความทุกข์ของเขาเริ่มจริงแล้ว ทุกชีวิตจริงๆไม่ว่าเด็กคนไหน ไม่ว่าลูกใครหลานใคร เมื่อมาสู่โลกเมื่อไร เข้าสู่เงื้อมมือของความทุกข์เมื่อนั้น เช่นนี้แล้ว จะไม่น่าเมตตาได้อย่างไร”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๓๒

๙)

การหัดตาย ด้วยเริ่มตั้งแต่ความกลัวตายอย่างทารุณโหดร้าย เช่นนี้ มีคุณเป็นพิเศษแก่จิตใจ จะสามารถอบรมบ่มนิสัยที่แม้เหี้ยมโหดอำมหิต ปราศจากเมตตากรุณาต่อชีวิตร่างกายผู้อื่น สัตว์อื่น ให้เปลี่ยนแปลงได้ ความคิดที่จะประหัตประหารเขา เพื่อผลได้ของตน ก็จะเกิดได้ยาก หรือ จะเกิดไม่ได้เลย

การพยายามหัดตายให้รู้สึกหวาดกลัวการถูกประหัตประหารชีวิตตนนั้น เมื่อทำไว้เสมอ ก็จะเกิดผลเป็นความเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้อื่นที่จะต้องหวั่นกลัว

เช่นเดียวกัน ความเมตตาปรานีชีวิตผู้อื่น สัตว์อื่น ก็จะเกิดได้แม้จะไม่เกิดมาก่อน ซึ่งก็เป็นการเมตตาปรานีชีวิตตนเองพร้อมกันไปด้วยอย่างแน่นอน”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด หน้า ๓

๑๐)

“เรารักตัวเรา คนอื่นก็รักตัวเขา เราไม่อยากให้ใครทำเช่นไรกับเรา คนอื่นก็ไม่อยากให้เราทำเช่นนั้นกับเขา เราอยากให้คนอื่นทำดีกับเราอย่างไร คนอื่นก็อยากให้เราทำดีกับเขาอย่างนั้น

ขอให้พยายามคิดถึงความจริงข้อนี้ให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะมีสตินึกได้ จะเป็นคุณแก่ตนเองอย่างยิ่ง การคิด พูด ทำ ทั้งหมดจะเป็นไปอย่างดีที่สุด ไม่เป็นการทำร้ายผู้อื่น ไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด หน้า ๓๔

๑๑)

“การอบรมเมตตาก็เช่นเดียวกับการทำอะไรๆหลายอย่าง จะให้บังเกิดผลก็จะต้องทำเสมอ ทำติดต่อกันเป็นนิตย์ แล้วก็จะบังเกิดผลจริง”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๒๗

๑๒)

“เมตตาไม่พอ เมตตาไม่พอ “ คาถาป้องกันโทสะ

มีเป็นอันมากที่รู้ความเป้นผู้มักโกรธของตน รู้โทษนั้น เมื่อปรารถนาจะหนีให้พ้นโทษของความโกระ ก้พึงรับความจริงว่า เมตตาเท่านั้นที่จะดับโกรธได้ เมตตาเท่านั้นที่จะป้องกันมิให้ความโกรธรุนแรงได้

บางทีจึงใช้วิธีที่ง่าย คือ ใช้คำภาวนาเมื่อความโกรธเกิดขึ้น เช่น ท่องพุทโธ พุทโธ แต่แม้จะให้เป็นปัญญา ป้องกันความโกระให้ไกลออกไปเป็นลำดับ ให้เมตตามากขึ้นเป็นลำดับ ก็ต้องเปลี่ยนคำภาวนาอันเป็นสมาธิ ให้มาเป็นคำภาวนาอันเป็นปัญญา คือ ด้วยการบอกตนเองหรือเตือนตัวเองนั่นแหละว่า “เมตตาไม่พอ เมตตาไม่พอ”

วามสำคัญในการภาวนาว่า “เมตตาไม่พอ” อยู่ที่ต้องทำใจให้ยอมรับความบกพร่องในใจตน ว่าเมตตาไม่พอจริงๆนั่นแหละ จึงจะเป็นการค่อยๆผลักดันโทสะที่มีอยู่เต็มโลก ให้ห่างไกลใจตนได้สำเร็จเป็นลำดับไป

“เมตตาไม่พอ เมตตาไม่พอ” นี้ เป็นความจริงที่ทุกคนตำหนิตนได้ ไม่ใช่ไปตำหนิผู้อื่น แม้ใช้ “เมตตาไม่พอ” กับผู้อื่น แทนที่จะเป็นคุณ ก็จะกลับเป็นโทษอย่างแน่นอน” 

ทุกชีวิตมีแวลาอันจำกัด หน้า ๙๖

๑๓)

“แม้ปรารถนาจะรักษาใจไม่ให้หวั่นไหว เร่าร้อน เมื่อได้ยินได้ฟัง ได้รุ้ได้เห็น เรื่องที่ไม่ประณีตแก่หูหรือแก่ตา แก่ใจ ต้องคุมสติ คุมความคิด เตือนตนให้ตระหนักในความจริงว่า ตนกำลังไม่เมตตา พึงย้ำเตือนตนให้ตระหนักแม้เพียงสั้นๆแต่ต้องจริงใจว่า “เราเมตตาไม่พอ” เราเมตตาไม่พอ”

เมื่อใจร้อน ขัดใจ น้อยใจ เสียใจ หรือโกรธแค้น ขุ่นเคือง ให้ย้ำเตือนตนเองว่า กำลังขาดเมตตา เมตตาไม่พอ จึงเร่าร้อนเพราะโกระผู้ที่พูด ที่ทำเรื่องไม่เจริญหู เจริญตาให้เกิดแก่ตนหรือแก่ผู้ที่เป็นที่รักแห่งตน ถ้าเมตตาพอ...จะเห็นความน่าเมตตาของผู้เป็นเหตุให้เกิดเรื่อง เกิดเสียงร้ายแรงทั้งหลาย”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด  หน้า ๘๗-๘๘

๑๔)

การรักษาจิตใจ รักษาวาจา รักษาการกระทำให้เป็นไปเพื่อไม่ก่อทุกข์โทษภัยแก่ผู้อื่น เราไม่เรียกว่าเป็นการทำเพื่อผู้อื่น ไม่เรียกว่าเป็นการถือว่าผู้อื่นเป็นที่รักของตน แต่เป็นการทำเพื่อตนเอง เป็นการถือว่าตนเป็นที่รักของตนอย่างยิ่ง ไม่มีความรักอื่นเสมอด้วยความรักตน

ผู้ที่สามารถรักษา กาย วาจา ใจ ตนให้ดีได้นั้น ก็คือ “ผู้ที่รักตนอย่างยิ่ง” นั่นเอง เพราะรักตนอย่างยิ่ง จึงประพฤติดี ปฎิบัติตนดี เพื่อให้ตนเป็นคนดี ผู้ที่ถือเอาการได้มาด้วยวิธีการต่างๆไม่เลือกสุจริต ทุจริต ไม่ใช่คนรักตนเอง ผู้มีกิริยาวาจาหยาบคาย ก้าวน้าว ทิ่มแทง หลอกลวง ไม่ใช่คนรักตัวเอง ไม่ใช่คนที่จะทำให้ตนสวัสดีได้ ตรงกันข้าม ที่ทำเช่นนั้น เป็นการไม่รักตนเอง แม้ตนจะคิดว่าการที่ทำเพราะไม่รักผู้อื่นก็ตาม แต่ความจริงแท้ เป็นการไม่รักตนเอง เป็นการทำให้ตนต่ำทราม

เมื่อจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เมื่อใด ขอให้นึกถึงตนเอง นึกว่าตนเป็นที่รักของตนเอง จึงไม่ควรทำลายตนเหมือนตนเป็นที่รังเกียจ เกลียดชังอย่างยิ่ง จนถึงกับต้องทำลายเสีย การคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เป็นการทำลายตนอย่างแน่แท้”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด  หน้า ๓๔-๓๕

 ...........................

อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ อธิบายความหมายของเมตตาไว้ในหนังสือชื่อ “บารมีในชีวิตประจำวัน” บางข้อความน่าสนใจมากค่ะ ขอยกมาบันทึกไว้ด้วย ดังที่คัดมาจากหน้าต่างๆดังนี้

“เมตตาของท่านไม่ควรจำกัด เพราะถ้าจำกัดแล้วอาจจะไม่ใช่เมตตา แต่อาจจะเป็นโลภะ คือ เป็นอกุศล ไม่ใช่กุศล ถ้าดูเพียงภายนอกเป็นการกระทำที่คล้ายกัน เช่น การทำความดีกับบุคคลที่ใกล้ชิด บุคคลที่ท่านเคารพนับถือรักใคร่ ดูเสมือนว่าเป็นกุศล เป็นเมตตา แต่ทำไมทำเช่นนั้นกับบุคคลอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นเมตตาจริงๆแล้ว ต้องเสมอเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ที่ท่านสนิทสนมคุ้นเคย หรือ ไม่คุ้นเคย การเจริญเมตตาต้องไม่จำกัดบุคคล ขณะที่จำกัดบุคคลก็ควรพิจารณาจิตในขณะนั้นว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ในพระไตรปิฎกมีข้อความว่า

“การกระทำด้วยเมตตา เสมือนการกระทำของมารดาต่อบุตร”

(หน้า ๒๑๕)

 

“อรรถกถาขุททกนิกาย จริยาปิฎก ปกิณณกกถา มีข้อความว่า

 

อนึ่ง จิตของพระมหาบุรุษนั้น ถึงความสงัดตั้งมั่นโดยไม่ยาก ความเป็นผู้มีจิตเมตตาย่อมตั้งอยู่แม้ในฝ่ายที่เป็นศัตรูอย่างรวดเร็ว

 

แสดงว่า ไม่มีใครที่จะเป็นศัตรูได้ บางครั้งท่านอาจคิดขุ่นเคืองใจว่า บุคคลนั้นลุคคลนี้เป็นผู้ที่ตัดรอนประโยชน์ของท่านด้วยประการใดๆก็ตาม แต่ถ้าเป็นผู้ที่สะสมกุศล และมีความตั้งมั่นในการที่จะขัดเกลากิเลสแล้ว จิตของท่านจะสงบตั้งมั่นได้ไม่ยากและจะเป็นผู้ที่มีจิตเมตตาแม้ในฝ่ายที่เป็นศัตรูได้อย่างรวดเร็ว

 

ถ้าโกรธใครก็ตาม สักครู่หนึ่งก็หมดแล้ว หายแล้ว เปลี่ยนเป้นความเมตตา ให้ทราบว่านั่นคือผู้ที่สะสมบารมี เหมือนกับจิตของพระโพธิสัตว์ซึ่งตั้งมั่นโดยไม่ยาก แล้วมีจิตเมตตาตั้งอยู่แม้ในฝ่ายที่เป็นศัตรูอย่างรวดเร็ว ต่อไปนี้ลองสังเกตว่าโกรธใครนานหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนเป็นเมตตาได้เร็ว ก็แสดงว่าเป็นผู้สะสมกรขัดเกลากิเลส”

(หน้า ๒๑๘)

 

“การมุ่งประโยชน์ในหมู่สัตว์ อันเป็นพื้นฐานของความเป็นไปในทานและศีลเป็นต้น นี้ชื่อว่า เมตตา

 

เมตตา อีกความหมายหนึ่ง คือ การมุ่งประโยชน์ในหมู่สัตว์....”

(หน้า ๒๒๘)

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ครูแดง วันที่ : 21/11/2014 เวลา : 11.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

"เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก".....จึงเป็นบทสรุปที่ลงตัวจริงๆ

สาธุธรรมดีดีค่ะ คุณณัฐรดา

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 10/11/2014 เวลา : 12.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 : ยามครับ
ขอบคุณค่ะที่แวะมา
ชอบพระนิพนธ์ของสมเด็จมากค่ะ จดไว้อ่านเพื่อคอยเตือนตนเสมอค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 10/11/2014 เวลา : 12.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 และ 3 : อักษราภรณ์
ขอบคุณมากค่ะ ทั้งที่แวะมาและทั้งธรรมที่นำมาฝากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อักษราภรณ์ วันที่ : 10/11/2014 เวลา : 10.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


พอดีกำลังอ่านและฟัง...

การปฏิบัติในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/somdej/sd-034.htm

http://www.youtube.com/watch?v=TL7gqPw9kBQ#t=480

ของพระองค์ท่านอยู่...

ทรงตรัสถึงเรื่องเมตตาไว้ด้วย
ในช่วงที่อธิบายเกี่ยวกับ...
จิตที่กว้างใหญ่-จิตที่เป็น"มหัตตา"...
จิตที่ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม
ขออนุญาตเอามาวางนะคะ

สาธุค่ะ.
.
.
.
กามาวจรจิตนี้

จึงทำให้อัตตาคือตัวตนนี้คับแคบ ไม่กว้างใหญ่
ตรงกันข้ามกับจิตที่กว้างใหญ่
คือจิตที่มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา
แผ่ไปในตนเอง และในสรรพสัตว์ทุกถ้วนหน้า

การแผ่ไปนี้ของเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา
เมื่อแผ่ไปโดยเจาะจงก็แปลว่ากว้างออกไป
แต่ว่ายังไม่หมด
ต่อเมื่อแผ่ไปโดยไม่เจาะจงเป็นอัปปมัญญา ไม่มีประมาณ
จึงจะกว้างขวาง

และจะกว้างขวางเท่าไรนั้น
ก็สุดแต่ว่าจะสามารถแผ่จิตออกไปด้วยเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา
ได้กว้างขวางเป็นไม่มีประมาณเพียงไร


จิตที่เป็นมหัตตา

จิตที่ประกอบด้วยพรหมวิหารธรรมทั้ง ๔ ประการนี้
เรียกว่า มหัตตา ก็ได้ แปลว่าตนใหญ่

คือว่าอัตตาตัวตนเรานี้
เมื่อยังมิได้ปฏิบัติแผ่เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา
ออกไปให้กว้างขวาง
ก็เป็นตัวที่คับแคบเท่ากับกายเนื้ออันนี้
เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบเท่านี้

แต่ว่าเมื่อแผ่ออกไปซึ่งพรหมวิหารธรรมได้กว้างขวาง
มุ่งให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข ปราศจากทุกข์
มุ่งให้รักษาสมบัติที่ได้ไม่ให้เสื่อม
และมุ่งให้มีความที่มีกรรมเป็นของๆ ตน
จึงมีจิตใจที่เที่ยงธรรม

ใครทำกรรมดีก็ได้รับผลดี ใครทำกรรมชั่วก็ได้รับผลชั่ว
วางใจเป็นกลางลงไปได้
ไม่ว่าในตนเอง
ไม่ว่าในบุคคลอื่นที่อยู่ใกล้ก็ตาม อยู่ไกลก็ตาม

เมื่อทำดีก็ได้ผลดี ทำชั่วก็ได้ผลชั่ว
วางใจลงไปได้ดั่งนี้เป็นกลาง
และก็มีเมตตากรุณาที่จะให้พากันละความชั่วประกอบความดี
เพื่อที่จะได้มีสุขพ้นจากทุกข์ทั่วกัน
และก็ยินดีในความดีและผลดีที่ทุกคนได้รับอีกด้วย

เพราะฉะนั้น
ในตนเองฉันใด ในผู้อื่นก็ฉันนั้น
ในผู้อื่นฉันใด ในตนเองก็ฉันนั้น

เพราะฉะนั้น
จึงมีจิตที่แผ่ไปด้วยเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาในสรรพสัตว์
เหมือนอย่างที่มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาในตน

เพราะฉะนั้น
จึงเท่ากับว่าขยายขอบเขตแห่งความเมตตาในตน
ออกไปอย่างกว้างขวาง
ตลอดจนถึงไม่มีประมาณ

คนอื่นหรือตนก็เหมือนอย่างเป็นบุคคลเดียวกัน
ไม่แตกต่างกัน

หวังดีต่อตน หวังดีต่อผู้อื่นเหมือนกัน
คิดจะช่วยตน คิดจะช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์เหมือนกัน
ยินดีในความสุขความเจริญของตน และในผู้อื่นเหมือนกัน
และก็วางใจลงไปเป็นกลางในตนในผู้อื่นเหมือนกันในกรรม

เพราะฉะนั้น
จึงเท่ากับว่าตนเองและผู้อื่น ทั้งมนุษย์และเดรัจฉานนั้น
เป็นคนเดียวกันไปทั้งโลก

เพราะฉะนั้น
จึงมีตัวใหญ่ครอบไปทั้งโลก
เพราะมีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาครอบไปทั้งโลก

ดั่งนี้
ก็คือว่ามหัตตาตัวใหญ่
ตัวใหญ่ด้วยพรหมวิหารธรรมที่แผ่ครอบออกไปได้ทั้งหมด

เป็นการปฏิบัติดับพยาบาท ดับสิเนหา
ได้ด้วยเมตตา

ดับวิหิงสาความเบียดเบียน
และโทมนัสความทุกข์ใจเพราะความทุกข์ของผู้อื่น
ได้ด้วยกรุณา

ดับอรติความริษยา
และโสมนัสความที่ยินดีอยากจะได้บ้าง
ในความสุขความเจริญของผู้อื่น
ด้วยมุทิตา

ดับราคะปฏิฆะคือความชอบความชัง
และความวางเฉยด้วยความไม่รู้
ได้ด้วยอุเบกขา

จิตของผู้ที่ได้ปฏิบัติจนบรรลุถึงภาวะเป็นมหัตตาดั่งนี้
เป็นจิตที่กว้างขวาง
แต่ว่าถ้าไม่มีพรหมวิหารธรรมก็เป็นจิตที่คับแคบ

ถ้ามีพรหมวิหารธรรมไปได้เท่าไหร่
จิตก็กว้างขวางไปได้เท่านั้น
.
.
.

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ยามครับ วันที่ : 10/11/2014 เวลา : 10.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ผมชอบบทนี้ครับ


“เรารักตัวเรา คนอื่นก็รักตัวเขา เราไม่อยากให้ใครทำเช่นไรกับเรา คนอื่นก็ไม่อยากให้เราทำเช่นนั้นกับเขา เราอยากให้คนอื่นทำดีกับเราอย่างไร คนอื่นก็อยากให้เราทำดีกับเขาอย่างนั้น

ขอให้พยายามคิดถึงความจริงข้อนี้ให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะมีสตินึกได้ จะเป็นคุณแก่ตนเองอย่างยิ่ง การคิด พูด ทำ ทั้งหมดจะเป็นไปอย่างดีที่สุด ไม่เป็นการทำร้ายผู้อื่น ไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น”

ทุกชีวิตมีเวลาอันจำกัด หน้า ๓๔

ความคิดเห็นที่ 1 bepran , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
อักษราภรณ์ วันที่ : 10/11/2014 เวลา : 09.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....


สาธุค่ะ...
.
.
.
๘)

“เมื่อลูกหลานออกมาเห็นโลกเป็นครั้งแรก
สิ่งที่มารดาบิดาปู่ย่าตายายควรนึกถึงนั้น
คือ
ความน่าสงสารอย่างยิ่งของทารกน้อย
ชีวิตแห่งความทุกข์ของเขาเริ่มจริงแล้ว
ทุกชีวิตจริงๆไม่ว่าเด็กคนไหน ไม่ว่าลูกใครหลานใคร
เมื่อมาสู่โลกเมื่อไร
เข้าสู่เงื้อมมือของความทุกข์เมื่อนั้น
เช่นนี้แล้ว จะไม่น่าเมตตาได้อย่างไร”

รสแห่งความเมตตาชุ่มเย็นยิ่งนัก หน้า ๓๒
.
.
.
ความนี้กินใจมาก ๆ ค่ะ
ชีวิตเราเราผ่านการเกิดมาแล้ว
อยู่ในเงื้อมมือของทุกข์ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้


.
.
.
กราบฝ่าพระบาทสมเด็จฯท่าน
ด้วยความซาบซึ้งในธรรมที่พระองค์ท่านทรงผ่านพบ
และ
ทรงเมตตาส่งผ่านมาให้ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ
ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์

_/l\_ _/l\_ _/l\_

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน