*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 550981
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< ธันวาคม 2014 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม 2557
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 2394 , 13:54:51 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 19 คน INDYLOVE , ยามครับ และอีก 17 คนโหวตเรื่องนี้

เคยสงสัยไหมคะ

ลูกจ้างที่ถูกนายจ้างดุด่า ข่มเหง เขาสู้ทนอดกลั้นไว้ แต่วันดีคืนดีกลับลุกขึ้นมาทำร้ายนายจ้าง

พนักงานขายที่ต้อนรับลูกค้าเจ้าปัญหาด้วยท่าทีอ่อนน้อม ยิ้มแย้ม แต่พอลูกค้าคล้อยหลังก็กลับด่าว่าระบายโทสะหลังจากที่อดกลั้นมาตลอดเวลาที่ลูกค้ายืนอยู่ตรงหน้า

ฯลฯ

เรามักเข้าใจการอดกลั้นว่าเป็น “ขันติ” อันเป็นธรรมในฝ่ายดีไปทั้งหมด แต่การอดกลั้นในเบื้องต้นที่ก่อให้เกิดเรื่องร้ายๆตามมาในภายหลัง จะเรียกว่าดีจริงหรือ แล้วการอดกั้นอย่างนี้เรียกว่าขันติได้หรือไม่ ถ้าได้ ทำไมจึงมีสิ่งที่ไม่ดีตามมาทั้งๆที่ขันติเป็นอีกธรรมหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นนักหนา จนถึงขนาดตรัสในโอวาทปาติโมกข์ว่า

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา

ขันติคือตีติกขาเป็นตบะอย่างยิ่ง

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมคือไม่สามารถอยู่ตามลำพังได้ ต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เมื่อต้องอยู่ร่วมกัน เราจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมกาย วาจา ใจ ให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย ไม่ให้กระทบกระทั่ง กระทบกระเทือนจนนำความเดือดร้อนมาสู่ซึ่งกันและกัน ดังนั้น เมื่อมีเหตุให้เกิดความไม่ชอบใจขึ้น แต่เพราะยังต้องอยู่ร่วมกันในสังคม สิ่งที่เราควรทำก็คือการข่มกลั้น เก็บงำความไม่ชอบใจนั้นไว้ และแสดงออกด้วยกาย วาจา ที่สุภาพ เรียบร้อย เหมาะสม เพื่อให้สังคมยังคงเรียบร้อย ไม่มีปัญหา

แต่การแสดงออกทางกาย วาจา อย่างเรียบร้อยทั้งๆที่ใจติดขัดด้วยความไม่ชอบด้วยไม่ได้อย่างใจ ต้องข่มกลั้นความรู้สึกไม่น่ายินดีไว้  ใจก็ร้อนรุ่ม จึงต้องมีการระบายความร้อนรุ่มนั้นออกอันเริ่มด้วยการคิดไปในทิศทางต่างๆ และความคิดนั้นเองนำไปสู่การแสดงออกทางกาย วาจา ไปในลักษณะต่างๆ

การข่มกลั้นของบุคคลจึงเป็นไปได้ทั้งที่ข่มด้วยกุศลและอกุศล คือ เป็นได้ทั้งเป็นการกดข่มตัณหาด้วยตัณหา และ ข่มกลั้นตัณหาด้วยเมตตา โดยลักษณะการข่มนั้นมีเหตุที่มาและผลที่ไปแตกต่างกันคือ

การอดกลั้นด้วยตัณหาหรืออกุศลธรรมอื่นๆ

เป็นการข่มกลั้นมาจากความจำเป็นบังคับจนทำให้ไม่สามารถแสดงความไม่ชอบใจออกมาทางกาย วาจา ต่อหน้าผู้สร้างความไม่ชอบใจให้ได้ เช่น การเป็นผู้อยู่ใต้การบังคับบัญชา  การเป็นผู้ให้บริการ ความไม่อยากพบเรื่องยุ่งยาก การกลัวการตำหนิ  เป็นต้น

สาเหตุของการข่มกลั้นนี้เกิดจากต้องการที่ถูกขัดจนเกิดความไม่ชอบใจขึ้น เมื่อยึดมั่นความไม่ชอบใจ ความขุ่นใจ นั้นไว้ ประกอบกับไม่ทราบว่าความขุ่นนั้นเป็นอกุศลที่ควรละ (อวิชชา) จึง ไม่พยายามหาเหตุผลให้ความขุ่นข้องผ่อนคลาย และเพราะการที่ความไม่ชอบใจนั้นดำรงอยู่ เรื่องราวที่นำความไม่ชอบใจมาให้ แม้จะจบไปแล้วจึงเวียนกลับมาตริตรึก ให้คิดถึงอยู่เสมอ จึงเวียนคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเรื่องราวและความไม่ชอบใจจึงไม่เคยจางหาย และอาจทวีความรุนแรงจนกลายเป็นความโกรธ ความพยาบาทขึ้นได้ในภายหลัง

แต่ ... เพราะยังต้องอยู่ร่วมกันในสังคม จึงทำให้ต้องข่มกลั้นอาการอันแสดงออกถึงความไม่ชอบใจนั้นไว้ภายใน

และ ... เพราะไม่ได้เพ่งดูที่ใจตน แต่เพ่งที่ผู้อื่น การกระทำของผู้อื่น ยอมรับอกุศลธรรมนั้นไว้ในใจ จึงยิ่งเพิ่มพูนกิเลสทั้งสามกอง

เพราะหลง (โมหะ) จึงยึด จึงอยาก เพราะไม่ได้อย่างที่อยากจึงโกรธ (โทสะ) เพราะยึดความโกรธไว้จึงย้อมติด (ราคะ) กับโทสะและโมหะอีกที กิเลสทั้งสามกองจึงหมุนเวียนกันเจริญขึ้นด้วยกระบวนการอย่างนี้

เมื่อใจไม่ชอบ และมีตัณหาเป็นเพื่อนสองคอยกระซิบใจให้คิดค่อนว่าไปต่างๆ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องแสดงออกในทางตรงข้าม หากยังสามารถข่มอาการไว้ภายใน ไม่ไปว่ากล่าวเขาในที่ลับหลัง ก็ยังถือว่าตนยังมีความข่มกลั้นในแง่ของวาจา จึงสามารถอยู่ร่วมกับผู้ที่นำความไม่ชอบใจมาให้ แม้ว่าจะไม่สุขเนื่องจากตนต้องร้อนใจไปเนื่องจากอุปกิเลสต่างๆที่จรเข้ามาบ้าง กับความรู้สึกอึดอัดที่กายวาจาที่ไม่ตรงกับใจบ้าง

แต่เมื่อร้อนใจมากๆกระทั่งอดกลั้นไว้ไม่ไหว ก็เป็นธรรมดาที่ต้องหาทางระบาย จึงเป็นเหตุให้มีคำพูดกระทบกระเทียบในยามที่อยู่ต่อหน้าบ้าง ในยามที่อยู่ลับหลังก็นำเรื่องราวของเขาไปค่อนว่ากับบุคคลอื่นบ้าง สิ่งเหล่านี้ย่อมนำมาซึ่งความบาดหมาง อุปนิสัยที่ไม่ดี ความทุกข์ ฯลฯ ในภายหลัง

การอดกลั้นอย่างนี้ จึงไม่มีเมตตาเป็นพื้นฐาน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเข้าใจตน เข้าใจผู้อื่น อันทำให้ความรู้สึกไม่ชอบใจและอกุศลธรรมทั้งหลายจางคลาย ตลอดจนค่อยๆคลายความเห็นว่าเป็นตน ตรงข้าม กิเลสที่เกิดขึ้น แม้จะดับไปแล้วก็กลับยิ่งจมลงสู่ใจกลายเป็นกิเลสที่นอนจม (อนุสัย) รอการถูกกระทบด้วยอารมณ์อันทำให้ไหลออกมาได้ง่ายขึ้น บ่อยขึ้น

และการยึดมั่นในตน ในของตน ก็มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

การอดกลั้นด้วยเมตตาและขันติ

เมื่อผู้อื่นแสดงอาการไม่ดีต่อเรา เพราะเรามีเมตตา เกรงว่าเขาจะได้รับความกระทบกระเทือนใจ เสียใจ จึงอดกลั้น ทนรับความอึดอัดจากสิ่งที่พบเห็นนั้นไว้ ไม่แสดงอาการให้เขาได้รู้เห็นไม่ว่าจะโดยทางกาย วาจา การทนอดทนข่มด้วยมีเมตตาเป็นพื้นฐานนี้เอง ที่เรียกว่า ขันติ

ขันติมีความต่างกันเป็นระดับๆไป ขันติในระดับต้นที่เรียกว่า อธิวาสนขันติ นั้น คือการตั้งรับอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีโดยการข่มกลั้นไว้ก่อน เพื่อให้การแสดงออกทางกายวาจาเป็นปกติ แต่เพราะทนข่มกลั้น ยังวางใจเป็นกลางกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ ในใจจึงยังเร่าร้อนอยู่  จึงต้องมีการพิจารณาอย่างแยบคายในใจเพื่อให้จิตผ่องใสขึ้น

การพิจารณาที่ทำให้จิตกลับมาแจ่มใสได้นี้เอง เรียกว่าโสรัจจะ ขันติและโสรัจจะนั้นเป็นธรรมที่คู่กัน เป็นหนทางที่ทำให้บุคคลคล้อยไปสู่การคลายความเห็นว่าเป็นตนลงไปอย่างละมุนละม่อม โดยในขั้นแรกที่เรายังมีความเห็นว่าเป็นตนอยู่ ก็ทำตนให้เป็นตนอันรักษาดีแล้ว  ดังพุทธพจน์ที่ว่า

อตฺตานญฺเจ  ปิยํ  ชญญา..................รกฺเขยฺย นํ  สุรกฺขิตํ

ติณฺณํ  อญฺญตรํ  ยามํ......................ปฏิชคฺเคยฺย  ปณฺฑิโต ฯ

ถ้าบุคคลรู้ว่าตนเป็นที่รักไซร้ ก็พึงรักษาตนนั้นไว้ให้เป็นตนอันรักษาดีแล้ว

บุคคลผู้บัณฑิตพึงรักษาตนยามใดยามหนึ่งในสามยาม.

ขันติโสรัจจะนี้เป็นองค์ธรรมที่สำคัญมากจนได้ชื่อว่าเป็น ธรรมที่ทำให้งาม เพราะนอกจากจะเป็นการปิดกั้นอกุศลธรรมใหม่ไม่ให้เกิดและขัดเกลาอกุศลธรรมเก่าไปในตัวอันเป็นการทำตนให้เป็นตนอันรักษาดีแล้ว ทำให้คลายความไม่ชอบใจ ความโกรธ ความพยาบาทแล้ว หากการพิจารณาเพื่อโสรัจจะนั้น ได้พิจารณาเพื่อให้เห็นว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และให้เห็นว่านิพพานเป็นสุขแล้ว ก็เท่ากับว่าได้ยังค่อยๆปรุงแต่งความตรงของนามขันธ์อันนำไปสู่การค่อยๆคลายความเห็นว่าเป็นตน และการมีสัมมาทิฏฐิอีกด้วย

ขันติที่มีเมตตาเป็นพื้น ที่ประกอบด้วยการพิจารณาโดยน้อมลงสู่ไตรลักษณ์ และการเห็นว่านิพพานเป็นสุขนี้ ตรัสเรียกว่า อนุโลมขันติ

เมื่อได้อบรมขันติอย่างนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอจนเห็นตรงตามสภาวะ ก็จะสามารถทนรับสิ่งต่างๆได้โดยไม่ต้องกลั้นอีกต่อไป ขันติที่มีจึงพัฒนาเป็น ตีติกขาขันติ คือ ทนทาน ทนได้โดยไม่ต้องกลั้น เพราะได้รู้สภาวะด้วยใจที่เห็นด้วยความเป็นกลางแล้ว

ตีติกขาขันตินี้เอง เป็นขันติในระดับสูงสุด เป็นขันติที่ต้องการในพุทธศาสนา เป็นขันติที่ตรัสว่าเป็น บรมตบะ หรือ ธรรมที่เผากิเลสอย่างยิ่ง และเป็นหนึ่งในทศบารมี เพราะบารมีนั้นคือการสั่งสมกุศลธรรมที่น้อมไปสู่นิพพาน

การอดกลั้น ใช่ว่าจะอดกลั้นต่ออารมณ์ที่ไม่น่ายินดีเท่านั้น แม้แต่อารมณ์ที่น่ายินดี ก็พึงมีการอดกลั้นเป็นขั้นๆไปเช่นกัน เช่น อดกลั้นต่ออารมณ์ที่น่ายินดีแต่ไม่ถูกธรรมด้วยหิริ (ตรัสว่า การห้ามอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นภายในใจได้ด้วยหิรินั้น น้อยคนจะมีในโลก) อดกลั้นต่ออารมณ์ที่น่ายินดีที่ถูกธรรมเพื่อคลายความยึดมั่น เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อเราอดกลั้นกับเรื่องอะไรสักอย่าง พึงพิจารณาว่าทางไปของการอดกลั้นเป็นอย่างไร เพื่อข่มกิเลสหนึ่งไว้ด้วยอีกกิเลสหนึ่ง อันทำให้กิเลสทั้งหลายกลับยิ่งเจริญหนุนเนื่องกันในเวลาต่อมา หรือ เพื่อการทำการยึดมั่นในอกุศลธรรมและกิเลสให้คลาย

เป็นการอดกลั้นที่เพิ่มพูน บารมี หรือ อนุสัย



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 39 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
INDYLOVE วันที่ : 29/01/2015 เวลา : 17.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

ตามมาอ่านต่อค่ะพี่ตุ๊กตา

เมื่อได้อบรมขันติอย่างนี้อยู่อย่างสม่ำเสมอจนเห็นตรงตามสภาวะ ก็จะสามารถทนรับสิ่งต่างๆได้โดยไม่ต้องกลั้นอีกต่อไป ขันติที่มีจึงพัฒนาเป็น ตีติกขาขันติ คือ ทนทาน ทนได้โดยไม่ต้องกลั้น เพราะได้รู้สภาวะด้วยใจที่เห็นด้วยความเป็นกลางแล้ว

สงสสัยติ๊กต้องฝึกเยอะๆ แล้วค่ะแบบนี้

ความคิดเห็นที่ 38 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 29/12/2014 เวลา : 14.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบพระคุณ คุณยามครับมากค่ะ
ที่แวะมาเสมอๆ
กับที่กรุณาแก้ไขการสะกดคำที่ผิดพลาด และข้อความที่ตกหล่นให้ด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 37 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ยามครับ วันที่ : 29/12/2014 เวลา : 13.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

ขอบคุณมากครับ ผมเห็นเอนทรี่นี้ตั้งแต่วันแรกๆ และหัวข้อของเอนทรี่ก็เป็นสิ่งที่ผมประสบอยู่ทุกวันด้วยจึงได้ประโยชน์

อ้างถึง
“จึงต้องมีการระบายความร้อนรุ่มนั้นออกอันเริ่มด้วยการคิดไปในทิศทางต่างๆ และความคิดนั้นเองนำไปสู่การแสดงออกทางกาย วาจา ไปในลักษณะต่างๆ”

จริงครับ เอาแค่ความคิดก่อนนะครับ คิดแช่งชักหักกระดูก สาปแช่ง (อันนี้ไม่ดี) , คิดว่าตัวเองดีกว่า มีดีกว่า (หรือเรียกว่า มีมานะ) คิดว่าตัวเองมีความรู้มากกว่า รู้เยอะกว่า จะเรื่องที่เป็นสาระ และไม่เป็นสาระก็ตาม รวมไปถึง คิดว่า ตัวเองสู้ได้ กรณีที่เสมอกันทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิ ส่วนสำหรับคนที่ต่ำกว่า ก็คิดจะเบียดเบียน จะกดเขาให้ต่ำไปอีก ดูถูกเขา

จะเรียกว่า คิดไปร้อยแปดก็ตาม แต่ช่วงที่ “อดทน อดทน” หรือ 1 ถึง 100 เป็นช่วงที่คิดฟุ่งซ่านมากๆ สติไม่มี

กุญแจคือ ต้องหา อุบายคลายความขุ่นใจ ในทางที่มีเมตตาและขันติ คือ ทางที่เป็น กุศล เอนทรี่นี้ ใช่เลย

การตั้งรับอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีโดยการข่มกลั้นไว้ก่อน
ส่วนตัวผมเอง เท่าที่พยายามฝึก คิดว่าน่าจะเป็นการ “ตั้งรับ” ไว้ก่อนมากกว่า เช่น คิดไว้แล้วว่าต้องโดนแทรกคิว คิดไว้แล้วว่า ต้องโดนมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร คิดไว้แล้วว่าจะได้รับการบริการห่วยๆ คิดไว้แล้วว่า คนเราต้องเห็นแก่ตัว อยากมี อยากได้ เราก็เป็น เขาก็เป็น

เพราะการเข้าใจว่า ผู้อื่น ก็เหมือนเรา มีความอยาก มีโลภะ โทสะ โมหะ เหมือนเรา ทำให้ เราขันติด้วยความมตตา

ความคิดเห็นที่ 36 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 27/12/2014 เวลา : 08.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 34 และ 35 : ni_gul
ขอบคุณมากค่ะ
ทั้งที่แวะมา และ คำสอนอันมีค่า ที่ยกมาให้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 35 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ni_gul วันที่ : 27/12/2014 เวลา : 02.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

เมื่อใดเราเห็นประโยชน์ของการ อดทน อนกลั้น อดออม และอดใจ เมื่อนั้นเราย่อมยินดีทำมันเสมอไป

ขอให้ธรรมะคุ้มครองทุกท่านนะคะ

ความคิดเห็นที่ 34 ยามครับ , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ni_gul วันที่ : 27/12/2014 เวลา : 02.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 


เป็นอย่างเคยเสมอคือ เข้ามาบ้านนี้แล้วต้องอ่านความเห็นจากผู้ร่วมสนทนาด้วย ได้ความรู้กว้างขวางออกไปอีกมากมาย ดีมากๆ เลย ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

วันนี้ได้ข้อธรรมจากวัดป่าสุญญตาราม เป็นข้อธรรมของหลวงพ่อพุทธทาสค่ะ เห็นว่าน่าจะเข้ากันได้กับเรื่องนี้ก็เลยขอนำมาฝากเพื่อนๆ ด้วยความคิดถึงนะคะ

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 26/12/2014 เวลา : 10.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 31 : ครูแดง
ขอบคุณสำหรับความเห็นอันเป็นวัตถุประสงค์ที่เอนทรี่นี้ต้องการสื่อเป็นอันดับแรกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 32 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ครูแดง วันที่ : 26/12/2014 เวลา : 05.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

"การกดข่มตัณหาด้วยตัณหา และ ข่มกลั้นตัณหาด้วยเมตตา "

มันชัดเจน..สำเร็จประโยชน์ในตัว...สะท้อนให้เห็นความจริงว่า
"เพื่อได้การยอมรับหรือเพื่อตนเองพ้นทุกข์"

อนุโมทนา สาธุๆๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 31 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 26/12/2014 เวลา : 04.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 28 : BlueHill
ต่างคนก็ต่างใจค่ะ บางทีก็ทำให้เรายุ่งยากใจ

ความเห็นที่ 29 : feng_shui
กลัวกลายเป็นขันแตกเหมือนกันค่ะพี่

ความเห็นที่ 30 : คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว
ถ้าพยายามข่มจนใช้เวลาเป็นอย่างมาก ขนาดนับตั้งแต่ 1 ไปถึง 100 แสดงว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนและผู้อื่นเลยนะคะ
นับถือค่ะ

ความคิดเห็นที่ 30 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 25/12/2014 เวลา : 21.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

บางครั้งพยายามนับ 1-10 แต่บางครั้งก็เกินไปถึง 100 ก็มีครับ เรียกว่า"ขันติ" หรือ"ขันแตก"ดีครับคุณณัฐรดา

ความคิดเห็นที่ 29 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
feng_shui วันที่ : 25/12/2014 เวลา : 18.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ขันติ สามารถเป็นขันแตกได้

ความคิดเห็นที่ 28 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
BlueHill วันที่ : 25/12/2014 เวลา : 15.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

บางทีเถียงกันไปถกกันมา กลายเป็นขั้นแตกซะงั้น
กับพวกไม่ค่อยมีเหตุผล ขันติเอาไม่อยู่จริงๆ

ความคิดเห็นที่ 27 ณัฐรดา , สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 25/12/2014 เวลา : 09.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 21 : rattiya
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

ความเห็นที่ 22 : สิงห์นอกระบบ
เป็นเหมือนกันค่ะ
บางทีก็ไหลไปตามกิเลสเหมือนกันค่ะ

ความเห็นที่ 24 : สมชัย
ขอบคุณคร๊าบ

ความเห็นที่ 26 : แม่มดเดือนMarch
ขอบคุณสำหรับความเห็นเช่นกันค่ะ
ทำให้ทราบถึงจุดที่ลืมเน้นไปในเอนทรี่ อย่างที่คุณสมชัยพูดถึงในความเห็นที่ 24 ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 26 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 25/12/2014 เวลา : 09.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 25 rattiya , ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 25/12/2014 เวลา : 07.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 19 และ 20 : แม่มดเดือนMarch

ที่คุณแม่มดเล่ามา เหมือนคำตรัสในพุทธพจน์นี้เลยค่ะ

น ปเรสํ วิโลมานิ
น ปเรสํ กตากตํ
อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย
กตานิ อกตานิ จ .
บุคคล ไม่พึงใจถ้อยคำแสลงหูของผู้อื่น ไม่พึงใส่ใจในกิจที่ผู้อื่นทำแล้ว หรือ ยังไม่ได้ทำ ควรตรวจดูกิจของตนที่ทำแล้ว หรือยังไม่ทำ เท่านั้น.


คำว่า "กิจ" นั้นหมายถึงกิจของตนทั้งที่มีต่อคนในสังคม และต่อตนเองในทางธรรม

กิจในสังคม หากคนอื่นๆยังคงเคารพกฎระเบียบที่สังคมกำหนด เขาก็ยังคงน่ารักอย่างที่คุณแม่มดว่า แต่หากมีการทำผิดขึ้นมา สังคมต้องช่วยกันดูแล ส่วนกิจของตนในสังคมก็เช่นหน้าที่ ความรับผิดชอบ ที่มีต่อคนในครอบครัว ต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อสังคมโดยรวม ซึ่งเราต้องไม่ละเลย ต้องปฏิบัติให้ดี พยายามไม่ให้บกพร่อง

ส่วนกิจในทางธรรม เช่น การให้ทาน การฟังธรรม การขัดเกลาตนให้คลายกิเลสนั้น ตรัสว่าให้ตรวจดูตนว่าตนทำอะไรไปแล้ว อะไรที่ตนยังไม่ได้ทำ ไม่ควรไปสอดส่องดูว่าใครทำหรือไม่ทำ (ตรงนี้น่าจะมาจากที่ตรัสว่า เพราะธาตุมีหลายธาตุ คนจึงมีความชอบ ความเชื่อ มีวิธีปฏิบัติต่างๆกันนะคะ)

กิจที่ตรัสว่าเราไม่ควรใส่ใจก็คือกิจในข้อสุดท้ายนี้ค่ะ เพราะเราอาจเดือดร้อนไปในสิ่งที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้ เราควรทำทุกอย่างเท่าที่เราทำได้

ส่วนเรื่องเมตตานั้น เราทุกคนล้วนต้องอบรมค่ะ ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมตตาตนเอง ไม่ปล่อยใจให้ไหลไปตามกิเลสจนประพฤติผิดทางกาย วาจา ใจ ทั้งต่อตนและผู้อื่น

ขอบคุณที่แวะมาอีกครั้งนะคะ

ความคิดเห็นที่ 24 rattiya , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 25/12/2014 เวลา : 07.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขอคุยกับคุณแม่มดอีกครั้ง
" ความอดกลั้น จะเรียกว่าขันติหรืออะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่เราควรฝึกตนเองแต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไปเรียกร้องเอาจากผู้อื่น"

ขอนำประโยคนี้ ไปเสริม เอ็นทรี่นี้ ให้ สมบูรณ์ นี่เป็นใจความสำคัญที่คุณณัฐรดา ลืมสรุปออกมา เลยกำกวมเข้าใจออกไปหลายทาง

คุณแม่มด เป็นคนสรุปประเด็นออกมาดีมาก นับถือจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 25/12/2014 เวลา : 06.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 17 : usakanay
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ
เราทุกคนล้วนต้องฝึกตนนะคะ

ความเห็นที่ 18 : SW19
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 25/12/2014 เวลา : 05.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ขันติดีกว่าขันแตก อย่างหลังเป็นอยู่บ่อยบ่อยครับ

ความคิดเห็นที่ 21 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 25/12/2014 เวลา : 02.12 น.

"ในขณะที่เจ็บแค้น สารความเครียดก็หลั่งออกมามากมาย เกิดกรดแลคติกสะสมตามกล้ามเนื้อ นี่เป็นการทำร้ายตนเองเรียกว่าฆ่าตัวตายผ่อนส่ง"

ความคิดเห็นที่ 20 ยามครับ , ni_gul และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 23.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ขอเสริมอีกนิดนะคะว่า ความอดกลั้น จะเรียกว่าขันติหรืออะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่เราควรฝึกตนเองแต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไปเรียกร้องเอาจากผู้อื่น จะเป็นลูกจ้างหรือพนักงานขายของหรือใครก็ตาม เพราะเราไม่รู้เงื่อนไขในชีวิตของเขา เราไม่รู้ว่าเขามีความพร้อมทีจะฝึกจิตใจเพียงใด หากเขาทำไม่ได้ ก็อาจไม่ได้แปลว่าเขาบกพร่อง เราไม่ควรใช้น้ำเสียงตำหนิติเตียน
สำหรับคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีชีวิตยากเข็ญกว่าเรา เราคงต้องมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจให้มาก
ตราบใดที่เขาไม่ละเมิดกฎหมาย ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่น่ารักตามจริตของเราหรือไม่ เราก็คงต้องพอใจแล้ว เพราะโดยแท้จริง เราทุกคนก็เป็นเพียงปุถุชน ไม่ว่าเราจะต้องการเชื่อว่าเราเป็นใคร

ความคิดเห็นที่ 19 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

@ C 10, 14
ขออนุญาตคุยกับทั้งคุณหมอและคุณณัฐรดาไปพร้อมๆกันนะคะ
กรณีที่คุณหมอยกเรื่องการขับรถนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานๆครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะควบคุมอารมณ์และไม่โต้ตอบผู้ที่ก้าวร้าวมาก่อน
แต่กรณีที่คุณณัฐรดายกตัวอย่างเรื่องลูกจ้างถูกนายจ้างดุด่า ข่มเหง ในทางปฏิบัติ เป็นปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำซากระหว่างผู้ที่กดขี่และผู้ที่ได้รับการกดขี่ แม่มดมองว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่การเรียกร้องให้ฝ่ายที่ได้ถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา "มีเมตตา" ต่อผู้ที่เป็นฝ่ายกระทำ
จึงได้เน้นไปว่าความอดกลั้นหรือความมีเมตตานั้นต้องเกิดจากทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายที่เหนือกว่าควรจะต้องเป็นฝ่ายที่มีเมตตากรุณาต่อฝ่ายที่ด้อยกว่าให้มาก
การใช้น้ำเสียงตำหนิฝ่ายที่ถูกทำร้ายจนเขาอดกลั้นต่อไปไม่ได้เป็นการขาดความเข้าใจในมนุษย์และขาดความเมตตาต่อผู้ยากเป็นอย่างยิ่ง
อนึ่ง เราไม่สามารถคาดหวังให้มนุษย์ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีจิตใจที่อ่อนโยนได้ทุกคนเพราะนั่นเป็นการศึกษาที่ควรได้รับมาตั้งแต่วัยเด็กแต่ผู้คนมีภูมิหลังทางครอบครัวที่แตกต่างกัน ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีส่วนกำหนดอยู่ไม่น้อย
ระบอบสังคมที่เป็นธรรมจึงมีความจำเป็นในการกำหนดขอบเขตของสิทธิและหน้าที่ที่ผู้คนพึงมี พึงปฏิบัติต่อกันเพื่อรักษาความสงบสุขของสังคมโดยรวม
ในกรณีของนายจ้างและลูกจ้าง กฎหมายแรงงานพึงกำหนดขอบเขต สิทธิ หน้าที่และแนวทางปฏิบัติที่ทั้งสองฝ่ายพึงกระทำต่อกัน
อุปนิสัยและความรู้สึกในใจของผู้คนนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่แต่ละคนอาจฝึกฝนด้วยตนเองตามความสมัครใจเพื่อให้เกิดผลดังที่ตนเองต้องการ
การฝึกจิตใจให้เป็นไปในทางใดทางหนึ่งตามจริตและความเชื่อของปัจเจกบุคคล แม้เมื่อเป็นไปในทางที่เป็นคุณต่อตนเองและสังคม ไม่สามารถทดแทนระเบียบและระบบของสังคมที่เป็นธรรมได้

ความคิดเห็นที่ 18 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
SW19 วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 22.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

บทความนี้ให้แง่คิดดีจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 17 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
usakanay วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 21.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/usakanay

เข้ามาอ่าน ศึกษาเพิ่มพูนสติปัญญาด้วยคนครับ สภาพขันติธรรมนี้ต้องทำให้เกิดขึ้นด้วยการฝึกอบรมตัวเอง แต่คงต้องมีฐานจากการศึกษาพระธรรม เพื่อให้เกิดปัญญารู้เท่าทันกิเลส รู้เท่าทันความเป็นจริง เพื่อจะเผากิเลสนั้น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 8 : ลูกเสือหมายเลข 9
เป็นเรื่องยากจริงๆด้วยค่ะ

ความเห็นที่ 10: สมชัย


ความเห็นที่ 11 : กำหนัน
ยากที่สุดคือทำใจ คือชนะใจตนเองค่ะ


ความเห็นที่ 11 : เจ้าหญิง
อนุโมทนากับการอดกลั้นที่ทำได้ค่ะ
ไม่ได้หายไปไหนค่ะ แค่ไปเป็นแจ๋ว

ความคิดเห็นที่ 15 ni_gul , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 21.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 6,7 และ 9 : อักษราภรณ์

ขอบคุณสำหรับเรื่องเล่าอันทรงคุณค่าค่ะ

มีเรื่องจริงเรื่องหนึ่งมาเล่าต่อเช่นกันค่ะ พี่น้องคู่หนึ่ง แม่ใช้ให้ทำงานอย่างหนึ่งร่วมกัน ทั้งสองไม่ยอมทำ แม่มาเห็นเข้าจึงสั่งสอนและบอกให้ทำให้สำเร็จ คนพี่ จึงนั่งต่อว่าน้องว่าทำไมไม่ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนคนน้อง ก้มหน้าก้มตาทำงานไปจนเสร็จ

พองานเสร็จ คนพี่รู้สึกตัว จึงไปถามแม่ว่าน้องถูกว่าขนาดนั้นแล้วน้องยังทนอยู่ได้ยังไง แล้วคนพี่ก็บอกน้องว่าจะไม่ว่าน้องอีกแล้ว และขอให้น้องคอยเตือนหากเธอจะว่าน้องอีก

เป็นอย่างที่ตรัสว่า พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธเลยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 14 ni_gul , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 21.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 5 : แม่มดเดือน March

ศาสนาพุทธให้ความสำคัญกับทั้งทางโลกและทางธรรมค่ะ ไม่ทิ้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

อย่างเช่น เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบในสังคม พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องที่ต้องละเว้นราวกับเป็นกฎทางสังคม เช่น การลักทรัพย์ การเบียดเบียน และหากมีการละเมิดกฎ ตรัสว่าการลงโทษผู้ทำผิดบัณฑิตสรรเสริญ ตรัสถึงผู้ตัดสินความต่างๆว่าควรตัดสินอย่างยุติธรรม รวมถึงตรัสเรื่องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่นิ่งดูดายเมื่อพบผู้ใดได้ยาก

ส่วนผู้ที่คิดทำร้าย เบียดเบียนผู้อื่น ตรัสสอนว่าไม่ควรทำ เพราะหากเราแสวงหาสุขเพื่อตนด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น เราย่อมไม่ได้สุข กระทั่งอาชญาตอบย่อมมีแก่เรา จนไปถึงตรัสให้เอาตัวเราเข้าเปรียบ ว่าเราต้องการสุข ไม่อยากให้ใครมาเบียดเบียนเราอย่างไร คนอื่นก็อย่างนั้น การเบียดเบียนผู้อื่น อาจดูเหมือนได้ชัยชนะต่อเขา แต่ต่อมา ชัยชนะนั้นก็จะกลับกลายเป้นแพ้ ไม่เป็นความดี ความสุข

สำหรับผู้ถูกเบียดเบียน ตรัสให้ระลึกว่าหากมีการจองเวร เวรย่อมไม่ระงับ เกิดทุกข์ทั้งสองฝ่ายไปตราบเท่าที่ยังมีการตอบโต้ซึ่งกันและกัน ให้ระงับความโกรธด้วยความไม่โกรธ ด้วยเมตตา ไม่พึงใส่ใจถ้อยคำแสลงหูของใคร แต่ควรใส่ใจกิจที่ตนพึงทำเท่านั้น

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นคำตอบให้คุณแม่มดได้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 13 ni_gul , แม่หมี ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 20.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 : แม่หมี
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำอธิบายเพิ่มเติม

ความเห็นที่ 2 : สมชัย
ขอบคุณที่ช่วยขยายความค่ะ
เป็นข้อจำกัดทางภาษาจริงๆนะคะ เคยสงสัยเหมือนกันค่ะว่า ถ้าภาษาไทยไม่รับภาษาบาลีสันสกฤตเข้ามาใช้ เราจะเหลือถ้อยคำไว้สื่อสารกันน้อยขนาดไหน มีความลำบากในการสื่อสารขนาดไหน

ความเห็นที่ 3 : จั๊กเด๋
ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

ความเห็นที่ 4 : ni_gul
อนุโมทนากับการนำธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 19.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

บางครั้ง ก็กลั้นได้ (ส่วนมาก) แต่บางครั้งแกล้งดราม่า ไม่อยากอดกลั้นนิ
คิดถึงจัง หายไปไหน

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กำหนัน วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 19.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับพี่สาว ทำใจยากเนอะ

ความคิดเห็นที่ 10 rattiya , อักษราภรณ์ และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
สมชัย วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 19.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขออนุญาติ ตอบคุณแม่มด ในคห5 นะครับ

ในสังคมของคนที่มีความแตกต่างกันในทิฏฐิ ความเสมอภาคจึงเป็นสิ่งจำเป็น สิ่งนี้เราเรียกว่าความยุติธรรม เราจึงมีกฏหมาย มีข้อบังคับ ไม่ให้ มีการข่มเหงหรือทำร้ายซึ่งกันและกัน สิ่งนี้คือความชอบธรรม ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และเราเป็นหน่วยหนึ่งในสังคม ที่ต้องทำหน้าที่ ปกป้อง ข้อสมมติเหล่านี้ เพื่อให้หมู่งาม

แต่สภาวะจิต ที่มีขันติ เป็นสภาวะที่ ควรปฏิบัติให้มีขึ้นในจิต เพราะเป็นความผาสุกของผู้ที่ปฏิบัติให้มีขึ้นจริงๆ ไม่มีใครได้ ไม่มีใครสามารถบังคับให้ใครมีได้หรือไม่ได้ ต้องทำขึ้นมาเอง โดยใช้เวลาและเข้าใจในสภาวะธรรมจริงๆ โดยไม่ผูกติดกับข้อบัญญัติทางสังคม ที่กล่าวมาตอนต้น

ต่างคนต่างอดกลั้น แต่ความต่างอยู่ที่ คนหนึ่งอดกลั้นแล้วไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจแถมยังเกิดความสุขที่ตนเองเอาชนะโทสะ โลภะ ตนเองได้ ในขณะที่อีกคนอดกลั้น ด้วยใจที่ร้อนรุ่ม รอเวลาหาโอกาสเหมาะๆเอาคืน

ถามว่าคนสองคนใครมีความสุขกว่ากัน

เป็นเรื่องของคนที่ เจอะเจอ รู้สึกได้เอง เราที่เป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่คู่กรณี ไม่เข้าใจสภาวะจิตเขาขณะนั้น เราจึงต้องตัดสินตามกฏหมายหรือความยุติธรรมที่สังคมกำหนด

ส่วนเรื่องเมตตานี้ก็เช่นกัน มีความละเอียดมากน้อยต่างกันออกไป เธอเมตตาฉัน แล้วฉันค่อยเมตตาเธอ ฉันเมตตาเธอ เธอก็ควรเมตตาฉันคืนหรืออย่างน้อยควรจะขอบใจ

สภาวะจิตแบบนี้ เป็นปกติมีอยู่ในทุกผู้คน ผมก็เป็น หลายคนก็เป็น จัดว่าดีงามในสังคม แต่ไม่งามพอที่จะพัฒนาจิตใจให้ยิ่งขึ้นไปเพื่อการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ เพราะเป็นเมตตาที่มีประมาณ เจือด้วยโลภะ คือความอยาก ไม่ใช่เมตตาที่ไม่มีประมาณ

ยกตัวอย่าง เรามีของขวัญสักชิ้น กำลังจะแจกให้คนอื่น มีคนอื่นที่ไม่รู้จักกำลังเดินมารับ ตาเราเหลือบไปเห็นคนที่เรารู้จัก มักคุ้น ทันทีนั้น เราเปลี่ยนใจ คิดมอบให้ คนที่เรารู้จักทันที แบบนี้เรียกว่า เมตตาที่เจือ สิเน่หา เมตตาเป็นสภาวะจิตที่เป็นคู่ปรับกับ พยาบาท เป็นการลดโกรธ แต่มาไปไม่รอดตรงกิเลสใกล้ตัวคือ สิเน่หานี่เอง

ดังนั้นการฝึกจิตให้ยิ่งขึ้นไป จึงเป็นสิ่งที่ยากมากๆ ใช้เวลานานนับปีๆ จนข้ามภพข้ามชาติ

ผมมาเล่าเป็นฉากๆ ถ้าอ่านจากตำราเพียงอย่างเดียว คงเป็นเรื่องน่าอาย ในอดีตผมเป็นคนขับรถเร็ว นิสัยแย่มาก ชอบขับจี้คนอื่น ชอบปาด ถ้าถูกปาด เป็นต้องเอาคืน เรื่องยอมใครเป็นไม่มี พร้อมที่จะมีเรื่องชกต่อยกับใครก็ได้ เพราะสรีระร่างกายผม คิดว่าพร้อมทุกสถานการณ์ ทุกขณะที่เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ จิตใจเหมือนดั่งไฟเผาผลาญ อยากจะทำร้ายคู่กรณีให้สาสม ทั้งที่รถคันนั้นก็ล่วงผ่านไปแล้ว ในขณะที่เจ็บแค้น สารความเครียดก็หลั่งออกมามากมาย เกิดกรดแลคติกสะสมตามกล้ามเนื้อ นี่เป็นการทำร้ายตนเองเรียกว่าฆ่าตัวตายผ่อนส่ง

ไม่นานมานี้ ก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก ผมเป็นฝ่ายถูกเพราะผมอ่อนโยนลงไปมาก แต่ยังไม่วายถูกกดแตรด่าแถมยังปาดอีก ผมลดกระจกรถลง แม่บ้านผมร้องเสียงหลง คิดว่าเอาอีกแล้ว สันดานเก่ากำเริบ เปล่าครับ ผมเปิดกระจก ยกมือไหว้ ด้วยกิริยาอ่อนน้อม ด้วยจิตที่สงบเย็ย ไม่กระวนกระวาย

มันดีกับตนเองจริงๆ ร่างกายสบายไม่เกร็ง เพิ่งมารู้ว่า การไม่ยึดตัวกู มันดีอย่างนี้เอง ตัวผมได้เอง ไม่มีใครได้ ส่วนไอ้หมอนั่นมันจะโกรธผมหรือไม่โกรธเรื่องของเขา ผมไม่เกี่ยว

นี่จึงเป็นสิ่งที่อธิบายว่า เรื่องทางโลกก็ว่ากันตามโลก แต่ตัวเราต่างหาก ที่อยู่กับโลก ปฏิบัติ บัญญัติทางโลก แต่ใจไม่คลุกคลี แกว่งไปมากับโลก เราได้เอง ไม่มีใครมาได้กับเราครับ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อักษราภรณ์ วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 18.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 18.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ยากจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อักษราภรณ์ วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 18.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

อดกลั้นอดทน...
ของผู้อยู่ทางโลก
กับ
ของผู้ปฏิบัติธรรม
แตกต่างกัน...

ความคิดเห็นที่ 6 ni_gul , ยามครับ และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
อักษราภรณ์ วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 18.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

คำสอนหลักของหลวงพ่อ...
"ยินดีอดกลั้นอดทน"
หลวงพ่อบอกว่า...
หลวงพ่อย่อมาจากคำว่า ขันติ และ โสรัจจะ

ฟังคำสอนนี้ของหลวงพ่อบ่อยครั้งมาก

จนมีโอกาสได้ฟัง...
เพื่อนคนหนึ่งมากราบเล่าเรื่องถวายหลวงพ่อด้วยน้ำตานองหน้า

...กำลังปอกมะม่วง
น้องสาวกล่าวจ้วงจาบต่าง ๆ นานา
แรกแรกก็อดทนฟังไป...แต่น้องก็ไม่จบเรื่องที่จ้วงจาบ

จนวิบหนึ่ง
จับมีดวิ่งไล่จะแทงน้อง
พอถึงตัว...มีดจ่อที่พุงน้องแล้ว...

ระลึกถึงคำสอนนี้ของหลวงพ่อขึ้นมาได้
ชะงักมีดไว้ได้...

จึงไม่ต้องเป็นฆาตกร
และ
ไม่ต้องไปนอนในคุกชนิดไม่รู้กำหนดเวลา...

หลวงพ่อบอกว่า...
ยังฝึกไม่พอ
ฝึกต่อไป...

"ยินดีอดกลั้นอดทน"

ความคิดเห็นที่ 5 rattiya , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 16.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

ลูกจ้างที่ถูกนายจ้างดุด่า ข่มเหง เขาสู้ทนอดกลั้นไว้ แต่วันดีคืนดีกลับลุกขึ้นมาทำร้ายนายจ้าง
ในกรณีเช่นตัวอย่างนี้ จะคาดหวังให้ลูกจ้างที่ถูกข่มเหงน้ำใจมีเมตตาต่อนายจ้างที่ข่มเหงตนเองได้อย่างไร
ความอดอน อดกลั้นและความมีเมตตาต้องมีให้กันและกันจากทั้งสองฝ่ายจึงจะเกิดผล
ระบอบสังคมที่เป็นธรรมไม่อนุญาตให้ใครกดขี่ข่มเหงผู้อื่น ไม่ใช่คาดหวังให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอดทนต่อการกระทำที่ไม่ถูกต้องแต่ฝ่ายเดียว

ความคิดเห็นที่ 4 ni_gul , ยามครับ และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ni_gul วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

เคยใช้วิธีหนีมามาก จนไม่ค่อยจะโกรธให้รู้สึก นึกว่าเป็นคนดีขึ้นแล้ว

แต่พอโกรธละก็เหมือนไฟไหม้ฟาง ลุกติดพรึบง่ายนิดเดียวเอง ง่ายจนน่าตกใจ

ต่อมาสนใจอยากจะแก้โดยวิธีอื่น นอกจากการดับเมื่อเกิดความโกรธ

และได้มา 1 วิธี เป็นวิธีกันไม่ให้เกิดความโกรธที่ดีที่สุด

วิธีนั้นก็คือ การแผ่เมตตา ค่ะ

เมื่อเราสำนึก และสำเหนียก ตระหนักแจ้งแก่ใจว่า
ทุกคนล้วนรักตัวกลัวตายขวนขวายหาเลี้ยงชีพ มีคนที่รัก เป็นที่รัก และรักตัวเองด้วยกันทั้งหมดทั้งนั้น เราจะไม่โกรธ และโกรธยากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
จั๊กเด๋ วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 15.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarkde
หากความทรงจำกลับมาเยือน.. ขอเลือกจดจำสิ่งดีๆ..ที่งดงาม..

สาูธุ

การอดกลั้นเพิ่มพูน บารมี หรือ อนุสัย

ความคิดเห็นที่ 2 ยามครับ , rattiya และอีก 4 คนถูกใจสิ่งนี้ (6)
สมชัย วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 14.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

เป็นข้อจำกัดทางภาษาไทยจริงๆ ที่จะให้นิยามคำว่า ขันติ ที่ถูกต้อง เพราะการแปลว่าอดกลั้นเฉยๆ ย่อมแปลความ ไปได้หลายทาง ต้องเป็นการอดกลั้น จาก อกุศลจิต เท่านั้น จึงใช้คำว่าขันติได้ นอกนั้นก็เป็นเพียง การอดกลั้นในความหมาย ภาษาไทย

ตีนแมวอดกลั้นอดทน อยู่บนฝ้าเพดาน รอเจ้าของออกจากบ้านจะได้ย่องลงมาขโมยของ
ถูกดุด่า ข่มเหง อดทน รอวันล้างแค้น ล้างอาย

เหล่านี้ย่อม ไม่จัดเป็นขันติ ในความหมายของพุทธศาสนา

ความคิดเห็นที่ 1 ยามครับ , rattiya และอีก 3 คนถูกใจสิ่งนี้ (5)
แม่หมี วันที่ : 24/12/2014 เวลา : 14.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

มาอ่านเรื่องราวของขันติในทางศาสนา

แต่ถ้าทางโลก เราจะเรียกมันว่า E.Q. Emotional Quotient ซึ่งหมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์ ฉลาดที่จะสะกดกลั้นความรู้สึกที่ไม่ดี ไม่ตอบโต้ ควบคุมอารมณ์ของตนเอง รู้จักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นและถ้ามีความขัดแย้งก็สามารถแสดงความเห็นที่ขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์

การมี E.Q.แล้วก็ยังไม่พอ เราควรมี M.Q (Moral Quotient) ความฉลาดทางจริยธรรมด้วย ซึ่งอันนี้เราควรฝึกลูกๆของเราได้ตั้งแต่ยังเด็ก ให้มีจริยธรรม มีศีลธรรม ถ้าเราสามารถควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ มีความกตัญญู เป็นคนดี มีระเบียบวินัย มีสำนึกผิดชอบชั่วดี และเคารพนับถือผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อสังคมและมนุษยชาติ ก็จะทำให้ลูกของเราเป็นคนดี ถ้าพูดมาถึงตรงนี้มันก็มีอีกหนึ่ง Q คือ A.Q.หรือadversity quotient คือความสามารถในการที่อดทนทั้งด้านความยากลำบาก ทางกาย ความอดกลั้นทางด้านจิตใจ และจิตวิญญาณ ที่สามารถเผชิญและเอาชนะเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

คนเรามักจะไปเคารพกับการมีไอคิวสูงๆ เชื่อมั่นว่าคนเหล่านั้นจะเป็นคนน่านับถือ แล้วเราก็ไปสรรเสริญเยินยอทั้งๆที่เขาอาจไม่มี Q.ทั้งหลายที่แม่หมีกล่าวมาข้างต้นกลายเป็นคนมีอีโก้สูงๆ และเชื่อว่าถ้าเราศึกษาไปเรื่อยๆก็จะมีอีกหลาย Q.ที่น่าสนใจ

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้พอจะโยงเข้ากับการมีขันติได้หรือไม่ แต่คิดว่าเมื่อคนเรามีสิ่งเหล่านี้ ก็จะทำให้เรามีความอดทนอดกลั้นไ้ด้แต่ก้ต้องผ่านการเอาใจใส่และฝึกอบรมลุกหลานของตนด้วย


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน