*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551217
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< มีนาคม 2015 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2558
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1699 , 10:20:00 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 11 คน พอเพียงที่เพียงพอ , ทางแก้ว และอีก 9 คนโหวตเรื่องนี้

ศาสนาพุทธนั้น มาจากคำสองคำคือ พุทธ กับ ศาสนา ซึ่งคำแปลของคำทั้งสองคือ

ศาสนา แปลว่า

๑ การสั่งสอน, การปกครอง, ระเบียบ, ข่าวสาส์น

๒ คำสั่งสอนอันกำจัดกิเลส, คำสั่งสอนอันเบียดเบียนกิเลส

๓ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งการอบรมสัตว์โลก เทวดา และ พรหม

ส่วน พุทธ นั้น แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น (ผู้เบิกบาน)

ดังนั้น ศาสนาพุทธ จึงหมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า, คำสั่งสอนของผู้รู้, ธรรมเป็นเครื่องอบรมเพื่อการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น

เหตุที่พุทธศาสนาได้ชื่อว่าเป็นศาสนาของผู้รู้ ผู้ตื่น ก็เพราะว่าเป็นคำสอนที่ทำให้ผู้ศึกษามารู้แจ้งธรรมอันประเสริฐคืออริยสัจ ๔ จนทำให้ไม่ถูกกิเลสครอบงำ จนตื่นจากความหลับคือการสยบต่อนิวรณ์ทั้ง ๕ อันประกอบด้วย กามฉันทะ (ความพอใจในกามคุณ) พยาบาท (ความคิดร้ายต่อผู้อื่น) ถีนมิทธะ (ความหดหู่ซึมเซา) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ)  และ วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) และเพราะตื่นจากนิวรณ์จึงประพฤติสงบทั้งกาย วาจา ใจ ดำรงตนอยู่อย่างมีสติ

การมีสติที่ประกอบด้วยความรู้อันเป็นพื้นฐานอย่างนี้เอง จึงได้ชื่อว่า ผู้ตื่น

จึงสงบได้ท่ามกลางความผันผวนของสัตว์โลกและธรรมที่เนื่องด้วยโลก

มีวัดหนึ่งส่งอักษรเหล่านี้มาในกล่องข้อความของดิฉันในเฟสบุ๊ค

“...สาธุการปล่อยงูทำให้ได้แฟนที่ดี รับผิดชอบและรักเราไปตลอด นี่เป็นอานิสงค์ที่แน่นอนที่สุดเชิญไปทัวร์ทำบุญแล้วรวยที่เชียงใหม่ด้วยกันไหม จ๊ะ รวยจากการไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เชียงใหม่ จ๊ะ … ร้อยละ 90 สำเร็จตามที่ขอทุกอย่าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ที่อื่นไม่มีเหมือนหรือมี แต่ไม่ได้ ให้พรมากอย่างที่เชียงใหม่ดูในรายการผ้าป่างูที่เฟสเราได้ได้ จ๊ะ ที่สำคัญใกล้ภัยพิบัติมากแล้วนะ ไปแล้ว จะรู้ทุกอย่างในชีวิต ตนเองและแก้ไขได้ล่วงหน้า... ขอเชิญปล่อยงูและสัตว์ต่างๆถวายเป็นพระราชกุศล จะทำให้รอดชีวิตได้ในเวลาคับขันลำบากและอันตรายที่สุด ถ้าทำบุญ 500 บาทขึ้นไปพร้อมตรวจดวงให้ฟรีและบอกวิธีแก้กรรมหมดทั้งดวงจ๊ะ และเชิญบอกต่อๆไปวิธีแก้กรรมทำแท้งที่นี่ดีที่สุดในโลก จ๊ะก่อนจะเอาตัวไม่รอดในชาตินี้และจะล่มจม เสียหาย ลำบากยากจนไปตลอดชีวิตและจะไปอบายแน่นอน..”

อ่านแล้วพลุ่งพล่านใจจนอยากจะบอกว่า การปฏิรูปวงการศาสนา ไม่ใช่การเรียกร้องให้มีการบรรจุในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ, ไม่ใช่การเรียกร้องให้มีการบวชภิกษุณีได้, ไม่ใช่การส่งเสริมฆราวาสให้ศึกษาพระธรรมวินัยด้วยเพื่อที่จะได้วินิจฉัยได้ว่าใครทำผิดทำถูกตามพระวินัยเวลาเกิดกรณีพิพาท, ไม่ใช่การออกกฎระเบียบต่างๆเพื่อกันภิกษุประพฤตินอกลู่นอกทาง ฯลฯ

แต่ตามความเห็นของดิฉัน เป็นการให้ทุกฝ่ายเรียนรู้ธรรมวินัยเพื่อเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพุทธศาสนา ว่าพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มาก เพื่อจะสามารถเข้าถึงประโยชน์ที่ทรงหวังให้ชาวโลกได้รับ อันเป็นประโยชน์ที่สอดคล้องตามความเป็นจริงที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ

เป็นการนำธรรมที่ได้เรียนรู้มาไตร่ตรองจนเข้าใจความหมายของหลักธรรม แล้วจึงนำมาปฏิบัติในชีวิต และ เพราะการป
ฏิบัติ จึงรู้อย่างชัดแจ้งว่าผลนั้นเกิดแต่เหตุคือการกระทำ ไม่ใช่จากพิธีกรรมหรือการดลบันดาลจากใครๆ  จนวิถีชีวิตคล้อยตามธรรม เป็นอยู่ด้วยธรรม อันทำให้ตนเอง มีความทุกข์น้อยลงเรื่อยๆ สุขมากขึ้นเรื่อยๆจากความเป็นปกติของชีวิต และใช้ความปกติในทางที่ดี (กุศลศีล) นี้เป็นพื้นฐานที่จะเข้าถึงความสุขอันยิ่งๆขึ้นไป

ดังที่ตรัสว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

ซึ่งนอกจากตนจะมีสุขขึ้นเรื่อยๆแล้ว ยังเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ดีแก่คนในสังคมอันทำให้สังคมพลอยสงบสุขตามไปด้วย

เป็นการป้องปรามวัดไม่ให้มีการเผยแพร่สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของพุทธศาสนา เผยแพร่ความเข้าใจผิดอันยิ่งทำให้พุทธศาสนิกชนไม่ได้ประโยชน์จากธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาแสดง แทบทุกวัด ไม่เว้นแต่พระอารามหลวง ต่างมีข้อความเชิญชวนให้ถวายสังฆทานเพื่อสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา ซึ่งเป็นความเชื่อที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า

กรรม แปลว่า “การกระทำ” เราไม่สามารถแก้ผลของกรรมไม่ดีด้วยการจ่ายเงินให้ใครบางคนทำพิธีอะไรสักอย่างแล้วผลของการกระทำนั้นจะสูญหายไป อย่างที่มักเรียกกันว่า “พิธีแก้กรรม” ได้ พิธีกรรมอย่างนี้ผิดอะไรจากการบูชายัญในพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าทรงค้านนัก

กรรมเก่า กรรมใหม่ แก้กรรม ดับกรรม เป็นเรื่องที่ชาวพุทธยังเข้าใจกันผิดๆ พุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องของกรรมเก่า โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงความหมายของ กรรมเก่า แก้กรรม ดับกรรม ไว้ในกรรมนิโรธสูตร นวปุราณวรรค ว่า

“[๑๔๖] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงกรรมใหม่และกรรมเก่า ความดับกรรม และปฏิปทาที่ให้ถึงความดับกรรม เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว

กรรมเก่า เป็นอย่างไร

คือ จักษุ (ตา) บัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา

ฯลฯ

นี้ เรารียกว่ากรรมเก่า

กรรมใหม่ เป็นอย่างไร

คือ กรรมที่บุคคลทำด้วยกาย วาจา ใจ ในบัดนี้

นี้ เราเรียกว่ากรรมใหม่

ความดับกรรม เป็นอย่างไร

คือ นิโรธที่ถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมได้

นี้ เราเรียกว่าความดับกรรม

ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับกรรม อะไรบ้าง

คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่

๑สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ)           ๒สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)

๓สัมมาวาจา(เจรจาชอบ)        ๔สัมมากัมมันตะ(กระทำชอบ)

๕สัมมาอาชีวะ(เลี้ยงชีพชอบ)  ๖สัมมาวายามะ(พยายามชอบ)

๗สัมมาสติ(ระลึกชอบ)           ๘สัมมาสมาธิ(ตั้งจิตมั่นชอบ)

นี้ เราเรียกปฏิปทาที่ให้ถึงความดับกรรม”

สํ.สฬา.(แปล) ๑๘ / ๑๔๖ / ๑๗๙ - ๑๘๐

จากคำตรัสดังที่ยกมา แสดง ว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เองเรียกว่ากรรมเก่า

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายไว้ว่า  “กรรมเก่า” ก็คือสภาพชีวิตที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้นั่นเอง ซึ่งก็คือผลจากกรรมเท่าที่เราทำมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด และเราทั้งหลายใช้สภาพที่เป็นที่มีในปัจจุบันนี้สร้าง “กรรมใหม่” ต่อๆไป จึงจะเห็นได้ว่ากรรมไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องในอดีตที่จบไปแล้ว แต่หมายถึงทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต หากเราเข้าใจว่ากรรมหมายถึงเพียงอดีต เราก็จะไม่สามารถแก้กรรม ดับกรรมได้

ซึ่งการ “แก้กรรม ดับกรรม” หมายถึงการกระทำอย่างจริงจังตามมรรคมีองค์ ๘ และจะสำเร็จได้ก็ด้วยการเริ่มต้นยอมรับผลของกรรมเก่าเสียก่อน แล้วจึงแก้กรรม ด้วย “ปฏิกรรม” หรือ กระทำคืน ซึ่งก็คือ จากที่เคยกระทำกรรมไม่ดี อันทำให้เป็นคนไม่ดี ก็กระทำกรรมใหม่ไปในทางที่ดี เพื่อกลับคืนมาเป็นคนดี เพื่อให้เกิดการสั่งสมการกระทำดี เคยชินกับการกระทำดี อันก่อให้เกิดผลดีใหม่ๆขึ้นแทนผลของการกระทำที่ไม่ดีเก่าๆ

ผลของกรรมดีทำให้ตนได้รับความรื่นรมย์จากสิ่งที่รับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จนราวกับได้อยู่ในสวรรค์ หรือ ตายไปก็ได้บันเทิงอยู่ในสวรรค์

หรือหากจะทำให้ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือทำกรรมที่ไม่ทำให้เกิดการสั่งสมทั้งผลของกรรมดีกรรมชั่ว แต่เป็นกรรมที่ทำแล้วกลับทำให้ สิ้นกรรม นำไปสู่ ความดับของกรรม นั่นคือทำกรรมดีต่างๆด้วยคิดแต่เพียงว่า “ได้ทำ” เท่านั้น ไม่หวังผลของการกระทำ

การกระทำนั้นจึงไม่จัดว่าเป็นกรรม เพราะไม่มีผู้รับผล แต่จัดเป็นกิริยา ที่ทำแล้วก็จบไป ทำแล้วก็เท่านั้น ดังที่เรียกกรรมอย่างหลังนี้ว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม อันเป็นมุ่งหมายสูงสุดของพุทธศาสนาเพราะทำให้ไม่มีการเกิดใหม่อีกต่อไป

พระวินัยนั้นคืออายุของพระศาสนา หากมีการรักษาพระวินัย สงฆ์ก็จะดูงดงาม ทำที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ที่เลื่อมใสแล้วให้ยิ่งคงมั่น แต่กระนั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงปฏิเสธ ว่าวันหนึ่ง พุทธศาสนาก็ถึงกาลแตกดับ เสื่อมสิ้น แต่ตรัสว่า หากมีการปฏิบัติที่ตรัสเรียกว่า “เป็นอยู่ชอบ” หรือก็คือการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ที่จะทำให้ “โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์”

กระแสสังคมในขณะนี้เรียกร้องให้มีการปฏิรูป

แต่...

เราจะปฏิรูปเปลือกนอก หรือการเข้าถึงหลักธรรมอันเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนากันดีล่ะคะ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 15/03/2015 เวลา : 22.33 น.

ขอบคุณมากค่ะ
คำตอบที่คห.27 เป็นคำตอบที่ดีมาก ไม่ทราบมาก่อนค่ะ คิดว่าควรเป็นความรู้พื้นฐานของศาสนาพุทธที่เราควรทราบอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 27 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 15/03/2015 เวลา : 17.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

คห26rattiya คงต้องขออนุญาติเจ้าของบ้านมาตอบคำถามครับ
คำว่าพระสงฆ์ ในความหมายพระรัตนตรัย เราหมายเอา อริยสงฆ์ครับคือตั้งแต่ระดับ โสดาบันขึ้นไปจนถึงอรหันต์ จะเป็นฆราวาสหรือ สงฆ์ที่อยู่ในเครื่องแบบก็ได้ การบรรลุธรรมเป็นเรื่องของจิตใจภายใน ไม่มีเครื่องหมายปรากฏให้เห็นกันได้
ดังนั้นพระสงฆ์ที่นุ่งห่มจีวร เราจึงเรียก สมมติสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงตั้งชุมชนนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นแบบอย่างให้ประจักษ์ว่า คนเราสามารถบรรลุสภาวะจิตใจชั้นสูงได้ และผู้ที่ตัดความผูกพันทางโลก ก็ไม่มีห่วงให้ต้องคอยพะวง ในการปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลสตนเอง การปฏิบัติขัดเกลากิเลสเป็นวิถีทางที่สวนกับโลก
ต่อมาพิธีกรรมการบวชนี้จึงกลายเป็นประเพณีที่สืบทอด ว่าชายควรบวชเรียน เพื่อขัดเกลาตนเองในชั้นหนึ่งก่อน ให้เข้าใจชีวิต ยามเมื่อมีครอบครัว จะได้ไม่นำพาครอบครัวไปสู่ความเสื่อมทราม จากการปฏิบัติที่ผิดพลาด
ความเลื่อมใสของชาวบ้านต่อผู้ที่ครองผ้านี้ ทำให้มีการอุปัฏฐากมากมาย จนเป็นที่มาของผู้ที่เห็นแก่ลาภที่จะได้จากการบวชเป็นพระ ลืมหลักการเดิมโดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งก็มาจากญาติโยมที่เอาความสบายของตนเป็นที่ตั้ง อยากให้พระอยู่สบาย เหมือนตนเอง พระที่มีวินัยไม่เข้มแข็ง ก้หวั่นไหวไปตามลาภสักการะ จนเป็นอย่างที่คุรรัตติยาว่ามา เรื่องเช่นนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่
ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะวางท่าทีอย่างไรกับเรื่องนี้ เราควรแยกให้ออกระหว่างสังฆะหรือตัวแทนสงฆ์สาวกพระพุทธเจ้า กับ ปัจเจกบุคคล
เราถวายทานปัจจัยเพื่อให้ชุมชนนี้อยู่ได้เพื่อการสืบทอดศาสนา รูปแบบนี้เป็นความจำเป็น ถ้าศาสนาเป็นน้ำ ก็จำเป็นต้องมีภาชนะไว้รองรับ ชุมชนสงฆ์นี้จึงเปรียบเหมือนแก้วที่ใส่น้ำ ดังนั้นเราจึงเคารพหมู่หรือรูปแบบ แต่ในแง่ของปัจเจก เช่นสงฆ์รูปใดทำตนไม่เหมาะสม เราก็ไม่จำเป็นต้องสงเคราะห์ หรือถ้าตักเตือนได้ก็ควรทำ
แต่ทั้งนี้ตัวเราก็ต้องแน่ใจในตนเองด้วยว่าจิตใจเราบริสุทธิ์ไม่มีอคติในการตักเตือนนั้น
ดังนั้นไม่ว่าสงฆ์จะประพฤติไม่ดีอย่างไร ผมจะไม่เอ่ยปากว่าร้ายเขา เพราะว่าสิ่งที่เขาทำภายใต้เครื่องแบบ เขาย่อมรับผลในสิ่งที่เขาทำ
เราไม่จำเป็นต้องไปเพ่งโทษหรือด่าทอ เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการเพิ่มพูนสิ่งที่ไม่ดีในจิตใจเปล่าๆ

ความคิดเห็นที่ 26 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 15/03/2015 เวลา : 14.43 น.

มีคำถามค่ะ
คนที่เข้าไปบวชเป็นพระ โดยที่ไม่มีใจศรัทธาต่อธรรม บวชเพราะประเพณีที่ทำาสืบทอดกันมา บวชเพราะมีปัญหาอาศัยผ้าเหลืองเป็นเกราะป้องกันตนเอง หรือบวชเพราะเรื่องเงิน..
ถือว่าเป็นพระสงฆ์หรือเปล่าค่ะ
คำถามนี้อาจจะเเรงไปหน่อย ขอกราบเรียนอภัยต่อพระสงฆ์ทุกท่านด้วยค่ะ ถือว่าชาวบ้านสงสัยไม่กล้าถามพระท่านตรงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 25 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 15/03/2015 เวลา : 14.31 น.

พระเทศ พระเทศน์

ความคิดเห็นที่ 24 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 15/03/2015 เวลา : 14.29 น.

ถูกใจข้อความนี้มากค่ะ อธิบายได้ดีมาก
"ผมจึงขอเปรียบคนเหล่านี้ ว่า เหมือนคนที่ไปเที่ยวชมนิทรรศการผลไม้ คนที่ฟังรู้เรื่องแต่ไม่น้อมมาปฏิบัติ กับคนที่ฟังไม่รู้เรื่องอาศัยศรัทธาตัวเดียว กับคนที่ทนนั่งฟังเช่นคุณรัตติยา แทบไม่มีอะไรแตกต่างกัน เพราะทั้งหมดนี้ ก็ไม่มีใครกัดกินผลไม้ดังกล่าว เพราะการเข้าถึงธรรม เป็น ปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน มอบให้ใครไม่ได้ แสดงให้ใครดูไม่ได้ เช่นดังการชิมรสผลไม้ ผู้ชิมจึงรู้เฉพาะตน "

นี้คือตัวอย่างการอธิบายที่รัตติยาหมายถึง

คห.18 รัตติยาใช้ความเข้าใจของตนเองเป็นหลัก พามาอ่านคำอธิบายก็เริ่มรู้ตัวไปหลงอยู่ในป่า(คอนกรีต)ที่ไหนค่ะ

ปล.ไม่ได้ฟังพระเทศมา 30 กว่าปีเเล้วค่ะ วัดที่ต่างประเทศก็มี เเต่เคยไปครั้งเดียวมีความรู้สึกว่า บรรยากาศไม่เหมือนไปวัดค่ะ ดูเเล้วไม่มีความสงบ เน้นการบริจาคเป็นหลัก คนที่ไปวัดก็เน้นการเเต่งตัวเป็นหลัก(ตาลาย เพราะเครื่องเเต่งกาย)
เลยไม่ไปวัดที่ต่างประเทศอีกเลย อาจเป็นเพราะว่า เคยไปวัดที่ต่างจังหวัดมีบรรยากาศอีกเเบบหนึ่ง พาเข้าวัดเเล้วรู้ส฿กว่าเป็นสถานที่สงบ

ความคิดเห็นที่ 23 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 15/03/2015 เวลา : 12.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

จาก คห18 rattiya ที่บอกว่าพระควรปรับปรุงการสอน ให้ฟังรู้เรื่อง ไม่เบื่อหน่าย ผมมีข้อพิจารณาในเรื่องนี้หลายประเด็น

1.ในการประชุมทางการแพทย์ มีศัพท์เฉพาะทางการแพทย์มากมายที่คนที่ไม่ได้เรียนทางนี้ ฟังไม่รู้เรื่อง ถ้าคนพูดไม่ได้รู้พื้นฐานกลุ่มผู้ฟัง ก็บรรยายไปตามปกติ ผู้ฟังย่อมไม่เข้าใจ และเบื่อหน่าย
ในการฟังเทศน์ก็เช่นกัน มีพระไม่กี่รูปที่มีพรสวรรค์ในการถ่ายทอดเนื้อหา แต่ขณะเดียวกัน ถ้าตัวผู้ฟัง มีพื้นฐานของศัพท์ทางธรรมบ้างก็เข้าใจในเนื้อหาที่พระเทศน์มากกว่าคนที่ไม่มีพื้นฐาน
ผมมีคนไข้คนหนึ่ง เข้าวัดนับสิบปี มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาถามผมว่า ไอ้ขันธ์5 ที่พระพูดมันแปลว่าอะไร ก็นับว่าเขาทนทานเอาการ ฟังทั้งๆที่ไม่รู้เรื่องก็ทนฟังไปอย่างนั้น

2.คนที่นั่งฟัง มีหลายกลุ่ม บางคนฟังเพราะศรัทธาตัวเดียว ไม่เข้าใจก็ไม่สน ขอให้ได้ยินภาษาพระ โดยเฉพาะภาษาสวด ก็คิดว่าเป็นทางจะได้ไปสวรรค์ บางคนก็ทนฟังทั้งที่ไม่รู้เรื่อง บางคนฟังรู้เรื่องทุกอย่าง รู้ดีกว่าพระอีก แต่พอออกจากวัด ก็ปล่อยให้ ราคะ โทสะ โมหะ เข้าครอบงำ

3.ผมจึงขอเปรียบคนเหล่านี้ ว่า เหมือนคนที่ไปเที่ยวชมนิทรรศการผลไม้ คนที่ฟังรู้เรื่องแต่ไม่น้อมมาปฏิบัติ กับคนที่ฟังไม่รู้เรื่องอาศัยศรัทธาตัวเดียว กับคนที่ทนนั่งฟังเช่นคุณรัตติยา แทบไม่มีอะไรแตกต่างกัน เพราะทั้งหมดนี้ ก็ไม่มีใครกัดกินผลไม้ดังกล่าว เพราะการเข้าถึงธรรม เป็น ปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน มอบให้ใครไม่ได้ แสดงให้ใครดูไม่ได้ เช่นดังการชิมรสผลไม้ ผู้ชิมจึงรู้เฉพาะตน

เอาเป็นว่า วันหลังถ้านั่งฟังพระเทศน์แล้วเกิดความเบื่อหน่าย คุณ รัตตั้งสติ ตามดูความเบื่อหน่ายนั้นสิครับ อย่าเป็นผู้เบื่อหน่าย แต่เป็นผู้พิจารณาความเบื่อหน่าย เหมือนดังเกิดอารมณ์โกรธ มันมีรสหรือลักษณะเฉพาะอยู่ เฝ้ามองดูเฉยๆ เราจะค่อยๆเห็นการเกิดดับของมัน แล้วถ้ามันหายไป จิตใจเรารู้เอง เหมือนดังชิมรสผลไม้นั้น รสอย่างนั้นแหละ คือปัจจัตตัง
หรืออาจจับเสียงที่พระเทศน์ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ตามเสียงนั้นไปเรื่อยๆ จิตจะตั้งมั่นมีสมาธิขึ้นมา เราก็จะโปร่งเบา ผ่านเวลานั้นมาได้อย่างไม่ลำบากนัก
มีพระนักเทศน์หลายรูปที่เทศน์แล้วสนุก เฮฮา หัวเราะกันเพลิน แต่สำหรับผม ผมว่าอารมณ์มันกระเจิงจนไปติดความเพลิน โอกาสสอบจิตตนเองนั้นค่อนข้างยาก
แต่ทั้งนี้ ก็ต้องผ่านการฝึกทั้งสิ้น ยามเมื่อได้ชิมรสสักครั้ง เราจะรู้ได้ด้วยตนเองครับ

ความคิดเห็นที่ 22 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
BlueHill วันที่ : 15/03/2015 เวลา : 11.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ยุคสมัยปัจจุบัน
สามัญชนคนธรรมนยังมีศีลมีธรรมมากกว่าพระสงฆ์เสียอีก

ความคิดเห็นที่ 21 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 15/03/2015 เวลา : 11.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ยุคสมัยปัจจุบัน
สามัญชนคนธรรมนยังมีศีลมีธรรมมากกว่าพระสงฆ์เสียอีก

ความคิดเห็นที่ 20 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พอเพียงที่เพียงพอ วันที่ : 14/03/2015 เวลา : 20.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Porjai2499

สวัสดีครับ

"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" "เช่นนั้นเอง" ใช่ไหม ครับ


ความคิดเห็นที่ 19 ni_gul , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 14/03/2015 เวลา : 17.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณทุกท่านทั้งที่มาเยี่ยมกัน และท่านที่ฝากความเห็นไว้ค่ะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณอาโป คุณ ni_gul คุณ สมชัย และคุณ rattiya
ที่แวะมาหลายครั้งเชียวค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 14/03/2015 เวลา : 13.21 น.

เข้ามาเขียนต่อ
คุณณํัฐรดา+คุณสมชัย ความเห็นส่วนตัว
คำสั่งสอนของรพะพุทธเจ้าดีอยู่เเล้ว ถ้าเข้าใจจะมีประโยชน์ต่อตนเองมาก
คิดว่าปัญหาที่มีอยูปัจจุบัน
1. คนเข้าใจคำสั่งสอนไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อน
2. คนไม่ดีนำศาสนาไปใช้ทำมาหากิน หาผลประโยชน์ใส่ตัว

สิ่งที่ควรจะปฏิรูปคือ วิธีการสอนศาสนาพุทธ (เเนะนำหรือบอกเล่า) ขอบอกตามตรงเวลาฟังพระท่านสอนเเล้วอยากจะหลับไม่กล้าไปบอกท่านเลยขอเขียนผ่านบล็อกนี้ค่ะ น่าจะปรับวิธีการสอนให้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจบัน พูดเขียนอย่างไรที่จะทำให้คนสนใจที่จะฟังก่อน จากนั้น การคิดตรึกตรอง เข้าใจถูกต้องก็จะตามมา สามารถปฏิบัติได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง (คิดว่าอย่างนั้นค่ะ)

เวลากลับมาเยี่ยมเมืองไทย เท่าที่เห็นปัจจุบัน มีความรู้สึกว่า ศาสนาเป็นเรื่องของผู้สูงอายุที่เตรียมตัวจะที่จะสละร่างกายเเล้วไปเกิดในชาติหน้าใหม่ หรือไม่ก็เป็นเรื่องของคนที่มีปัญหาเเล้วหันหน้าเข้าวัดเรียกว่าเข้าวัดเมื่อมีปัญหา ซึ่งเวลาคนมีปัญหาจะไม่มีเวลาตรึงตรอง สมองไม่โปร่งใสที่จะคิด จะทำทุกอย่างให้ตนเองพ้นทุกข์ เลยถูกคนไม่ดีใช้เป็นเครื่องมือหาผลประโยขน์
ขอจบเเบบห้วนๆ เหมือนเดิมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ทางแก้ว วันที่ : 14/03/2015 เวลา : 12.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

ปฎิรูปนี่ต้องปฎิรูปให้กับสงฆ์ด้วย
ขณะที่สงฆ์ทำตัวเหมือนเซลล์ขายของ
ขายความหวังของผู้คน ด้วยการทำทาน
บางทีการเกิดวิกฤตทำให้เราได้กลับมามอง
ฝุ่นเศษขยะบนพื้นบ้านเราที่เคยซุกไว้ตามซอกมุม
หลายเรื่องนี่ซุกกันไว้เป็นร้อยปีเลยทีเดียว

ความคิดเห็นที่ 16 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 19.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ติดกระพี้กันเลยเข้าไม่ถึงแก่นครับ

ความคิดเห็นที่ 15 ni_gul , อาโป และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 18.30 น.

ฟังเทศ ฟังเทศน์

ความคิดเห็นที่ 14 ni_gul , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
อาโป วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 16.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


แต่บางแห่งที่หลอกล่อเรื่องสวรรค์ นิพพาน ที่สามารถซื้อหาได้




นั่นคงเป็นการปล้นสดม สะสมทรัพย์ไปแล้วมั่งคุณหมอ

โดยใช้บาปบุญนรกสรรค์เป็นอาวุธ

กายกรรมเขาใช้มีดใช้ปืน
วจีกรรมเขาใช้บุญใช้บาป
แต่ก็จิต หรือเจตนาแห่งจิตนั่นแหละ คือโจร


ความคิดเห็นที่ 13 ni_gul , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 16.17 น.

งวดนี้รัตติยาเขียนเเบบห้วนๆไปหน่อยค่ะ เรื่องทำบุญที่กงสุลไทยยังขัดใจรัตติยาจนถึงปัจจุบันค่ะ เดือนก.ค.ปีนี้ก็ต้องไปติดต่อเรื่องพาสฯอีก ไม่รู้ว่าจะเจอเรื่่องนี้อีกหรือเปล่าค่ะ

ความคิดเห็นที่ 12 ni_gul , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 16.04 น.

สมัยเด็กเเม่คุณ(ยาย)พาไปวัดบ่อย เท่าที่เรียนรู้มาเเบบผิวเผินเเบบเด็กตามผู้ใหญ่ไปวัด ฟังเทศเเบบเข้าใจบาง ไม่เข้าใจบาง

ความคิดของตนเอง เข้าใจว่าศาสนาพุทธสอนให้คนเรียนรู้เเละเข้าใจตนเองทางด้านความคิด ทุกข์หรือสุขเกิดที่ใจ+ความคิดของตนเองที่ยึดมั่น ถ้าเข้าใจตนเองเเล้วจะเข้าใจว่าอะไร+ทำไมทำให้เกิด ความทุกข์ ถ้าเราเข้าใจตัวเองเเล้วจะทำความเข้าใจคนอื่นได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกันถ้าตัวเองไม่เข้าใจตัวเอง เเล้วจะไปเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร
สมัยก่อนเท่าที่เรียนรู้มา เรื่องการทำบุญถือว่าทำด้วยศรัทธา เกื้อกูลช่วยเหลือ ทำเท่าที่กำลังตนเองมี มีน้อยทำน้อย ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน ไม่เคยได้ยินว่าทำบูญด้วยเงินจำนวนมากเเล้วจะไปขึ้นสวรรค์

สี่ปีที่เเล้วไปต่ออายุ passport ที่กงสุลไทยเจ้าหน้าที่ที่ทำให้ ถือต้นไม้เล็กๆที่มีเงินเสียบใว้ มายืนตรงหน้าเเล้วบอกว่า ช่วยๆทำบุญหน่อย มีความรู้สึกว่าเหมือนถูกบังคับให้ทำบุญ คิดดูเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่นี้ที่ต่างประเทศจะต้องมีความรู้ระดับปริญญา

ความคิดเห็นที่ 11 ni_gul , ..เวลาสวัสดิ์.. และอีก 4 คนถูกใจสิ่งนี้ (6)
สมชัย วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 14.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

เรื่องศรัทธาของคนเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะไปเปลี่ยนแปลงได้ ต่อเมื่อเจ้าตัวพิจารณาเห็นด้วยตนเอง คนที่ปฏิบัติผิดไปจากหลักการศาสนาพุทธก็เป็นคนดีมากมายในสังคม คนที่งมงายในวัตร เชื่อในหลักกรรมที่ผิดๆ เชื่อในสวรรค์ นิพพานที่ใช้เงินซื้อหา หลายคนที่รู้จักก็เป็นคนดี
เมื่อเขาศรัทธาที่จะเชื่อเช่นนั้น ยินดีที่จะจ่าย ไม่ต้องการเข้าถึงแก่นแท้ของพุทธศาสนา เราคงต้องเคารพความคิดเห็นอันนั้น ตราบใดที่ความเชื่ออันนั้นไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม หรือตัวเขาเองที่ถูกศรัทธานั้นหลอกล่อจากสำนักที่เห็นเป็นช่องทางในการแสวงหาประโยชน์
การแก้กรรมอย่างที่โฆษณานี้ จัดว่าเป็นเรื่องปกติที่พบเห็น ผู้ที่เชื่อก็เชื่อ ทำแล้วเขาก็มีความสุข ตนเองไม่รู้ว่าถูกหลอก เพราะศรัทธาตัวเดียว ลักษณะนี้ยังดีจัดว่าหลอกด้วยจำนวนเงินไม่มากนัก
แต่บางแห่งที่หลอกล่อเรื่องสวรรค์ นิพพาน ที่สามารถซื้อหาได้ แม้กระทั่งสามารถผ่อนได้ แล้วยังมีผู้ศรัทธาหัวปักหัวปำ
สังคมจึงต้องตรวจสอบตรงนี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่นี้ได้ทำหน้าที่ที่ควรทำหรือยัง
ทุกคนมีศีล สมาธิ ปัญญาไม่เท่ากัน นี่เป็นเรื่องของบุคคล เราห้ามศรัทธากันไม่ได้ ใครเห็นทางปฏิบัติที่ตรงที่ชอบ ทำไป เขาผู้นั้นย่อมได้รับผลนั้น ใครที่ปฏิบัติผิดเพี้ยน ก็เป็นสิทธิ์ของเขา เพียงแต่ผู้ที่มีหน้าที่ต้องกำกัีบดูแลอย่าให้มีการเอารัดเอาเปรียบ การหลอกคนที่มีอยู่แล้ว อาจไม่สะเทือน แต่ผู้ที่ปากกัดตีนถีบแล้วถูกหลอกนี่สิ น่าสงสาร
ดังนั้นควรปฏิรูปตรงไหน คงจะได้คำตอบกระมัง

ความคิดเห็นที่ 10 ni_gul , ..เวลาสวัสดิ์.. และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 13.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอแสดงความเห็นตอบความเห็นที่ 1 อีกหน่อยนะคะ

การทำบุญของชาวพุทธ แม้จะเพื่อไปสวรรค์ ก็ไม่ผิดค่ะ เพราะการทำบุญโดยหวังผลของบุญให้เกิดต่อตนจัดเป็นสัมมาทิฏฐิ เพียงแต่เป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะ เพราะมีผลให้มีตัวตนวนเกิดไปรับผลของบุญนั้น

เพียงแต่ท่านผู้ทำบุญต้องทราบว่า เมื่อมีการเกิด ก็ต้องมีการพบทุกข์ สุข คลุกเคล้า มีการตาย วนเวียนไปไม่รู้จบ

ไม่ทุกคนที่ปรารถนานิพพาน (หมายถึงการดับโดยรอบ ไม่ใช่สันทิฏฐิกนิพพาน อันหมายถึงการดับกิเลสได้เป็นครั้งๆ แต่หากถูกกระทบด้วยอารมณ์ ก็สามารถเกิดกิเลสขึ้นมาใหม่ ทำให้ต้องขวนขวายดับอีก) ค่ะ ดังที่ตรัสว่า เพราะธาตุมีหลายธาตุ คนเราจึงมีความเชื่อ ความชอบ อัธยาศัยแตกต่างกันออกไป แต่ตราบเท่าที่ยังเป็นคนดีในสังคม การไม่ปรารถนานิพพาน ก็เป็นเรื่องเฉพาะตน ไม่ถือว่าเป็นความผิด เพียงแต่ต้องเหนื่อยกับการประคองขันธ์ที่มีธรรมชาติคือมักไหลไปสู่ที่ต่ำ และวนเวียนพบกับทุกข์และสุขเท่านั้น

ในพุทธกาล ยังมีการบูชายัญกันอยู่ ยัญนั้นเป็นการทำเพราะความเชื่อว่าตนจะได้ประโยชน์แล้วผลาญชีวิตอื่นเป็นจำนวนมาก พระพุทธเจ้าทรงเปลี่ยนยัญอันเบียดเบียนมาสู่ยัญที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ผู้อื่น ตรัสว่าหากการจะบูชาผู้อื่น (ด้วยข้าวน้ำ) ก็ทำเถิด และควรทำด้วยใจที่ผ่องใสในกาลทั้งปวง (ทั้งเวลาก่อนให้ ขณะให้ หลังให้) เพราะเป็นเหตุให้ละความโทษ (คือความโลภ โกรธ หลง) ลงได้ นอกเหนือจากที่ให้ผลเป็นดุจขุมทรัพย์ที่ติดตามตัวไปในทุกที่

มามองที่การทำบุญ เช่น การถวายสังฆทาน หากเราตั้งใจจะบำรุงสงฆ์ บำรุงศาสนสถาน แล้วรู้ว่าการกระทำมีผลเป็นบุญ เราขอว่าผลนั้นจงเกิดแก่เรา ก็ยังถือว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ การตั้งใจไปถวายสังฆทานด้วยความคิดที่ว่าจะแก้กรรมของตน ทำให้ตนไม่ต้องรับผลของการกระทำที่ไม่ดี อย่างนี้ซีคะที่ผิด เพราะผิดต่อหลักกรรมที่ตรัส และเป็นเนื้อความที่เอนทรี่นี้หมายถึงค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 ..เวลาสวัสดิ์.. , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
อาโป วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


หากว่าไครผู้ใดผู้หนึ่งปฎิรูปศาสนา เราเรียกผู้นั่นว่า ศาสดา หรือว่าพระพุทธเจ้า

..

ความคิดเห็นที่ 8 ..เวลาสวัสดิ์.. , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
อาโป วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 12.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


ศาสนาทุกศาสนา ไม่อยู่ในฐานของคำนิยม หรือคำนิยาม ว่า"ปฏิรูป"ได้

ด้วยเหตุว่าศาสนาทุกๆศาสนา เป็นคำสอนเรื่องวินัย แนวทางการปฏิบัติ ไปตามกำลังของศรัทธา

ความคิดเห็นที่ 7 ni_gul , ..เวลาสวัสดิ์.. และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
อาโป วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 12.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


http://www.openbase.in.th/files/ebook/sangh/set1/sangharaja041.pdf

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา , ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (2)
อาโป วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 12.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile


http://www.openbase.in.th/files/ebook/sangh/set1/sangharaja041.pdf

ความคิดเห็นที่ 5 ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 11.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 : ครูแดง

ขอบคุณสำหรับความเห็นมากค่ะพี่ พออ่านแล้วเลยสงสัยว่าตนเองคงใช้คำอะไรผิดไป อ่านทบทวนดู จึงรุู้ว่าใช่จริงๆ เพราะในบรรทัดสุดท้าย เดิมเขียนไว้ว่า
"เราจะปฏิรูปเปลือกนอก หรือเนื้อแท้ของพุทธศาสนากันดีล่ะคะ"
เลยชวนให้เข้าใจว่าหมายถึงปฏิรูปคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่มีใครสามารถทำได้ เพราะตรัสไว้ดีแล้วอย่างที่พี่บอก จึงแก้ไขใหม่แล้วค่ะ

พระพุทธเจ้าตรัสถึงส่วนต่างๆโดยเปรียบไว้อย่างนี้ค่ะ

เมื่อผู้บวชบวชแล้วยินดีในลาภสักการะแล้วยกตนข่มผู้อื่น ตรัสว่าเปรียบได้การสำคัญว่ากิ่งและใบเป็นแก่น แล้วถือเอากิ่งใบนั้นไป
แต่หากไม่ยินดีในลาภสักการะ ทำศีลให้บริบูรณ์ แล้วยกตนข่มผู้อื่น ตรัสว่าเปรียบกับเห็นสะเก็ดไม้ว่าเป็นแก่น แล้วถือเอาสะเก็ดนั้น
แต่หากแม้ได้ลาภสักการะ สมบูรณ์ด้วยศีลก็ไม่มัวเมา แต่ยกตนข่มท่านด้วยสมาธิที่ได้ ตรัสว่าสำคัญว่าเปลือกเป็นแก่นแล้วถือเอาเปลือกไป
แต่หากได้แม้ทั้งหมดนั้นแล้วก็ไม่มัวเมา แต่ยกตนข่มท่านด้วยญาณทัสสนะที่ได้ ตรัสว่าเห็นกระพี้ว่าเป็นแก่นแล้วถือเอากระพี้นั้นไป
แต่หากแม้ได้ทั้งหมดนั้นแล้วก็ไม่มัวเมา และยังได้วิมุตติที่ไม่กำเริบ และไม่มัวเมา ไม่ประมาท ไม่ยกตนข่มท่านเพราะวิมุตติที่ได้ จึงตรัสว่า เขาเสาะหาแก่นไม้แล้วได้แก่นตามที่ประสงค์ค่ะ

ขอบพระคุณสำหรับการทักท้วงมากนะคะ

ความคิดเห็นที่ 4 สมชัย , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ni_gul วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 11.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ช่วงนี้เพิ่งได้ไปย้อนดูสารคดี ตามรอยพระพุทธเจ้า ของ พานอรามามีเดีย ที่เคยฉายทางช่อง 9 ค่ะ
ในสารคดีเราจะเห็นว่าตอนนี้ในอินเดียมีชาวอินเดียหลายพันเริ่มหันมานับถือพุทธศาสนา มีพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ มีโรงเรียนของชาวพุทธด้วย และยังได้ดูรายการสารคดีที่ไปสัมภาษณ์ชาวพุทธอินเดีย บางคนเคยมาบวชเรียนในไทย ครอบครัวของเขาเปลี่ยนมานับถือพุทธ พวกเขาบอกว่ารู้สึกเป็นอิสระรู้สึกดีที่ได้ปลดปล่อยตนออกจากเป็นทาสของความเชื่อเรื่องวรรณะ และมุ่งหน้าเผยแพร่คำสอนของพระพุทธองค์อยู่ทุกวันไป

แต่ชาวพุทธอินเดียมากมายไม่กล้าประกาศตนเพราะคนยังมองว่าเป็นศาสนาของคนจัณฑาล และการที่พระพุทธเจ้าถูกแปลงไปเป็นเทพอวตารของชาวฮินดู การหลั่งรากของพระพุทธศาสนาในอินเดียจึงยังน่าจะอีกยาวไกลนะคะ

นิกุลประทับใจเมื่อคิดๆ แล้วมันน่าจะเหมือนยุคพุทธกาลเมื่อครั้งเริ่มประกาศพระศาสนา

แต่ยุคนั้นที่ผู้คนยอมรับนับถือพระพุทธศาสนากันง่าย(กว่ายุคนี้) นอกจากพระธรรมแล้ว อาจด้วยพระบารมีแห่งองค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงประสูติในวรรณะกษัตริย์ และยังทรงได้รับการยอมรับจากกษัตริย์และนักปราชญ์มากมายด้วย

มันมีการเวียนว่ายตายเกิดของพระพุทธศาสนา มีเหตุการณ์ มีบริบทต่างๆ ที่นู่นบ้าง ที่นี่บ้าง ถ้าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมไปจากเมืองไทย แต่จะยังคงไปเกิดยังที่อื่นของโลกเหมือนเช่นเกิดลังกาวงศ์ในไทย แล้วกลับไปมีสยามวงศ์ในลังกา ...เช่นนั้นเอง

ความคิดเห็นที่ 3 rattiya , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 10.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

หลักกรรม มีเรื่องที่ต้องไขความกระจ่างอีกมาก น่าแปลกที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม ทุกคนเกิดมาพัฒนาตนเอง ไม่ต้องอ้อนวอนร้องขอต่อเทพองค์ใดๆ แม้แต่พระองค์เองยังตรัสว่า พระองค์ล่วงซึ่งพรใดๆ หมายถึง ไม่สามารถให้พรหรือดลบันดาลให้ใครๆได้ ทุกคนต้องช่วยตนเอง มีกรรมเก่าที่ต้องรับ มีกรรมใหม่ที่ต้องกระทำ
แต่ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นเสาหลักของพุทธศาสนาชาวพุทธ กลับมีการอ้อนวอนร้องขอ เซ่นสรวง แก้กรรมตามความเชื่อที่ผิดหลักพุทธศาสนามากมาย จนทอดตามองไปทั่วประเทศ แทบจะไม่มีวัดไหนที่สืบสานสิ่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งสอนเอาไว้
น่าจะถึงวันที่ ตัวใครตัวมันแล้วจริงๆ ศาสนาพุทธจะแปรเปลี่ยนเนื้อแท้ไป เพียงแต่ที่ตราบใดยังมีผู้เดินตามมรรค ตราบนั้น พระอริยบุคคลยังคงมีอยู่ แต่อาจไม่ได้มีชื่อว่าอยู่ในพุทธศาสนาเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ni_gul วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 10.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ต่อไปเปลือกของพุทธศาสนาในไทยอาจจะหุ้มห่อจนหนาหนักจัดการไม่ไหวเหมือนคราบไขมันบนฝาผนังและเตาไฟในครัว
...
เราต้องเร่งปฏิรูปกันค่ะ

1. แกะเปลือกออกบ้าง...
2. ชูเนื้อแท้ของธรรมแห่งพุทธศาสนาและปฏิปทาอันดีงามตามธรรมออกมาให้ประจักษ์แก่ใจมวลชนยิ่งขึ้น

เหมือนเรากระเทาะเปลือกปูนที่หุ้มพระพุทธรูปทองคำไว้

แค่กระเทาะจนให้เห็นเพียงประกายแห่งเนื้อทองข้างใน เดี๋ยวต่อไปจะมีคนมาช่วยกระเทาะจนหลุดหมดแทบไม่ทันนั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูแดง วันที่ : 13/03/2015 เวลา : 10.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

เปลือก กระพี้ แก่น....

-อ่านแล้วก็ให้ งง ....ว่าสรุป จะเอาอะไรแน่ ....โมหะนำธงมาลิ่วๆ....(ตัวแดง)....

-แก่นของศาสนาพุทธนั้น ไม่ต้องปฏิรูป....ศาสนาพุทธถ้าพูดตรงๆ
ใครจะปฏิรูปอะไร...เพราะพระพุทธองค์ตรัสไว้ดีแล้ว...

-มันน่าจะเป็นการ ปฏิรูปคณะสงฆ์ไทย รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนา...การทำบุญ อย่างไรเรียกเปลือก อย่างไรเรียกกระพี้ อย่างไรจึงเรียกว่าแก่น....

-คำว่าพระพุทธศาสนา ..ของชาวพุทธ จึงรู้เพียง ทำบุญ เพื่อไปสวรรค์

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน