*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551432
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< เมษายน 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2558
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 4272 , 06:11:16 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 10 คน ลิงเขียว , สิงห์นอกระบบ และอีก 8 คนโหวตเรื่องนี้

เชื่อว่าหลายๆท่านคงเคยได้ยินมานะคะ ว่าหากมีการ “ปิดวาจา” คือไม่มีการพูดคุยกับใครๆเลยในช่วงเวลาที่กำหนดหนึ่งๆ (เช่น 3 วัน เป็นต้น) นั้น มีผลดี เพราะเป็นการฝึกจิตให้สงบบ้าง เป็นการตัด “วัฏฏะ” อันประกอบด้วยกิเลส กรรม วิบากบ้าง ฯลฯ

โดยเหตุผลที่สนับสนุนให้มีการปิดวาจาคือ หากไม่มีการพูดจากัน ก็ไม่ต้องมีเรื่องให้กระทบกระทั่งกัน จิตจึงสงบจากเรื่องรบกวน หรือหากขัดใจแต่ไม่พูดออกมาก็คือไม่มีกรรม เมื่อไม่กรรมก็ไม่มีวิบากให้ต้องรับ

ดิฉันมองว่าเหตุผลนั้นถูกแต่ไม่ทั้งหมดค่ะ

ที่ว่าถูก คือ หากมีการว่ากล่าวเกิดขึ้น เราก็ควรปิดวาจา ไม่ว่ากล่าวตอบ เมื่อไม่ว่ากล่าวตอบ โอกาสเกิดเรื่องใหญ่ตามมาภายหลังก็น้อยลง ที่ว่าไม่ถูกทั้งหมด คือ แม้โอกาสเกิดเรื่องราวตามมาน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส อีกทั้งการไม่พูดกันเลย ยังเป็นทางเสื่อมของปัญญา

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเหตุผลต่างๆคือ

การไม่พูดนั้น ไม่ได้หมายความว่าจิตจะสงบ

เพราะหากมีเรื่องค้างคาอยู่ในใจ เรื่องนั้นก็มักเวียนเข้ามาให้ตริตรึก ให้นึกตามไปได้เรื่อยๆ เรื่องราวที่จบไปแล้วแต่ยังคาใจนั้น จึงราวกับเกิดขึ้นใหม่และโลดแล่นอยู่ตรงหน้าทำให้คิดไปต่างๆนาๆจนเร่าร้อนอยู่ภายในใจ ดังนั้น แม้จะไม่พูดกับใคร เราก็เป็นผู้ที่ไม่สงบได้

จิตจะสงบหรือไม่ จึงไม่ใช่เพราะการไม่พูดค่ะ แต่อยู่ที่การ “หลีกเร้น”

คำว่าหลีกเร้นนี้ เรามักตีความไปว่าหมายถึงการปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังเท่านั้น อันที่จริง หลีกเร้นนี้หมายความรวมไปถึงการคุ้มครองจิตจากอารมณ์ต่างๆที่เข้ามาทางอายตนะต่างๆคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็คือเรายังใช้ชีวิตตามปกติ แต่คุ้มครองจิตจากอารมณ์ที่ได้รับทางอายตนะเหล่านั้น

เราๆทั่วไป บางทีก็หลีกเร้นได้ บางทีก็ไม่ได้ แล้วแต่ว่าเราผูกพันกับเรื่องนั้นๆ บุคคลอันเป็นต้นเรื่องนั้นๆ มากน้อยแค่ไหน ยิ่งผูกพันมากก็ยิ่งหลีกเร้นได้ยาก แต่ถ้าพยายามคุ้มครองจิตจากอารมณ์ต่างๆที่ได้รับทางตา หู เป็นต้นอยู่เรื่อยๆ โอกาสที่จะเกิดเรื่องราวกับใครๆก็น้อย โอกาสที่จิตจะเศร้าหมองก็น้อย จึงเป็นอยู่อย่างเป็นสุขเป็นส่วนใหญ่

ส่วนว่าพระอรหันต์ ท่านได้ชื่อว่าเป็น “ผู้หลีกเร้นแล้ว”

และการที่จิตจะสงบจากเรื่องขุ่นเคือง ก็ด้วยเมตตา เพราะยังมีความเห็นว่าเป็นตนอยู่ เราจึงขุ่นใจได้อยู่ เมื่อยังมีความเห็นว่าเป็นตน ก็ควรเมตตาตนด้วยการไม่ปล่อยใจให้ถูกครอบงำด้วยกิเลสจนเป็นเหตุให้ใจไหลลงสู่ที่ต่ำ เมตตาผู้อื่นที่เขาก็เป็นเช่นเดียวกับเราจึงเป็นเหตุให้ก่อเรื่องราวต่างๆขึ้นได้ และพยายามน้อมลงสู่ความว่างจากความเห็นว่าเป็นตน จนดับความขัดเคืองใจลงได้ จึงชื่อว่าจะสามารถสงบได้จริง

การฟังด้วยใจ (http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/04/25/entry-1) ก็เป็นอีกเหตุที่ช่วยให้จิตสงบลงได้บ้าง

หากขัดใจแต่ไม่พูดออกมาก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีวิบากให้ต้องรับ

เมื่อมีความขุ่นข้องที่อยู่ในใจ ก็คือเรากำลังปล่อยให้กิเลสทั้งสามคือ ราคะ โทสะ โมหะครอบงำจิต เมื่อจิตถูกครอบงำเราก็ย่อมคิดไปในทางเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น หรือ เบียดเบียนทั้งสอง

กรรมคือการกระทำ การกระทำแม้เพียงทางใจ (มโนกรรม) ก็มีผลของกรรมหรือวิบากให้ได้รับแล้วค่ะ อย่างน้อยในขณะที่มีการกระทำคือคิดเบียดเบียนอยู่ ก็ได้รับผลคือความร้อนรุ่มภายในตน ดังที่ตรัสว่า ตนทำบาปเอง ก็เศร้าหมองเอง (บาป มีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า ทางไปสู่ทุคติหรือ ทางไปที่ไม่ดี เช่น คิดไม่ดี ก็พาใจไปสู่ทางไม่ดี)

และเพราะยอมรับอกุศลธรรมไว้ ก็คือมี ”ภพ”ตั้งอยู่ภายในใจ เมื่อใดที่ถูกกระทบในเรื่องเดียวกันก็เป็นหนทางให้เกิดระเบิดออกมา หรือ มี “ชาติ” ตามมาในที่สุด ดังที่ตรัสปฏิจจสมุปบาทว่าเพราะภพเป็นปัจจัยชาติจึงมี

เช่น ผูกโกรธใครบางคนอยู่ หากยอมให้อกุศลธรรมนั้นครอบงำจิต (ก็คือมีภพตั้งอยู่)  เมื่อบังเอิญพบคนคนนั้นเข้าก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ความรู้สึกเร่าร้อนเพราะความโกรธที่เคยเกิดก็กลับมาปรากฏที่จิตอีกราวกับเหตุการณ์ที่จบไปแล้วนั้นมาปรากฏขึ้นใหม่ตรงหน้า แม้จะไม่มีการแสดงออกทางกาย วาจา  แต่ใจก็ร้อนเพราะการเกิด (ชาติ) ขึ้นใหม่ของความโกรธนั้นแล้ว ความเป็นไปต่างๆในใจแม้อาจไม่แสดงออกทางวาจา อาจมีการออกมาทางอากัปกิริยาหรือทางกายได้ เช่น

ตน มองผู้ที่ตนกำลังขัดเคืองใจด้วยสายตาดูหมิ่น เย็นชา

ตน เห็นผู้ที่ตนมีความขัดเคืองอยู่แล้วผิน หรือ สะบัดหน้าหนี  ไม่ยอมมองเขาผู้นั้น

ตน หมองหม่นด้วยคิดไม่ตกหรือด้วยความคำนึงถึงจนเหม่อลอย

ตน ลอบชำเลืองมองผู้ที่ตนมีความขัดเคือง

เหล่านี้เป็นต้น

ผลของการกระทำที่มีต่อตัวเราก็คือ การไม่ซื่อตรงของจิต คือ ไม่ซื่อตรงต่อความดีงาม ต่อความดับของกิเลส และพอกพูน มายา หรือการแกล้งทำ ให้มากยิ่งขึ้น ความคิดในใจพร้อมจะก้าวล่วงออกมาทางกายหรือวาจาได้บ่อยขึ้น เร็วขึ้น และ แรงขึ้น นอกเหนือไปจากผลที่ได้รับจากบุคคลอื่นที่พบเห็นการแสดงออกของเราที่ย่อมต้องมีปฏิกิริยาตอบสนอง เช่น หากเรามีแววตาเหม่อลอยอยู่บ่อยๆ ผู้บังคับบัญชาคงไม่ยินดีมอบหมายงานสำคัญให้ ซึ่งก็ส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของเราเอง หรือผู้ที่เราขัดเคืองได้เห็นแววตา หรือ ความเย็นชาที่เราแสดงออกในยามที่เราไม่รู้ตัวเขาก็ย่อมรู้ได้  เราก็อาจได้รับการตอบสนองด้วยความเย็นชาเช่นกัน

เหตุผลที่มาจากความดำริและการสรรเสริญของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ทรงสนับสนุนการไม่พูดจากันค่ะ ในพุทธกาล ครั้งหนึ่ง ภิกษุกลุ่มหนึ่งกราบทูลพระพุทธองค์ว่า ในพรรษาที่ผ่านมา พวกท่านไม่มีการพูดกันเลย จึงไม่มีการกระทบกระทั่งกันแต่อย่างใด พระพุทธเจ้าจึงตรัสตำหนิว่าพวกท่านเป็นอยู่อย่างปศุสัตว์

สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญคือ “สากัจฉา” หรือ การสนทนาธรรมเป็นอย่างมากค่ะ (น่าจะเพราะนอกจากจะเป็นการช่วยให้เกิดความเข้าใจในธรรมมากขึ้น ทรงจำได้นานขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีในหมู่คณะนะคะ) เพราะสากัจฉาเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ

อีกทั้งพระองค์ไม่ได้สนับสนุนการไม่พูดจากัน แต่ทรงสรรเสริญการพูดเสียงเบา คือ คุยกันด้วยความเรียบร้อย ไม่เอะอะโวยวาย ดังจะเห็นจากเมื่อเหล่านักบวชในลัทธิอื่น เมื่อเห็นพระองค์เสด็จมาใกล้ศาลาที่เป็นที่กล่าวและแสดงธรรม พวกเขาจะบอกกันเองว่า พระสมณโคดมดำเนินมาโน่นแล้ว พระสมณะนั้นทรงสรรเสริญเสียงเบา หากพวกเราคุยกันด้วยเสียงเบาๆ บางทีพระองค์อาจจะเสด็จเข้าในศาลานี้และแสดงธรรมแก่พวกเราก็ได้

และพระองค์ยังทรงแยกเรื่องที่พูดคุยกันเป็น กถาวัตถุ หรือ เรื่องที่ควรพูดคุย และ ติรัจฉานกถา หรือ เรื่องที่ไม่ควรนำมาพูดคุยกันเพราะเป็นเรื่องขวางทางนิพพาน

ส่วนการพูดนั้น ตรัสสอนว่าเราไม่ควรพูดตอบด้วยคำหยาบหากมีการว่ากล่าวเกิดขึ้น เพราะจะนำไปสู่โทษทัณฑ์ต่างๆและความทุกข์ และหากเราอดกลั้นไม่ว่าตอบได้ วางใจเหมือนการไม่ถูกอะไรกระทบได้ เราก็จะบรรลุนิพพานหรือความดับของกิเลสในเรื่องนั้นๆ ดังพระคาถานี้

มาโวจ  ผรุสํ  กญฺจิ.......................วุตฺตา  ปฏิวเทยฺยุ  ตํ

ทุกฺขา  หิ  สารมภกถา,……….......…ปฏิทณฺฑา  ผุเสยฺยุ  ตํ,

สเจ  เนเรสิ  อตฺตานํ.....................กํโส  อุปหโต  ยถา

เอส  ปตฺโตสิ  นิพพานํ..................สารมฺโภ  เต  น  วิชฺชติฯ

เธออย่าได้กล่าวคำหยาบกะใครๆ  ชนที่เธอกล่าวคำหยาบด้วยพึงกล่าวตอบเธอ

เพราะว่าวาจาแข่งดีนำมาซึ่งทุกข์ โทษทัณฑ์ต่างๆพึงถูกต้องเธอ

ถ้าเธอไม่หวั่นไหว ทำตนเหมือนกังสดาลที่เขานำออกแล้ว

เธอนั่นบรรลุแล้วซึ่งนิพพาน ความแข่งดีย่อมไม่มีแก่เธอ

(นิพพาน ในที่นี้หมายถึงความดับของเหตุที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ นิพพานที่เห็นได้ในปัจจุบัน ไม่ใช่ปรินิพพาน)

ด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้ ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับการปิดวาจาค่ะ

แล้วท่านผู้อ่านมีความรู้สึกต่อเรื่องนี้อย่างไรคะ

..............................................

ตรงนี้คนละส่วนกับการปิดวาจาค่ะ แต่ก็ใกล้เคียงกัน จึงอยากเพิ่มเติมไว้

คือ หากเรามีเรื่องราวกระทบกระทั่งกับใคร คงเป็นการดีนะคะที่จะได้พูดคุยกันถึงสาเหตุที่แท้จริงเพื่อนำไปสู่การแก้ไขทั้งในเรื่องของปัญหาและความสัมพันธ์



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 24 ลิงเขียว , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 02/05/2015 เวลา : 08.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 22 : ลิงเขียว

คุณลิงโกรธคนยาก น่าจะสัมพันธ์กับการเข้าใจและอภัยให้ใครๆได้ง่ายๆนะคะ
ดีจังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 02/05/2015 เวลา : 08.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 21 : สิงห์นอกระบบ

วาจาเป็นสิ่งเบา จึงออกจากปากได้ง่ายๆ ง่ายเกินไปก็พาจนจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลิงเขียว วันที่ : 02/05/2015 เวลา : 05.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ


ลิงเขียว
ถ้าไม่ชอบคนๆนั้นจะไม่พูดด้วยเลยค่ะ
จะเฉยๆกับเค้าค่ะ แต่ก็ไม่ได้นินทาอะไรเค้านะคะ
อืม จะต่างคนต่างอยู่ซะมากกว่า

เวลามีเรื่องทะเลาะกับเพื่อน ก็จะปิดวาจาไปเลยค่ะ
ผ่านไปหลายวัน อารมณ์สงบก็จะกลับมาพูดกันอีกค่ะ
แล้ว จะไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บค่ะ อะไรที่ผ่านไปแล้ว ก็จะให้ผ่านไปค่ะ
ลิงเขียว....ไม่ชอบการมานั่งเคียดแค้นใครเลยค่ะ
ไม่ชอบจริงๆนะ
ลิง.....โกรธใครยากค่ะ ฮี่ๆ
ไม่ค่อยได้โกรธใครเลยค่ะ เพราะลิงมีเพื่อนน้อยค่ะ
สนิทกันจริงๆก็ 2 คนค่ะ
เลยไม่มีเรื่องทะเลาะกับใคร


ลิง......ลิงตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้
ก็มีโกรธอย่างรุนแรงอยู่ 4 ครั้งได้แหละ
แต่ละครั้งก็ห่างกันหลายปีค่ะ

ลิง....โกรธคนยากค่ะ

อีกอย่าง........ลิง ไม่ค่อยพูดกับใครด้วยแหละ
ชอบง่วนอยู่กับการดูละครค่ะ
อันนี้ถ้าว่างจากงานอ่านะ
จะไม่คุยกับเพื่อนค่ะ....หรือไม่ก็นอน...ซะอย่างงั้น

นินทา...แฮ่ๆมีบ้างแหละโน้ะ
แต่....พอหอมปาก หอมคอค่าาา


ลิง.....เลยเป็นพวกสุขภาพจิตดีเยี่ยม ฮี่ๆๆๆ


ก็สวดมนต์ไหว้พระ นั่งมาธิค่ะ
ไม่ใช่จะให้ใจสงบหรืออะไรหรอก
พอนั่งสมาธิแล้ว.....จะได้ทิปค่ะ
เฮงอะไรประมาณนั้น
ลอลิง..........เลยชอบนั่งสมาธิ
เอิ๊กกกกกกกกกกก


ลิง........ไม่ได้จริงจังอะไรอ่าค่าาา
แต่ลิงก็ทำบ่อยๆเกือบทุกวันนะคะ การนั่งสมาธิเนี่ยยย

เพียงแค่ลิง.....ทำเพื่อประโยชน์ทางโลภค่ะ
เหอๆ

ไม่ว่ากันโน้ะ


ปิดวาจา ไม่เคยทราบมาก่อนเลยค่ะ
แต่ถ้าจะไม่ให้พูดกับใครเลย 3 วัน
สบายๆชิลๆค่ะ
ลิงทำได้นะ แต่ว่า ถ้าไม่พูดกับใครเลย
คงตาเป็นหมีแพนด้าแน่ๆ เพราะหันไปดูละครแทนค่าาา


ลิง.......เขียนเก่ง
แต่ คุยไม่เก่งหรอก
ให้เชื่อนะ



อ่านบล็อกนี้แล้วสุขใจก่อนนอน

บะบายค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 rattiya , ลิงเขียว และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 15.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ปากมักจะพาจนครับ

ความคิดเห็นที่ 20 rattiya , ลิงเขียว และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 13.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 17 : Anacarika

จิตจะเป็นสมาธิได้ ขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัยค่ะ เช่น

มีการรักษาความสงบเรียบร้อยทางกาย วาจา ใจ จนกลายเป็นศีล
มีการใช้โยนิโสมนสิการอยู่บ่อยๆ จนไม่คะนอง (สำคัญในสิ่งที่ควรว่าควร ในสิ่งที่ไม่ควรว่าไม่ควร สำคัญในสิ่งที่มีโทษ ว่ามีโทษ สำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษ ว่าไม่มีโทษ จนจิตไม่เดือดร้อน ไม่ฟุ้งซ่าน)
มีการจัดการงานให้เรียบร้อยจนไม่มีปลิโพธ
และควรมีความเห็นตรงต่อการฝึกสมาธิ ว่าเพื่อให้จิตสงบ เพื่อใช้จิตในงานทางปัญญา เพื่อจิตที่เสมอในที่ทั้งปวง ไม่ใช่เพื่ออิทธิปาฏิหาริย์ใด หรือ เพื่อประโยชน์แก่ลาภใดๆค่ะ
ฯลฯ

ขอบคุณที่แวะมานะคะ

ความคิดเห็นที่ 19 rattiya , ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 11.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 16 : rattiya

ขอบคุณมากค่ะ แวะมาอีกครั้ง

เพราะการปฏิบัติธรรม คือการนำธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตค่ะ ไม่ใช่การไปนั่งนิ่งๆในที่ใดที่หนึ่ง การไปเข้าคอร์สฝึกตนควรเป็นการไปฝึกเพื่อที่จะนำสิ่งที่ฝึกมาใช้ในชีวิตปกติ เพื่อความ "เป็นปกติ" ของชีวิตนะคะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 11.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 15 : แม่หมี

ที่ว่าชินนั้น ไม่ทราบว่าชินกับอะไรนะคะ
หากชินกับการข่มจิตด้วยกำลังของจิต ด้วยการเปลี่ยนที่ตั้งของอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาอยู่กับอารมณ์กรรมฐานเพียงอารมณ์เดียว กำราบอกุศลจิตด้วยโยนิโสมนสิการ ก็เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 ลิงเขียว , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
Anacarika วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 10.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

ถึงไม่พูด..ถ้าจิตยังส่งออกนอก สมาธิก็คงไม่เกิด..กระมังครับ

ความคิดเห็นที่ 16 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 10.07 น.

เห็นด้วยกับข้อความนี้ค่ะ(คห.14)
"บางท่าน ไปวัดเพื่อไปฝึกสมาธิ แต่พอกลับมาอยู่บ้านก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำจิตอย่างไร ก็ยอมให้ครอบงำอย่างนั้น ท่านว่า อยู่บ้านจะยังไงก็ได้ แต่ไปอยู่วัดก็ต้องทำตัวอีกแบบ ไม่ใช่ทำแบบอยู่ที่บ้าน เลยชวนให้สงสัยค่ะ ว่าศึกษาธรรมในลักษณะนี้แล้วชีวิตจะดีขึ้นจริงหรือ เพราะชีวิตปกติของเราคือการอยู่ในสังคม ธรรม น่าจะช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างสงบในสภาพแวดล้อมปกติมากกว่านะคะ"

ความคิดเห็นที่ 15 ลิงเขียว , ณัฐรดา และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
แม่หมี วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 09.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

เคยฟังดาราท่านหนึ่งบอกว่าไปปฎิบัติธรรม จำไม่ได้ว่าสถานที่ใด ไปอยู่ประมาณเกือบเดือน ทุกคนมีห้องส่วนตัว ห้ามพูดคุยกันเลยนั่นคือข้อปฎิบัติของที่นั่น น่าจะอึดอัดมากเลย พิธีกรก็ถามว่า "ไม่รู้สึกอยากพูดคุยหรืออย่างไร" เธอตอบว่า " ตอนแรกก็อึดอัด อยู่ไปก็ชิน"
ถ้าเป็นแม่หมีคงแย่แน่ๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 ลิงเขียว , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 09.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 11 : สมชัย

มองว่า การที่สำนักปฏิบัติให้ปิดวาจา ไม่พูดกันเลยตลอดเวลาที่อยู่ในสถานที่ มีผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ

ส่วนใหญ่สำนักต่างๆมักสอนเน้นที่การฝึกสมาธิ อันเป็นเหตุให้ได้สุขจากการฝึกจิตด้วยการข่มจิตให้สงบ พบสุขภายในจิตโดยไม่ต้องพึ่งพิงปัจจัยจากภายนอก หรือ นิรามิสสุข

แต่ความสุขนั้นมีเป็นระดับๆ ระดับต้นคือสุขจากการพึ่งพิงสิ่งล่อ หรือ ปัจจัยภายนอกหรืออามิสสุข ที่ประณีตขึ้นก็คือนิรามิสสุข แต่ที่ประณีตยิ่งกว่าสองสุขนั้น คือสุขจากการดับของกิเลสที่เกิดจากการพิจารณาจนเห็นแจ้ง สุขนี้ เรียกว่า สุขที่ประณีตยิ่งกว่านิรามิสสุข

นิรามิสสุขนั้น จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีศีลสมบูรณ์ หากผู้ปฏิบัติยังไม่เคยฝึกตนด้วยสิกขาบทต่างๆจนวิถีชีวิตเป็นศีลขึ้น เมื่อมาฝึกสมาธิยากที่จะข่มจิตให้สงบได้ อีกทั้งหากไม่เข้าใจเรื่องการมีตัณหาเป็นเพื่อนสอง คือ มีเพื่อนคอยพูดคุยอยู่ในใจไปในทางที่จะให้เกิดความต้องการต่างๆ ฟังเสียงตนที่อืออึงในอกแทนเสียงผู้อื่นตลอดเวลา แม้จะไม่พูดคุยกับใคร ก็ไม่น่าจะมีประโยชน์นะคะ

เคยพบบางท่าน ไปวัดเพื่อไปฝึกสมาธิ แต่พอกลับมาอยู่บ้านก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำจิตอย่างไร ก็ยอมให้ครอบงำอย่างนั้น ท่านว่า อยู่บ้านจะยังไงก็ได้ แต่ไปอยู่วัดก็ต้องทำตัวอีกแบบ ไม่ใช่ทำแบบอยู่ที่บ้าน เลยชวนให้สงสัยค่ะ ว่าศึกษาธรรมในลักษณะนี้แล้วชีวิตจะดีขึ้นจริงหรือ เพราะชีวิตปกติของเราคือการอยู่ในสังคม ธรรม น่าจะช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างสงบในสภาพแวดล้อมปกติมากกว่านะคะ

ขอบคุณสำหรับความเห็นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 ลิงเขียว , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 08.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 8 : ni_gul

ต้องขอขอบคุณต่อความเห็นมากค่ะ พอเห็นความเห็นที่ 8 จึงได้ทราบว่า ตนเองทำพลาดไปอย่างหนึ่ง คือ ไม่ได้เล่าถึงการปิดวาจาที่ชัดเจนค่ะ ว่าหมายถึงการที่ตั้งใจจะไม่พูดอะไร พูดกับใคร ไม่มีวาจาทั้งหมดเลยค่ะภายในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 3 วัน 7 วัน เป็นต้น ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อไม่มีการพูดกัน ก็ไม่มีการกระทบกระทั่ง ไม่มีวิบากให้ต้องรับ จึงได้ไปแก้ไขในตัวเอนทรี่แล้ว

การตั้งใจฝึกไม่ให้พูดกระทบกระทั่งใคร จึงต่างจากการปิดวาจาในเอนทรี่นี้ค่ะ เพราะการตั้งใจไม่พูดให้ใครกระเทือนใจ หมายถึงเจตนาอบรมเมตตาขึ้นในจิตว่าจะไม่เบียดเบียนใครด้วยวาจา แล้วพยายามตั้งสติติดตามอิริยาบถ (เพื่อให้จิตสงบอันทำให้กำหนดรู้ได้ง่ายขึ้น) ติดตามสิ่งที่ตนทำ คำที่ตนมี ความรู้สึกที่ตนรับรู้ และเรื่องที่ตนคิด (เพื่อกำหนดรู้แล้วนำมาไตร่ตรอง) ว่าเป็นไปตามเจตนาหรือไม่ แล้ว “ทำให้มาก” ในสิ่งที่ควรทำ

แต่คนเราก็เผลอกันได้นะคะ บางครั้งเราจึงยังเผลอพูดอะไรที่กระทบใจคนอื่น ได้บ้าง แต่เพราะเจตนาอย่างนี้ ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว อย่างที่คุณ ni_gul บอกเอาไว้อย่างนี้ เมื่อคอยตั้งสติติดตามกาย เวทนา จิต ธรรม อยู่อย่างนี้ เรื่องที่ไม่ควรทำก็จะค่อยๆน้อยลง และในเรื่องเดียวกันนั้นก็ยังค่อยๆทำห่างออกไปเรื่อยๆนะคะ และพร้อมๆกับการยึดก็จะค่อยๆคลายลงไปเรื่อยๆด้วย

เมื่อคุณ ni_gul ไม่พูดถึงความขัดแย้งแล้วจิตสงบลง นั้นน่าจะหมายถึงการไม่ยอมให้โทสะครอบงำจิตนะคะ แล้วยังมีการกระทำต่อคือ มีสติระลึกถึงสิ่งที่ได้ทำลงไปแล้ว แล้วนำมาพิจารณาจน “ปัญญารู้คิดก็ย่อมดี ความวุ่นวายงอแงก่อปัญหาต่อกันก็ลดลงได้” อย่างที่ได้เล่ามา

อนุโมทนาด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 12 ลิงเขียว , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 08.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 7 :rattiya

ขออนุโมทนากับคุณ รัตติยาค่ะ ที่เป็นคนที่มีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย ซึ่งการเห็นภัยแม้ในสิ่งเล็กๆน้อยๆนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นว่าเป็นสิ่งที่เราควรเห็นและแก้ไขค่ะ สิ่งเล็กๆก็อาจเหมือนคลื่นบนผิวน้ำเล็กๆ แต่หลายๆเล็กก็เต็มผืนน้ำได้นะคะ

ส่วนเรื่องการทำงานแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ของเพื่อนนั้น คงเป็นที่นิสัยส่วนบุคคลค่ะ ในส่วนที่จะทำให้การงานโดยส่วนรวมเสียหาย คุณรัตติยาก็ได้แก้ไขไปแล้ว ก็คงไม่เกิดขึ้นอีกนะคะ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ในหมู่เพื่อนร่วมงาน ตัวเธอเองเป็นผู้รับผล แม้คุณรัตติยาจะเอื้ออารีต่อเธออย่างไร เธอคงต้องแก้ไขด้วยตัวเอง

เธอทำงานเต็มที่ด้วยเมตตาผู้อื่น แต่คงลืมเมตตาตนเองไปค่ะ การที่เธอทำงานเต็มร้อย ก็เพราะ ความรับผิดชอบ ความอยากให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ มีใจที่จะทำงานให้ผู้ป่วยอย่างเต็มที่ มีความเมตตาผู้ป่วยเหมือนอย่างที่คุณรัตติยาหรือเพื่อนๆทุกๆคนมีค่ะ เพียงแต่เธออาจขาดความเห็นที่จะพลิกแพลงจนไม่สามารถเข้ากับใครได้ คุณรัตติยาอาจใช้ความสนิทสนมค่อยๆชี้ให้เธอเห็นว่า การรักษานั้น รักษาแต่โรคอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรักษาคนด้วย

แต่ผลจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการมองเห็นและการปฏิบัติของเธอเองค่ะ

อนุโมทนากับความอารีด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 11 ลิงเขียว , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 05.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

"ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ"
ถ้าเข้าใจพุทธพจน์นี้ ก็จะแยกออกว่าอะไรคือธรรม อะไรคือ วินัย
ธรรมเป็นเรื่องภายใน วินัยเป็นเรื่องภายนอก
ธรรมเป็นเรื่องในจิตใจ วินัยเป็นเรื่องกายวาจา
ธรรมเป็นเรื่องของตน วินัยเป็นเรื่องส่วนรวม
การที่สำนักปฏิบัติธรรม ให้คนต้องปิดวาจา จุดประสงค์คือ การรักษาวินัย เพราะถ้าหมู่คนที่มาปฏิบัติ มีศีล สมาธิ ปัญญาที่ไม่เสมอกัน ปล่อยให้คุยกัน เรื่องราวที่พูดคุย ก็ออกไปนานัปปการ บ้างก็เป็น กถาวัตถุ บ้างก็เป็นติรัจฉานกถา อารมณ์ที่มีสารพัดที่ทุกคนรับเข้ามา ในขณะที่สติของแต่ละบุคคลยังไม่ตั้งมั่นเพียงพอ ผลของสติที่ไม่มั่นคง ย่อมยากที่จะได้สมาธิอันเป็นส่วนผล
ทีนี้พอมากำหนด ด้วยการปิดวาจา อันเป็นการรักษาวินัย ให้เคร่งครัด ผู้ปฏิบัติบางท่านไม่เข้าใจ ความหมายเพียงพอ ก็ไปเอาวิธีการดังว่า คือการไม่พูด เป็นวิธีบรรลุธรรม ได้บุญได้กุศล ด้วยการไม่พูดไม่ทำนิ่งเสีย แต่ในขณะนั้น ตนเองพูดในใจมากเสียกว่าตอนพูดทางปากเสียอีก เพราะตัณหาเป็นเครื่องกระซิบอยู่ตลอดเวลา จิตใจจึงยากนักที่จะสงบ เรียกว่า กาย วาจา สงบ แต่ใจไม่สงบ แบบนี้เป็นการเสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะโดยมากคนเหล่านั้นพอจบการปฏิบัติ กลับมาบ้าน เมาท์แตก เพราะอัดอั้นมาหลายวัน
หรือบางคนคิดว่า การนิ่งเงียบ เป็นวิธีการที่ถูกต้อง ตามที่ตนปฏิบัติมา เพราะพระสอนมาแบบนี้ ก็เอาสิ่งนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน ก็เลยไม่ต้องสื่อสารกับคนอื่น มีปัญหาก็ไม่ต้องแก้ไข ปล่อยให้คนอื่นมานั่งเดาใจเรา โดยเฉพาะถ้าเป็นกับคนใกล้ชิด ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดมีปัญหาครอบครัวตามมามากมาย

ดังนั้น ขอให้ทำความเข้าใจให้ชัดๆ ว่า สมาธิคืออะไร สติคืออะไร ปิดวาจาไปเพื่ออะไร ธรรมคืออะไร วินัยคืออะไร มิฉะนั้นแล้วก็จะทำตามๆกันไป ไม่เข้าใจหลักการวัตถุประสงค์ สักแต่ว่าได้ทำตามที่พระสอน คนไทยดีทุกอย่างเสียอย่างเดียว ไม่กล้าถาม ไม่กล้าเถียงผู้ใหญ่ ไม่กล้าขุดคุ้ยเรื่องที่สงสัย ไม่กล้าตั้งคำถามว่า ทำไมต้องทำแบบนี้ เมื่อไม่มีใครกล้าถาม พระที่สอนก็คิดว่ารู้กัน หรือบางทีพระที่สอนก็ไม่รู้ เพราะพระอาจารย์ก็สอนตามๆกันมาแบบนี้ ก็จะได้ช่วยสอนให้พระรู้อันเป็นประโยชน์ต่อไป

ความคิดเห็นที่ 10 ลิงเขียว , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ni_gul วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 01.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

คือเวลานิกุลกับพี่น้องเคยทะเลาะกันตามประสาเด็กๆ คุณแม่มักจะบอกพวกเราให้เงียบ ให้หยุดพูดเถียงกันก่อน ... สังเกตดูแล้ว หลายๆ ครั้งที่หยุดพูด หยุดเถียง ความวุ่นวายบาดหมางดูลดความร้อนแรงลงนะคะ ...

อันนี้อธิบายเป็นภาษาธรรมไม่ถูกค่ะ ใช้ยกเอาพฤติกรรมตัวเองมาเทียบสังเกตเอาค่ะ

ปิดวาจาไม่โต้ตอบ อารมณ์ก็ไม่ฟุ้ง จิตก็มีสติ สติดี ปัญญารู้คิดก็ย่อมดี ความวุ่นวายงอแงก่อปัญหาต่อกันก็ลดลงได้ ... อย่างนี้เข้าใจถูกไหมคะ?

ความคิดเห็นที่ 9 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ni_gul วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 01.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

ขอเติมอีกนิดค่ะ อย่าที่คุณ rattiya เสนอความเห็นที่ 7 ไว้

การปิดวาจา เป็นความตั้งใจฝึกตัวเราเอง ไม่กี่ยวกับคนอื่น การจะเปลี่ยนคนอื่น จะอยากให้คนอื่นเข้าใจตรงกับเรา จะคล้ายว่าเราไปสร้างอีกปัญหาขึ้นมาสิคะ

เคยได้ยิน "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ค่ะ เรามองเห็นง่ายค่ะ ฝึกสมาธิเพื่อให้ทำงานการได้ดี ให้ถูกต้องตรงแม่นยำ เหมือนฝึกยิงธนู ฝึกกีฬา ฝึกเรียนหนังสือ ฯ

แต่ในทางการเจริญสติด้วยการเคลื่อนไหว หรือการเดินจงกรม เป็นการกำหนดกายเพื่อให้จิตทำตาม อย่างนี้ กายจะเป็นนายจิต
...
การปิดวาจาก็น่าจะส่งผลต่อจิตเช่นทำนองเดียวกันไหมคะ?

ความคิดเห็นที่ 8 ลิงเขียว , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ni_gul วันที่ : 01/05/2015 เวลา : 00.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc
"ทุกคนก็มีจิตใจที่จะรักกัน ทุกคนมีจิตใจที่จะช่วยกันทำอะไรต่างๆ โดยที่เป็นสิ่งที่เป็นมงคล ไม่ทะเลาะกัน. แค่นี้ก็พอ ขอแค่นี้" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (๔ ธ.ค. ๒๕๓๗) สาธุ! คนไทยทำได้แล้วค่ะ - สมานมหัศจรรย์ | ๐สมาน มือไทยเทศทั้ง_โลกา, สมาน มิตรใส่ใจพา_ช่วยได้, สมาน แผลใส่ยาทา_ยังชั่ว, สมาน ชาติเสียสละไซร้_เพื่อเกื้อมหัศจรรย์ http://oknation.nationtv.tv/blog/mettapc/2018/07/17/entry-2 

"การไม่พูดนั้น ไม่ได้หมายความว่าจิตจะสงบ"
เพราะเราอาจแสดงออกด้วยกิริยาได้อีก
จิตยังไม่ซื่อตรงได้อีก

แต่นิกุลเข้าใจว่า "ปิดวาจา" คือ การ "ตั้งใจ" ไม่ใช้วาจา เพื่อ "ฝึก" แบบฝึกหัดแห่งจิต ที่จะไม่กระทบกระทั่งใครด้วยวาจาที่ ตั้งใจ และ ไม่ตั้งใจ ทำร้ายใคร

จำได้ว่าพี่สาวนิกุลเคยเล่าถึงครั้งที่พี่สาวได้ไปฝึกวิปัสสนาที่วัดครั้งหนึ่ง ระหว่างที่ช่วยกันกวาดลานรอบเจดีย์อยู่นั้น มีหญิงผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ผู้หนึ่งเดินย่ำตัดลานไปแล้วทำให้ลานเลอะเปื้อนเป็นทางจนลับไปอีกทาง ก็มีอุบสิกาผู้หนึ่งในกลุ่มทำงานนั้นกล่าววาจาบ่นเชิงรำพันถึงเธอผู้ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยนั้นขึ้นมาอย่างหงุดหงิดและถือตัวว่าตนนั้นทำดีกว่าและตำหนิเธอคนนั้นว่าไม่เอาไหน ... (จำคำพูดไม่ได้ชัดๆ นะคะ แต่คล้ายจะพูดแรงๆ เกือบจะหยาบคายค่ะ)

นิกุลเก็บมาคิดพิจารณาแล้วก็เกิดเป็นความเข้าใจขึ้นมาว่าเธอคงเคยชินที่จะพูดบ่นถึงทุกเรื่องที่ไม่พอใจ ... คงไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แต่ยังคิดถือว่าตนดีกว่าคนอื่นอยู่มาก

กระทบใจค่ะ เพราะปกตินิกุลมักทำอยู่บ่อยๆ โดยไม่คิด ... บางทีก็อาจเคยใช้วาจาทำร้ายจิตใจใครหลายๆ คนมาอย่างนี้มาแล้วเช่นกัน ... ก็พยายามฝึกตัวเองไม่ให้ "บ่นเรื่อยเปื่อย" ไปได้เยอะค่ะ เดี๋ยวนี้ "ค่อยๆ ชิน" ที่จะไม่บ่นบ้างแล้ว แต่ก็ "ยังเผลอ" อยู่ค่ะ

ดังนั้นหากได้ ตั้งใจ "ปิดวาจา" บ้าง ก็คงดี เป็นการฝึกสร้างนิสัยใหม่ๆ ที่ดี

แต่ทว่า น่าจะคนละอย่างกับการไม่พูดคุยจนเก็บกดก่อปัญหาให้ไม่เข้าใจกันนะคะ น่าจะคนละบทเรียนไหมคะ?

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา , ni_gul ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 30/04/2015 เวลา : 20.50 น.

มีเรื่องหนึ่งที่ตัวเองประสบมาด้วยตัว ไม่ทราบจะตรงกับเรื่องนี้หรือเปล่า
กับเพื่อนร่วมงานชาวเยอรมัน เธอทำงานมาก่อนรัตติยา เธอมีปัญหาเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้ เเละมีปัญหาเข้ากับคนไข้ผู้สูงอายุ+ญาติไม่ได้ จนกระทั้งญาติคนไข้บางรายโทรเข้าหาศูนย์ไม่ต้องการให้เธอไปเยี่ยม หัวหน้าต้องเปลี่ยนตารางเวรใหม่ เพราะเธอเป็นคนตรงมาก ต้องการทำการพยาบาลทุกอย่างให้ได้อย่างตำราที่เรียนมา ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เธอไม่ยอมรับในการออกนอกลู่นอกทาง ต้องเป็นไปตามระเบียบที่ตั้งใว้ ประกอบกับเธอทำงานเเบบไม่ส่งเวรต่อ(ไม่พูดในที่ประชุมทีม เเต่ไปพูดลับหลัง) ทำให้เพื่อนร่วมงานมีปัญหาในการพยาบาลไปด้วย ผลสุดท้ายก็มีปัญหา เพื่อนร่วมงานไม่อยากยุ่งกับเธอ รัตติยาจะดูออก เวลาเข้าประชุมเธอจะค่อนข้างโดดเดียว ตัวรัตติยาเองก็เหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่นคือ โมโหทำไมไม่ส่งเวรทำให้เราทำงานผิดพลาดไปด้วย รัตติยาไม่ได้พูดโดยตรงกับเธอ เเต่โทรไปรายงานหัวหน้าเลย เธอถูกตำหนิ ผลที่ตามมารัตติยารู้สึ้กผิดไม่สบายใจที่ทำกับเพื่อนร่วมงานคนนี้ไป เรื่องนี้ค้างใจตลอดมา จนกระทั้งปลายปี้ทีเเล้วรัตติยาไปกล่าวขอโทษเธอ เธอไม่ได้ติดใจเเต่เเปลกใจที่รัตติยาไปขอโทษเธอ หลังจากนั้นรัตติยามีความรู้สึกโล่งใจ พูดคุยกับเธอได้ตามปกติไม่ตะกิดตะขวงใจเหมือนเเต่ก่อน เเต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่รัตติยาอยากเตือนเธอ เรื่องการทำงานเเบบต้อง 100 เปอร์เซนต์ของเธอ เเต่พูดไม่ออกค่ะไม่รู้จะเตือนเธออย่างไรดี ที่จริงเเล้วคนที่มีปัญหาคือเธอไม่ใช่รัตติยา ก็เลยปล่อยเลยตามเลย...

ความคิดเห็นที่ 6 ลิงเขียว , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 30/04/2015 เวลา : 19.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

น้องติ๊กคะ

เรื่องของการเปิดโอกาสให้ตักเตือน เปิดใจยอมรับคำตักเตือน พี่หมอเคยเขียนไว้ที่นี่ค่ะ

ฆราวาสได้อะไรจากการออกพรรษา http://www.oknation.net/blog/movie-som/2014/10/04/entry-1

ที่จริงเรื่องนี้เหมือนหัวมังกุดท้ายมังกร เพราะเริ่มต้นด้วยการตั้งใจไม่พูดจาด้วยเข้าใจว่าจะเป็นการทำให้จิตสงบ แต่กลับจบด้วยการตั้งใจไม่พูดจาด้วยการปล่อยปัญหาให้เรื้อรังไป

เหมือนจะคนละเรื่องเลยค่ะ แต่ก็นับว่าเป็นการปิดวาจาทั้งคู่นะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 ลิงเขียว , ni_gul และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
INDYLOVE วันที่ : 30/04/2015 เวลา : 17.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loveindy
บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำความประทับใจ ประสบการณ์ในการท่องเที่ยว และอาหาร

สวัสดีค่ะ พี่ตุ๊กตา ^__^"

หากเรามีเรื่องราวกระทบกระทั่งกับใคร คงเป็นการดีนะคะที่จะได้พูดคุยกันถึงสาเหตุที่แท้จริง
เพื่อนำไปสู่การแก้ไขทั้งในเรื่องของปัญหาและความสัมพันธ์ ติ๊กก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะพี่ตุ๊กตา

จะคล้ายๆ กับเรื่องวันออกพรรษา หรือ วันปวารณาออกพรรษา หรือเปล่าคะพี่ตุ๊กตาที่เป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาจำพรรษา 3 เดือนของพระสงฆ์เถรวาท โดยเป็นวันที่พระสงฆ์จะทำสังฆกรรมปวารณาออกพรรษาในวันนี้

การออกพรรษานั้น ถือเป็นข้อปฏิบัติตามพระวินัยสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ เรียกว่า "ปวารณา"[1] จัดเป็นญัตติกรรมวาจาสังฆกรรมประเภทหนึ่ง ที่ถูกกำหนดโดยพระวินัยบัญญัติให้โอกาสแก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันตลอดไตรมาสสามารถว่ากล่าวตักเตือนและชี้ข้อบกพร่องแก่กันและกันได้โดยเสมอภาค ด้วยจิตที่ปรารถนาดีซึ่งกันและกัน เพื่อสามารถให้พระสงฆ์ที่ถูกตักเตือนมีโอกาสรับรู้ข้อบกพร่องของตนและสามารถนำข้อบกพร่องไปแก้ไขปรับปรุงตัวให้ดียิ่งขึ้นค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 4 ลิงเขียว , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 30/04/2015 เวลา : 17.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 : rattiya

แม้การเล่าให้ผู้ที่ไว้ใจได้ฟัง ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโดยตรง แต่มองว่าเป็นอีกหนทางในการแก้ปัญหาค่ะ

เพราะปัญหาเราจึงไม่สบายใจ การเล่าจึงเป็นการระบายความอึดอัดออกไประดับหนึ่ง และเพราะความอึดอัดคลายไป เราจึงค่อยๆเห็นหนทางในการแก้ไข หรือไม่ ก็ได้ความเห็นใหม่ๆอันอาจใช้ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างที่คุณ rattiya บอกไว้

มองว่า การได้เป็นผู้ที่เพื่อนเลือกให้เป็นผู้ฟัง เป็นการให้เกียรติอย่างมาก เป็นการได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนเป็นอย่างมากค่ะ แม้ว่าจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อย เราก็ได้ช่วยฟัง

ก็เพื่อน มีไว้เพื่อร่วมทั้งทุกข์และสุขนะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 30/04/2015 เวลา : 16.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 : ทางแก้ว
ขอบคุณสำหรับความเห็นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 30/04/2015 เวลา : 16.43 น.

"การไม่พูดนั้น ไม่ได้หมายความว่าจิตจะสงบ"
เป็นบ่อยค่ะ

เก็บใว้ในใจนานๆ สักวันคงระเบิด(อารมณ์ใส่)เเน่

สำหรับตัวรัตติยาเอง เวลามีปัญหาค้างใจจะหาคนที่ใ้ใจได้พูดคุยด้วยค่ะ เก็บใว้ในใจไม่ได้นาน คือบางเรื่องไม่สามารถพูดคุยโดยตรง ก็หาคนที่เราสนิทมาฟังปัญหาของตนเอง คือได้ระบายความในใจออกถึงเเม้จะเเก้ปัญหาไม่ได้โดยตรง เเต่บางครั้งจะได้เเนวคิดใหม่ๆ ที่เราสามารถนำไปคิดตรึงตรองเเก้ปัญหาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ลิงเขียว , กระเจี๊ยบ และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ทางแก้ว วันที่ : 30/04/2015 เวลา : 07.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

ในสภาวะหนึ่งดี
ในอีกสภาวะหนึ่งไม่จำเป็น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน