*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553620
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< พฤษภาคม 2015 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2558
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 2335 , 05:42:37 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 13 คน กำหนัน , ลิงเขียว และอีก 11 คนโหวตเรื่องนี้

เอนทรี่เป็นผลพวงมาจากความเห็นที่ส่งไว้ในเอนทรี่ Hope Springs รักเลือนแต่ไม่เลื่อนลับ (http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/05/02/entry-1) ของหมอสมชัยค่ะ ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับ กรรมเก่า กรรมใหม่ เนื้อคู่ คนที่ใช่ เอาไว้ และเพราะเห็นว่าน่าจะขยายความให้ละเอียดขึ้น จึงได้บันทึกเอนทรี่นี้ตามมาค่ะ

........................................................................................................................................................................................

เราทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต ความต้องการ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ความชอบ ฯลฯ ที่สอดคล้องกับอายุ ประสบการณ์ในด้านต่างๆ และการเข้าถึงสภาวะตามธรรมชาติ ดังนั้น ในแต่ละช่วงชีวิต เราจึงมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ต่างกันออกไปตามประสบการณ์ชีวิต หากเราให้ความสำคัญกับเรื่องใดมาก เราก็จะโน้มเอียงไปทางนั้นมาก ทั้งในด้านความคิด การกระทำ การแสวงหา

และเพราะสิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นปัจจัยที่ประกอบเข้าด้วยกัน จึงทำให้หากใครมีความโน้มเอียงไปในทางเดียวกับเรา หรือสิ่งใดมีลักษณะตรงตามความโน้มเอียงของเราในขณะนั้น คนนั้นหรือสิ่งนั้น ก็ “ใช่เลย”  เป็น “คนที่ใช่” หรือ “สิ่งที่ใช่” ในความเห็นของเราในขณะนั้นเลยค่ะ แต่เพราะเหตุปัจจัยสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น คนหรือสิ่งที่ใช่ในเวลาหนึ่งจึงอาจกลายเป็นไม่ใช่ในเวลาถัดไป ซึ่งก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั่นเอง

 

บุคคล สรรพสิ่ง รวมไปถึงความคิด ทั้งหมดล้วนเป็นไปตาม สามัญญลักษณะ หรือ ไตรลักษณ์ ทั้ง ๓  คือ อนิจจัง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน, ทุกขัง ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไป และ อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้เพราะไม่เป็นตามที่อยากให้เป็น แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่ง

และหากเรารู้ไม่ทัน เราก็คงต้องทุกข์ใจกับการอยู่กับสิ่งที่เคยใช่ แสวงหาสิ่งที่คิดว่าใช่ อยู่ร่ำไปนะคะ

มามองในเรื่องของการครองคู่ ท่านพุทธทาสเคยอธิบายว่า มีเพียงนิพพานที่อะไรๆมาปรุงแต่งไม่ได้เท่านั้นที่ทำให้เป้าหมายชีวิตเป็นเรื่องเดียวกันและไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ หากคู่ใดมีเป้าหมายเดียวกัน มีการปฏิบัติสู่เป้าหมายไปด้วยกัน เมื่อเป้าหมายชีวิตไม่เปลี่ยน ก็จะสามารถอยู่กันได้ตลอดไป ท่านเรียกคนทั้งสองที่ใช้ชีวิตโดยมีจุดหมายเดียวกันนี้ว่า ผัวเมียในอุดมคติ และว่าแม้จะไม่สามารถเดินจนสุดทาง แต่การเดินทางของคนทั้งสองจะเป็นแบบอย่างให้ลูกหลานเดินทางตามต่อไป

การอยู่ร่วมกันนั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป แม้ความรักในลักษณะของตัณหาดับลงตามลักษณะของไตรลักษณ์ แต่หากคู่สามีภรรยามีเป้าหมายคือนิพพานเหมือนกัน ย่อมส่งผลให้สถานะครอบครัวยังคงดำรงอยู่ได้ เพราะคนทั้งสองอาจไม่ใช่อยู่ด้วยกันในลักษณะของคนรักที่ครองคู่ หากอยู่ร่วมกันด้วยเมตตา ในลักษณะของเพื่อนสหธรรมิก

แล้วสงสัยไหมคะ ว่า กรรมเก่า สัมพันธ์กับการเลือกคู่อย่างไร ??

 

จากที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า กรรมเก่า ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ จะเห็นว่าในคำตรัสนี้ ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคล มีเพียงเครื่องมือที่ทำให้ธาตุทั้ง ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไป อากาศ วิญญาณ ที่ประชุมรวมกันจนเป็นรูปร่าง มีความจำ ความคิด นี้ติดต่อกับโลกภายนอก จำสิ่งที่พบเห็น และใคร่ครวญ เพื่อการดำรงอยู่ได้ของการประชุมนั้นเท่านั้น ส่วนกรรมใหม่ก็คือ เราใช้ตาหูเป็นต้นนี้ทำกรรมอย่างไร กรรมนั้นก็เป็นกรรมใหม่ที่ทำให้ต้องรับผลหรือวิบากต่อไป

และจากการที่ใจหรือจิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไปอยู่ตลอดเวลา แต่เพราะความที่จิตเกิดดับเร็วมาก เราจึงไม่เห็นการเกิดดับหากเห็นแต่การตั้งอยู่ของจิต เมื่อดูที่ความต่อเนื่องของการเกิดดับจึงเหมือนเป็นสายยาวๆที่หาต้นหาปลายไม่ได้ ที่บุคคลตามสาวไปดูอยู่อย่างไรก็ตามไปจนถึงต้นตอไม่ได้ (อนมตคฺค)

จิตนั้นทั้งเกิดดับเฉพาะจิตอยู่ในกายที่ยังดำรง และดับพร้อมกับกายจนแตกสลายไปพร้อมๆกัน จนเกิดใหม่พร้อมกับกาย ดับพร้อมกับกายมาหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน  จิต เมื่อจะดับไม่ว่าในขณะใด ก็จะส่งคุณลักษณะไปให้จิตดวงที่จะเกิดมารับช่วงต่อ ให้จิตดวงใหม่ใช้คุณลักษณะนั้นๆทำกรรมใหม่ต่อไป  หากจิตดับพร้อมกาย ก็ตายจากโลกนี้แล้วเกิดในที่ใหม่ คุณลักษณะของจิตดวงสุดท้ายก็เคลื่อนจากที่หนึ่งไปเกิดใหม่ในอีกที่หนึ่งตามจิตไปด้วย ความชอบ ความเชื่อ เป้าหมาย ความคิดปรุงแต่งไปในทางต่างๆ ฯลฯ จึงติดตามจิตไปด้วยค่ะ ไปประขุมรวมกับธาตุที่เหลือเพื่อก่อเกิดกายใจใหม่ด้วย

เมื่อมองถึงเรื่องการมีคู่ผ่านจุดนี้เองค่ะ จึงได้ความว่า เพราะใจอันเป็นส่วนหนึ่งของกรรมเก่าจึงทำให้ใจเราในปัจจุบันเป็นอย่างนั้น เราจึงมองหาคนที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราเรียนรู้และสิ่งที่ติดตามเรามา ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราก็มองหาใครสักคนในที่นั้น จึงทำให้เมื่อพบใครที่ค่อนข้างตรงกับลักษณะที่เรามองหา เราก็ใช้กรรมเก่ากระทำกรรมใหม่คือมีการกระทำเพื่อให้ได้เป็นคู่กัน หากทุกอย่างของทั้งสองคนต้องตรงกันโดยมาก มีความรู้สึกรักใคร่ตรงกัน และหากได้เกื้อกูลกันทั้งในกาลก่อนและในกาลปัจจุบัน  ทั้งสองก็ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในที่สุด

....................ดังคำตรัสไว้ในสาเกตชาดก ขุททกนิกาย ชาดก ว่า

....................ความรักนั้นเกิดด้วยสาเหตุ ๒ ประการ คือ

....................ด้วยการอยู่ร่วมกันในชาติปางก่อน และ ด้วยการเกื้อกูลกันและกันในปัจจุบัน

....................เหมือนดอกบัวและดอกไม้น้ำอื่นๆที่เกิดในน้ำ

....................ต้องอาศัยเหตุสองประการที่เกื้อกูลกันคือ น้ำ และ เปือกตม

เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว จะเห็นว่า คนที่มีอะไรคล้ายๆเรามีอยู่มากมายจนอาจจะมีอยู่ทั่วทั้งโลกเลยก็ว่าได้นะคะ เพียงแต่ว่า กรรมเก่าของเรา ทำให้เราเกิดที่ไหน มีสภาพแวดล้อมอย่างไร ทำให้ได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างไร ทำให้เกิดโอกาสที่เราได้พบใครซึ่งตรงกับที่ใจที่กำลังมองหาในที่นั้นๆ ได้เกื้อกูลกันจนสมหวังในที่นั้นๆ เมื่อมองตามสภาวะอย่างนี้แล้ว คนที่เราสมหวังได้ครองคู่กันในที่นั้น ณ เวลานั้น คนคนนั้นก็ถูกเรียกขานว่าเป็น “คนที่ใช่”  บ้าง เป็น “เนื้อคู่” ของเราบ้าง

 

บางคู่อาจผูกพันกันมากค่ะด้วยความดีของกันและกัน ด้วยความรู้สึกรักใคร่ที่มีต่อกัน จนตั้งจิตอธิษฐานขอเกิดร่วมใช้ชีวิตด้วยกันในชาติใหม่ ดังเช่น นกุลบิดาและนกุลมารดา ที่บรรลุโสดาบันด้วยกันทั้งคู่ ท่านทั้งสองปรารถนาจะเกิดเป็นคู่กันไปทุกชาติ  (หมายถึงในชาติที่ยังมีกิเลสเป็นเหตุเสพ อันเป็นเหตุให้แสวงหาความรัก ซึ่ง พระโสดาบันจะเกิดในครรภ์อีกไม่เกิน ๗ ชาติ แต่ในชาติสุดท้ายซึ่งท่านได้เลื่อนเป็น พระสกทาคามี หรือ ผู้กลับมาเพียงครั้งเดียว อันหมายถึงหลังจากชาตินั้นแล้ว ท่านก็จะไม่กลับมาสู่โลกนี้อีกไปแล้ว แม้จะมีกิเลสประเภทราคะอยู่ แต่ก็จะเบาบางจนทำให้เชื่อว่าท่านไม่อยากแสวงหาความรักในลักษณะของตัณหาอันเป็นเหตุให้มีคู่อีกต่อไป) ซึ่งเมื่อทูลความปรารถนาดังกล่าวต่อพระศาสดา พระพุทธเจ้าจึงตรัส สมชีวิธรรม  (สะ-มะ-ชี-วิ-ธรรม) อันประกอบด้วยส่วนประกอบ ๔ ประการ คือ สมสัทธา สมสีลา สมจาคา  และ สมปัญญา ว่า คนสองคนที่เป็นคู่กัน หากมีความเสมอกันในทั้ง ๔ ด้าน และหาก ปรารถนาจะเกิดเป็นคู่กันอีก ก็จะมีโอกาสได้ครองคู่กันไปทุกชาติภพตามที่ประสงค์

หากจะขยายความสมชีวิธรรมทั้ง ๔ คงอธิบายได้ดังนี้นะคะ

สมสัทธา การมีความเชื่อเสมอกัน

คำว่า ความเชื่อ ในที่นี้หมายถึงความเชื่อที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ความเชื่อที่ใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิต เช่น เพราะเชื่อว่าผลของบาปมี จึงละเว้นการกระทำที่ไม่ดี ที่เป็นบาป เพราะเชื่อว่าผลของบุญมี จึงทำความดี ให้ทาน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รักษาศีล ฝึกตนให้ไกลจากกิเลส เพราะเชื่อว่าคุณบิดามารดามี จึงตอบแทนคุณท่าน เพราะเชื่อว่าสมณะที่ตรัสรู้เองโดยชอบแล้วสั่งสอนผู้อื่นมี จึงเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในศาสนาพุทธ ดังนี้เป็นต้น

คำว่า เสมอ ในที่นี้หมายถึงเหมือนกันด้วยวัตถุประสงค์หลักค่ะ ดังนั้น แม้ว่าสามีภรรยาใดๆจะนับถือศาสนาพุทธด้วยกันทั้งคู่ แม้ทั้งคู่จะมีศรัทธาในพุทธศาสนาเหมือนกัน แต่ศรัทธานั้นก็อาจไม่เสมอกัน

 

เช่น คนหนึ่ง ทำทานเพราะทราบว่าเป็นการกระทำอันเป็นบุญ จึงทำเพราะต้องการอานิสงส์ของบุญเช่น  ได้รับการยกย่อง ได้มีชีวิตที่รุ่งเรือง ร่ำรวย จึงเป็นการทำเพื่อหวังผลตอบแทนแก่ตน หวังการมี “ตัวตน” ที่ดีตามที่ปรารถนา  แต่อีกคนทำทานเพราะต้องการฝึกการคลายความเห็นว่าเป็นของตน ฝึกการคลายตระหนี่ มีนิพพานเป็นวัตถุประสงค์หลัก ทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นโดยไม่หวังว่าจะมีตนเข้าไปร่วมรับผลอันเป็นการฝึกการคลายความเห็นว่าเป็นตน  เมื่อเป็นอย่างนี้ ศรัทธาของทั้งสองจึงไม่เสมอกัน เมื่อเป็นอย่างนี้ โอกาสได้ครองคู่กันในชาติใหม่ก็ยากที่จะมีได้ค่ะ

อันที่จริง ความเชื่อของทั้งสองนั้นถูกทั้งคู่ค่ะ เพราะการเชื่อในบุญ ในผลของบุญ จัดเป็น สัมมาทิฏฐิ อันเป็นองค์หนึ่งใน ๘ ของมรรค เพียงแต่ของคนแรกเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะ ส่วนอีกคนเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ  และหากคนแรกไม่ฝึกการทำบุญที่ไม่หวังผลบ้างเลย การกระทำที่เจือด้วยตัณหาก็อาจโน้มจิตให้ต่ำลงไปได้เรื่อยๆ

สมสีลา การมีศีลเสมอกัน

ศีลนั้นหมายถึงความเป็นปกติของชีวิตที่เกิดจากการมีเจตนาไม่ล่วงละเมิดผู้อื่นทั้งร่างกายเขา ทรัพย์สินของเขา ของรักของเขา ความเป็นจริงที่อาจมีผลต่อเขา และแม้กระทั่งความรู้สึกปลอดภัยของเขา เช่น จากการไม่เสพของมึนเมา เป็นต้น ดังนั้น เราจึงฝึกตนจนวิถีชีวิตเป็นปกติ ไม่มีเรื่องให้เดือดร้อนใจ

หากสามีภรรยามีเจตนาละเว้นการกระทำที่ผิดศีลด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงกระนั้น ทั้งคู่ก็อาจไม่เสมอกันด้วยศีลได้นะคะ

เพราะศีลจะบริสุทธิ์ได้ ต้องครบองค์ประกอบทั้ง ๓ ส่วน คือ ตนเองมีเจตนาละเว้น ไม่ทำการอันผิดศีล เป็นส่วนที่หนึ่ง ตนไม่ชักชวน ไม่บังคับ ไม่แสดงเจตนาให้ผู้อื่นรู้ว่าอยากให้เขาทำความผิดแทนตนเป็นส่วนที่สอง และ สรรเสริญการประพฤติตนให้เป็นศีลเป็นส่วนที่สาม

ดังนั้น หากใครคนใดคนหนึ่งแม้จะมีเจตนาละเว้น ไม่กล้าทำความผิดเอง แต่พูดเลียบเคียงกับคนอื่นให้เขาทำผิด ทำการละเมิดแทนตน อย่างนี้ก็ถือว่าไม่บริสุทธิ์ในส่วนที่สอง เพราะแม้ตนจะไม่ได้ละเมิดเอง ตนก็เป็นเหตุหลักและมีเจตนาให้มีการละเมิด อีกทั้งการละเมิดยังหมายถึงการไม่มีเมตตา ดังนั้น คู่สามีภรรยาที่มีสมสีลา ก็คือมีความเสมอกันในส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทุกส่วนของศีลนั่นเองค่ะ

 

การกระทำที่มีเจตนาละเว้น ไม่กระทำการใดๆที่อาจทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนนั้นมาจากจิตที่มีเมตตา ซึ่งเมตตานั้น เป็นพื้นฐานของพุทธศาสนา เป็นพื้นฐานของธรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นศีล ขันติ ฯลฯ เป็นการกระทำที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีดำริชอบ หรือ สัมมาสังกัปปะ ที่ประกอบด้วย การดำริที่จะออกจากกาม การดำริในการไม่เบียดเบียน และ ดำริในการไม่พยาบาทนั่นเองค่ะ

เช่น ในชีวิตประจำวัน เราอาจถูกกระทบกระทั่งจากผู้อื่นได้ หากเราสู้อดทน ข่มกลั้น ไม่แสดงอาการใดๆให้เขากระทบกระเทือนใจ ก็คือเรากำลังอบรมขันติในระดับต้น หรือ แต่เพราะการอดกลั้นไม่พูด หรือ ทำอะไร ให้คนอื่นร้อนใจ เรากลับร้อนใจเสียเองเพราะความกดดัน จึงต้องมีการคิดหาเหตุผลให้คลายความร้อนรุ่มนั้น ให้เข้าถึงสภาวะที่แท้จริง จนใจผ่องใสขึ้น เมื่อใจเราผ่องใส (โสรัจจะ) ขึ้นแล้ว จึงสามารถอดทนต่อสิ่งเดิมที่มากระทบได้ด้วยความทนทานของจิต อันเป็นขันติในระดับสูง การที่เราอบรมตนอย่างนี้ ก็คือ เรามีดำริในการไม่พยาบาท

พระมหากัจจายนะ ได้อธิบายไว้ในคัมภีร์เนตติปกรณ์ไว้ค่ะว่า  เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะก็จะตามมา เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ การมีวาจาชอบ หรือ สัมมาวาจา ก็ตามมา เมื่อมีสัมมาวาจา การเลี้ยงชีพชอบหรือ สัมมาอาชีวะ ก็ตามมา และเมื่อมีสัมมาอาชีวะ การกระทำชอบหรือ สัมมากัมมันตะ ก็ตามมาด้วย ดังนั้น การมีศีลที่มาจากจิตที่เมตตา จึงหมายถึงได้มีการเดินทางตามมรรคอย่างน้อย ๕ องค์ แล้ว

สมจาคา การสละเสมอกัน

การสละ คือการละ ทั้งสิ่งของของตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น (อามิสทาน) หรือการสละในลักษณะอื่นๆ เช่น สละโอกาสในการสร้างรายได้ของตนแก่คนอื่นด้วยการให้ความรู้ในการประกอบอาชีพแก่เขา หรือ ให้ความรู้ธรรมแก่เขา (ธรรมทาน) สละความรู้สึกโกรธด้วยการให้อภัย (อภัยทาน) สละแรงกายตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น (อัตถะจริยา) สละความเห็นผิดของตน การสละความเห็นว่าเป็นของตน เป็นตัวตน

เพราะการสละต่างๆจึงทำให้จิตผ่องใส อาจจะผ่องใสจากเรื่องกวนใจเช่น นิวรณ์ทั้ง ๕ อันประกอบด้วย ความพึงพอใจในกาม ความพยาบาท ความหดหู่ ง่วงเหงา ซึมเซา ความฟุ้งซ่านรำคาญ และ ความลังเลสงสัยในบางอย่าง กระทั่งผ่องใสจากกิเลสทั้งราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นเหตุให้เกิดความต้องการนาๆที่หากสมหวังก็ย้อมติดและต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ หากไม่สมหวังก็เสียใจ โกรธ จนเป็นเหตุให้ทุกข์ใจไปในเรื่องต่างๆ

การสละที่ทำให้จิตผ่องใสนี้ มีผลมาจากดำริที่จะออกจากกาม พยายามพึ่งพิงสิ่งปรุงแต่งภายนอกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีสุขจากการเพ่งที่ไม่มีโทษอยู่ภายในใจนั่นเองค่ะ

คู่สามีภรรยาที่ฝึกการละ  ฝึกการสละกิเลส  สละความรู้แก่กัน  สละแรงกายเพื่อกันและกัน  จะส่งผลให้มีคุณความดีเสมอกัน (สมานัตตตา) สนับสนุนซึ่งกันและกัน อนุโมทนาซึ่งกันและกัน เจริญก้าวหน้าไปพร้อมๆกัน ลักษณะของจิต ความเป็นไปของจิตก็จะค่อยๆคล้ายๆกันด้วย

 

และการที่จะมีจาคะได้นั้น บุคคลต้องรู้ก่อนว่าตนจะสละอะไร   อะไรเป็นเหตุให้ตนเกิดความเดือดร้อนใจ จึงต้องฝึกตนให้มีสติที่ดีพอที่จะจับความรู้สึก หรือ เวทนา ที่เกิดขึ้น  พยายามฝึกกำกับตนให้ไม่หลงเผลอทำอะไรผิด  สติที่เป็นไปเพื่อการรู้เท่าทันสภาวะและกำกับกาย วาจา ใจ นี้ คือ สัมมาสติ

เพราะมีสติ จึงทำให้รู้ว่าตนมีความไม่สบาย เดือดร้อนใจ เกิดขึ้นแล้ว  จึงพยายามพิจารณา คุณ หรือด้านดีของสิ่งนั้น โทษ หรือ ด้านไม่ดีของสิ่งนั้น วิธีที่จะไม่ยึดมั่นทั้งคุณอันเป็นเหตุให้อยากดึงสิ่งนั้นเข้าหา หรือโทษอันเป็นเหตุให้อยากผลักสิ่งนั้นออก   หรือก็คือพิจารณาอุบายหาทางออกจากทั้งคุณและโทษของสิ่งนั้น  จึงพยายามใคร่ครวญในทั้ง ๓ ส่วน กิเลสจะค่อยๆถูกละไปจากจิต จิตจึงสงบจากกิเลส ดับความต้องการอันเป็นตัณหาได้เป็นครั้งๆไป การที่จิตสงบจากกิเลสนี้เรียกว่า สมถะ

เมื่อเอ่ยถึงสมถะ เรามักเพ่งไปที่การฝึกกรรมฐานนะคะ อันที่จริง การฝึกกรรมฐานด้วยวิธีต่างๆทั้ง ๔๐ วิธีนั้น ก็เพื่อให้เราคุ้นเคยกับการละนิวรณ์ทั้ง ๕ อันเป็นกิเลสอย่างกลางในสถานการณ์ที่เราควบคุมได้จนจิตสงบจากนิวรณ์ เกิดเป็นสมาธิ (เพราะเรามักฝึกตามลำพังในสถานที่ที่มิดชิด) แต่ปัจจุบัน เรากลับไปหวังที่ผลของการฝึกการละนิวรณ์จากจิตจนได้สมาธิ ติดนิ่งอยู่กับสมาธิที่ได้ ละเลยการดับนิวรณ์ และเมื่อจิตพ้นจากกิเลส สงบ ราบเรียบ เสมอ ในโอกาสใดๆ ตั้งมั่นจน ไม่โอนเอนไปตามที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะพาไปจนจิตวุ่นวาย เดือดร้อน นี้ เรียกว่า สัมมาสมาธิ

การฝึกสมถะกรรมฐานจึงแทบไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยค่ะ หากเราไม่นำความคุ้นเคยนี้ไปใช้ดับความต้องการที่เกิดจากกิเลสอย่างหยาบที่ทำให้แสดงอาการออกมาทางกายวาจาในชีวิตประจำวัน 

สมปัญญา การมีปัญญาเสมอกัน

ปัญญา หมายถึงความรู้เข้าใจชัดเจน รู้แยกเหตุผล รู้ดีชั่ว รู้คุณโทษ รู้ประโยชน์ไม่ใช่ประโยชน์ รู้วิธีการจัดแจงหรือจัดการ การเห็นสภาวะตามที่เป็นจริง

จะเห็นว่าปัญญามีหลายระดับเลยนะคะ  ตั้งแต่ปัญญาที่ใช้ในการบริหารจัดการงานต่างๆในชีวิตประจำวัน  กระทั่งปัญญาระดับสูงที่สามารถทำให้หมดกิเลส สิ้นทุกข์ได้  เมื่อมีการสละกิเลส สิ่งที่ถูกสละตามไปด้วยคือความเห็นว่าเป็นตน เป็นของตน

 

และเพราะคายความโกรธอันมาจากกิเลส จิตสงบด้วยสมถะแล้ว เราจึงแจ้งหรือเข้าใจสภาวะด้วยจิต เมื่อเข้าถึงสภาวะที่จิตพ้นจากกิเลสในครั้งหนึ่งๆจึงเป็นสมาธิ และดังที่ตรัสว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ จะรู้เห็นตามที่เป็นจริง คือสามารถสาวไปถึงต้นตอที่ทำให้เกิดตัณหาคืออวิชชาได้ การพิจารณาจนถึงอวิชชานี้เองที่เรียกว่า วิปัสสนา

และเพราะรู้เห็นตามที่เป็นจริง  ปัญญาจึงค่อยๆเจริญขึ้น หนุนสัมมาทิฏฐิในหมุนวนขึ้นไป เหมือนขดลวดที่หมุนจากปลายล่างจนเต็มรอบแล้วไหลไปขึ้นสู่ปลายบน ทำให้สัมมาทิฏฐิเต็มรอบและแก่กล้าขึ้น จึงค่อยๆหมุนจากสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะไปสู่ที่เป็นโลกุตตระ

ตัวอย่างของการรู้เห็นตามที่เป็นจริง เช่น หากกำลังโกรธใครสักคน เมื่อรู้ตัวว่ามีความโกรธเกิดขึ้น หากยอมให้โทสะครอบงำจิต ก็จะคิดไปในแง่ต่างๆที่ทำให้ความโกรธยังคงอยู่ ไม่ดับหาย และอาจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่หากรู้โทษของความโกรธและไม่ยอมให้ความโกรธครอบงำ    ก็จะพยายามคิดหาเหตุผลที่จะเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจผู้อื่น หาข้อบกพร่องของตนอันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความโกรธเกิดขึ้น  เมื่อหาเหตุผลได้ ความโกรธก็ดับ

 สภาวะโกรธที่เกิดขึ้นนี้คือ ทุกข์ ที่เราได้ทำกิจหรือหน้าที่คือกำหนดรู้

สาเหตุต่างๆที่ทำให้เกิดความโกรธขึ้นคือสมุทัยที่เราได้ทำหน้าที่คือการละ

กระบวนการที่เราคิดเพื่อดับความโกรธความโกรธคือ มรรค ซึ่งเราได้ทำหน้าที่คือปฏิบัติตามวิธีที่เราพบ

และผลของการคิดสอดส่องเพื่อน้อมลงสู่ความว่าง (ไม่ใช่ดับกิเลสประเภทหนึ่งด้วยกิเลสอีกประเภทหนึ่ง) คือ นิโรธ ซึ่งเมื่อเราทำหน้าที่ต่อทุกข์ สมุทัย มรรค จนครบถ้วนจนทุกข์เพราะเรื่องนั้นดับแล้ว ก็เท่ากับหน้าที่ต่อนิโรธนั้น เป็นอันว่าเราได้ทำแล้ว

ดังนั้น หากคู่สามีภรรยาใดมีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ที่เสมอกัน ก็คือทั้งสองนั้นได้เดินตามมรรคมีองค์ ๘ ทั้งคู่ จึงมีการแสวงหา ความต้องการเสพปัจจัย ความคุ้นเคย การสั่งสม (ทั้งการสั่งสมกิเลส การสั่งสมปัจจัย การสั่งสมคุณความดี ฯลฯ) กระบวนการคิด ธรรมที่เกิดดับกับจิต ฯลฯ คล้ายๆกัน จึงทำให้มีโอกาสที่จะได้เกิดใหม่ที่ทำให้ได้รับการอบรมในลักษณะคล้ายๆกันจนทำให้แสวงหาและมีความต้องการในสิ่งที่คล้ายๆกัน ก็มีมาก จึงทำให้มีโอกาสได้พบกัน ได้เกื้อกูลกัน จนเกิดเป็นความรักความผูกพัน และครองคู่กันในที่สุด

เพราะศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ที่เสมอกัน คนที่ใช่ จึงมีโอกาสเกิดครองคู่กันทุกชาติได้ หากทั้งสองร่วมกันตั้งใจปรถนา

สำหรับพระโสดาบัน โอกาสอย่างนั้นจึงสามารถเกิดขึ้นได้ค่ะ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 14/05/2015 เวลา : 09.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

มีความเห็นส่วนตัวค่ะว่า ทั้งนกุลบิดาและนกุลมารดา แม้จะบรรลุโสดาบันทั้งคู่ แต่ท่านก็ยังเป็นพระโสดาบันในลักษณะที่ตรัสเรียกว่าเป็นผู้ "ประมาทไปบ้าง" ดังนั้น ท่านทั้งสองจึงได้มีการตั้งความหวังขอเกิดคู่กันในภพหน้า อันเป็นการกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต

ตามคำตรัส พระโสดาบันที่ประมาทไปบ้างจะเกิดใหม่ในครรภ์อีกไม่เกินเจ็ดชาติ

หากท่านไม่ประมาท ท่านอาจเกิดใหม่น้อยกว่านั้นนะคะ

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 12/05/2015 เวลา : 14.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

น้องกำหนันคะ

ปุพฺเพสนฺนิวาส แปลว่าการเป็นคู่กันมาก่อน เราเคยมีคู่มาแล้วมากมาย หากคนที่เคยเป็นคู่เราเวียนมาพบกับเราวันละคน ดีไม่ดี ชั่วชีวิตนี้ยังพบกันไม่หมดทุกคนเลย

สบายดีนะคะ

ความคิดเห็นที่ 27 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
กำหนัน วันที่ : 12/05/2015 เวลา : 10.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับพี่สาว บุพเพใช่ป่ะ

ความคิดเห็นที่ 26 ลิงเขียว , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 12/05/2015 เวลา : 09.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณลิงเขียวคะ

ต้องขอโทษด้วยค่ะ ที่เขียนไม่ชัดเจน ที่ว่าการทำบุญแล้วขออะไรให้เกิดแก่ตนนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะ เพราะเป็นการทำบุญด้วยตัณหาเนื่องจากมีการหวังผลต่อตน ไม่ใช่การสละอย่างแท้จริง แต่การหวังผลให้เกิดต่อคนอื่น แม้จะเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะ แต่กลับเป็นการอบรมเมตตา เป็นกุศลธรรมค่ะ แม้ว่าเราไม่ทราบว่าผู้ที่เราขอให้ผลบุญจงเกิดแก่เขาจะเป็นไปได้จริงๆหรือไม่ แต่ใจเราก็สุขเพราะการให้แล้วค่ะ

กับ
"เมื่อคืนสวดมนต์พร้อมคำแปลด้วย เลยใช้เวลานานมากอ่าค่ะ
ที่สวดแปลด้วยเพราะอยากรู้ความหมายค่ะ พอได้รู้ความหมายแล้ว มันอิ่มใจ สุขใจมากกกว่าการ สวดแค่บาลีค่ะ"
อนุโมทนาด้วยค่ะ เราๆส่วนใหญ่จะใคร่รู้ธรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยากเข้าใจอรรถของธรรม อยากนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ก็เพราะอิ่มในธรรมที่ได้ฟัง ปีติ อย่างที่คุณลิงได้รับ ดีใจด้วยจริงๆค่ะ

ส่วนเรื่องการเบิกบุญมาใช้นั้น เคยได้ยินมาเหมือนกันค่ะ แต่ก็ยังเชื่อว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไปตามปรารถนา เพียงแต่ความเชื่อนี้อาจให้ผลดีในแง่กำลังใจของผู้เชื่อ ทำให้พร้อมจะเดินหน้าต่อไป ก็ยังดีกว่าที่เขาจะท้อถอยจนไม่มีกำลังใจทำอะไรนะคะ

แต่ถ้าเชื่อแล้วนั่งรอผลดลบันดาล อย่างนั้นผิดแน่ๆค่ะ

ขอบคุณจริงๆค่ะ แวะมาคุยกันนานๆขนาดนี้

ความคิดเห็นที่ 25 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว วันที่ : 12/05/2015 เวลา : 02.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ


ลิง..........หรือ นุช
จะพยายามไม่ขออะไรหลัง สวดมนต์ มาธิ และแผ่เมตตานะคะ
เพราะเวลาแผ่เมตตาบางครั้งจะแผ่ตามบทสวด เมตตาอัปมัญญาค่ะ
บทสวดนี้น่าจะครอบจักรวาลไปแล้ว
จะไม่พยายามไม่เพิ่มเติมเข้าไป

ลิง.....ทำจนเป็นนิสัยแล้วที่จะขอให้คุณแม่..ที่ล่วงลับไปแล้ว
อ่าค่ะ
แฮ่ๆ
ลิง....อยากให้คุณแม่ อยู่ในภพภูมิที่ดีๆน่ะค่ะ

ส่วนของหลววงพ่อ
ตอนนี้หลวงพ่อบวชมา 3 พรรษาแล้ว
แต่ลิง ก็ยังมิวายจะขอพรให้หลวงพ่อมีสุขภาพที่แข็งแรง

ทั้งๆที่บทแผ่เมตตาก็ครอบจักรวาลละโน้ะ
มันอดไม่ได้จริงๆที่จะพูด


เอาเป็นว่าจะพยายามลดการขอลงดีก่า
ไม่งั้นกิเลสมันจะงอกมาเรื่อยๆ


ลิง.....นานๆครั้งจะขอให้ได้งานทำที่ดีค่ะ
จะขอช่วงที่หางานทำค่ะ
อย่างช่วงนี้ที่ใกล้จะกลับเมืองไทยแล้ว
ลิง........เลยขอค่ะ
นอกจากนั้นก็ไม่ได้ขออะไรเลยค่ะ


เงินทอง......ไม่เคยขอค่ะ


จะขอแต่เรื่องงานนี่แหละจ้ะ



เนื้อคู่

เอิม.....รอต่อไปครับ
มาก็มา......ไม่มาก็ไม่ว่ากัน....งี้ละกัน
จะได้นอนรอแบบสบายๆชิลๆ


เพื่อนๆมักแซวว่า

( แก ..มีบุญเยอะ ชาตินี้คงไม่เจอหรอก เนื้อคู่น่ะ )
ฮา


ขอบคุณสำหรับคำตอบของคำถามค่า


เมื่อคืนนี้ สวดธัมมจักรกับปวัตนสูตรค่ะ พร้อมคำแปล
ฟังมานานแล้วสำหรับบทสวดนี้ และก็ฟังมานานแล้วสำหรับบทแปล
แบบว่า มือถือจะมีบทสวดมนต์ต่างๆค่ะ เวลาไปไหน มาไหน
หรือว่าง ก็จะเปิดฟังค่ะ
และบทสวด เมตตาอัปมัญญา...ฟังบ่อยมาก
บางครั้ง ฟังแล้วร้องไห้ สุขใจ อิอิอิ
มันซาบซึ้งและเพราะมากๆ ค่ะ
เลยร้องออกมา
ตอนที่ฟังครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว .....กำลังมีเรื่องทุกข์ใจเกี่ยวกับงานค่ะ ตอนนั้นอยู่ ฮังการี
ฟังบทสวดนีตอนเที่ยงคืน ฟังไปร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ
เป็นเอามาก
ตอนนี้เลยติดที่จะฟังบทสวดนี้ค่ะ....
บางครั้งสวดตาม น้ำตาก็ไหลค่ะ
ไม่รู้เป็นอะไร จะมีน้ำตากับบทสวดแผ่เมตตา

สำหรับบทสวดธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง
ชอบฟังทำนองอินเดียค่ะ
ฟังครั้งแรกตอนทำงานอยู่ที่ Siena ..Italy
ประมาณ 4 ปีที่แล้วค่ะ
ตอนนั้นยังไม่ทราบว่า คือบทสวดอะไร แต่ฟังแล้ว
เย็นๆวาบๆ วังเวงและสงบ..ไงไม่รู้
เจ้านายเค้าจะเปิดคลอเอาไว้ในสปาอ่าค่ะ
เจ้านาย...ชอบอะไรที่เป็นเอเซียค่ะ เลยเปิดบทสวดซะงั้น
ฝรั่ง ลูกค้า...งงเต็ก 55++


ลิง........ทำงานอยู่ ปอร์โต้ โปรตุเกสค่ะ
เวลาที่แวะมาเม้นท์คือ ตี 2 ของบ้านเรา ที่นี่ก็ 2 ทุ่มค่ะ
เวลาที่นี่ช้ากว่าไทย 6 ชั่วโมงค่ะ
ยังไม่นอนครับ
จะนอนราวๆ ตี1 หรือ ตี 2 ทีนอนดึกเพราะ อยู่ในช่วงพักร้อนอ่าค่ะ
ไม่ได้ทำงานเลยเวิ่นเว้อ
เมื่อคืนสวดมนต์พร้อมคำแปลด้วย เลยใช้เวลานานมากอ่าค่ะ
ที่สวดแปลด้วยเพราะอยากรู้ความหมายค่ะ
พอได้รู้ความหมายแล้ว มันอิ่มใจ สุขใจมากกกว่าการ สวดแค่บาลีค่ะ

เพราะสวดบาลี.....ไม่ทราบความหมาย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร
ลิง....จะไปอ่านความหมายของบทสวดมนต์ต่างพอคร่าวๆก่อนค่ะ
จะได้รู้ว่า ที่เราสวดไปน่ะ เป็นไปในทิศทางใดแบบนี้

หลักๆแล้วจะสวด พาหุง ชินบัญชร
ค่ะ และบทสวดมนต์สั้นๆอีกเล็กน้อยค่ะ

เคยรู้จักพี่คนหนึ่งค่ะ
แก........มาทางธรรมหลายสิบปีละ
แก....จะบอกว่า
( บางครั้ง ถ้าพี่ทุกข์ใจ พี่จะเบิกบุญเอามาใช้ก่อน )
ลิง........งง
มีการเบิกบุญมาใช้ก่อนด้วยหรือ ?
แกบอกว่า (มีสิ )

ป๊าดดดดดดดด


พี่เค้า....นั่งมาธิวันละ 3-4 ชั่วโมงเชียวค่ะ
ไม่รู้ทำได้ไง
และเดินจงกรมด้วยค่ะ ไม่หลับไม่นอน
จะนอนตอนเช้า และทำงานตอนบ่ายค่ะ
เพื่อนๆมองว่า ( พี่เค้า...แปลก )

ลิง.......ก็ว่า ( พี่เค้า....ทำได้ไงนะ )

มาตอนนี้เริ่มเข้าใจและ
พี่เค้า....คงสุขใจและอิ่มบุญแหละเนอะ ถึงได้ทำขนาดนี้



ไปละค่า...........นุช พูดเก่งค่ะ
เขียนสั้นๆไม่เป็น ฮี่ๆ

จะไปดูละครแล้วจ้า


ดึกสงัดถึงจะไปทางธรรมค่ะ หัวค่ำไม่มีสมาธิ
เพราะใจพะวงกับละครน้ำเน่า กร๊าชชชชชชชช

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 11/05/2015 เวลา : 05.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 23 : ครูแดง

เราแต่ส่วนเหตุ คือทำกรรมปัจจุบัน ให้ดีก็พอนะคะพี่ ส่วนผลของการกระทำจะส่งให้ได้เป็นอย่างไร ก็แล้วแต่ส่วนของผลนะคะ

เมื่อวานได้หนังสือมาจากธรรมสภาเล่มใหม่ ชวนให้คิดถึงสวนโมกข์กรุงเทพ คิดถึงพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่เคยไปด้วยกันจังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 23 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูแดง วันที่ : 11/05/2015 เวลา : 04.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

อ่านแล้วคิดถึง การไปทำบุญกับญาติธรรมโอเค คราหนึ่ง คุณผู้ชาย
ปิดทองพระเสร็จ ก็นำทองที่เหลือมาติดหน้าผาก แล้วบอกว่า ขอให้เจอกันทุกชาติ....ครูแดงหัวเราะกับเพื่อนๆ(ภายนอก) แต่จิตลึกๆ กลับนิ่งๆ ....มิได้โต้แย้ง หรือยินยอม ....
-สำหรับตัวครูแดงเอง สรุปได้เพียงว่า..ทำชาติปัจจุบันให้ดีที่สุดก็พอแล้วค่ะหรือสร้างกรรมปัจจุบันให้ดีก็พอแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 22 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 11/05/2015 เวลา : 04.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 21 : ลิงเขียว

ขอบคุณคุณลิงเขียวมากค่ะ ตั้งใจเขียนความเห็นตั้งยาว ขอเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับความเห็นของคุณลิงเป็นข้อๆนะคะ

1อนุโมทนาค่ะที่ได้ศึกษาธรรมในพุทธศาสนา เรื่อยมา

2การทำบุญโดยหวังผลของบุญ บางท่านตั้งใจขอผลโดยตรง เช่น ขอให้ได้รับความสุข ขอให้งานสำเร็จ ขอให้ร่ำรวย ขอให้สวยงาม แต่บางท่านเข้าใจความผิดไปค่ะ คือว่า รู้ว่าบุญมีผลอยู่แล้ว แต่ในขณะนั้นยังไม่มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ เลยไม่ขอผลในด้านใดด้านหนึ่งเพราะไม่รู้ว่าจะขออะไร แต่ก็ยังหวังว่าผลของบุญจะรอตอบแทนในเวลาที่ตนต้องการ เพราะไม่ได้เอ่ยขอในขณะที่ทำบุญ จึงเข้าใจว่าตนไม่หวังผลของบุญ หรือ เพราะรู้ว่าการไม่หวังผลจากการทำบุญได้อานิสงส์มากเนื่องจากเป็นการทำบุญที่ไม่เจือด้วยกิเลส จึงไม่ขออะไรในขณะทำบุญ แต่ยังแอบหวังว่าผลของบุญจะรอตอบแทนตนเหมือนกัน

อย่างแรกนี้ ดิฉันเรียกว่าไม่ขอเพราะไม่รู้ใจตน แต่อย่างที่สอง แอบเรียกว่า “โกงบุญ” ค่ะ ทั้งสองอย่างเป็นสัมมาทิฏฐิแบบโลกิยะเหมือนกันค่ะ เพราะไม่ได้ทำเพื่อฝึกการละอย่างแท้จริง

เคยมีผู้ถามดิฉันว่า แล้วเขาผิดไหมที่ทำบุญแล้วอธิษฐานขออะไรๆ ดิฉันมีความเห็นว่า ไม่ผิดค่ะ เพราะบุญมีผลอยู่แล้ว การทำบุญแล้วหวังผลอย่างน้อยก็ช่วยให้ใจสบายขึ้น สังคมมีการเกื้อกูลกัน อบรมเมตตา เพียงแต่อย่าทำจนตนเองเดือดร้อน หรือ ทำโดยไม่รอบคอบ เปิดโอกาสให้มีการหลอกลวงเกิดขึ้นได้ และ หากทำบุญโดยหวังผลสักสิบครั้ง ขอให้ลองสักครั้งที่ไม่อธิษฐานขออะไร หวังเพียงให้ความสุขแก่ผู้อื่นอย่างแท้จริง เมื่อไรที่ทำอย่างนี้แล้วรู้สึกว่าจิตใจเบิกบานเพราะการให้ เพราะการที่สามารถเอาชนะใจที่หวังของตนได้ รู้สึกถึงความสุข ความอิ่มในจิตที่มากกว่าในครั้งที่หวังผล ก็ค่อยๆเพิ่มการทำโดยไม่หวังผลขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่อย่างนั้น การทำบุญที่เจือด้วยความหวังอันเป็นความอยากซึ่งเป็นตัณหา จะโน้มจิตให้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

3ความคิดที่ว่าตนไม่มีคู่เพราะเคยอธิฐานว่าขออยู่บนคานทองนี้ ไม่น่าจะใช่นะคะ ดังที่ได้เรียนไว้แล้วค่ะ ว่าเราเคยเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน เคยมีคู่มาแล้วนับชาติไม่ถ้วนอีกเหมือนกัน หากในชาตินี้ได้มีโอกาสเกื้อกูลกันไม่ว่าจะกับคนที่เคยเป็นคู่กัน หรือ คนที่ยังไม่เคยพบกันมาก่อน ก็สามารถเกิดเป็นความรักจนใช้ชีวิตร่วมกันได้ เพราะการกระทำในปัจจุบัน หรือ กรรมปัจจุบันสำคัญที่สุดค่ะ

อีกอย่าง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่เป็นไปตามใจปรารถนา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย หากเรายังไม่คลายกิเลสจนทำให้ไม่เยื่อใยต่อความรัก แม้เราจะเห็นความทุกข์หรือได้รับความทุกข์เพราะรักมาจนตั้งความปรารถนาว่าจะไม่มีรักอีก แต่หากได้พบใครดูราวจะไปด้วยกันได้กับเรา ได้เกื้อกูล ได้เรียนรู้กันและกัน มีเมตตาอยากช่วยเขาแต่สติมาไม่ทันจนเกิดเสน่หาซ้อนขึ้นมา ได้เห้นคุณความดีของเขาจนศรัทธาในตัวเขา เราก็เกิดความรักได้นะคะ

การจะไม่มีความรักได้จึงไม่เป็นไปตามใจปรารถนา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย คือ การกระทำของเราเองค่ะ ดังที่ตรัสว่า เพราะ “ตามเห็น” ความไม่เที่ยง จึงเบื่อหน่าย เมื่อหน่าย ก็วิราคะ (แปลกันมาว่าคลายกำหนัด เลยดูเหมือนจะเป็นเรื่องความต้องการทางเพศเท่านั้น แต่อันที่จริงมีความหมายกว้างขวางรวมถึงการคลายความติดใจจนผูกพันในทุกเรื่องค่ะ) เมื่อวิราคะ ก็บริสุทธิ์ ดังนั้น ที่เราทำได้คือทำที่เหตุ นั่นก็คือเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง ความแปรปรวนของจิต ดูไปเรื่อยๆจนเห็นความไม่เป็นตนของความรัก เมื่อไม่เป็นตน ก็ไม่สามารถยึดถือเอาได้ ดูโอกาสที่จิตจะไหลลงสู่ที่ต่ำเพราะความรัก ก็จะค่อยๆเห็นโทษของความรัก ดูสุข ดูสิ่งดีๆที่เกิดจากรัก ก็จะเห็นคุณของความรัก ดูๆไปเรื่อยๆ เห็นทั้งคุณทั้งโทษไปเรื่อยๆ เมื่อใดที่เห็นจนถ้วนทั่ว ใจจะค่อยๆคลายความรักอันเป็นผลหนึ่งที่เกิดจากจากกิเลสที่เรียกว่าราคะ ไปได้เอง เราทำได้เหตุได้ แต่หวังผลไม่ได้ค่ะ เริ่มทำชาตินี้ ไม่รู้อีกกี่ชาติจึงจะถึงขนาดใจเราไม่ปรารถนาความรัก

เพราะอย่างที่ได้เรียนมาแล้วค่ะ เราเคยเกิดมาแล้ว มีความรักมาแล้ว นับชาติไม่ถ้วน การเริ่มตามเห็นเพียงชาติเดียว คงไม่สามารถฟอกจิตที่ถูกความรักรดย้อมมามากมายหลายชาตินั้นได้ เพียงแค่เริ่มเห็นความจริงของความรัก ก็นับว่าเลิศแล้วค่ะ

คุณลิงมาฝากความเห็นไว้ตอนตีสองกว่า ไม่ทราบว่ากำลังจะนอนหรือว่าเพิ่งตื่น ตื่นมาตอบตอนตีสี่ เลยไม่ทราบว่าจะใช้คำว่า ราตรีสวัสดิ์ หรือ อรุณสวัสดิ์ ดีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 21 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว วันที่ : 11/05/2015 เวลา : 02.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ ^^


ดีว่า ตอนนี้ กว่า 2 ปีมาแล้ว
ที่ได้ฟังธรรมะมาบ้าง สวดมนต์ต่างๆมาบ้าง
และตามอ่านกระทู้ต่างๆเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในเว็บพันทิปมมาบ้าง
เลยอ่านบล็อกนี้ พอจะเข้าใจได้ไม่ยาก

ถ้าเป็นเมื่อก่อน อ่านแล้วคงมึนตึบ
ยิ่งกว่ามืดแปดด้านแน่ๆ

แล้ว หลังจากสวดมนต์ มาธิ แผ่เมตตา
...นุช จะขอพรให้คุณแม่ คุณพ่อ บลาๆๆอยู่สุขสบาย
อันนี้เรียกว่า
สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะ ไหมคะ ?
ทำบุญหวังผลอ่าค่ะ
เพราะบางครั้ง นุช เมื่อทำบุญก็จะขอในเรื่อง งาน
ขอให้ได้งานที่ดีๆ อะไรแบบนี้

หรือ ส่วนอีกคนเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ
ทำบุญแบบไม่หวังอะไร แค่อยากทำ

หรือว่า เวลาเราแผ่เมตตา ไม่ต้องกล่าวอะไรเลยไหมนะ ?

แต่มันก็ไม่สบายใจอีกแหละ ถ้าไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเลย

เฮ้อ......จะอยู่ในประเภทไหนเนี่ยเรา


พี่รัตน์
คิดเหมือนนุชเลยค่ะ
อย่างนุช เข้ากันได้ดีมากๆกับพี่สาว
รักพี่สาว ...มากๆๆ
พี่สาว เหมือนแม่คนที่ 2 เลยค่ะ
ส่งเสียให้เรียนหนังสือด้วย
เลยอยากเกิดมาเป็นน้องสาวของเค้าอีกในชาติต่อไป
ม้นจะเป็นไปได้ไหมนะ
พี่สาว...........ก็ชอบธรรมะนะคะ


อิอิอิ
แลดูว่า พี่รัตน์ค่อนข้างจะเกรงใจที่จะถาม
นุช....ไม่รู้เลยค่ะว่า

คำถามป่วนๆมันจะต้องถามยังไง
แต่สำหรับนุชแล้ว...ข้องใจอะไรก็จะถามออกมาค่ะ


แอบ...กรี๊ดดดดดดดดดดด
เพราะ รอเนื้อคู่อยู่เลยเชียว

อ่อ......นุช สวดขอขมาจิตและอธิษฐานจิตด้วยค่ะ
เคยอ่านมาว่า

การที่เราไม่มีคู่ อาจเป็นเพราะเราไปอธิษฐานเอาไว้ไม่รู้จากชาติไหน
เรา...เลยขอบนคานทองอยู่แบบนี้
ฉะนั้นแล้ว
หลังการแผ่เมตตา ควรทำอย่างที่บอกมาค่ะ
เราจะได้ต่างฝ่าย ต่างเป็นอิสระต่อกัน

ถ้าเกิดเนื้อคู่ของเราในอดีต หล่อ ..รวย...ทำไงล่ะเนี่ยย
555+
ดันไปปลดกรรมกับเค้าซะละ กร๊าชชช



ปอลิง.
ลิงเขียว.........ขี้เล่นนะค่าาาา
ขออภัย ด้วยคร้าบบบบบบบบบ ><


อนุโมทนาสาธุค่ะ

บะบายยย

ความคิดเห็นที่ 20 Anacarika ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 10/05/2015 เวลา : 20.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 17 : Anacarika
พอดีในเอนทรี่ Hope Springs รักเลือนแต่ไม่เลื่อนลับ (http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/05/02/entry-1) ของหมอสมชัย ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ กรรมเก่า กรรมใหม่ เนื้อคู่ คนที่ใช่ เอาไว้ค่ะ แล้วเห็นว่าน่าจะขยาย ความให้ชัดเจนขึ้น เลยเป็นที่มาของเอนทรี่นี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 10/05/2015 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 16 : สำรวจฟ้า
ขอบคุณค่ะ
เขียนทีไร ก็ได้ทบทวนแบบเป็นเรื่องเป็นราวทีนั้นค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 10/05/2015 เวลา : 20.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 15 : สิงห์นอกระบบ
ขอบคุณค่ะ แวะมาเยี่ยมกัน

ความคิดเห็นที่ 17 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Anacarika วันที่ : 10/05/2015 เวลา : 17.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/grunakorn

เป็นการบอกรักผ่าน..บางโอเคที่น่ารักมากครับ ^^

ความคิดเห็นที่ 16 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สำรวจฟ้า วันที่ : 10/05/2015 เวลา : 15.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

เหมือนได้ทบทวนหลักพุทธศาสนา

ความคิดเห็นที่ 15 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 10/05/2015 เวลา : 08.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

อนุโมทนาครับ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 10/05/2015 เวลา : 06.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 12 : chailasalle

ใช่ค่ะ สมัยนี้นิยมใช้คำว่าเคมีตรงกัน

เพราะปัจจัยหลายๆอย่างทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่น เป้าหมายในชีวิต ความต้องการ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ความชอบ การแสวงหา ความต้องการเสพปัจจัย ความคุ้นเคย การสั่งสม (ทั้งการสั่งสมกิเลส การสั่งสมปัจจัย การสั่งสมคุณความดี ฯลฯ) กระบวนการคิด การอบรมตน ธรรมที่เกิดดับกับจิต เป็นต้น ที่คล้ายๆกัน จึงทำให้คนเรามีลักษณะหลายๆอย่างตรงกัน
แต่ถึงจะมีเคมีจากชาติก่อนตรงกัน แต่หากในชาติปัจจุบัน อบรมตนกันไปคนละทาง เคมีก็ห่างกันออกไปได้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 10/05/2015 เวลา : 06.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 10 และ 10 : rattiya


ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
chailasalle วันที่ : 10/05/2015 เวลา : 01.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ผู้รู้ สั่งสม สิ่งที่ผ่านมาทุกภพทุกชาติ เมื่อปัจจัยเกื้อให้พบกัน เลย เคมี ตรงกัน ประสาวัยรุ่นเขาพูด ...^^

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 16.21 น.

เขียนคำถามไปก่อนเพิ่งมาอ่านคห.8

ความคิดเห็นที่ 10 ลิงเขียว , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 16.15 น.

ขอออกนอกลู่หน่อยค่ะ

ในกรณีของพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน จะอยู่ในกฏธรรมชาติ กรรมเก่า กรรมใหม่นี้ด้วยหรือเปล่าค่ะ
ไม่ได้เข้ามาป่วนนะค่ะ คือว่ารัตติยากับน้องสาว เราเข้าใจกันดีมาก จนบางครั้งมาคิด ถ้าตายไปเเล้วเกิดมาใหม่ ขอให้เกิดมาเป็นพี่น้องกันอีก

ความคิดเห็นที่ 9 BlueHill , สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 15.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 5 : BuleHill

ใช่เลยค่ะ ทำชาตินี้ให้ดีที่สุด

ถ้าชาติหน้ามีจริง เราก็ได้รับผลดีจากการทำดีในปัจจุบัน แต่ถ้าไม่ อย่างน้อยก็อยู่เป็นสุขในปัจจุบันนะคะ

ความคิดเห็นที่ 8 สมชัย ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 15.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 4 : สมชัย

เราต่างเกิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คนทั้งโลกล้วนเคยเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนพ้อง คู่ครอง กันมาก่อนแทบทั้งนั้น ดังนั้นคนที่เคยเป็นคู่เราในชาติก่อนๆ ปัจจุบันก็อาจเดินสวนกัน หรืออยู่กระจัดกระจายทั่วโลกนะคะ เพียงแต่ว่า ในชาตินี้ เราใช้กรรมเก่ากระทำกรรมใหม่อย่างไรและการเกื้อกูลที่ทำให้เราได้ใช้ชีวิตร่วมกับใครเท่านั้น

การนำคำสอนมาใช้ในชีวิตเพื่อพัฒนากรรม จะทำให้เราใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างเหมาะสมนะคะ

ความคิดเห็นที่ 7 ลิงเขียว , สมชัย และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 15.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 3 rattiya

ขอเรียนถึงข้อความในเครื่องหมายคำพูดก่อนนะคะ

การกระทำเพื่อให้ได้เป็นคู่กัน หากเรารู้สึกว่าพึงพอใจใคร เราก็ย่อมใส่ใจในใครคนนั้น หาช่องทางทำความรู้จัก เต็มใจช่วยเหลือ ทำสิ่งดีๆให้กัน (เราสามารถจินตนาการถึงตอนที่หนุ่มสาวทำความรู้จักกันใหม่ๆ ตอนที่เรียนรู้กันใหม่ๆน่ะค่ะ)

แต่เหตุให้เกิดความรักทั้งหมดก็อยู่บนพื้นฐานตามที่ได้เรียนไว้ในตอนต้นค่ะแล้ว คือ เป้าหมายในชีวิต ความต้องการ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ความชอบ ฯลฯ และ การได้เกื้อกูลกัน หากสิ่งเหล่านั้นต้องตรงกันโดยมากและมีการเกื้อกูลกันในปัจจุบันจนเกิดเป็นความรัก เมื่อความรักดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก็เป็นธรรมดาค่ะที่คนทั้งสองจะอยากใช้ชีวิตร่วมกัน อยากสร้างสิ่งดีๆร่วมกัน

ในชีวิตจริง คงเป็นไปได้ยากมังคะที่ใครสักคนจะเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรารักใครสักคน เราคงยากทำอะไรๆให้เขา อยากเห็นเขามีความสุขกับสิ่งที่เราทำให้ด้วยนะคะ และเมื่อเห็นเขามีความสุขจากการให้ของเรา เชื่อว่าเราจะมีความสุขมากกว่าความสุขที่เราได้เป็นผู้รับจากเขานะคะ

ส่วนคำถามที่คุณ rattiya เขียนถึงไว้

1 เกี่ยวกับการหย่าร้างทางกฎหมาย

ก่อนจะไปถึงเรื่องการหย่า ขอเรียนเรื่องธรรมชาติของตัณหาก่อนค่ะ ว่า ธรรมชาติของตัณหานั้น เมื่ออยากได้อะไร ในขณะที่ยังไม่ได้ก็ไขว่คว้า ครั้นได้มาก็พอใจอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นก็จะชาชิน เบื่อหน่าย อยากได้ใหม่ โดยอาจอยากได้ของเดิมในปริมาณที่มากกว่าเดิม (เช่น จำนวนเงินที่เพิ่มมากขึ้น) หรือของใหม่มาทดแทนของเดิมที่ตนเบื่อแล้ว (เช่น คู่ใหม่) ความรักของชายหญิงก็เป็นความรักด้วยตัณหาค่ะ คือ นอกจากจะรักเพื่อที่จะให้แล้ว ยังเป็นความรักที่ต้องการเสพสิ่งดีๆจากอีกฝ่ายเป็นการตอบแทนด้วย เมื่อตัณหามีธรรมชาติอย่างนี้ ก็เป็นธรรมดาค่ะที่ความรักของชายหญิงจะลดน้อยถอยลงไปตามกาลเวลา หากเรารู้ไม่ทันธรรมชาตินี้และไม่บ่มเพราะความรักในแบบมิตร คือเมตตา ขึ้นมาร่วมด้วย โอกาสหย่าร้างก็ย่อมมี

สิ่งที่เราควรระลึกคือ การรู้ทันธรรมชาตินี้ ไม่ใช่เป็นข้อแก้ตัวให้เราค่ะ ว่าก็ในเมื่อธรรมชาติเป็นอย่างนี้ การที่เราจะเบื่อคู่ของเราแล้วหาคนใหม่ก็มีได้เพราะเป็นไปตามธรรมชาติ ตรงข้าม เราใช้ความรู้นี้เพื่อระวังตน สำรวมตน ไม่ให้ทำในสิ่งที่ไหลไปตามตัณหา ระลึกว่าเราควรมีความพอใจแต่ในคู่ของตนเท่านั้น

คำพูดที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ อันที่จริง ต้องพูดว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐได้ด้วยการฝึกค่ะ เพราะหากไม่มีการฝึก มนุษย์ก็ดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติของสัตว์โลก เราก็จะไม่ต่างจากสัตว์โลกชนิดอื่นๆ

อย่างไรก็ดี นอกจากการรู้ทันธรรมชาตินี้และปฏิบัติต่อธรรมชาตินี้อย่างเหมาะสม ยังมีอีกหลายปัจจัยค่ะที่เป็นเหตุให้คู่ครอง ครองชีวิตคู่ได้ตลอดรอดฝั่ง นั่นคือการครองชีวิตคู่ยังต้องอาศัยการน้อมเอาฆราวาสธรรม อันประกอบด้วยสัจจะ (การจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อกัน) ทมะ (การฝึกตน การข่มใจ) ขันติ (ความอดกลั้น อดทน) และ จาคะ (การสละ ตามที่ได้เขียนถึงแล้วในเอนทรี่นี้) เข้ามาสู่ชีวิตด้วย

หมอสมชัยเธอเคยเขียนเรื่องชีวิตคู่กับความรักไว้ในเอนทรี่นี้ http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/02/14/entry-1 ค่ะ

แต่อย่างไรก็ดี หากคู่ครองมีอันต้องแยกจากกันไป ก็ยากที่จะตัดสินว่าเป็นความผิดของใครค่ะ เพราะทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย หากไม่มีเหตุ ชีวิตคู่ก็คงไม่ถึงทางตันจนต้องแยกทาง

อีกทั้งศีล ความมั่นคงของจิตใจ ปัญญา ของบุคคลเป็นอย่างไร บุคคลนั้นก็ทำ ดำเนินชีวิตไปตามนั้น ดังนั้น เราทุกคนจึงมักเชื่อว่าตนทำถูก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เปิดใจยอมรับการอบรม (ทั้งจากตนเองและจากผู้อื่น) เมื่อได้มองย้อนกลับมา ก็อาจคิดว่า หากในตอนนั้น ตนมีศีลอย่างนี้ มีจิตใจอย่างนี้ มีความรู้อย่างนี้ ตนก็อาจไม่ตัดสินใจอย่างที่ได้เคยทำลงไปก็ได้

การแยกทาง บางคนเชื่อว่าเป็นเพราะกรรมเก่าทำให้อยู่ร่วมกันได้ไม่ตลอด ซึ่งหากดูจากความหมายของกรรมเก่าตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ บุคคลใช้กรรมเก่าเหล่านั้นกระทำกรรมใหม่ การแยกทางก็เป็นกรรมเก่าจริงๆนั่นแหละค่ะ เพราะกรรมเก่าคือตาหูเป็นต้นอย่างนั้นจึงทำกรรมใหม่คือการแยกทางอย่างนี้ แต่หากมีการพัฒนากรรม บุคคลก็อาจตัดสินใจทำไปในอีกแบบหนึ่งก็ได้ แต่อย่างไรก็ดี แต่บางทีก็มีสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมมะจัดสรร” ค่ะ เช่น ผลของกรรมที่ตามมาทันเพราะการที่เราไม่พัฒนากรรมเก่าของเรานั่นเอง

2 การอยู่ร่วมกันโดยที่ยังไม่ได้แต่งงานตามกฎหมาย สังคมไทยในชนบทก็เป็นคล้ายๆนี้มานานแล้วค่ะ เคยได้ข่าวที่คู่ชีวิตอยู่ร่วมกันจนแก่เฒ่า มีลูกหลานหลายคน เพิ่งมาจัดพิธีแต่งงานกันในตอนแก่ด้วย

การอยู่ร่วมกันในฐานะสามีภรรยาจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่ได้ลดทอนความรับผิดชอบ หน้าที่ที่พึงมีต่อกัน ความรักที่มีต่อกันค่ะ แต่การทำตามกฎหมาย จะช่วยลดความยุ่งยากที่จะตามมาในอนาคต เช่น เอกสารเกี่ยวกับบุตร การจัดการมรดกของเรา หรือความยุ่งยากที่อาจตามมาเพราะบุคคลรอบข้าง เช่น ครอบครัวเดิมของแต่ละฝ่ายที่มักอยากให้การครองคู่เป็นไปตามที่สังคมยอมรับมากกว่า เป็นต้น

เหล่านี้เป็นเพียงความเห็นค่ะ อาจไม่ถูกต้องนักก็ได้

ขอบคุณมากนะคะ แวะมาเยี่ยมกันเสมอๆ

ความคิดเห็นที่ 6 สมชัย , แม่มดเดือนMarch ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 15.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 : แม่มดเดือน March

พี่คะ ถ้าย้อนเวลาไปหลายสิบปี หนูก็ไม่เข้าใจอย่างนี้ ไม่เขียนอย่างนี้เหมือนกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
BlueHill from mobile วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 14.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

กับคนที่ใช่ ขอทำชาตินี้ให้ดีที่สุดครับ ไม่รู้ว่าชาติหน้าเราจะรู้ว่ามีจริงไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 4 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 13.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

กรรมเก่าจะวางผังชีวิตเราว่าจะได้คู่ประมาณใด
-สมหวังหรือผิดหวัง มาจากกรรมที่ซื่อสัตย์หรือเที่ยวหลอกชาวบ้าน

-ได้คู่ที่ดี หรือไม่ดี มาจากกรรมที่เคยดีเคยร้ายกับใครมาก่อน

-ได้คนที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม จากกรรมที่เคยบำเพ็ญกันมา

อดีตหลายชาติ เราสร้างภาวะคู่มามากมาย บางคนมาจากแรงอธิษฐาน ที่สร้างปัจจัยเงื่อนไข ให้ต้องมาพบกัน
บรรจบกันที่ชาติใดชาติหนึ่ง ถ้ามาตรงกันเป๊ะ คู่นั้นก็แทบผูกขาด พบกันมาตั้งแต่เริ่มแรก กอดคอร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่ต้นจนจบ

แต่โดยมากเรามักเป็นการพบกันแบบเหวี่ยงแห ขึ้นอยู่กับแรงกรรมที่ส่งมาให้มาพบกับใคร นี่คือผลจากกรรมเก่า แต่ในหลักพุทธศาสนาไม่ให้จำนนต่อกรรมเก่า ให้สร้างกรรมใหม่เพื่อรับมือกับสิ่งที่พานพบ ก็คือเมื่อมาครองคู่กัน จะทำตัวกันแบบใด จึงจะฟันฝ่าบทเรียนที่ต้องถูกทดสอบ บทเรียนนั้นอาจเป็นบทลงโทษ รางวัล
ที่ปรากฏตามแต่ละเวลาที่เหมาะสม

ดังนั้นยามใดที่เกิดมีเรื่องมีราวกัน การเมตตาต่อกัน ให้อภัยกัน จึงเป็นเหตุไม่ต้องมาชดใช้ตอบแทนกันในชาติภพต่อๆไป ที่อาจโคจรมาเจอกันอีก เราไม่อาจรู้อนาคต แต่ปัจจุบัน เรามีแบบฝึกหัดทดสอบเราอยู่ จงแก้ไขให้ถูกต้องในตอนที่ยังแก้ไขได้

ความคิดเห็นที่ 3 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 12.41 น.

ขอบคุณมากค่ะ

จากข้อความนี้
"เมื่อมองถึงเรื่องการมีคู่ผ่านจุดนี้เองค่ะ จึงได้ความว่า เพราะใจอันเป็นส่วนหนึ่งของกรรมเก่าจึงทำให้ใจเราในปัจจุบันเป็นอย่างนั้น เราจึงมองหาคนที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราเรียนรู้และสิ่งที่ติดตามเรามา ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราก็มองหาใครสักคนในที่นั้น จึงทำให้เมื่อพบใครที่ค่อนข้างตรงกับลักษณะที่เรามองหา เราก็ใช้กรรมเก่ากระทำกรรมใหม่คือมีการกระทำเพื่อให้ได้เป็นคู่กัน หากทุกอย่างของทั้งสองคนต้องตรงกันโดยมาก มีความรู้สึกรักใคร่ตรงกัน และหากได้เกื้อกูลกันทั้งในกาลก่อนและในกาลปัจจุบัน ทั้งสองก็ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในที่สุด ดังคำตรัสไว้ในสาเกตชาดก ขุททกนิกาย ชาดก ว่า ความรักนั้นเกิดด้วยสาเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในชาติปางก่อน และ ด้วยการเกื้อกูลกันและกันในปัจจุบัน เหมือนดอกบัวและดอกไม้น้ำอื่นๆที่เกิดในน้ำ ต้องอาศัยเหตุสองประการที่เกื้อกูลกันคือ น้ำ และ เปือกตม"

ส่วนตัวคิดว่า การครองคู่กันได้ยาวนานนั้นขึ้นอยู่กับคนทั้งสองที่จะต้องปรับตัว ทำความเข้าใจกัน มิไช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามทำทุกอย่างที่จะให้ได้อยู่ร่วมกัน โดยฝ่ายหนึ่งพยายามทำตามความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง(คนหนึ่งเป็นผู้ให้เเละอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับ) คนเราจะไม่สามารถทำอะไรที่ฝื่นใจตัวเองได้ตลอดเวลา สักวันจะถึงจุดอิ่มตัว

อยากจะถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ

1.คุณณัฐรดามีความคิดเห็นอย่างไร ในกรณ๊ การหย่าร้าง(ทางกฏหมาย) ปัจจุบันเเม้กระทั้งที่เยอรมนีก็มีสถิติสูงขึ้น
2.มีความคิดเห็นอย่างไร กรณี"การอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้เเต่งงาน"(ตามกฏหมาย)

ความคิดเห็นที่ 2 สมชัย , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 07.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

คุณณัฐรดาเขียนช้าไปหลายสิบปีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ลิงเขียว , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 09/05/2015 เวลา : 05.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

เอนทรี่เป็นผลพวงมาจากความเห็นที่ส่งไว้ในเอนทรี่ Hope Springs รักเลือนแต่ไม่เลื่อนลับ (http://www.oknation.net/blog/movie-som/2015/05/02/entry-1) ของหมอสมชัยค่ะ ที่แสดงความเห็นเกี่ยวกับ กรรมเก่า กรรมใหม่ เนื้อคู่ คนที่ใช่ เอาไว้

และเพราะเห็นว่าน่าจะขยายความให้ละเอียดขึ้น จึงได้บันทึกเอนทรี่นี้ตามมาค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน