*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553620
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< พฤษภาคม 2015 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม 2558
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1432 , 09:33:39 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 8 คน ลิงเขียว , Chaoying และอีก 6 คนโหวตเรื่องนี้

เคยไหมคะ  ที่คิดว่าจะฝึกสติสัมปชัญญะ  ด้วยการรู้ว่าจะเปลี่ยนอิริยาบถอย่างไร  จะก้าวเดินอย่างไร  จะเหยียดแขนอย่างไร  จะนั่ง  จะนอน  อย่างไร  และระหว่างการเคลื่อนไหว  ก็จะตั้งใจดูการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียวด้วยความคิดว่าจะทำจิตให้ว่าง

และหากเราศึกษาความหมายของคำว่าสัมปชัญญะให้ถี่ถ้วนขึ้น  บางที  การดูอิริยาบถของเราอาจเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้เล่ามาในข้างต้นบ้างก็ได้นะคะ 

สติสัมปชัญญะนั้น  เป็นสิ่งที่เราควรนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน  ควรฝึกให้มีขึ้นและให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในชีวิตประจำวัน  ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ในการฝึกตนเพื่อให้คิดว่าจิตตนว่างเท่านั้น

คนไข้คนหนึ่งปวดฟันมาก  จึงมาหาคุณหมอชาย  เมื่อคุณหมอชายได้ตรวจดูแล้ว  เห็นว่าสมควรเอาฟันออกเพราะนอกจากจะฟันจะผุมากแล้ว  เนื้อฟันยังเหลือน้อย การรักษารากฟันแม้จะทำให้สามารถเก็บฟันไว้ได้  แต่อีกไม่นานก็คงต้องเอาฟันอกอยู่ดี  ระยะเวลาที่ยืดการเอาฟันออกไปจึงอาจไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย  จึงหารือกับคนไข้  ซึ่งคนไข้ก็เห็นด้วย (๑)

เมื่อตัดสินว่าต้องเอาฟันออกแล้ว  คุณหมอชายก็ประเมินว่าควรใช้วิธีใดจึงจะเหมาะ  คุณหมอเห็นว่าด้วยกำลังข้อแขนของตน  สามารถถอนฟันออกจากปากคนไข้ได้โดยไม่ยาก  ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีอื่นที่คนไข้อาจปวดแผลมากขึ้นในภายหลัง (๒)

แล้วคุณหมอก็จัดการกับฟันซี่นั้นตามวิธีการที่ตนตัดสิน  สองมือจึงวุ่นวาย  สาละวนกับใช้เครื่องมือเพื่อถอนฟัน (๓)

ในขณะที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น  คุณหมอชายก็ไม่ใส่ใจเรื่องอื่น  ใจไม่วอกแวกไปที่อื่น  ตั้งสติจดจ่อกับการทำงาน  ขั้นตอนในการทำงาน  การก้าวหน้าของงานในขณะที่ทำ  จนกระทั่งถอนฟันได้สำเร็จ (๔)

หากนำองค์ประกอบของสัมปชัญญะมาเทียบกับการทำงานของคุณหมอ  ก็อาจเป็นได้อย่างนี้ค่ะ

การพิจารณาประโยชน์ที่เกิดขึ้นก่อนการทำงานของคุณหมอตามข้อ (๑) ก็คือ สาตถกสัมปชัญญะ

ซึ่งประโยชน์นี้  เป็นประโยชน์ที่แท้จริง  ที่ไม่นำทุกข์มาให้ภายหลัง  ได้ประโยชน์อันเป็นผลที่มาจากเหตุโดยตรง 

สมมติว่าคุณหมอเห็นว่าการรักษารากฟันสามารถเก็บค่ารักษาจากคนไข้ได้มากกว่าการถอนฟันแล้วตัดสินใจทำงานอย่างแรก  อย่างนั้นไม่เรียกว่าสาตถกสัมปชัญญะ  เพราะผลไม่ตรงกับเหตุ  เพราะเหตุคือการเอาฟันออก  ผลก็คือ  ฟันออกจากปาก  ไม่ใช่ค่ารักษาอันเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลัง 

ซึ่งสัมปชัญญะนี้จะเกิดขึ้นและสมบูรณ์ได้  ก็ด้วย โยนิโสมนสิการ หรือการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย  ที่ต้องอบรมควบคู่กันไปกับ ศีล ที่มีเมตตาเป็นพื้นฐาน  การเอาตนเข้าเปรียบด้วยเมตตา  และ  สันโดษ ด้วย  

เมื่อคุณหมอประเมินการทำงานด้วยวิธีต่างๆ วิธีการใดประเมินแล้วสามารถทำงานให้สำเร็จได้ตามข้อ (๒) โดยสบายแก่กำลังใจ  กำลังกายตน  นั้นคือ  สัปปายสัมปชัญญะ

ขณะที่กำลังถอนฟัน  คุณหมอมีสติระลึกรู้ถึงสองมือที่วุ่นวาย  ยื่น  เหยียด หดกลับ  (ก็คือการคู้เข้า  เหยียดออก)  หยิบเครื่องมือชิ้นนั้น  งัด  แงะ  ดึง  อย่างนั้นอย่างนี้ตามข้อ  (๓)  สามารถเทียบได้กับ  โคจรสัมปชัญญะ

การแจ่มแจ้ง  ไม่หลงลืมในขณะที่คู้เข้าเหยียดออก  ไม่หลงลืมขั้นตอนในการทำงาน   การระมัดระวังอันตรายหรือข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน  ประโยชน์ของการเหยียดคู้  การประมาณกำลังตน  การจดจ่อกับการทำงานโดยไม่ส่งใจไปที่อื่นตามข้อ  (๔)  ก็อาจเทียบได้กับ  อสัมโมหสัมปชัญญะ

สำหรับการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา  วัตถุประสงค์ของการมีสติสัมปชัญญะ  คือการนำไปสู่การมีอินทรีย์สังวรที่บริบูรณ์  (อวิชชาสูตร  -  องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๖๑/๑๓๔ – ๑๓๗)  กับ  การได้ความสงบของใจและปัญญาที่ยิ่งๆขึ้นไป  (สมถสูตร  -  องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๕๔/๑๑๖-๑๑๗) เพราะฝึกสติสัมปชัญญะควบคู่ไปกับการอบรมตนด้วยศีล  โยนิโสมนสิการ  สันโดษ  จนเกิดปัญญาจึงเป็นเหตุให้ประพฤติสุจริต  และเพราะการ "เที่ยวไป"  หรือมีชีวิต เป็นอยู่ ด้วยความประพฤติสุจริตทั้งทางกาย  วาจา  ใจ  นี้เอง  เป็นเหตุให้การปฏิบัติสติปัฏฐานสมบูรณ์ 

โดยที่สาตถกสัมปชัญญะ  คือการเห็นประโยชน์ของการฝึกกรรมฐาน  สัปปายสัมปชัญยะ  คือการเลือกกรรมฐานที่สบาย  เหมาะกับจิต  โคจรสัมปชัญญะ  คือการกำหนดใจอยู่กับกรรมฐานที่ตนเห็นประโยชน์แล้วและเลือกใช้รวมถึงการไปมาโดยไม่แวะเวียนไปทางไหนนอกจากเส้นทางที่จะเอื้อต่อการเจริญกรรมฐานเท่านั้น  ส่วน  อสัมโมหะสัมปชัญญะ นั้น  หมายถึงการไม่หลงลืมการพิจารณาด้วยขันธ์  อายตนะ  ธาตุ  และ  ปัจจัย  จนเกิดความเห็นว่าเป็นตน

ดังนั้น  หากเราคิดแต่เพียงการเฝ้าดูอิริยาบถว่ากำลังเคลื่อนไหวอย่างไร  โดยไม่พิจารณาถึงองค์ประกอบของสัมปชัญญะดังกล่าว  ไม่รู้เหตุที่มา  ผลที่ไป  ไม่รู้ประโยชน์อย่างแท้จริง  ไม่เป็นไปเพื่อการมีอินทรีย์สังวร  หรือ  สุจริต  ๓  เราก็อาจจะเพียงปฏิบัติตามที่ได้ยินมาแบบทำตามๆกันไป  จนอาจกลายเป็นการปฏิบัติด้วยความงมงายได้

สติสัมปชัญญะนี้  จึงเป็นอีกธรรมที่ควรน้อมเข้ามาในตนค่ะ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 31/05/2015 เวลา : 07.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณลิงเขียวคะ

เรื่องแย่ๆในอดีต หากเรานำมาคิดในแง่มุมใหม่ๆ บางที ก็อาจจะทำให้ทัศนคติของเราเปลี่ยนแปลงไปจนชีวิตที่เหลือของเราค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปก็ได้นะคะ

บางทีก็ใจลอย ขี้ลืม ด้วยเหมือนกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว วันที่ : 31/05/2015 เวลา : 04.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ

คุณหมอ ที่เห็นว่า ฟันเน่ามากแล้ว คิดว่าน่าจะถอนออก
แม้จะรักษารากฟัน แต่รากฟันก็เกินจะเยียวยาแล้ว ถอนๆออกซะเลย
หมอ....ที่คิดแบบนี้ ลิงเขียวว่า...เป็นหมอที่ดีค่ะ
ไม่เลี้ยงไข้


เมื่อหลายปีก่อน คุณแม่ของลิงเขียว
ป่วยเป็นโรคไตค่ะ ไปหาหมอที่คลีนิกแห่งหนึ่งที่ จ. สกลนคร
แม่บอกว่า ( คนอื่นๆที่ป่วยมาแล้วหาย )
แต่ค่ารักษาตกเดือนละ 7 พันบาท ค่ะ
แล้ว คุณหมอ....ก็ไม่บอกว่า ( แม่ อาการแย่แล้ว )
คงยังเลี้ยงไข้จน 3 เดือนเลยค่ะ

พอสภาพแม่ไม่ไหวจริงๆคุณหมอ..ถึงบอกความจริง ว่าอาการแม่แย่มากๆ
ต้องส่งโรงพยาบาลใหญ่
ลิง...ได้จองห้องเอาไว้ที่ ร.พ ขอนแก่น ค่ะ
แต่แม่ไปไม่ทัน แค่ถึงหนองคาย คุณแม่ก็เสียชีวิตแล้ว

เลยเป็นอะไรที่แย่มากๆเลยค่ะ
เฮ้อ

ถ้าเจอหมอที่ดี....มีอะไรก็แนะนำไปตามตรง บอกตรงๆกับครอบครัวของคนไข้ แล้วเราจะได้หาวิธีรักษากันต่อไป
อะไรก็จะไม่สายเกินไป

พี่ๆบอกว่า
( ถ้าแม่ ฟอกไตทัน แม่จะอยู่ได้อีก 10 ปี หรือนานกว่านั้นค่ะ )


ลิง.....เป็นคนจำพวกชอบคิดโน่น นี่ นั่น
ใจลอยอ่าค่ะ
ส่วนมากจะคิดถึงแต่ละครที่ดูจบลงไป แล้วก็เอามามโน 55+

บางครั้งเดินเลยบ้านก็มีค่ะ
ยกชาให้กับลูกค้าก็เดินเข้าห้องพนักงานเฉยเลย ไม่วางให้ลูกค้าดื่ม

เป็นคนที่ไม่มีสติและสมาธิอย่างแรงส์

ความคิดเห็นที่ 10 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 30/05/2015 เวลา : 08.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 7: Chaoying
คิดถึงเช่นกันค่ะ
ไปชลบุรีคราวหน้าอย่าลืมกริ๊งบอกกันนะคะ

ความคิดเห็นที่ 9 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 30/05/2015 เวลา : 08.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 6 : คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว
ปรึกษาหมอที่ดูแลฟันให้เป็นประจำแต่เนิ่นๆก็ดีนะคะ เดี๋ยวปวดขึ้นมาก่อนจะแย่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 30/05/2015 เวลา : 08.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 5 : กำหนัน
ขอบคุณค่ะแวะมาเยี่ยมกัน
คิดถึงแม่ศรีสอางค์จังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Chaoying วันที่ : 30/05/2015 เวลา : 07.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

คนที่ทำหน้าที่เป็นหมอฟัน ต้องใจเย็น ประณีต อดทน มากที่เดียว เดี๋ยวนี้มักเจอหมอฟันใจร้อน ...รีบทำให้เสร็จๆ จะได้ลูกค้าคนถัดไป เราหนีเลย
กว่าจะหาหมอฟันให้ถูกใจ หายากมากนิ

คิดถึงนะพี่หมอสมชัย..และคุณณัฐรดา..ว่างๆ จะมาเยี่ยมนะคะ

ความคิดเห็นที่ 6 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 29/05/2015 เวลา : 23.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ผมใกล้จะได้ถอนฟันแล้วละครับคุณณัฐรดา

ความคิดเห็นที่ 5 ลิงเขียว , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
กำหนัน วันที่ : 29/05/2015 เวลา : 20.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21

สวัสดีครับพี่สาว มาอ่านครับขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 4 ลิงเขียว , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 29/05/2015 เวลา : 18.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 : สมชัย

ขอบคุณค่ะ มาตอบคำถามให้

สติ ถ้าใช้ในทางที่ผิด ก็เป็นมิจฉาสติ เช่นเดียวกับสมาธิ ที่เป็นมิจฉาสมาธินะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 ลิงเขียว , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 29/05/2015 เวลา : 18.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 : rattiya

เคยได้ยินมาเหมือนกันค่ะ ชวนให้นึกถึงตอนเด็กๆ เวลาไปเที่ยวงานวัด พอได้ลูกโป่งสวรรค์ก็จะดีใจ ถือเดินเที่ยวไปในวัด มีบางทีที่เผลอดูอะไรๆเพลินไปค่ะ ลูกโป่งเลยลอยหลุดจากมือ

ส่วนสาเหตุ คุณสมชัยมาเล่าไว้ในความเห็นที่ 2 แล้ว

ขอบคุณค่ะ แวะมาเยี่ยมกันเสมอๆ

ความคิดเห็นที่ 2 ลิงเขียว , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 29/05/2015 เวลา : 17.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ขออนุญาติตอบคุณรัตติยาแทนครับ
สัมปชัญญะ เป็น บรรพะหนึ่ง ใน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ สติปัฏฐาน สี่ โดยดูที่กายเรานี้ ผ่านกิจกรรม ในชีวิตประจำวัน เช่น การนุ่งห่ม การทำงาน การดื่มกิน การหยิบจับ กิจกรรมเหล่านี้ แขนขาเรา ก็ไม่พ้น อยู่ที่ การ คู้เข้า การเหยียดออก วัตถุประสงค์หลัก คือ ให้เรามีสติ ติดตาม กิริยาเหล่านี้ในทุกขณะที่มีการเคลื่อนไหว ไม่ส่งใจออกนอก ให้ติดตามเพียงกิริยาของกายเรานี้ จนเกิดสมาธิ และเกิดการรู้ชัดขึ้นมาว่า กายนี้ เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้นจนจิตละคลายการยึดติดในตัวตน
ในคนทั่วไป กิริยาเหล่านี้ ทำทันทีที่ตื่นนอน แต่มีกีคนที่ตามระลึกรู้ โดยมากจิตส่งออกไปในเรื่องราวภายนอกจนหมดสิ้น จึงมีการยึดติดว่ามีเรา มีเขาขึ้นมา ก็อธิบายคร่าวๆในเรื่อง สติปัฏฐานสี่
เอ็นทรี่นี้ เป็นการเปรียบเทียบการใช้หลักการ สัมปชัญญะบรรพะ มาใช้ในการทำงาน เหมือนหลายๆเรื่องในชีวิต ที่เราใช้ หลักการของ อริยสัจสี่ มาใช้แก้ไขปัญหา เช่นเกิดเรื่องราวขึ้นมา ก็หาสาเหตุ เมื่อหาเหตุพบก็หาวิธีแก้ไข แก้ไขได้ ปัญหาก็หมด ดังนี้ นี่คือ ใช้หลักการ อริยสัจสี่ แต่ไม่ใช่ อริยสัจสี่
การที่คนๆหนึ่งถือของอย่างระมัดระวัง แล้วไม่ตกหล่น เราเรียกว่า เขามีสมาธิ เขามีสมาธิ ก็เพราะเขา มีสติที่ตามระลึกของที่ถือในมือ
ถามว่า สติ สมาธินี้ เป็น สติปัฏฐานสี่หรือไม่ ตอบว่าไม่ใช่ เพราะไม่ใช่การน้อมเข้ามาที่ตนอันเป็นไปเพื่อการหลุดพ้นจากการยึดติด
นักยิงปืนสไนเปอร์ จะยิงหัวคน ก็ต้องมีสติ ตามระลึกรู้ที่หัวคน มีใจจดจ่อที่หัวคน สติที่ตามระลึกจดจ่อที่หัวคนย่อมก่อให้เกิดสมาธิ
แมวตะครุบหนู ก็ต้องจับตาดู จนเกิดสมาธิ เพื่อที่จะไม่พลาด เพราะถ้าขณะนั้น ใจไปแวบเรื่องอื่นเมื่อไร เป็นอันพลาดไปทันที
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอน สิ่งที่เป็นเรื่องจริง เรื่องที่มีอยู่ในธรรมชาติ มีในสัตว์อยู่แล้ว ของที่ไม่มีจริงพระองค์ไม่สั่งสอน เพราะไม่เกิดประโยชน์
สติ สมาธิ ที่คนมีอยู่ สัตว์มีอยู่ จึงนำสิ่งที่มีอยู่นี้ มาน้อมเข้ามาพิจารณาที่ตัวเรานี้ ไม่ต้องไปพิจารณาที่อื่น
ชีวิตเราทุกวันก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ คือ กาย และใจ มีกายมีใจ ก็มีลมหายใจ มีการเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ มีการเหยียดเข้าเหยียดออก ก็หยิบยกเอาสิ่งที่มีนี่แหละ มากำหนดเอาสติตั้งตามระลึกรู้ที่ตรงนี้ นี่จึงเป็นปัจจุบัน
ธรรมที่ชัดเจน แต่เพราะเราทุกคนไม่มีสติตามระลึกรู้ที่กายและใจนี้ เราจึงหลุดไปอยู่ในอดีตบ้าง ซึ่งผ่านไปแล้ว อนาคตบ้างที่ยังมาไม่ถึง จิตที่ส่งออกไปอยู่กับอดีตและอนาคต จึงเป็นเหตุของทุกข์
หวังว่าคงตอบปัญหาบางส่วนได้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 ลิงเขียว , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 29/05/2015 เวลา : 14.59 น.

"หากเราคิดแต่เพียงการเฝ้าดูอิริยาบถว่ากำลังเคลื่อนไหวอย่างไร โดยไม่พิจารณาถึงองค์ประกอบของสัมปชัญญะดังกล่าว ไม่รู้เหตุที่มา ผลที่ไป ไม่รู้ประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่เป็นไปเพื่อการมีอินทรีย์สังวร หรือ สุจริต ๓ เราก็อาจจะเพียงปฏิบัติตามที่ได้ยินมาแบบทำตามๆกันไป จนอาจกลายเป็นการปฏิบัติด้วยความงมงายได้"



เคยได้ยินตอนเป็นเด็ก

การที่คนเราถือของหรือหยิบภาชนะ......เเล้วตกหล่นเเตก(ยกเว้นผู้สูงอายุที่ไม่มีกำลังเเขนเเล้ว)...สาเหตุอย่างหนึ่งมาจากสติหรือจิตเราไม่สงบ...มือถือภาชนะเเต่ใจเราคิดไปเรื่องอื่นจริงหรือเปล่าค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน