*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553620
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< มีนาคม 2016 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม 2559
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1537 , 08:54:50 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 10 คน อาคม , คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว และอีก 8 คนโหวตเรื่องนี้

ในเอนทรี่ที่แล้ว ( http://www.oknation.net/blog/nadrda2/2016/03/03/entry-1  )ได้เล่าถึงบาทแรกของพระคาถาอันเป็นโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งก็คือ สพฺพปาปสฺส อกรณํ เอนทรี่นี้จะขอเล่าถึงบาทต่อไป คือ กุสลสฺสูปสมฺปทา ต่อ

คงจำได้อยู่นะคะ ว่าที่เรียกว่า บาท กับที่เรียกว่า คาถา คืออะไรบ้าง

กุสลสฺสูปสมฺปทา มาจาก กุสล + อุป + สมฺปทา โดยมีคำแปลอย่างนี้ค่ะ

กุสล (กุ-สะ-ละ) หากเป็นคำนามจะแปลว่าความดีงาม, ความงาม, สิ่งที่ดี, ความสบาย, บุญ, กุศล,ความไม่มีโรค และหากเป็นคำขยายคำนามอีกที จะแปลว่า ไม่มีโรค, ไม่มีโทษ, ถูกต้อง, มีฝีมือ, ฉลาด, ชำนาญ, คล่อง, มั่งคั่ง, ดี, งาม, เหมาะ, ควร, ถูก (ไม่ผิด), ถูกต้อง

อุป (อุ-ปะ) แปลว่า เข้าไป ใกล้ มั่น

สมฺปทา (สัม-ปะ-ทา) แปลว่า ความถึงพร้อม, ความดี, คุณชาติเป็นเครื่องถึงพร้อม, ความเจริญ, สมบัติ

ดังนั้น กุสลสฺสูปสมฺปทา จึงรวมแปลว่า การยังกุศลให้ถึงพร้อม

ดังที่ได้เล่าไว้ในเอนทรี่ที่แล้วว่า บาป หมายความรวมถึงทั้งการทำความชั่ว และ การไม่ทำความดี ดังนั้น การไม่ทำบาป ก็คือการไม่ทำชั่วกับการทำความดี และเพียงการหักห้ามใจไม่ทำบาป หรือก็คือ มีการหักห้ามกระทำทางกาย วาจา ใจ ก็ได้ชื่อว่าทำบุญ สร้างกุศลแล้ว แต่การทำบุญหรือสร้างกุศลกรรมในเบื้องต้นอย่างนี้ยังไม่ถือว่าเพียงพอค่ะ ต้องทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญงอกงาม ให้เป็นความดีงามอย่างแท้จริง ไม่มีโทษเจือ ไม่โน้มไปในทางที่เกิดโทษในภายหลังด้วย

มาดูการทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ถึงพร้อมกันทีละส่วนนะคะ

ในส่วนของการไม่ทำความชั่ว

เมื่อหักใจไม่ทำชั่ว โดยปกติแล้วในระยะแรกๆที่เราห้ามใจจากการกระทำชั่วเพราะเรารู้ดีว่ามีผลทำให้ถูกลงโทษ ทำให้ถูกติฉินนินทา ทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลทั่วไป แม้การห้ามนี้จะเป็นบุญ เป็นกุศล แต่ก็ยังเป็นกุศลที่ยังไม่ถึงพร้อมด้วยธรรมอันเป็นกุศลเนื่องจากเป็นเพียงห้ามการกระทำที่เกิดจากความกลัวต่อโทษ โดยที่ใจอาจจะยังอยากที่จะทำชั่วอยู่แต่ข่มไว้เพราะนึกถึงโทษที่จะได้รับ ซึ่งถ้าหากไม่มีการอบรมใจให้เห็นคล้อยตามว่าเป็นกรรมที่ไม่สมควรจริงๆ หากพบเหตุการณ์เฉพาะหน้าให้เกิดตัณหาขึ้นอย่างเดิม ก็ต้องขวนขวายห้ามความอยากอยู่ร่ำไป ตัณหานั้นเมื่อถูกขัดก็ย่อมก่อให้เกิดความทุกข์ ทุกข์มากๆเข้า วันหนึ่งก็ทนไม่ไหว ต้องไหลตามกิเลสไปได้ในที่สุด

การหักใจไม่ทำบาปนั้นยากมากๆค่ะ เช่น อยากคิดไปตามความต้องการในเรื่องที่ไม่สมควรสักเรื่องหนึ่ง แค่จะหักใจไม่ให้คิดก็ยากยิ่งแล้ว เพราะคิด(สังขาร) ไปแล้วมีความเพลิน มีความสุข และเพราะสุขเป็นอาหารที่จิตต้องการอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นสุขจากทางไหน จึงเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะกำหนดลงไป (กำหนดรู้) ว่า สุขไหนหยาบ สุขไหนประณีต สุขที่มาจากเหตุไหนควรเสพ จากเหตุไหนไม่ควรเสพ แต่ควรละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป

โดยธรรมชาติของการห้ามใจจากบาปแต่ละครั้ง จะเกิดทั้งทุกข์และสุขในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ทุกข์เพราะตัณหาถูกขัด อึดอัดเพราะความที่จิตดิ้นรน กระสับกระส่าย จะกลับไปทำตามตัณหาเพื่อเสพให้ได้ กับ สุขที่เกิดจากการห้ามใจได้สำเร็จ (ดังที่ได้เรียนไว้แล้ว ว่า เมื่อเราทำงานใดงานหนึ่งสำเร็จ จะเกิดปีติ สุข ขึ้น) แต่สุขที่เกิดในระยะแรกๆนั้น น้อยมากจนบุคคลทั่วไปไม่สามารถรู้สึกได้ คงรู้สึกได้แต่ความทุกข์ที่เกิดจากการถูกขัดของตัณหาเท่านั้น เมื่อไม่รู้สึกถึงสุข จึงมักไม่พอใจในการกระทำห้ามบาปอันเป็นบุญของตนนั้น บางทีห้ามใจได้สักครั้ง แต่กลับปล่อยใจไหลตามกิเลสไปหลายๆครั้ง จึงกลายเป็น เดินหน้าหนึ่งก้าวแต่ถอยหลังไปหลายๆก้าว สุดท้าย ก็หยุดอยู่ไกลจากจุดที่ควรจะไปออกไปเรื่อยๆ เลยกลายเป็นว่าแม้จะได้ “ลิ้มรส”ของความดับ แต่ก็กลับหลงใหลในบาปมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้เพราะสุขจากการทำตามตัณหานั้นเกิดได้ง่าย แต่สุขจากการดับตัณหานั้นเกิดได้ยาก บุคคลต้องอดทนฝึกตนไประยะหนึ่งจึงจะได้สุขจากความดับ จิตจึงเลือกที่จะอยากได้สุขที่หามาได้ง่ายๆมาเป็นอาหารหล่อเลี้ยงมากกว่า

ดังนั้น แม้การทำบุญด้วยการห้ามใจไม่ยอมตามกิเลสนี้จะทำให้เกิดทุกข์ ก็ควรรู้ว่าทุกข์ในปัจจุบันนี้มีสุขเป็นวิบาก เป็นสุขที่ไม่กลับกลายเป็นทุกข์ภายหลัง ควรทำความพอใจในการกระทำหักห้ามของตน สมดังที่ตรัสไว้ในพระคาถาหนึ่งว่า

ปุญฺญเจ  ปุริสา  กยิรา         กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ

ตมฺหิ  ฉนฺทํ  กยิราถ             สุโข  ปุญญสฺส  อุจฺจโย ฯ

    ถ้าบุคคลพึงทำบุญไซร้ พึงทำบุญนั้นบ่อยๆ

    พึงทำความพอใจในบุญนั้น

    เพราะว่า การสั่งสมขึ้นซึ่งบุญนำมาซึ่งสุข.

และบุญจะถูกสั่งสมขึ้นจนกลายเป็นสุขได้ ก็ต้องอาศัยเมตตา คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า เมตา เป็นพื้นฐานของพุทธศาสนากระมังคะ ไม่ว่าจะทำอะไร หากมีเมตตาเป็นจุดเริ่มก็จะสำเร็จในทุกที่ไปค่ะ ดังนั้นการที่จะทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ถึงพร้อมนี้ก็ต้องอบรมเมตตาให้เกิดขึ้นจึงจะสำเร็จ

ท่านให้เมตตาตนเป็นอันดับแรกเพราะตนเป็นบุคคลที่เรารักมากที่สุด เมื่อรักมาก ก็ย่อมอยากให้ตนพบแต่สิ่งดีๆที่ไม่กลับกลายเป็นทุกข์ภายหลัง คือเมตตาตนด้วยการทำในสิ่งดี ไม่อยากให้ใจที่ยังคลายความเห็นว่าเป็นตนยังไม่ได้จะยิ่งยินดีในบาป ห้ามใจไม่ทำบาปก็เพื่อตนจะได้ไม่ต้องพบกับทุคติ ปิดทางไปสู่อบายของตนเสีย เมตตาผู้อื่นโดยเอาตัวเราเข้าเปรียบ ว่าเราไม่อยากให้ใครมาทำอย่างไรกับเรา เราก็ไม่ควรทำกับเขาอย่างนั้น เมื่ออบรมเมตตาให้เกิดขึ้น การไม่เบียดเบียนผู้ใดจึงไม่ใช่เป็นเพราะเพียงการกลัวการถูกลงโทษ ไม่ใช่เพราะต้องการสิ่งตอบแทน (เช่น ความเชื่อที่ว่า รักษาศีลแล้วจะรวย) แต่เพราะเมตตาไม่อยากให้เขาเดือดร้อน ไม่อยากเบียดเบียนเขา ปรารถนาให้เขามีความสุข

ในส่วนของการทำความดี

การทำความดีอันเป็นบุญนั้น เมื่อยังคลายความเห็นว่าเป็นตนไม่ได้ การทำความดี ก็มักมีตัวตน ของตน เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย คือทำแล้วนอกจากผู้อื่นจะได้รับประโยชน์ ตนยังพลอยได้รับผลประโยชน์ด้วย อีกทั้งบางครั้ง การทำความดีในช่วงต้นๆก็ยังไม่มีประโยชน์ตนเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการทำด้วยกุศลฉันทะอย่างแท้จริง แต่พอทำไปทำไป ตัณหากลับเข้ามารับช่วงต่อ กลายเป็นว่าเดิมทำเพื่อผู้อื่นแต่ต่อมามีความคิดขอให้ตนพลอยได้ผลประโยชน์เพิ่มเข้ามาด้วย ภาวะอย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังค่ะ

เช่น ช่วยเหลือผู้อื่นแล้วก็อยากให้มีผู้พบเห็นและยกย่องตน บริจาคเงินเพื่อการกุศลแล้วก็อยากให้มีคนชื่นชมว่าเป็นคนใจบุญ เดิมปรนนิบัติพ่อแม่อย่างดีเพราะอยากตอบแทนคุณท่าน แต่ต่อมากลับอยากให้ใครๆเห็นว่าตนเป็นคนกตัญญูและสรรเสริญตน เดิมเขียนเผยแผ่ธรรมเพราะอยากให้ผู้อื่นเห็นความงามของธรรม แต่ต่อมามีความอยากให้ผู้คนจดจำตนไว้เผื่อในอนาคตตนจะได้ใช้ประโยชน์จากความทรงจำของผู้คนแทรกเข้ามา อย่างนี้เป็นต้น

อันที่จริง การทำดีที่ยังหวังผลตอบแทนนั้นไม่ใช่ความผิดเพราะจัดเป็นสัมมาทิฏฐิ เพียงแต่ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นโลกิยะ คือเมื่อมีความเห็นว่าเป็นสิ่งดีๆของตน ตนควรได้รับผลตอบแทน ก็ทำให้มีตัวตนวนไปรับผลอยู่เนืองๆ เมื่อต้องการผลแล้ว หากไม่มีผลคือการชื่นชม ยกย่อง ตอบแทนก็จะกลับกลายเป็นทุกข์หรือท้อเพราะการกระทำดีนั้นๆได้

คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า จะทำดีไปทำไม ทำไปก็ไม่มีใครเห็น กระมังคะ นี่คือผลของการสร้างกุศลแล้ว แต่ไม่ยังกุศลให้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นกุศล กุศลที่สร้างจึงกลับกลายเป็นอกุศลไป

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเมตตาเป็นพื้นฐานของธรรมต่างๆในศาสนาพุทธ จึงทำให้แม้ตั้งใจจะทำความดี ก็ต้องอบรมตนด้วยเมตตาอยู่เสมอๆด้วย โดยเมตตาตนด้วยคิดว่าหากทำดี ทำบุญ แล้วหวังผลตอบแทนตน ผลที่หวังนั้นนอกจากจะนำความไม่ยินดี ความทุกข์ มาให้ภายหลังแล้ว ยังจะโน้มใจให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็อาจกลายเป็นไม่ยินดีในดารทำบุญ เมื่อไม่ยินดีในการทำบุญ ใจก็จะยินดีในบาป (ดังพระคาถาที่ยกมาในเอนทรี่ที่ผ่านมา )

ควรอบรมตนว่าพึงทำความดีเพื่อฝึกการละ คลายตระหนี่ อันจะทำให้เข้าถึงความสุขจากการปล่อยวาง อันทำให้ทางสู่สุคติที่สร้างขึ้นแล้วไม่ถูกรื้อถอนลงในภายหลังด้วยตัณหา

อบรมตนว่าที่เมตตาช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความหวังคืออยากให้เขาพ้นทุกข์ ช่วยเหลือเขาเพื่อประโยชน์แก่ตัวเขาอย่างแท้จริง สมความหมายของเมตตา คือความเป็นมิตร ความปรารถนาดีต่อกันเท่านั้น

แม้แต่เมตตา ยังต้องอบรมให้ถึงพร้อม

เมื่ออบรมเมตตาอันทำให้ไม่ทำความชั่ว เพียรทำความดีแล้ว อันเป็นการยังกุศลให้ถึงพร้อมแล้ว ตัวเมตตาเอง ก็ต้องอบรมให้ถึงพร้อมด้วยเช่นกันค่ะ คือ อบรมให้เป็นเมตตาที่บริสุทธิ์ ไม่ให้มีเหตุใกล้คือ "เสน่หา" แทรกเข้ามา จนทำให้เมตตาที่ไม่หวังผลตอบแทนต่อตนอันเป็นกุศลฉันทะ ถูกตัณหามารับช่วงต่อจนทำให้กลายเป็นเมตตาที่หวังได้รับผลของเมตตาตอบแทน กลับกลายเป็นความมีเยื่อใย มีความรักฉันชู้สาว และกลายเหตุแห่งทุกข์ได้

อย่างเช่น เราเมตตาเพื่อนร่วมงานที่เป็นเพศตรงข้ามที่มีคู่แล้วคนหนึ่ง เพราะความดีงามของเขาเราจึงอยากให้เขามีความสุข จึงพยายามหาโอกาสสนับสนุนเขาอยู่เนืองๆ แต่การพยายามทำอะไรเพื่อใคร ก็ต้องมีเขาและสิ่งที่เนื่องด้วยเขามาตั้งอยู่ในใจจึงจะคอยคิดหาทางทำอะไรให้เขาได้ นานๆเข้า ความเป็นเขาก็วนเวียนอยู่ในใจเรา หากไม่มีสติคอยกำกับ ตัณหาก็พร้อมจะมารับช่วงต่อ ความดีงามที่ตามเห็นจึงได้กลายเป็นความดีงามที่เราหวังจะครอบครอง เป็นความผูกพัน เกิดความปรารถนาในทางชู้สาวไป และความที่เราไม่รู้ว่าใจถูกอะไรครอบงำเข้าแล้ว จึงมักถลำลึกจนกลายเป็นเหตุแห่งทุกข์ไปในที่สุดได้

อีกทั้งควรพยายามอบรมให้เมตตาที่เกิดแล้ว เป็นเมตตาที่ไม่เป็นประมาณ เมตตาเสมอหน้า ไม่เลือกพวกเขาพวกเรา ทุกวันนี้ ที่โลกเรามีปัญหา ส่วนหนึ่งก็มาจากเมตตาที่มีให้แต่พวกพ้องตนด้วยเหมือนกัน

เมตตายังเป็นอีกเหตุที่เกื้อกูลแก่ปัญญา เพราะการอบรมตนให้เมตตาเป็นเมตตาที่บริสุทธิ์ หรือเพื่อให้พบกับความดับ หรือเพื่อให้เป็นเมตตาไม่เป็นประมาณ ให้ไม่มีความเป็นตนเข้าไปรับผลตอบแทนด้วยอยู่บ่อยๆนั้น ต้องอาศัยการพิจารณาเนืองๆ เมื่อพิจารณาบ่อยๆ ปัญญาก็ย่อมงอกงามขึ้น

ผลของการยังกุศลให้ถึงพร้อมด้วยเมตตา

เมตตาเป็นบ่อเกิดของศีล อันเป็นโอกาสให้จิตเป็นสมาธิ เนื่องจากเมื่ออบรมตนด้วยเมตตาไม่ว่าจะเพื่อไม่ทำความชั่ว หรือทำความดี เมื่อใดที่ทำสำเร็จจิตจะเกิดกระบวนการที่นำไปสู่สมาธิที่เรียกว่า ธรรมสมาธิ ๕ นั่นคือจิตจะเบิกบานขึ้น (ปราโมทย์) แล้วความเบิกบาน ความอิ่ม ก็จะทวีขึ้นจนแผ่ซ่านไปทั้งใจและกาย (ปีติ) ซึ่งอันที่จริงความอิ่มใจหรือปีตินี้ เกิดขึ้นพร้อมๆกับความรื่นสบาย แต่ความที่ปีติมีกำลังมากกว่า เราจึงไม่รู้สึกถึงความสบายนั้น จนเมื่อปีติอ่อนกำลังลงและดับ (ปัสสัทธิ) เราจึงรู้สึกถึงความรื่น ความสบาย (สุข) นั้น และเมื่อสุขดับ จิตก็จะสม่ำเสมอ ตั้งมั่น (สมาธิ) กระบวนธรรมจึงเกิด-ดับ เกิด-ดับ ส่งกันเป็นทอดๆอย่างนี้ ตั้งแต่

ปราโมทย์ - ปีติ - ปัสสัทธิ - สุข - สมาธิ

อันที่จริง กระบวนธรรมธรรมสมาธิ ๕ นี้ เกิดกับเราในชีวิตประจำวันได้เรื่อยๆค่ะ อย่างเช่น เวลาเราไปทำสังฆทานแล้วปีติ เพียงแต่เราไม่รู้ว่ากระบวนธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว และจะจบลงที่สมาธิ จึงไม่ได้จิตที่เป็นสมาธิมาทำงานทางปัญญา เป็นการปล่อยโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

เพราะเมื่อจิตเป็นสมาธิจะรู้เห็นได้ตามที่เป็นจริง คือ รู้ว่าจิตกำลังถูกธรรมใดครอบงำอยู่ รู้ว่าอาสวะใดไหลออกมาย้อมใจ รู้ว่ากุศลที่สร้างมีผลต่อใจอย่างไร รู้ว่าควรหาทางละ บรรเทา ทำสิ่งใดให้สิ้นไป รู้ว่าสิ่งใดได้บรรเทาลงไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น และเมื่อจิตเป็นสมาธิ จิตจะมีกำลัง เหมาะที่ทำงานทางปัญญานั่นคือการพิจารณาเรื่องใดๆให้รู้เห็นแง่มุมต่างๆทั้งคุณและโทษมากขึ้น ลึกซึ้งมากขึ้น เห็นแจ้งมากขึ้น

ยิ่งเห็นแจ้งถึงทั้งคุณและโทษในสิ่งหนึ่งมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่ง “ยังใจให้กลับ” จากสิ่งนั้นได้มากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้ในยามที่พบกับสิ่งนั้นๆเฉพาะหน้า ก็จะหวั่นไหวกับสิ่งนั้นที่ได้พบเห็นทางตา หู เป็นต้น น้อยลงเรื่อยๆ จนสามารถวางใจเป็นกลางกับสิ่งนั้นๆได้อย่างแท้จริงในที่สุด และเพราะค่อยๆวางใจเป็นกลางกับสิ่งต่างๆได้ อุเบกขาธรรมจึงเจริญขึ้นไปด้วย จึงดึงสิ่งต่างๆเข้าหาตนด้วยราคะ ผลักสิ่งต่างๆออกจากตนด้วยโทสะ น้อยลงไปเรื่อยๆ

สิ่งที่มี ที่เกิดขึ้น จึงค่อยๆสักแต่ว่าเป็นสภาวะที่ปรากฏ แม้สิ่งเหล่านั้นจะเป็นสภาพไม่น่ายินดี ก็จะอยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่ทุกข์

ปัญญาจึงแก่กล้าขึ้น จนนำไปสู่ปัญญาสูงสุดอันพาตนหลุดพ้นหรือ ”วิชชา” ในท้ายที่สุด

ก็สำหรับบุคคลที่ยังคลายความเห็นว่าเป็นตนไม่ได้ การที่มีใจมองเห็นด้วยความเป็นกลางไปทีละเรื่อง ทีละเรื่อง ทำสุขหยาบให้ประณีตขึ้นเรื่อยๆ พบสุขทั้งในปัจจุบัน ได้ทำทางสู่สวรรค์และนิพพานไว้เบื้องหน้า จะหาอะไรประเสริฐได้ไปมากกว่าความเป็นอย่างนี้อีกหรือคะ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 19 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 10/03/2016 เวลา : 21.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

สาธุครับ

ความคิดเห็นที่ 18 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 10/03/2016 เวลา : 21.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

สาธุครับ

ความคิดเห็นที่ 17 SW19 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 08/03/2016 เวลา : 04.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 13 พล.ท.นันทเดช
ขอบพระคุณ ทั้งการแวะมา และ ความเห็นค่ะ

กำลังฝึกตน พัฒนาตน ในด้านการเขียนค่ะ บกพร่องอย่างไรต้องขอประทานอภัยจริงๆค่ะ
อยากทำได้อย่างสมเด็จพระสังฆราช(เจริญ สุวฑฺฒโน)จังค่ะ รจนาของท่านได้งดงาม ทั้งเข้าใจง่าย บางที เรื่องยากๆ ท่านก็สรรค์สร้างจนคนอ่านอ่านแล้วเกิดความรู้สึกว่า เพียงเท่านี้เองเหรอ ถ้าเพียงเท่านี้เราเองก็พยายามทำตามได้ ทำไปทำไป อาจเห็นผลอย่างที่ท่านทรงอธิบายไว้ก็ได้
พยายามฝึกเขียนให้กระจ่างอยู่เรื่อยๆ อยากหวังผลอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ไม่กล้า

ความคิดเห็นที่ 16 SW19 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 08/03/2016 เวลา : 03.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 12 SW19
ขอบคุณค่ะ มาเยี่ยมกันเสมอ
ภาพดอกไม้เป็นภาพจากต้นที่ปลูกในกระถางหลังบ้านของปีก่อนๆค่ะ
ยกความดีให้ผู้ปลูก ผู้ดูแล และถ่ายภาพให้ค่ะ
(เธอทำหลายหน้าที่จนอดแอบชมเธอไม่ได้ค่ะ )

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 08/03/2016 เวลา : 03.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 11 นายยั้งคิด
"ขออนุญาตนำเรื่องนี้ไปย่อยที่บล็อกของผมด้วยนะครับ"
ด้วยความยินดีค่ะ
และขอขอบพระคุณต่อกุศลเจตนาเป็นอย่างมากด้วยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 08/03/2016 เวลา : 03.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 10 wullopp
กราบขอบคุณอาจารย์หมอมากค่ะ
ทั้งการแวะมา และ กุศลเจตนาค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 23.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

ยากไปครับ สำหรับคนไกลวัด ของ่ายๆหน่อยได้ไหม

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
SW19 วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 22.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SW19

ขอบพระคุณคุณณัฐรดาที่ชี้แนะ
พออ่านออกเสียงรู้สึกว่าเข้าใจ และคิดตามได้เร็วขึ้นมาก

ป.ล. ดอกไม้สวยจัง แสดงว่าอากาศต้องดีใช้ได้ ของ SW19 เปลี่ยนฤดูกาลแล้วยังหนาวอยู่ จึงได้แต่รอดูตาและใบอ่อนที่โผล่มาทีละน้อย

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 20.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ขออนุญาตนำเรื่องนี้ไปย่อยที่บล็อกของผมด้วยนะครับ และขอขอบคุณล่วงหน้า I ที่นี้

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 19.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอขอบพระคุณ
และขอกราบอนุโมทนา ครับ...

ความคิดเห็นที่ 9 SW19 , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 18.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 5 rattiya

ยังวนเวียนอยู่อย่างนี้เหมือนกันค่ะ

แต่ เช้าวันนี้ ขณะเดินย่อยอาหารในสวนสาธารณะกับหมอสมชัย เกิดปิ๊งขึ้นมาว่า แค่มองเปลี่ยนมุม เราก็อาจเลือกแนวทางในการคิดดับตัณหาได้ดีขึ้น

คือ จากที่มองไปที่กระบวนการเกิดดับของทุกข์สุขที่ว่า

"โดยธรรมชาติของการห้ามใจจากบาปแต่ละครั้ง จะเกิดทั้งทุกข์และสุขในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ทุกข์เพราะตัณหาถูกขัด อึดอัดเพราะความที่จิตดิ้นรน กระสับกระส่าย จะกลับไปทำตามตัณหาเพื่อเสพให้ได้ กับ สุขที่เกิดจากการห้ามใจได้สำเร็จ (ดังที่ได้เรียนไว้แล้ว ว่า เมื่อเราทำงานใดงานหนึ่งสำเร็จ จะเกิดปีติ สุข ขึ้น) แต่สุขที่เกิดในระยะแรกๆนั้น น้อยมากจนบุคคลทั่วไปไม่สามารถรู้สึกได้ คงรู้สึกได้แต่ความทุกข์ที่เกิดจากการถูกขัดของตัณหาเท่านั้น เมื่อไม่รู้สึกถึงสุข"

หากเปลี่ยนมุมมามองที่ขณะเกิดของสุขและผลของสุข อาจทำให้เราตัดสินใจเลือกรูปแบบการคิดได้ดีขึ้นค่ะ

เพราะหากเราคิดไปตามความต้องการอันเป็นตัณหา เราก็ย่อมได้สุขในขณะที่คิด แม้จิตจะเสพสุข แต่แนวทางในการคิดกลับน้อมจิตเราลงสู่ความทุกข์ จนได้ทุกข์จริงๆในภายหน้า อันอาจนำไปสู่การเวียนว่ายในทุกข์อย่างไม่รู้จบ

แต่หากเราคิดเพื่อดับความต้องการอันเป็นตัณหา ในขณะคิดเราย่อมไม่ได้สุข แต่หากเมื่อไหร่ที่ตัณหาดับ เราก็ย่อมได้สุขจากการดับ และนอกจากจะเป็นการน้อมจิตให้ปล่อยวางได้มากขึ้นเรื่อยๆ สงบสุขมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆแล้ว ยังอาจให้ผลถึงกับไม่ต้องวนเวียนในทุกข์ในอนาคต(ที่แม้จะยาวนานจนไม่สามารถพบได้ในชีวิตนี้)อีกด้วย

การคิดหรือสังขารจึงให้สุขกับเราเสมอนะคะ เพียงแต่ว่าจะสุขเมื่อไร และสุขนั้นจะกลับกลายหรือไม่ จะนำเราไปไหน... เท่านั้น

ขอบคุณที่มาเยี่ยมกันนะคะ

ความคิดเห็นที่ 8 พอเพียงที่เพียงพอ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 18.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 3 และ 4 พอเพียงที่เพียงพอ
ธรรมสวัสดีค่ะ
ขอบคุณสำหรับการแวะมานะคะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 18.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 สิงห์นอกระบบ
ขอบคุณที่แวะมาเช่นกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 SW19 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 17.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 สมชัย
ทั้งกุศลและอกุศล สามารถเป็นปัจจัยให้กันและกันได้เสมอนะคะ
สติจึงสำคัญมาก ดังที่ตรัสว่า จำปรารถนาในที่ทั้งปวง

ความคิดเห็นที่ 5 SW19 , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
rattiya วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 17.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

"ทั้งนี้เพราะสุขจากการทำตามตัณหานั้นเกิดได้ง่าย แต่สุขจากการดับตัณหานั้นเกิดได้ยาก บุคคลต้องอดทนฝึกตนไประยะหนึ่งจึงจะได้สุขจากความดับ จิตจึงเลือกที่จะอยากได้สุขที่หามาได้ง่ายๆมาเป็นอาหารหล่อเลี้ยงมากกว่า"
ยังวนเวียนอยู่ตรงจุดนี้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
พอเพียงที่เพียงพอ วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 13.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Porjai2499

ธรรมะสวัสดี

ขอบคุณครับ


ความคิดเห็นที่ 3 wullopp , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พอเพียงที่เพียงพอ วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 13.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Porjai2499

ธรรมะสวัสดี

ขอบคุณครับ


ความคิดเห็นที่ 2 wullopp , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 12.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ

ความคิดเห็นที่ 1 SW19 , wullopp และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
สมชัย วันที่ : 07/03/2016 เวลา : 09.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

"ผลของการสร้างกุศลแล้ว แต่ไม่ยังกุศลให้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นกุศล กุศลที่สร้างจึงกลับกลายเป็นอกุศลไป"
สภาวะแบบนี้พบได้บ่อยๆ ถ้ามีสติรู้ทั่วตัวพร้อม ก็จะพบเห็นได้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน