*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551372
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< มิถุนายน 2016 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน 2559
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1405 , 07:14:59 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน สมชัย , ni_gul และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

ทุกวันนี้ ประโยคที่พราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฏกะเปล่งออกมาด้วยความปีติอย่างที่สุดว่า “ ชิตัง เม ”  (หรือ “ ชิตํ เม ”  ในภาษาบาลี) เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง บางท่านนำประโยคนี้ผูกพันกับการมีการได้ในทางปาฏิหาริย์

จึงใคร่นำที่มาของคำพูดนี้ตามที่อรรถกถาจารย์เล่าไว้และความหมายในใจผู้พูดประโยคนี้มาชวนพิจารณา แต่ก่อนจะชวนพิจารณาอะไรในลำดับต่อไป คงต้องนำต้นเรื่องตามที่อรรถกถาจารย์บรรยายไว้ มาเล่าสู่กันฟังก่อน

อรรถกถาจารย์บรรยายไว้ว่า ในสมัยหนึ่งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในเชตวัน พราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า จูเฬกสาฏกะมีผ้าสาฎกที่ใช้นุ่งเพียงผืนเดียว ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าพระพุทธเจ้าจะแสดงธรรมในวิหาร เขาจึงปรึกษานางพราหมณี ว่าทั้งสองคนมีผ้าเพียงผืนเดียวคงไปฟังธรรมพร้อมกันไม่ได้ต้องสลับกันไป นางพราหมณีบอกว่านางจะไปตอนกลางวัน ให้พราหมณ์ไปตอนกลางคืน

คืนนั้น พราหมณ์นั่งฟังธรรมเกิดความเข้าใจในอรรถจนปีติแผ่ซ่านไปทั้งตัวกระทั่งอยากจะบูชาพระพุทธเจ้าด้วยข้าวของที่ตนมี ซึ่งก็คือผ้าผืนเดียวที่ตนนุ่งอยู่นี้ แต่ก็คิดขึ้นว่า ถ้าตนถวายผ้าสาฏกนี้ ทั้งตนและนางพราหมณีก็จะไม่มีใช้สอย ใจก็เกิดตระหนี่ขึ้น แต่ต่อมาก็เลื่อมใสใคร่จะถวายอีก แต่ความตระหนี่ก็เกิดขึ้นในใจอีก จิตที่ปรารถนาจะถวายและตระหนี่เกิดดับสลับกันไปมาอย่างนี้ตั้งแต่ยามแรกของคืนนั้นเป็นต้นไป

ในที่สุด  ในช่วงท้ายของยามปลายในคืนนั้นเองพราหมณ์ก็คิดขึ้นมาว่า จิตที่ประกอบด้วยศรัทธาจนใคร่สละ กับจิตที่ประกอบด้วยตระหนี่จนทำให้สละไม่ได้ ได้สู้รบกันมาตั้งแต่ยามต้น หากตนไม่สามารถเอาชนะ จิตที่ประกอบด้วยความตระหนี่คงยกศีรษะตนออกจากอบายไม่ได้เป็นแน่ เมื่อคิดได้อย่างนี้จึงตัดสินใจให้จิตที่ประกอบด้วยศรัทธาเป็นปุเรจาริก คือเป็นหัวหน้า แล้วนำผ้าสาฏกไปวางถวายที่แทบพระบาทพระศาสดา

ขณะที่ซบศีรษะกับพระบาทนั้นเอง ก็เปล่งเสียงออกมาอย่างดังว่า

“ชิตัง เม”

“ชิตัง เม”

ชิตัง เมนั้น แปลว่า เราชนะแล้ว

ขณะนั้นเอง พระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังประทับนั่งสดับพระธรรมอยู่ด้วย พอได้ยินเสียงดังขึ้นว่าเราชนะแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนั้นก็ทรงประหลาดพระทัย จึงให้ราชบุรุษไปสอบถามดู พอทรงทราบเรื่องราว ก็มีพระดำริว่า พราหมณ์ทำสิ่งที่ทำได้ยาก จึงรับสั่งให้พระราชทานผ้าสาฏกแก่ทั้งพราหมณ์คู่หนึ่ง

แต่พราหมณ์ก็ยังนำผ้าที่ได้รับพระราชทานมาถวายบูชาพระศาสดาอีก จึงพระราชทานให้เป็นทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ คือ ๒ คู่ , ๔ คู่, ๘ คู่, ๑๖ คู่ , เขาก็ยังถวายผ้าเหล่านั้นแก่พระศาสดาอยู่ดี ในที่สุด เมื่อพระราชทานผ้าให้ถึง ๓๒ คู่ พราหมณ์ไม่อยากให้ใครๆพากันยกย่องว่าเขาไม่รับอะไรๆ สละผ้าที่ได้ทั้งหมด จึงรับผ้าเพื่อตนคู่หนึ่ง เพื่อนางพราหมณีคู่หนึ่ง ถวายผ้าที่เหลือแด่พระศาสดา

ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศล ทอดพระเนตรเห็นอย่างนั้น ก็มีพระประสงค์จะพระราชทานอีก จึงตรัสให้ราชบุรุษนำผ้ากัมพล ๒ ผืนจากในวังซึ่งมีค่าถึงหนึ่งแสนมาเพื่อมอบให้พราหมณ์ เมื่อพราหมณ์ได้ผ้าสูงค่าอย่างนั้น ก็คิดว่าผ้านี้ไม่ควรแม้แต่จะถูกต้องตัวตน จึงถวายเป็นผ้าดาดตรงเพดานเหนือพระแท่นบรรทมในพระคันธกุฏีผืนหนึ่ง อีกผืนดาดตามเพดานในที่ฉันของภิกษุในเรือนของตน

เวลาเย็น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาเฝ้าพระศาสดา เห็นผ้าเข้าก็จำได้ เมื่อทรงทราบว่าพราหมณ์เป็นผู้ถวายก็ทรงมีดำริว่าพราหมณ์ก็เลื่อมใสในพระศาสดาเช่นเดียวกันกับพระองค์ จึงพระราชทานสิ่งต่างๆแก่พราหมณ์อย่างมากมายอย่างละ ๔  คือ ช้าง ๔, ม้า ๔, กหาปณะ (เงินตราในสมัยนั้น) ๔ พัน, สตรี ๔, ทาสี ๔, บุรุษ ๔, และบ้านส่วย ๔

เหล่าภิกษุเมื่อทราบเรื่อง พอถึงเวลาฟังธรรมก็พากันมาประชุมกันที่โรงธรรม ในช่วงเวลาก่อนที่พระศาสดาจะเสด็จมาถึง ก็พากันเล่าขานถึงเรื่องนี้ในโรงธรรมกันอย่างเซ็งแซ่ เมื่อพระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า เหล่าภิกษุคุยกันถึงเรื่องอะไร คุยเรื่องอะไรกันค้างไว้ เมื่อทรงทราบเรื่อง จึงได้ตรัสบอกว่า หากพราหมณ์สามารถที่จะถวายผ้าแก่พระองค์ในยามต้น เขาจะได้แต่ละอย่างที่เขานั้น อย่างละ ๑๖ ถ้าสามารถถวายได้ในยามกลาง จะได้แต่ละอย่างนั้น อย่างละ ๘ แต่เพราะถวายในเวลาจวนรุ่ง จึงได้แต่ละอย่างในจำนวนอย่างละ ๔ และตรัสด้วยว่า แท้จริง กรรมอันงามที่บุคคลทำคือเมื่อเกิดจิตอันประกอบด้วยกุศลกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้ว ควรกระทำตามจิตอันเป็นกุศลนั้นทันที ควรห้ามจิตจากบาป ไม่ควรสร้างกุศลช้า เพราะว่ากุศลที่สร้างช้า เมื่อจะให้คุณ ก็ให้คุณช้าเช่นกัน จากนั้นจึงตรัสพระคาถานี้ว่า

อภิตฺถเรถ  กลฺยาเณ............. ปาปา จิตฺตํ  นิวารเย

ทนฺธํ  หิ  กรโต  ปุญฺญํ.......... ปาปสฺสมึ  รมตี  มโน ฯ

บุคคลพึงรีบขวนขวายในกรรมอันงาม พึงห้ามจิตจากบาป

เพราะว่า เมื่อบุคคลทำบุญช้า ใจจะยินดีในบาป

นี่คือที่มาของคำพูดที่ว่า ชิตัง เม ที่มาของคำตรัสอันเป็นคาถา และเรื่องราวของพราหมณ์ที่ตามมา ที่ชวนให้คิดไปว่า ไม่ว่าเราจะสละอะไร เราจะได้สิ่งที่สูงค่ากว่าสิ่งที่เราสละไปเป็นจำนวนมากตอบแทนการสละนั้นๆ จึงใคร่เชิญพิจารณากันถึงความหมายที่ว่า ชิตัง เม คือเราชนะแล้วนั้น พราหมณ์ชนะอะไร หรือ การที่พราหมณ์ได้สิ่งต่างๆตอบแทนจริงตามที่อรรถกถาจารย์เล่าไว้นั้น การตอบแทนนั้นตอบแทนต่ออะไร

มาพิจารณาที่คำว่า ชิตัง เม กันก่อน

เหตุที่ทำให้พราหมณ์ถวายผ้าแด่พระศาสดามาจากหลายเหตุที่เป็นกุศล คือการที่พราหมณ์ได้ฟังธรรม พิจารณาตาม แล้วเกิดความซาบซึ้งในความหมายของพระธรรมอันประเสริฐ อันนำคุณประโยชน์มาสู่ชีวิต เกิดศรัทธาในพระพุทธเจ้าจนใคร่จะบูชาพระองค์ เป็นเหตุที่เกิดตามๆกันมาในเบื้องต้น

กับเหตุที่เกิดตามๆกันมาในเวลาต่อมาคือ เพราะความที่พราหมณ์มีผ้าเพียงผืนเดียว เมื่อใคร่ครวญดูแล้วเห็นว่าตนยังจำเป็นต้องใช้สอยอยู่ จึงไม่อาจสละ แต่ต่อมา พราหมณ์สามารถแยกได้ว่า จิตเป็นสภาพเกิดดับ จิตที่ประกอบด้วยศรัทธาก็ดวงหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วดับไป จิตที่ประกอบด้วยตระหนี่ก็อีกดวงหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอีกเช่นกัน จิตที่ประกอบด้วยความตระหนี่มีกำลังมากกว่าจึงยึดครองใจตนไว้ พราหมณ์ต้องการสละจิตที่ประกอบด้วยอกุศลธรรมคือความตระหนี่อันเป็นอกุศล ต้องการรักษาจิตที่เป็นกุศลและทำให้เจริญ จึงตัดสินใจสละอกุศลธรรมออกจากจิต อันทำให้เกิดการสละผ้านุ่งตามมา

ดังนั้น ที่พราหมณ์พูดว่าเขาชนะแล้วนั้นจึงเป็นการชนะกิเลสในใจตนนั่นเอง  

ผลของการสละ

เมื่อพราหมณ์สละผ้าอันเป็นผลจากความต้องการสละกิเลส สิ่งที่พราหมณ์ทำนั้น มีเจตนาเพียงสละความตระหนี่โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนอื่นใด ซึ่งอานิสงส์อันเป็นผลตอบแทนตามธรรมที่พราหมณ์ได้รับในทันที ก็คือ สุขจากการสละกิเลสอันเป็นสุขที่เลิศอย่างยิ่ง แต่เพราะพราหมณ์สละช้า ผลที่ได้รับจึงช้า สมดังที่ตรัสอธิบายแก่เหล่าภิกษุว่า การทำบุญช้า คุณจากการกระทำอันเป็นบุญก็จะเกิดช้าตามไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่ากว่าที่พราหมณ์จะได้รับสุขอันเลิศก็เป็นเวลาจวนรุ่ง ทั้งๆที่พราหมณ์ควรได้รับสุขอันเลิศอย่างนี้ตั้งแต่ยามต้นของคืนนั้น

ส่วนผลตอบแทนอันเป็นสิ่งของต่างๆที่พราหมณ์ได้รับในภายหลังนั้น เป็นผลพลอยได้ที่ผู้อื่นที่มีศรัทธาเช่นเดียวกันกับพราหมณ์ปรารถนาจะให้แก่เขา ซึ่งผลนี้เป็นผลที่พราหมณ์ไม่ได้คาดหวัง

ชาวพุทธควรวางใจอย่างไรกับการสละ

มีคำตรัสว่า คำสอนของพระองค์นั้น น้อมลงสู่การสละ การปล่อยวาง ความว่างจากความเห็นว่าเป็นตน ไม่ใช่การกระทำที่ทำให้เกิดอกุศลธรรมเช่น โลภ โกรธ หลง งอกงามในใจ ดังนั้นการสละใดๆ หากหวังว่าจะได้สิ่งที่สูงค่ากว่ากลับคืนมา เช่น สละเพื่อให้ได้ทรัพย์เป็นอันมากตอบแทน สละเพื่อให้ได้เกิดในสวรรค์ แม้อานิสงส์ของการสละนั้นจะตรัสว่ามีอยู่จริง แต่การหวังได้อานิสงส์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ทรงสรรเสริญ

จึงใคร่เสนอว่า เราควรแยกออกว่า

สิ่งใดการกระทำที่ควรทำ สิ่งใดเป็นผลของการกระทำนั้นๆ

สิ่งใดควรหวังว่าจะทำให้มาก สิ่งใดไม่ควรหวัง

นั่นคือ การกระทำอันเป็นบุญเป็นสิ่งที่เราควรทำและควรทำให้มาก แต่ขณะเดียวกันแม้จะรู้ว่าบุญมีผลอย่างไรก็ควรฝึกที่จะวางใจเป็นกลางกับอานิสงส์ที่ตรัสบอก เราควรเพียรทำเหตุคือการสละ แต่ไม่ควรหวังจะได้ผลคืออานิสงส์ของการสละ ถ้าผลจะเกิดก็เป็นเรื่องของผลที่เกิดจากเหตุแต่เราไม่ควรไปยึดมั่นกับผลของเหตุนั้น เพราะเมื่อหวังผลแล้วหากไม่ได้ดังที่หวังทุกข์ใหญ่อาจตามมาอย่างคาดไม่ถึง และวนเวียนในสังสารวัฏฏ์

อย่างเช่นพราหมณ์จูเฬกสาฏก หากพราหมณ์หวังว่าจะได้รับพระราชทานจากพระเจ้าปเสนทิโกศล หากพระองค์ไม่พระราชทานให้ พราหมณ์และนางพราหมณีจะต้องทุกข์ใจขนาดไหน การไม่มีผ้านุ่ง ให้ต้องขวนขวายหาใหม่ก็คงชวนให้การดำรงชีวิตยุ่งยากพออยู่แล้ว หากต้องทุกข์ใจเพราะไม่ได้อย่างที่หวังอีก ความทุกข์คงยิ่งถมทับทวี แต่เมื่อตั้งใจสละกิเลส แม้จะทุกข์กายอย่างไร ความสุขที่รู้ว่าตนสละกิเลสได้ก็คงหล่อเลี้ยงใจตนให้ผ่านพ้นทุกข์กายไปได้ ไม่มีทุกข์ใจมาซ้ำเติมกาย

เราๆที่กำลังฝึกการสละอยู่อาจไม่สามารถทำใจไม่ให้อยากได้ผลของการสละได้ จึงควรรู้ว่าการสละเพื่อตน ส่งผลให้มีตัวตนวนเกิดไปรับผลต่อไป ดังนั้นหากยังตัดใจสละตั้งแต่ของที่สละและผลของการสละยังไม่ได้ ก็ต้องรู้ว่ายังต้องเวียนว่ายพบทุกข์และสุข และเราควรมีการพิจารณาแล้วจึงสละ สละตามกำลังที่ตนทำได้ เพื่อป้องกันใจไม่ให้หลงใหล อยากได้ในผลของบุญจนเกินไปสมดังที่ท่านพุทธทาสเคยใช้คำว่า “เมาบุญ” เรียกการสละโดยไม่มีการพิจารณานี้ ส่วนอานิสงส์อื่นๆที่อาจตามมาเป็นต้นว่า มีคนสรรเสริญหรือให้สิ่งของตอบแทนเรา เราก็ควรรู้ทันเพื่อไม่ให้หลงยินดีจนกุศลกลายเป็นปัจจัยให้อกุศลในภายหลัง

ดังนั้น แม้เราอาจยินดีกับสิ่งดีๆทางโลกหรือหวังผลของการกระทำในระยะแรก แต่ต่อมาก็ควรน้อมลงสู่การสละเช่นกัน เช่น อาจพิจารณาให้วางใจเป็นกลางกับคำสรรเสริญนั้นๆด้วยอนุโมทนาที่เขาเกิดกุศลจิต ที่เขาพลอยยินดีกับสิ่งดีๆที่เขามองเห็นจนอาจถึงกับอาจกระทำตาม เป็นต้น เพื่อที่ว่าจะไม่หลงเพลินจนยึดมั่นในสิ่งเหล่านั้นจนกลายเป็นการสละเพื่อความหวัง สละเพื่อการได้ จนทำให้การสละก่อให้เกิดกิเลสและทุกข์ตามมา

อีกทั้งควรเข้าใจความหมายของบาปและบุญในแง่ที่ประณีตขึ้น คือ บาปมีความหมายหนึ่งว่ากรรมที่ทำให้สัตว์ถึงทุคติ ทุคติมีความหมายหนึ่งว่า ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ส่วนบุญคือเครื่องชำระบาป ดังนั้น การกระทำใดๆทั้งทางกาย วาจา ใจ ที่ก่อให้เกิดความทุกข์ในภายหลัง ทำอกุศลธรรมให้งอกงามในใจ ก็คือการกระทำอันเป็นบาปได้แล้ว

เช่น

การนำตนไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นแล้วเกิดความลำพองใจว่าตนเหนือกว่า

เมื่อเห็นว่าเขาได้ดีก็เกิดความคิดหวังให้เขาเสียหาย

การคิดหวังปองทรัพย์สินของเขาอยู่ในใจ(แม้จะไม่ได้ทำจริงๆ)

การคิดหาถ้อยเสียดสีเพื่อไปว่ากล่าวให้เขาเสียใจ

การขัดใจที่เขารู้ว่าเราทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

การโกรธที่เขาว่ากล่าวตักเตือนเรา

การคิดปกป้องผู้อื่นเพราะเห็นแก่ประโยชน์ตน

เป็นต้น

บาป จึงไม่ได้หมายความเฉพาะการกระทำผิดที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ทำร้ายร่างกาย ลักทรัพย์ ฯลฯ แต่อย่างใด  

นี้คือที่มาของคำพูดที่ว่า ชิตัง เม ที่ใคร่ชวนพิจารณา

ที่ผู้ที่สละควรถามตัวเองว่า การสละของตน นำไปสู่ปลายทางคืออะไร

ตนสุขใจในการสละเพราะหวังเพียงชนะกิเลส หรือเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมจริงหรือไม่ หรือสุขใจเพราะรู้ว่าสละแล้วจะได้อะไรตามมา

เมื่อสละแล้ว ตนพอใจในสิ่งที่มีแล้ว ได้แล้ว หรือไม่  หรือว่าแม้จะสละเท่าไรก็ยังรู้สึกว่ายังได้ไม่พอ

กระทั่ง สละเท่าไร ก็ยังไม่สุขใจในการสละได้สักที



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 25/06/2016 เวลา : 08.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 7 ครูแดง
ขอบคุณสำหรับความเห็นมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ครูแดง วันที่ : 25/06/2016 เวลา : 07.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krudang

ขอบคุณค่ะคุณณัฐรดา ที่นำเรื่องราวอันเป็นี่มาแห่งความกังขา...ในปัจจุบันมาบอกเล่า ตอกย้ำให้เข้าใจ ได้ถูกต้อง ไม่แปรผัน...


ขอบคุณคำอธิบาย ความคิดเห็นที่ 2สมชัย
จะบอกคุณณัฐรดาว่า....คดเห็นตรงกับคุณหมอค่ะ แต่ถ้าให้เขียนคงไม่สละสลวยและชัดเจนแบบนั้

อนุโมทนา สาธุ กับกุศลจิต ของคุณทั้งสองค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 ครูแดง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 24/06/2016 เวลา : 07.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 3 พล.ท.นันทเดช

ได้นำเรื่องราวอันเป็นที่มาของคำพูด "ชิตํ เม" ที่ตรงตามธรรมมาเล่าแล้ว อีกทั้งได้ขยายความไว้แล้ว ทั้งในส่วนเอนทรี่เองและในส่วนของความเห็น

ในส่วนอื่น คงไม่ต้องแสดงความเห็นแล้วมังคะ

ความคิดเห็นที่ 5 ครูแดง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 24/06/2016 เวลา : 07.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 สมชัย

ในอรรถกถาธรรมบทนี้ มีอยู่จุดที่ควรพิจารณาอย่างมากอยู่ค่ะ

จุดแรก คือการรับผลของบุญ และเพราะบุญเป็นชื่อของความสุข เป็นเครื่องชำระบาป เมื่อทำช้า ก็ได้รับความสุขช้า ความกระวนกระวายใจ ความทุกข์ใจ จึงคลายตัวไปได้ช้า เมื่อชำระบาปหรือกิเลสช้า กิเลสก็ถูกนำออกจากใจไปได้ช้าเช่นกัน ตามที่นำมาขยายต่อไว้ในเอนทรี่นี้แล้ว

อีกจุดคือ ไม่ควรแปลความหมายของการทำบุญว่าคือทำทานเท่านั้นและไม่ควรแย่งกันทำบุญเพื่อที่คนอื่นจะได้ไม่มีโอกาสทำ (ตามที่ได้แสดงไว้ในความเห็นที่สอง) เพราะการคิดแย่งหมายถึงความอยากทำเพื่อได้ผลเฉพาะตนอันเป็นโลภะ ขณะที่แย่ง จิตก็เกิดโทสะ แย่งสำเร็จก็เกิดสุขที่ทำการสำเร็จ ก็ย้อมติดกับการกระทำทั้งกายและใจดังกล่าว การทำบุญจึงไม่ได้ชำระกิเลสออกจากใจได้มากเท่าที่ควร

กับจุดคือ ที่ในอรรถกถาเล่าว่า ตรัสว่าหากพราหมณ์สละในยามต้น จะได้รับพระราชทานมากกว่าที่ได้ในยามปลายมากนัก ในจุดนี้ หากจะมองว่าเป็นปาฏิหารย์ก็อาจจะได้นะคะ แต่ดูจะไม่สมกับที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนเกี่ยวกับการไม่หวังพึ่งปาฏิหารย์ สรรพสิ่งเกิดจากเหตุปัจจัย ผลเกิดจากเหตุ ไม่เกิดขึ้นลอยๆ เพราะคำตรัสที่อรรถกถาจารย์เล่าไว้เป็นผล แต่ท่านก็ไม่ได้แจงเหตุ หากเรามาลองหาเหตุกันดู ก็อาจจะได้นะคะ

อย่างเช่น ในยามต้น ทุกคนที่ได้ฟังธรรมอาจกำลังฟังธรรมด้วยใจอันแจ่มใสชื่นบาน จิตเปี่ยมด้วยปีติ เมื่อได้รู้เห็นเหตุการณ์ที่น่ายกย่อง ที่ยากที่ใครจะทำได้ ก็ยิ่งปีติ อยากให้ด้วยใจที่แจ่มใส ประกอบกับมีผู้คนเป็นจำนวนมากนั่งอยู่ ก็อาจจะอยากให้เป็นจำนวนมากเพื่อให้ปรากฏแก่สายตาผู้คน แต่ในยามปลาย หลายคนอาจง่วง ใจจึงอาจไม่เบิกบานเหมือนในยามต้น จิตอาจไม่เป็นสมาธิเท่าในตามต้น จึงอาจทำให้การตัดสินใจให้ไม่ได้มาจากใจที่เปี่ยมด้วยปีติที่มากมาย ด้วยอนุโมทนาที่มากมายเหมือนในยามต้น การให้จึงอาจน้อยลงได้

ขอบคุณสำหรับความเห็นนะคะ และอยากชวนท่านผู้อ่านช่วยกันแสดงความเห็นด้วยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ครูแดง ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 24/06/2016 เวลา : 07.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 อักษราภรณ์
ขอบพระคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 ครูแดง , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
พล.ท.นันทเดช วันที่ : 23/06/2016 เวลา : 23.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunrimfar
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์

คำพูดว่า รวยๆ ชิตังเม ป็อกๆ จะแปลในทิศทางไหนครับ

ความคิดเห็นที่ 2 ครูแดง , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 23/06/2016 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

เป็นข้อเขียนที่ลุ่มลึก ที่ผ่านการศึกษาที่มาที่ไปของคำว่า ชิตังเม ที่กลายเป็นคำยอดฮิต ของสงฆ์สำนักหนึ่ง ที่เอามาแปลความหมายออกมาอีกแนว ซึ่งถูกจริตยิ่งนักกับคนที่หลงใหลศรัทธาอย่างไม่ลืมหูลืมตาพากันหลงทำบุญเพื่อหวังผลตอบแทนที่ได้เป็นกอบเป็นกำทวีคูณ

เจ้าสำนักบางแห่ง นำเอาสิ่งที่มีอยู่ในธรรมบท ที่เป็นเนื้อเรื่องแต่งขึ้นมาจากคาถาที่พระองค์ตรัสขึ้นเพียงสั้นๆ แล้วไม่เอาสิ่งที่เป็นแก่นมาสั่งสอน แต่กลับนำเอาเนื้อเรื่องที่ชวนให้ไขว้เขว หรืออีกนัยคือชวนให้โลภ ด้วยการเร่งทำบุญถวาย เพื่อที่จะรอรับผล ตอบแทนที่มากกว่า นี่คือความไม่ซื่อสัตย์ต่อคำตรัสของพระบรมศาสดา

หากการทำบุญ หรือการทำความดี แล้วต้องแข่งขันว่าใครทำได้มากกว่า แล้วแย่งกันทำ โดยหวังผลจากการทำ เพียงสำรวจจิตใจขณะนั้น ก็รู้ได้ว่า ความโลภเข้าครอบงำ โทสะเข้าครอบงำ ความอิจฉาริษยาซึ่งเป็นรากเหง้าของโทสะเข้าครอบงำ เหล่านี้ มันจะเป็นบุญเป็นกุศลได้อย่างไร
ชิตังเม เอาฆ้อนทุบเปรี้ยงแล้วร้องว่า รวย มันคืออะไร ถ้าไม่ใช่ความโลภ ความยึดติด
พุทธพจน์มีอยู่เพียงคาถาสั้นๆ อรรถาจารย์นำมาแต่งเป็นเรื่องราวที่พิสดารพันลึก ผู้มีปัญญาถ่องแท้ มีจิตใจที่เป็นบุญกุศล ย่อมต้องตีความหมายไปในทางที่สงบรำงับ และปล่อยวางอกุศลจิตที่จรเข้ามา จะมีแต่ผู้ที่เกิดจิตที่เป็นอกุศล ยึดติด โลภะจิตเท่านั้น ที่ตีความเป็นไปในทางที่จะหลอกคนอื่นให้หลงเชื่อ โดยอาศัยกิเลสคนที่หนาแน่นไปด้วยความโลภไม่สิ้นสุด มาเป็นเหยื่อ

ความคิดเห็นที่ 1 ครูแดง , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
อักษราภรณ์ วันที่ : 23/06/2016 เวลา : 09.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Aug-saraporn
ดอกโมกเอยโมกขธรรมล้ำเลิศค่า.....ปรารถนาโมกข์หมายปลายทางถึง.....อัฏฐังคิกมรรคไม่หย่อนตึง.....โมกน้อยดอกหนึ่งเริ่มแย้มบาน.....

สาธุค่ะ...


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน