*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553620
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม 2559
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1107 , 16:27:55 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน Cat@ , february26 และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

ดังที่เรียนไว้ในบทแรกแล้ว ว่าดิฉันมองความรัก ว่าหมายถึงความผูกพันของใจกับคุณสมบัติและสภาวะต่างๆจนพาเราผูกพันกับสิ่งที่เป็นเจ้าของคุณสมบัติและสภาวะนั้นๆ และจากธรรมในพุทธศาสนาที่สอนว่าไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนที่แท้จริง ทุกอย่างในโลกเป็นเพียงการรวมตัวเข้าด้วยกันของธาตุ ดังนั้น ที่เห็นว่าเป็นตัวเราก็ไม่มีอยู่จริง เมื่อตัวเราไม่มี ความรักของเรา จะมีจากที่ไหน

ความรักเป็นผลรวมของหลายๆเรื่องดังที่ได้เล่าไว้แล้ว รักจึงไม่เป็นปริมาณที่จะบอกใครๆได้ว่าเรารักใครหรืออะไรมากมายแค่ไหน ไม่ใช่ก้อนอะไรสักอย่างที่มอบให้หรือตัดแบ่งเป็นส่วนๆเพื่อแบ่งปันให้ใครต่อใคร และยิ่งไม่ใช่ส่วนที่ใครสามารถกีดกัน หวงกั้น ไม่ยอมแบ่งปันให้ใครอีกเช่นกัน

เป็นเพราะความต้องการได้รับความสุขอยู่เสมอกับความต้องการในการสืบเผ่าพันธุ์ จึงได้เกิดความรักในแบบชายหญิงขึ้น ความรักในแบบนี้เกิดจากการที่คุณสมบัติที่เราพอใจ ที่ทำให้เรามีความสุขเป็นส่วนใหญ่มีอยู่ในใครสักคนที่เป็นเพศตรงข้าม เพราะเราอยากรับรู้ความสุขหรือก็คือได้เสพสุขบ่อยๆ เราจึงปักใจในตัวใครคนนั้น เกิดความผูกพันกับทั้งตัวเขาและคุณสมบัติต่างๆของเขา

และเพราะความผูกพันกับทั้งตัวเขาและคุณสมบัติที่ทำให้เขาดูงดงาม ดูดีในสายตาเรา เราจึงอยากทำสิ่งดีๆให้เพื่อที่เขาจะได้คงคุณสมบัติที่ดีงามนั้นไว้ รวมทั้งมีความดีงามที่ยิ่งๆขึ้นไป เพื่อเขาจะได้มีความสุขจากการมีการได้รับสิ่งดีๆทั้งหลาย

ความสุขของเขาทำให้เขายิ่งงดงาม ดังนั้น การมีความสุขของเขาจึงเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุขตามไปด้วย ความรักจึงทำให้เรายอมทำทุกอย่างให้คนที่รักมีสุข

ดังที่ได้เรียนแล้วว่า สุข เป็นอาหารของจิต ส่วนสุขที่บุคคลในโลกหาได้ง่ายที่สุดคือสุขจากการเสพความรื่นรมย์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และเพราะคนทั้งสองได้อาหารจิตจากการได้ทำอะไรเพื่อกันและกัน จากการทำอะไรร่วมกัน ที่สุด จึงตกลงใจใช้ชีวิตเป็นคู่ อยู่ด้วยกันเพื่อได้มีความสุขร่วมกัน เสพสุขอันเป็นอาหารจิตจากกันและกันตลอดไป

อย่ามองการเสพสุขจากกันและกันในเรื่องของเพศรสเท่านั้นนะคะ เราสามารถเสพสุขจากกันและกันได้ในทุกๆเรื่อง

อย่างเช่น สมมติว่าเรารักความซื่อสัตย์ จึงมีความสุขที่ได้รับรู้เกี่ยวกับความซื่อสัตย์ ความรักในความซื่อสัตย์ก่อให้เกิดแรงขับในการสวงหาคนรักที่มีความซื่อสัตย์ เมื่อพบและเกิดความรักต่อกัน เราก็มีความสุข  

หรือ เราชอบคนที่มีรอยยิ้มสดใส จึงมองหาคนรักที่มีลักษณะดังกล่าว เมื่อพบและมีความรักต่อกัน เราจึงได้รับรอยยิ้มสดใสอยู่บ่อยๆ ก็ทำให้มีความสุข

เหล่านี้ เป็น ความสุขในขั้นแรก หรือก็คือความสุขที่เกิดจากการได้เสพสิ่งที่ต้องการ

ความสุขที่เกิดจากการได้เสพในสิ่งที่ต้องการนี้ แม้จะเป็นความตั้งใจดี แต่บางทีก็เกิดโทษได้ค่ะอย่างเช่น เราอยากสร้างฐานะให้ทัดเทียมคนรัก จึงทำงานหนักเกินกำลังจนร่างกายทรุดโทรม ป่วยไข้ หรือหากมีความอยากมากจนขาดสติก็อาจรักษาความซื่อสัตย์เอาไว้ไม่ได้ กลายเป็นกระทำการฉ้อฉล

หรือหากหลงใหลในการเสพมากเกินไปก็เป็นโทษได้อีกเช่นกันค่ะ อย่างเช่นรักการทำงานมากๆจนอยากทำแต่งาน ไม่หาเวลาพักผ่อน ผ่อนคลาย สุดท้ายร่างกายก็ทนไม่ไหว

กลับมาสู่เรื่องที่เราสมมติไว้ต่อนะคะว่าเรารักความซื่อสัตย์ เพราะเราสุขใจที่ได้รับรู้ ได้เห็นการกระทำที่แสดงออกถึงความซื่อสัตย์ เราจึงสนับสนุนการกระทำของคนที่เรารัก ให้เขาคงคุณค่าของความซื่อสัตย์ไว้ หรืออาจจะสนับสนุนให้ความซื่อสัตย์นั้นมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ (ถ้าเป็นคุณลักษณะอื่นๆอาจหมายถึงการทำให้มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เมตตา ความเพียร เป็นต้น) เนื่องจากอีกเหตุของความสุขคือการที่ได้รู้ว่าการกระทำของตนมีผลเป็นความสำเร็จ เมื่อเขาทวีการแสดงออกถึงการมีจิตใจที่ดีด้วยความซื่อสัตย์มากยิ่งขึ้นตามที่เราอยากให้เป็นและเราได้รู้ว่าเขามีความมั่นใจในการกระทำ ได้รู้ว่าความซื่อสัตย์มั่นคงในใจเขา ได้รู้ว่าเขามีความสุขในการกระทำ ก็แสดงว่าการสนับสนุนของเรานั้นเป็นผลสำเร็จ ดังนั้น เมื่อเขาประสบความสำเร็จเขาก็มีความสุข ในขณะที่งานของเราสำเร็จ เราก็มีความสุข จึงกลายเป็นต่างคนต่างสุข ความสุขที่เกิดขึ้นในภายหลังจึงเป็นความสุขในขั้นที่สอง ซึ่งเป็นสุขที่ประณีตกว่าสุขในขั้นแรกเพราะเป็นความสุขจากการกระทำเพื่อความงดงามของผู้อื่น

สุขขั้นแรกเป็นความสุขที่ตนเองอยากเสพจึงต้องมีการเสาะแสวงหา มีการกระทำอันเป็นเหตุ แต่สุขในขั้นที่สองนี้ เป็นความสุขที่เสพโดยไม่ต้องอยาก แต่เป็นผลของการทำเหตุในทางที่ดี เป็นสุขที่ได้เสพเองจากการที่ใจได้รับรู้ ได้พลอยยินดีกับความงดงามของสิ่งอื่น บุคคลอื่น

สุขที่พลอยยินดีกับความสำเร็จ ความสุข ในสิ่งต่างๆที่ผู้อื่นมีและได้นี้ ทางพุทธศาสนาเรียกว่า มุทิตา อันองค์เป็นธรรมหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ (อันประกอบด้วยเมตตา ปรารถนาให้เขามีสุข กรุณา ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ มุทิตา พลอยยินดีที่เห็นเขามีความสุขหรือประสบความสำเร็จ และ อุเบกขา การวางใจเป็นกลางและการฝึกฝนให้เมตตา กรุณา มุทิตา เป็นองค์ธรรมที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง)

แม้สุขเพราะมุทิตาอันเป็นสุขในขั้นที่สองจะประณีตกว่าสุขจากการได้เสพอันเป็นสุขในขั้นแรก ก็ยังมีเรื่องต้องระวังค่ะ ว่าที่เรามีมุทิตา พลอยยินดีกับความดีงาม ความสำเร็จของเขานั้น เป็นเพราะเราพลอยได้ประโยชน์ตามไปด้วยหรือเปล่า หรือว่าเราพลอยยินดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่างเช่น เราสนับสนุนให้เขาคงความซื่อสัตย์ เป็นเพราะเพื่อเขาจะได้คงความงาม คงความดีที่เกิดประโยชน์แก่ตัวเขาและสังคมอย่างแท้จริง หรือว่าเป็นเพราะเราพลอยได้รับประโยชน์ด้วย คือเมื่อเขาได้รับการยกย่องเพราะการกระทำที่ดีของเขา เราที่เป็นคู่รักก็พลอยได้รับการยกย่องตามไปด้วย หรือที่เราสนับสนุนให้เขาซื่อสัตย์ เพราะเราจะได้เสพสุขจากคุณสมบัติอื่นๆของเขาโดยไม่ต้องมีบางเรื่องมาให้ระคายใจ เช่น ไม่ต้องหวั่นไหวว่าจะมีคนนินทาว่าเรามีคู่เป็นหัวขโมย  อย่างนี้เป็นต้น

เพราะการแอบหวังผลตอบแทนลึกๆแก่ตนอย่างนั้นจะทำให้เราเคี่ยวเข็ญคนรักมากเกินไปจนอาจกลายเป็นเหตุให้ทุกข์ใจกันทั้งสองฝ่าย อีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่เราควรทำคือการทำเหตุ (คือการสนับสนุน เช่น อดทนลำบากด้วยกัน อนุโมทนาให้กัน) ที่จะให้เกิดผล (ความซื่อสัตย์ที่ไม่คลอนแคลน) ด้วยความเพียร แต่ไม่ควรหวังผลที่จะเกิดจากเหตุคือการสนับสนุนของเราหรือการกระทำเพื่อคงความงาม (หรือรวมไปถึงการแก้ไขพฤติกรรม) ของเขา

หรือก็คือทำตามที่พระท่านว่า ให้ทำการต่างๆโดยไม่สันโดษในเหตุ แต่ให้สันโดษในผลนั่นแหละค่ะ แถมต้องสันโดษในผลในขั้นเต็มความปรารถนาด้วย คือไม่ตั้งความหวัง เมื่อไม่มีความหวัง ได้เท่าไรก็เต็มทันที

ดังนั้น ความสุขที่เกิดจากความรักไม่ว่าในขั้นไหนๆ ก็ต้องมีสติคอยคุมใจ เพื่อให้ความรักเป็นความงดงาม เป็นพลังที่สร้างและขับเคลื่อนโลกอย่างแท้จริง

และเพื่อจะรักษาการใช้ชีวิตร่วมกันไว้ เราจึงต้องมีการขัดเกลาตนเพื่อที่จะนำสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำหรับความรักออกไป มีความเพียรในการรักษาสิ่งดีๆที่เรามีอยู่แล้วนอกจากจะไม่ให้สูญหายแล้วยังยิ่งเพิ่มความดี ความงดงามมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้มีคุณธรรมเท่าเทียมหรือเป็นแบบอย่างแก่คนรักและแก่ผู้สืบสายโลหิต  

ครอบครัวเป็นสังคมหน่วยย่อยที่สุด หากคนในครอบครัวมีการฝึกตนให้มีคุณธรรมมากขึ้น ให้มีคุณธรรมเทียมกัน ครอบครัวก็งดงาม เมื่อสังคมในส่วนย่อยงาม สังคมที่ใหญ่ขึ้นก็งามตาม หรือก็คือ ขยายเหตุที่จะสร้างความสุข แบ่งปันความสุขที่คนทั้งสองมีออกไปในให้กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ไปสู่สมาชิกอื่นในสังคมที่ขยายวงกว้างขวางขึ้น เช่น แก่บุคคลที่ต้องติดต่อด้วย บุคคลที่อยู่ในถิ่นฐานใกล้กัน บุคคลที่เรารู้จัก กระทั่ง แก่สาธารณะ เมื่อบุคคลในสังคมพลอยเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีของกันและกัน บุคคลในโลกจึงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและใช้สภาพแวดล้อมที่ดีนี้ในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้ยิ่งๆขึ้นไป

ถ้าดีอย่างยิ่งตามคติทางพุทธศาสนา ก็คือขัดเกลาตน จนค่อยๆคลายความเห็นว่าเป็นตน เป็นของตนลง แม้การอยู่เป็นคู่ไม่อาจบรรลุธรรมสูงสุดคือนิพพานที่ไม่ขึ้นกับกาลได้ แต่ก็เป็นการสร้างปัจจัยในการเห็นคล้อยตามสภาวะ กระทั่งพบนิพพานในระดับต้นๆเช่นสันทิฏฐิกนิพพาน (ขอเล่าในภายหลัง) ไปเรื่อยๆ จนเป็นปัจจัยของการบรรลุธรรมสูงสุดได้ในโอกาสใดโอกาสหนึ่งในกาลอันยืดยาวข้างหน้า



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Cat@ วันที่ : 07/07/2016 เวลา : 04.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

เยียม

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 06/07/2016 เวลา : 22.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สุขและทุกข์ รวมกัน เป็นความรัก พูดแบบนี้ ถูกไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 04/07/2016 เวลา : 20.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 5 นายยั้งคิด

คำกล่าวที่ว่า ที่ไหนมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ถูกต้องเสมอค่ะ เพราะรักมีทั้งคุณและโทษ มีทั้งหวานและขม สามารถให้ได้ทั้งทุกข์และสุข การพยายามควบคุมโทษของรัก พยายามประคองใจไม่ให้ตกต่ำเพราะรัก แค่นี้ก็ยากมากจนชวนพาใจให้ทุกข์ ให้หวานแปรเป็นขมได้แล้ว

อีกอย่างค่ะ รักยังมีสภาพเป็นทุกข์เพราะเกิดจากเหตุปัจจัย แปรปรวนไปได้ สภาพที่สามารถแปรไป ไม่เที่ยงแท้อย่างที่ใจเราอยาก จึงพร้อมจะทำให้เราทุกข์ใจ ให้ขื่นขมได้เสมอ

และเพราะในความรักมีการได้ (ลาภ) มีความสุข (สุข) อันเป็นธรรมประจำโลก (โลกธรรม 8) ปรากฏอยู่ เมื่อมีรักก็เป็นเหตุให้เรายังดำรงตนวนเกิดอยู่ในโลก การเกิดบ่อยๆก็ไม่น่าสนุก เพราะต้องวนเวียนพบสุขทุกข์

แต่เพราะโลกธรรมคือธรรมประจำโลก รักจึงจำเป็นสำหรับโลก เพราะเป็นที่มาของความสุขอันเป็นอาหารใจของคนที่ยังข้องติดกับโลก เป็นพลังที่ผลักดันบุคคลให้สร้างสิ่งดีๆเพื่อโลกที่ตนติดข้องอยู่ เป็นจุดเริ่มของความเอื้ออาทรที่หากแผ่ขยายจนไม่เป็นประมาณจะยังประโยชน์แก่โลกอย่างเป็นสากล

เหรียญมีสองด้านเสมอ เพราะรักแท้ที่จริงคือกิเลสจึงมีความต้องการอันเป็นตัณหาร่วมด้วย เมื่อมีตัณหา อย่างไรก็ไม่พ้นสภาพตามธรรมชาติของตัณหาไปได้

จึงต้องมีสติคอยระวังค่ะ อย่าให้ความงดงาม ความหอมหวานของรัก แปรสภาพเป็นขม มีความเพียรในการทำให้รักสร้างประโยชน์แก่โลก ไม่ใช่ทำลาย

ตอนต่อไป กำลังจะเล่าถึงเรื่องลักษณะอันเป็นพื้นของความรัก และธรรมชาติของตัณหา ที่มักพาให้รักขมอยู่พอดีค่ะ

กรุณาติดตามนะคะ

ความคิดเห็นที่ 9 แว่นชรา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 04/07/2016 เวลา : 19.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 4 แว่นชรา

ความรักทำให้คนในโลกและโลกงดงามจริงๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 04/07/2016 เวลา : 19.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 3 ลูกเสือหมายเลข 9

คิดเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ

รักมีทั้งคุณและโทษ ถ้ามีสติคอยคุมโทษของรักไม่ให้ปรากฏ ไม่ให้รักในทางที่ผิด ไม่หลงใหลในรัก ให้รักปรากฏแต่คุณ ก็เป็นความงามในโลกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 04/07/2016 เวลา : 19.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2 rattiya

ขอบคุณมากนะคะ มาให้กำลังใจกันเสมอๆ

ความคิดเห็นที่ 6 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 04/07/2016 เวลา : 19.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1 สิงห์นอกระบบ

ขอบคุณมากค่ะ มาเยี่ยมกัน

ข้อความนี้ได้อรรถมาจากคำตรัสสมเด็จพระสังฆราชที่ว่า วิสัยโลกต้องมีรัก แต่ต้องมีสติคอยควบคุมใจ อย่าให้รักมีอำนาจเหนือสติค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 04/07/2016 เวลา : 16.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ทำอย่างไรจะมีบทเรียนธรรมะที่ปราศจากรสขม และไม่โยงไปเรื่อยๆจนยาวยืดล่ะครับ น่าจะเป็นแนวเผยแผ่ธรรมะที่ได้ผลนะครับ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แว่นชรา from mobile วันที่ : 04/07/2016 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waenchara
 แว่นชรา  www.senleknam.com  

ความรักงดงามเสมอ ทั้งคนรักและคนถูกรัก

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 04/07/2016 เวลา : 10.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ความรักงดงาม ..ถ้ารักเป็นนะครับ
ผมคิดเช้่นนี้

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 03/07/2016 เวลา : 23.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

สุขที่พลอยยินดีกับความสำเร็จ ความสุข ในสิ่งต่างๆที่ผู้อื่นมีและได้นี้ ทางพุทธศาสนาเรียกว่า มุทิตา อันองค์เป็นธรรมหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ (อันประกอบด้วยเมตตา ปรารถนาให้เขามีสุข กรุณา ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ มุทิตา พลอยยินดีที่เห็นเขามีความสุขหรือประสบความสำเร็จ และ อุเบกขา การวางใจเป็นกลางและการฝึกฝนให้เมตตา กรุณา มุทิตา เป็นองค์ธรรมที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง)


ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 03/07/2016 เวลา : 22.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

"ความสุขที่เกิดจากความรักไม่ว่าในขั้นไหนๆ ก็ต้องมีสติคอยคุมใจ เพื่อให้ความรักเป็นความงดงาม"
ถูกต้องจริงแท้ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน