*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551421
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม 2559
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1003 , 15:59:45 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน สมชัย , SW19 และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

บทที่ ๓ จากตกหลุมรักถึงตกลงปลงใจ

คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “คนที่ใช่” ใช่ไหมคะ

ทำไม? เราจึงเห็นว่า ใครบางคนเป็นคนพิเศษ เป็นคนที่ใช่สำหรับเรา

ก็เพราะเขามีความผูกพันกับภาวะ คุณสมบัติ หรือมีสิ่งต่างๆคล้ายๆกับเรา มีบางคุณสมบัติหรือบางภาวะที่เรามีหรือเป็นในความเป็นจริงไม่ได้ เราจึงใฝ่ฝันถึงการมีการเป็นอย่างนั้นไงคะ เช่นเราชอบการพูดคุยสนุกสนาน แต่เรากลับเป็นคนขี้อาย พูดไม่เก่ง ไม่กล้าพูดคุยมากนัก เราจึงอยากได้คนรักที่มีคุณสมบัติที่ตรงข้ามกับเราไปเลยคือคุยเก่ง คุยสนุก เมื่อเขาก็มีในทั้งสิ่งที่เราทั้งมีและไม่มีเหล่านั้น เขาจึงเป็นคนที่ตรงตามความใฝ่ฝัน จึงเป็นคนที่ใช่สำหรับเรา

เนื่องจากในทางเดินชีวิต เราต้องพบอุปสรรคมากมาย บางครั้ง คนที่ใช่ ก็คือคนที่สามารถช่วยหาทางแก้ไขอุปสรรคในขณะนั้นๆแก่เราได้

หรืออาจเป็นที่เราเองเปลี่ยนเป้าหมายชีวิต เช่นเดิมอาจอยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับคนที่เข้าใจเรา รักและห่วงใยเรา เราจึงพร้อมฟันฝ่าอุปสรรค ผจญความยากลำบากไปกับคนที่เราคิดว่าใช่ แต่ต่อมา เราอาจเปลี่ยนเป้าหมายเป็นอยากมีความสามารถที่จะดูแลบุคคลรอบข้างหรือสังคมได้อย่างเต็มที่ อยากมีชื่อเสียง คนที่ใช่ก็อาจเปลี่ยนไปเป็นคนที่มีหรือสามารถทำให้เรามีในสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้

ดังนั้น หากเราเอาความรู้สึก ความต้องการ อุปสรรค เป้าหมายชีวิตของเราเป็นตัวตั้ง ในชีวิตเราก็อาจพบคนที่ใช่ได้หลายต่อหลายคน เพราะคนที่ใช่คือคนที่เหมาะกับเราในช่วงเวลาหนึ่งๆเท่านั้น ไม่มีใครเป็นคนที่ใช่สำหรับเราตลอดเวลา คนที่ใช่ในวันนี้ จะกลายเป็นคนที่ไม่ใช่ในวันหน้า

เราก็อาจต้องแสวงหาคนที่ใช่ หรือก็คืออยู่กับการ “เลือก”  ได้ตลอดเวลา

น่าเหนื่อยมั้ยคะ ที่ต้องเดินวนเวียนอย่างนี้ตลอดชีวิต

แล้วจะหาโอกาสที่ได้ใช้ชีวิตแบบร่วมรับทุกข์สุขกับใครสักคนตลอดชีวิตมาจากไหน

การแสวงหาคนที่ใช่อยู่ตลอดเวลา อาจหมายถึงการที่เรารักตัวเองมากเกินไป จนไม่สามารถยอมรับได้ความพร่องของคนอื่นๆได้ จนลืมตระหนักว่าเราเองก็มีความพร่อง ทุกคนมีข้อจำกัด มีความดี มีสิ่งที่ควรปรับปรุงอยู่ในตัว ไม่ใช่เพียงเราเท่านั้นที่ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับเขา เขาเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะพยายามยอมรับเราเช่นกัน

ได้เรียนไว้แล้วว่าความรักคือความผูกพันของใจกับคุณสมบัติและสภาวะต่างๆอันเป็นแรงขับในการแสวงหา การสร้าง การรักษา การทำให้มากยิ่งขึ้นของความสุข อันทำให้เราแสวงหาผู้ที่มีคุณสมบัติที่ทำให้เกิดความสุขดังกล่าว ฯลฯ ดังนั้นเมื่อจู่ๆหญิงชายพบคุณสมบัติที่ตนผูกพันในตัวสักคนที่เป็นเพศตรงข้าม คุณสมบัติที่เขาผูกพันหรือติดใจนั้นก็ทำให้เขาผูกพันเข้ากับคนคนนั้นด้วยเช่นกัน และเพราะการแสวงหาคุณสมบัติที่ทั้งเหมือนและต่างจากเราไปนี้ จึงนำมาสู่อาการที่เรียกว่า “ตกหลุมรัก”

เมื่อเราตกหลุมรัก ในช่วงแรกๆเราพร้อมจะโยนเหตุผลทั้งหมดแม้กระทั่งกฎเกณฑ์ทางสังคมและจริยธรรมทิ้งไปค่ะ ในโลกของความรักทุกอย่างกลายเป็นสีชมพู ไม่ว่าคนรักจะทำอะไร ล้วนดีงาม ถูกต้อง จนดูราวกับว่าคนที่เรารักช่างสมบูรณ์แบบ ไม่สามารถหาที่ติได้เลย ต่อให้ความรักที่เกิดไม่คล้อยตามคติโลก ขัดกับความดีงามที่ยอมรับกันในสังคม แม้มีใครมาตักเตือนเราอย่างไร เราก็ยอมรับความจริงได้ยากจนถึงไม่ยอมรับ แต่อาจจะกลับพยายามหาเหตุผลสนับสนุนให้ความรักของเราให้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

คงเพราะเหตุนี้นะคะ เลยมีคำพูดว่า ความรักทำให้คนตาบอด

แต่ชีวิตไม่อาจอยู่รอดโดยไม่มีเหตุผลได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เราจะไม่มีเหตุผลเพราะรักนี้จึงไม่ได้มีอยู่ตลอดไป ตำราว่าระยะนี้มักเป็นเวลาอยู่ประมาณ ๖  เดือนค่ะ หลังจากนั้น เราก็จะเริ่มกลับมาอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน

เราจะเริ่มเห็นข้อบกพร่องของคนรักที่เรามองข้ามในช่วงแรก เริ่มเห็นว่าในความต่างนั้น ความต่างบางอย่างไม่ใช่ความต่างที่เราใฝ่ฝันหา บางอย่างเรารับไม่ใคร่จะได้

อาจจะเริ่มเห็นว่าแท้จริงแล้วเราสองคนอาจไม่สมควรเป็นคนที่รักกันในรูปแบบนี้ ความรักนี้เป็นรักที่ผิดธรรมเพราะต้องแอบซ่อน เป็นรักซ้อน ต้องแย่งชิง รักอย่างนี้ไม่ควรสานต่อเพราะเป็นเหตุให้ทุกข์ใจตามมา

หรืออาจเริ่มมองเห็นว่าความรักของเราสามารถเป็นไปได้หากได้มีการขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคของความรักออกไป เช่น การลดความต้องการในบางเรื่องลงเพื่อให้มีความสมดุลกัน การแก้ไขบางพฤติกรรมเช่นการพยายามลดทอนสิ่งที่ไม่ดีงามของตนลง หรือ เพิ่มพูนในความดีงามในตนให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้ดูงดงามพอเหมาะแก่กัน

เมื่อเราอยากผูกพันกับเขามากยิ่งขึ้น เพราะความคิดที่อยากผูกพันตัวเราเข้ากับอีกคน เราก็จะเดินหน้าในเรื่องของความรักเลยค่ะ เราจะเกิดความรู้สึกตื่นเต้นอย่างรุนแรง ไม่ค่อยอยากอาหาร ไม่อยากนอน ไม่อยากทำกิจกรรมที่ชอบ หัวใจเต้นแรง ดื่มด่ำกับความคิดฝันหรือกับการหาหนทางที่จะได้อยู่ใกล้ชิด ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน

ซึ่งความรู้สึกตั้งแต่ตกหลุมรักจนถึงช่วงเวลาอย่างนี้สามารถดำรงอยู่ได้นานตั้งแต่ปีครึ่งถึง ๓ ปี

มีเพียงไม่กี่คนหรอกค่ะ ที่พอรู้ตัวว่าเริ่มรักใครเข้าแล้ว มีสติพอที่จะเห็นความเป็นจริงได้ในทันทีว่าความรักควรเดินหน้าต่อไปหรือไม่ ฝ่าฝืนจริยธรรมในสังคมหรือไม่ หรือเมื่อเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ก็พยายามหาเหตุผลมาสั่งสอนใจตนให้แปรความรักแบบหนุ่มสาวนี้ไปสู่ความรักในแบบเพื่อนร่วมโลก ก่อนที่รักจะฝังลึกจนทำร้ายทั้งตน บุคคลที่ตนรัก และบุคคลรอบข้างของทั้งสองฝ่าย

ความรักอย่างหญิงชายจึงแยกได้เป็น ๓ ระดับ ในระดับแรก ความผูกพันกับคุณสมบัติต่างๆทำให้เราแสวงหาคนที่ใช่ ในระดับที่ ๒ เมื่อพบแล้วก็พยายามสร้างความผูกพัน เรียนรู้ มีการกระทำที่ก่อให้เกิดความดื่มด่ำอย่างที่เราเรียกว่า โรแมนติก มีการติดตาม การปรับปรุงพฤติกรรม การลดความเป็นตัวตนลงเพื่อให้เกิดหรือรักษาความพึงพอใจระหว่างกัน ทั้งหมดก็เพื่อการนำไปสู่การอยู่เป็นคู่ร่วมชีวิตหรือความรักในระดับที่ ๓

ความผูกพันในสองระดับแรกนั้นมีอยู่ชั่วคราว แต่ความผูกพันในระดับที่ ๓ อันเป็นความผูกพันที่พัฒนามาจากความผูกพันในสองระดับแรกนั้นคงทนกว่า และสามารถดำรงอยู่ได้นานหลายสิบ เพราะเป็นความผูกพันของการอยู่ร่วมกันที่รู้ว่า ต่างมีภาระหน้าที่ต่อกันอย่างไร มีการผูกมัด มีการปกป้องแก่กัน มีการกระทำร่วมกันอันก่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย มั่นคง มีทายาทและการร่วมกันอบรมดูแลทายาทผู้สืบสกุล

แม้ความผูกพันทั้งสองระดับต้นเป็นสิ่งที่มีอยู่เพียงชั่วคราว ไม่ถาวร ความผูกพันในระดับที่ ๓ จะคงทนถาวรกว่า แต่ทุกอย่างก็ตกอยู่ใต้ลักษณะอันเป็นธรรมดานะคะ คือไม่เที่ยง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไปตามปรารถนา

คงเพราะเหตุนี้นะคะ ในชีวิตเรา เราจึงสามารถตกหลุมรักได้มากกว่า ๑ ครั้ง

และโลกก็ไม่ได้สวยงามไปเสียทั้งหมด บางครั้ง การตกหลุมรักของเราอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนักเพราะความรักของเราอาจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมทางสังคมก็ได้ เช่น เขาหรือเรามีคู่อยู่แล้ว ดังนั้นหากไม่มีสติพอที่จะระลึกได้และคอยควบคุมใจ การขจัดอุปสรรคในความรักในบางครั้งจึงอาจหมายถึงการกระทำที่เบียดเบียนทั้งตนเองหรือผู้อื่น เช่น ทำการแตกแยกให้เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะทำให้เกิดการแตกแยกระหว่างเรากับคู่ของเราเอง หรือ ทำให้เขาแตกแยกกับคู่ของเขา เป็นต้น

การสร้างความแตกแยกเพราะแบกรับความรักที่ไม่สมควรไว้ในใจล้วนเกิดจากความไม่รู้ค่ะ คือไม่รู้ว่าแท้ที่จริงเราควรอบรมใจตนอย่างไร ไม่รู้ว่าควรสร้างกำลังใจแก่ตนอย่างไร ไม่รู้ว่าเมตตาตนและบุคคลอื่นอย่างไร ไม่รู้ความผิดปกติทางกายวาจาใจตนเพราะความที่ไม่หมั่นตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับใจกายและวาจา เช่น ทำไมเราจึงเหลียวมองไปทางเขาบ่อยๆ(กาย) ทำไมพอเห็นอะไร(กาย)แล้วก็มักคิดโยง(ใจ)สิ่งที่เห็นไปถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเขา ทำไมจึงพูดถึงเขาบ่อยๆ(วาจา) จนทำให้ความผิดปกติที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย พัฒนาเป็นความรู้สึก ความต้องการ ที่แรงกล้าจนไม่สามารถถูกเก้บกักไว้แต่เพียงในใจได้ 

 

หรือหากไม่ประสงค์จะสร้างความแตกแยกด้วยยังมีความยับยั้งชั่งใจ เมื่อมีอุปสรรคในความเป็นจริงที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ในความนึกฝันย่อมไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรค ดังนั้น ประโยคที่ว่า “ขอมีเธออยู่แต่เพียงในใจ ขอแค่ฝันไปว่าในใจเธอมีฉัน” จึงเกิดขึ้นได้ การกระทำอย่างนี้ก็มาจากความไม่รู้เช่นกัน คือ ไม่รู้ว่าความนึกฝันอันไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่รู้ว่าการมีสุขในความฝันแต่ต้องอดกลั้นในความเป็นจริงนั้นจะเป็นเหตุแห่งทุกข์ที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมในภายหลัง

อย่างนี้เป็นต้น

กลับมาที่ความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้และราบรื่นต่อค่ะ เมื่อความสัมพันธ์มาถึงขั้นที่มีการแต่งงานกันแล้ว ในระยะแรกของการแต่งงานจะเรียกว่าระยะโปรโมชั่นก็ได้ ระยะนี้จะกินเวลาประมาณ ๒  ปีครึ่ง

เมื่อเริ่มต้นระยะนี้จะมีการปรับตัวเข้าหากันเป็นอย่างมาก มีการพยายามทำความเข้าใจในกันและกัน พยายามทำแต่สิ่งดีๆให้กันจนบางครั้งยอมตัดความต้องการของตนลง มีความอดกลั้นสูงกว่าปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นตัวของตัวเองของเราที่ทำให้ขัดแย้งกัน ที่เราเคยปรับให้ลดลง หากไม่มีสติคอยกำกับ ให้ระลึกถึงสิ่งที่ควรและไม่ควร ความเป็นตัวของตัวนั้นก็จะกลับค่อยๆคืนกลับมาเป็นอย่างเดิม

เพราะการปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเราเองให้ดีขึ้นอาจลดต่ำลง หากเราไม่เห็นประโยชน์คือความดีงามที่จะเกิดกับตัวเอง จึงเป็นเหตุให้ความอดกลั้น อดทน การฝึกฝนตน ลดลงตามไปด้วย

คงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ความอดทนของคนมีวันสิ้นสุด” ใช่ไหมคะ ที่มา “ส่วนหนึ่ง” ของประโยคนี้มาจากความที่เราไม่สามารถทำความเข้าใจ หรือหาเหตุผลมาอธิบายได้ ว่าทำไมเราต้องทน ต้องกลั้น ไม่เห็นประโยชน์ว่าการหาเหตุผลที่ทำให้เราทนได้โดยไม่ต้องกลั้น ทนได้ด้วยรู้เห็นความเป็นไปอย่างถูกต้องนั้น คือการเพิ่มพูนของปัญญา ที่นอกจากจะทำให้ชีวิตคู่คงอยู่ได้นานแล้ว เรายังอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และสั่งสมกระบวนการคิดอันน้อมไปสู่การคลายความเห็นว่าเป็นตนลงไปเรื่อยๆ

แล้วเคยได้ยินประโยคที่ผู้ใหญ่มักบอกบ่าวสาวว่า “พอแต่งงานแล้วเดี๋ยวนิสัยก็จะเปลี่ยนไปเอง” ด้วยไหมคะ ประโยคนี้มักใช้คาดหวังในการเปลี่ยนแปลงความประพฤติของผู้ชาย แต่พออยู่ๆกันไป ฝ่ายหญิงกลับเห็นว่ายากที่จะเป็นไปได้ตามที่หวัง

ดังนั้น เมื่อเราตัดสินใจร่วมชีวิตกับใคร จึงควรยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ทั้งสองฝ่ายควรมีความพยายามปรับปรุงตนและสนับสนุนให้อีกฝ่ายปรับปรุงในสิ่งที่เห็นว่าไม่สมควร หรือต่างสนับสนุนในความดีงามที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มพูนขึ้น แต่ก็ไม่ควรคาดหวังว่าตนหรืออีกฝ่ายจะเป็นไปตามที่ต่างฝ่ายต่างพยายามสนับสนุน

เราไม่ควรหวังผล ควรทำเพียงเหตุคือพยายามน้อมไปสู่การปรับปรุง ของเราเอง และในส่วนของคนอื่นยิ่งไม่ควรหวัง เพราะนั่นคือการหวังในสิ่งที่เกินกำลังเรา ในสิ่งที่ไม่อยู่ในความควบคุมของเรา

เพราะสิ่งที่ทำตามความคุ้นชินแล้วนั้นยากที่จะเปลี่ยนแปลงหากเจ้าตัวไม่เห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนด้วยตนเอง หรือ เห็นแล้วแต่ยังไม่อยากเปลี่ยน หรือ อยากเปลี่ยนแต่ยังขาดความตั้งใจมั่นในการกระทำ หรือ อยากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแต่ยังหลงใหลในผลของการกระทำในแบบเดิม หรือ อยากเปลี่ยนแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้ด้วยวิธีไหน

ความคุ้นเคยกันก็เป็นอีกเหตุที่ทำให้ความโรแมนติกค่อยๆลดลงค่ะ จนบางทีก็อาจถึงกับจางหายไปเลยก็ได้ แล้วก็ไม่น่าเชื่อนะคะ ว่าความโรแมนติกนี้ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องที่ควรมีตลอดระยะเวลาในการครองชีวิตคู่นี้ คู่ชีวิตส่วนใหญ่มักโยนทิ้งไปเมื่อแต่งงานผ่านระยะโปรโมชั่นไปแล้ว ดิฉันเคยอวยพรให้บ่าวสาวคู่หนึ่งค่ะ ว่าขอให้รักษาเหตุปัจจัยที่ทำให้อยากอยู่ร่วมกัน อยากทำสิ่งดีๆให้กัน (ซึ่งหมายรวมถึงการแก้ไขพฤติกรรมไว้แล้วด้วย) ไว้ให้ได้ตลอดไป ให้พยายามสำรวจตนว่าทำอะไรเป็นอุปสรรคต่อความรักหรือไม่ ที่อวยพรอย่างนั้นก็เพื่อการครองคู่อยู่กันไปนานๆนั้นเองค่ะ ก็อย่างที่เรียนไว้แล้วนะคะ ว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไปตามปรารถนา

มีเรื่องใหญ่สองเรื่องค่ะที่คู่รักเมื่อเปลี่ยนฐานะเป็นคู่ครองแล้ว ต้องระวังเป็นอันดับแรก นั่นคือ ธรรมชาติของความรัก และ ธรรมชาติของตัณหา

ขอยกไปเล่าในบทหน้านะคะ

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 08/07/2016 เวลา : 09.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบพระคุณทุกท่านมากค่ะ
ทั้งสำหรับการมาเยี่ยมกัน และความเห็นที่มอบให้ไว้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
pooklookclub วันที่ : 07/07/2016 เวลา : 16.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pooklookclub

ขอบคุณมากค่ะพี่

ความคิดเห็นที่ 8 february26 , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Cat@ วันที่ : 07/07/2016 เวลา : 04.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ขอบคุณค่ะ สำนวน อ่อนหวาน

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 06/07/2016 เวลา : 22.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

ถ้าคะแนนเต็ม 10 ก็ ได้ 10คะแนนเต็มครับ


ขอบคุณครับ...

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 06/07/2016 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 3 เหล่าซือสุวรรณา

ขอบคุณสำหรับความเห็นอันเป็นกำลังใจมากค่ะ
ขอแอบเขินค่ะ
คงไม่มีความสามารถพอที่จะทำอย่างที่เหล่าซือบอกค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
feng_shui วันที่ : 06/07/2016 เวลา : 11.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui


ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 06/07/2016 เวลา : 10.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ก่อนแต่ง คบสาวมาหลายคน ทุกคนก็ผมก็เข้าใจว่า เป็นคนที่ใช่หมด แต่เอาเข้าจริงจริงแล้วเป็นเรื่องของ "บุพเพสันนิวาส" กำหนด ไม่ใช่บุพเพอาวะวาด เพราะถ้าอาละวาดแล้วที่สุดก็คงต้องเลิกรากันไปครับ

ความคิดเห็นที่ 3 february26 , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 06/07/2016 เวลา : 09.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

บล็อกของอาจารย์มีแต่สาระแง่คิดดีๆ
เรื่องความรัก เป็นเรื่องคู่โลกมาแต่โบราณ
อาจารย์ณัฐรดาเขียนสะท้อนภาพออกมาได้ชัดเจนมาก ดิฉันเห็นมาเยอะ ประเด็นต่างๆ ที่หยิบยกมา รวมถึงคำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ เป็นอย่างที่อาจารย์เขียนไว้จริงๆ ค่ะ

อยากให้คนที่กำลังมีความรัก กำลังเลือกคู่ครอง และคู่สามีภรรยาได้มาอ่านค่ะ
อยากให้สถาบันศึกษา เชิญอาจารย์ณัฐรดา ไปเป็นวิทยากรบรรยายให้กับนักเรียนมัธยม และโอกาสอื่นๆ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 06/07/2016 เวลา : 04.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณคุณ rattiya มากค่ะ
สำหรับความเห็นอันเป็นกำลังใจ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 05/07/2016 เวลา : 17.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

เขียนได้ดีมากค่ะ เข้าใจง่าย
ขอบคุณค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน