*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551291
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 13 กรกฎาคม 2559
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1062 , 14:53:28 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน ลำชานบ้านบู , แม่หมี และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

ธรรมชาติของตัณหา

แม้เราจะรู้ทันธรรมชาติทั้งธรรมชาติของความรักแล้ว ก็ยังต้องรู้ทันธรรมชาติของตัณหาอีกเช่นกันค่ะ และต้องคอยระมัดระวังใจอย่าให้ไหลตามธรรมชาติทั้งสองนี้ตลอดการครองชีวิตคู่

ซึ่งธรรมชาติของตัณหาก็คือ เมื่อไม่ได้ก็ไขว่คว้า ครั้นได้มา ก็เสพด้วยความพอใจ มีความสุข จากนั้นก็จะเริ่มชาชิน เมื่อเสพจนชินมากๆเข้าก็เบื่อ อยากได้ของใหม่มาเสพแทน

ตัณหาทำให้เรามีรัก และเพราะเราต่างรักสุข เกลียดกลัวทุกข์ เราจึงระแวงว่าจะสูญเสียความรักจนเป็นทุกข์ แต่ตัณหาก็พร้อมจะทำให้เราสูญเสียความรักเดิมไป พร้อมที่จะแสวงหารักใหม่ พร้อมที่จะวนเวียนกับการมีรักแล้วหมดรัก มีรักแล้วหมดรัก อยู่อย่างนี้ตลอดชีวิต

คงน่าเหนื่อยนะคะ ถ้าชีวิตต้องถูกตัณหาพาไปอย่างไม่สิ้นสุด

ที่ความรักสามารถหมดสิ้นลง หรือมีการปันใจ ก็เพราะเราทุกคนไม่สามารถมีสติระลึกได้อยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรหรือสิ่งใดมีโทษสิ่งใดไม่มีโทษ จนสามารถทำในสิ่งที่ควรและไม่มีโทษอยู่ตลอดเวลาได้ อีกทั้งเราไม่สามารถควบคุมเหตุปัจจัยได้ทั้งหมด และ การยอมพ่ายแพ้แก่ธรรมชาติของทั้งความรักและตัณหา

คงจำได้นะคะ ที่เรียนไว้ในบทที่แล้วว่า ใครคนหนึ่งเป็นคนที่ใช่สำหรับเราก็เพราะเขากับเรามีทั้งความเหมือนและความต่าง

นั่นคือเขามีความผูกพันกับสิ่งต่างๆและมีสิ่งต่างๆที่เหมือนกับเรา มีความผูกพันกับสิ่งต่างๆและมีสิ่งต่างๆที่ต่างไปจากเรา และความต่างนั้นเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญหรือเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถมีได้ในปัจจุบัน เมื่อเขามีในสิ่งที่เราทั้งมีทั้งอยากมี เขาจึงเป็นคนที่เราพอใจเพราะตรงกับความใฝ่ฝัน

มีคำตรัสอยู่ในขุททกนิกาย มหาวรรค เกี่ยวกับความพอใจอยู่ค่ะว่า ชนทั้งหลายพูดถึงสิ่งใดๆในโลกว่าสิ่งไหนน่าดีใจ สิ่งไหนน่าเสียใจ ความพอใจของคนเราจึงเกิดขึ้นเพราะเห็นคล้อยตามคำพูดเหล่านั้น ดังนั้นจึงมี 2 เหตุผลใหญ่ค่ะที่เราแสวงหาคนที่ใช่ นั่นคือ ความนิยมในทางโลก และ ความอยากเสพสุขของตัวเราเอง

สังคมมักกำหนดว่าหญิงชายควรเมื่ออายุสมควรก็ควรมีคู่ ควรมีลูกหลานเพื่อสืบวงศ์สกุล หรือ ควรมีหลักพักพิง มีกำลังใจในการสร้างความมั่นคงให้แก่การดำรงชีวิต มีผู้ร่วมช่วยกันทำในบางสิ่งที่อีกคนทำไม่ได้หรือไม่คล่องแคล่ว มีคู่คิด มีที่เหนี่ยวรั้งจากการกระทำผิด ดังนั้นหากเราเป็นพ่อแม่ เมื่อโลกมีความนิยมอย่างนี้เราก็คงอยากให้ลูกๆที่มีวัยพอสมควรแต่งงาน มีครอบครัว

หรือเป็นตัวเราเองที่พอใจ อยากเสพความสุขจากความรัก อยากมีคู่ร่วมชีวิต

ความอยากเสพนี้เป็นความต้องการที่เป็นตัณหา ตัณหานี้เองที่ทำให้เราแสวงหาคนที่ใช่ และเมื่อเราพบใครที่มีคุณสมบัติตรงตามที่เราปรารถนา แม้ว่าเขาจะมีความเหมือนและความต่างที่เราผูกพันไม่ครบตามที่เราต้องการไปหมดในทุกเรื่อง แต่หากเขาทำให้เรามีความสุข อยากอยู่ใกล้ อยากปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น มีเป้าหมายมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากทำสิ่งต่างๆให้เขา อยากใช้ชีวิตร่วมกัน ในขณะนั้น เขาก็เป็นคนที่ใช่สำหรับเรา

เมื่อเราเห็นว่าใครคนหนึ่งเป็นคนที่ใช่ เราจะพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับเขา พยายามไขว่คว้าเขาไว้ตามความต้องการอันเป็นตัณหา

แต่คนเราเมื่อรักกันไปนานๆ อยู่ใกล้กันนานๆเข้า ตัวตนของตนย่อมถูกเปิดเผยมากขึ้น ทั้งความเหมือนและความต่างที่เคยเป็นเหตุให้อยากใช้ชีวิตร่วมกัน ก็อาจค่อยๆแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยจนคล้อยตามธรรมชาติที่เป็นอุปสรรคของความรัก หรือการเห็นตัวตนที่ไม่น่ารักอย่างแท้จริงของอีกฝ่าย อาจทำให้ความรักค่อยๆลดน้อยถอยลง กลายเป็นความเบื่อหน่าย กลายเป็นทุกข์ขึ้นมาจนยากที่จะรักษาความเป็นครอบครัวไว้ได้

อย่างไรก็ดี แม้เราต้องทุกข์ใจเพราะความรักสิ้นสุดลง หรือ ทุกข์ที่ต้องพยายามประคองชีวิตรักให้ยืนยาว ความทุกข์ทั้งสองไม่สูญเปล่าหรอกค่ะเนื่องจากเป็นบทฝึกสำหรับตัวเราเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเรานำประสบการณ์ต่างๆมาไตร่ตรองหาเหตุผล ก็จะเป็นการทำให้เรารู้จักตัวตนของเราและบุคคลอื่นได้มากยิ่งขึ้น รู้ข้อผิดพลาดอันเป็นบทเรียนชีวิต รู้วิธีการสาวหาเหตุปัจจัย ได้มุมมองในชีวิตใหม่ๆ อันทำให้ปัญญาค่อยๆงอกงาม ฝึกให้มีความข่มกลั้น อดทน ลดความมักมากในกาม ฯลฯ

ความที่สำคัญคือ รู้ว่าใครมีความตั้งใจ มีกำลังใจ มีความเชื่อ มีกระบวนการคิดอย่างไร มีความเคยชินอย่างไร เขาก็แสดงออกอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เรา “ทุกคน” จึงล้วนเห็นว่าตนเป็นฝ่ายถูก และเราทุกคนจะมีความเห็นอย่างนี้ตราบเท่าที่เรายังไม่ฝึกการคิดแบบแยกแยะ ไม่ฝึกห้ามใจไม่ให้คิดฟุ้งซ่านตามความดำริผิด ไม่เพียรฝึกตนให้พ้นจากความเห็นผิดจนก่อให้เกิดการกระทำที่ผิดไม่ว่าจะทางกาย วาจา ใจ

ไม่ใช่ความผิดของใครที่มีความเห็นไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด และมีใจตั้งมั่นไม่พอจนหวั่นไหว ปัญหาใหญ่ของเราทุกคนก็คือ เราไม่ได้กัลยาณมิตรที่จะแนะนำและให้กำลังใจเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา

และจะน่าสงสารอย่างยิ่งที่แม้แต่ตัวเราเองก็ยังเป็นกัลยาณมิตรให้ตัวเองไม่ได้

เมื่อมีความรู้อย่างนี้และมีการแก้ไข การโทษคนอื่นจะลดน้อยถอยลงไป ความเข้าใจสภาวะจะเพิ่มพูนขึ้นแทน พร้อมๆกับการให้ความสำคัญในตนเองจะค่อยๆลดลง คลายความเห็นว่าเป็นตน เป็นของตนลง รวมไปถึงอาจสามารถคลายกิเลสต่างๆ

คงเพราะอย่างนี้มังคะ เลยมีคำกล่าวที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วล้วนดีเสมอ

แต่แม้ความเหมือนจะไม่แปรเปลี่ยนไปหรือจะไม่มีความต่างที่ค้นพบใหม่จนกลายเป็นอุปสรรค  แต่การเสพ “ความใช่” จนชิน ก็เป็นเหตุให้เราเบื่อคนรักได้เหมือนกันค่ะ และเพราะความเบื่อเราจึงมักอยากได้เสพความใช่จากคนใหม่ๆ

ดังที่ได้เรียนไว้แล้วนะคะ ว่าคนรักคนปัจจุบัน แม้จะมีหลายๆอย่างที่เราต้องการ แต่ก็ไม่ได้มีครบไปเสียทั้งหมด คนใหม่ที่เราอยากได้การเสพนี้ อาจเป็นใครที่มีคุณลักษณะคล้ายๆกับคนรักเรา หรือ อาจเป็นใครที่แปลกไปจากคนรักเราอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมชาติของการเสพด้วยตัณหาอีกเช่นกันค่ะ คืออยากได้การเสพสิ่งเดิมๆแต่เลิศกว่าหรือมีปริมาณมากกว่า หรือไม่ ก็อยากได้การเสพจากสิ่งใหม่ๆที่ยังไม่เคยเสพไปเลย เพราะว่าของเดิมนั้นเราเสพจนชาชินแล้ว หมดความตื่นเต้นเร้าใจแล้ว

ความต่างที่เคยเป็นปัจจัยสำคัญของความสัมพันธ์ หากเปลี่ยนแปรไปตามเหตุปัจจัย ก็เป็นเหตุให้เกิดความต้องการการเสพความใช่ใหม่ๆได้เช่นกันค่ะ เช่น คนหนึ่งมีความรู้สึกอยากปกป้อง อยากดูแล อยากทำในสิ่งที่อีกคนทำไม่ได้หรือทำได้ไม่คล่องแคล่วให้ ฝ่ายอีกคน เมื่อมีผู้มาดูแลในสิ่งที่ตนให้ความสำคัญแต่ทำได้ไม่ดีก็วางใจจึงลดความรับผิดชอบในเรื่องนั้นๆลง จึงเท่ากับปัดความรับผิดชอบไปให้อีกฝ่ายทั้งหมดโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่ออีกฝ่ายรู้สึกว่าตนต้องรับผิดชอบสูงมากขึ้นกว่าเดิมมาก ความรู้สึกอยากดูแล อยากปกป้อง จึงแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นความเบื่อหน่าย หนักใจที่ต้องดูแล ต้องปกป้อง

ความรู้สึกภูมิใจที่ได้จึงค่อยๆทำกลายเป็นรู้สึกว่าเป็นภาระที่ต้องทำ

นานๆเข้าการเสพสุขในชีวิตคู่ก็อาจถูกขัด การเสพสุขจึงถูกขัดนี่เองค่ะ เป็นอีกเหตุทำให้เราเริ่มเห็นความใช่ว่าเป็นความไม่ใช่ เห็นคนที่ใช่ว่าเป็นคนที่เคยใช่

หรือบางที มีการพบความต่างใหม่ๆที่เป็นความประพฤติที่ผิดไปจากจริยธรรมที่ดีงาม คติที่โลกยอมรับ แม้จะมีพยายามสนับสนุนให้เขาปรับปรุงใจให้สอดคล้องกับศีลธรรม มีความอดกลั้นในระยะแรก แต่หากเขาไม่มีการปรับปรุงตามที่เราสนับสนุน เราก็เริ่มเห็นว่านี่ไม่ใช่ความต่างอันเป็นความใช่ที่เราต้องการ

บางที ความต่างที่พบใหม่แม้จะไม่ผิดไปจากจริยธรรมแต่ก็เป็นความต่างที่เราไม่ชอบใจ ไม่อยากยอมรับ หากเราไม่พยายามตามเห็นว่าเราไม่สามารถได้อะไรที่ถูกใจเราไปหมดทุกอย่าง ไม่พยายามหาเหตุผลว่า ความต่างนั้นอาจเป็นเพราะเขาทำในสิ่งที่ขัดกับตัณหาของเราก็ได้ เพราะเขาอาจทำในสิ่งที่ขัดกับความอยากเสพสิ่งที่น่ารื่นรมย์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย (กามตัณหา) หรือ ความอยากมี อยากเป็น(ภวตัณหา) หรือ ความอยากให้ไม่เป็น อยากให้ดับสูญ (วิภวตัณหา) ของเราเองก็ได้ หรือ ไม่มีการคิดหาเหตุผลว่าเป็นเพราะตัณหาทั้ง 3 ของเราหรือไม่ที่ทำให้เรามองบุคคลอื่นไปในทางที่ผิด ทำให้เห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่น จนมองว่าเขาด้วยความรู้สึกที่แย่ลง

ความต่างในความเหมือนของบางเรื่องก็กลายเป็นเหตุของความไม่ใช่ได้ค่ะ และมักเป็นกุศลที่กลายเป็นปัจจัยให้อกุศล เช่น คนรักที่ใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ทั้งสองรักครอบครัวเหมือนกันแต่รักในคนละแนวทาง คนหนึ่งมีความอยากที่จะสร้างฐานะให้ร่ำรวยเพื่อตน คนรัก และทายาทจะได้อยู่อย่างสุขสบายในภายหน้าจึงหักโหมทำงานจนไม่ใคร่มีเวลาอยู่กับครอบครัว แต่อีกคนไม่อยากให้คู่ตรากตรำลำบาก อยากให้คู่ใช้เวลาร่วมกัน ดูแลและอบรมบุตรร่วมกันอย่างมีความสุข เมื่อความเห็นเกี่ยวกับความสุขไม่ตรงกันและหากไม่มีการปรับความเห็นให้เข้ามาใกล้เคียงกันก็อาจเป็นเหตุให้ขัดใจกันบ่อยๆได้ บ่อยๆเข้า การขัดใจก็กลายเป็นเหตุของการบาดหมาง

กุศลที่เป็นปัจจัยให้อกุศลนี้ ก็เพราะขาดสติระลึกถึงความเป็นไปได้ ขาดโยนิโสมนสิการหรือการคิดหาเหตุที่มาผลที่ไป ขาดการปฏิบัติเพื่อให้ค่อยๆเห็นคล้อยตามธรรม ค่อยๆรับฟังซึ่งกันและกันนั่นเองค่ะ เพราะอย่างในตัวอย่างนี้ ยากที่จะบอกว่าใครผิดใครถูกเพราะต่างฝ่ายก็อยากทำด้วยความรัก ทำสิ่งดีๆให้แก่คนรักด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งในเรื่องกุศลที่เป็นปัจจัยให้อกุศลนี้หลายๆคนมักมองข้าม และเมื่อเกิดเรื่องราวขึ้น ความที่ต้นเหตุคือกุศลเราจึงมักเสียใจมากกว่าปกติค่ะ ก็เราอุตส่าห์ตั้งใจทำดีแต่ทำไมกลับกลายเป็นร้าย ทำไมอีกฝ่ายไม่เข้าใจเรา

ยังมีอีกกุศลธรรมหนึ่งที่เราควรระมัดระวังไม่ให้กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศลค่ะนั่นคือความความเมตตา อันที่จริง เมตตาเป็นธรรมหลักในพุทธศาสนา เป็นบ่อเกิดของศีล ความอดทน สมาธิ และ ปัญญา  เป็นธรรมที่เราควรอบรมให้เกิดให้มีขึ้นตลอดเวลา 

เพราะเมตตาผู้อื่นเราจึงอยากให้เขาได้รับประโยชน์ปัจจุบัน (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) อันประกอบด้วย การมีทรัพย์ ยศ ไมตรี การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี การมีสุขภาพที่ดี และประโยชน์ที่สูงขึ้นหรือประโยชน์ภายหน้า (สัมปรายิกัตถะ) อันหมายถึงการเพิ่มพูนของกุศลธรรมในใจ หรือแม้กระทั่งประโยชน์สูงสุด (ปรมัตถะ) คือพระนิพพาน แต่การอบรมเมตตาต้องมีการอบรมสติ มีการสำรวมร่วมด้วย เพื่อให้เมตตาเป็นเมตตาที่บริสุทธิ์ เพื่อไม่ให้ใจเราขาดความเป็นกลางจนเกิดอคติต่างๆ

ทั้งนี้ก็เนื่องจากเมื่อเราเมตตาผู้อื่นเราก็ย่อมอยากจะช่วยเหลือเขา เมื่อเรามีความคิดคอยช่วยเหลือใคร ย่อมต้องมีผู้นั้นเข้ามาตั้งอยู่ในใจ หรือเมื่อช่วยเหลือเขาจนประสบความสำเร็จ เมื่อได้เห็นเขาประสบความดีงาม มีความสุขอย่างที่เราตั้งใจ เราก็ย่อมสุขใจตาม ทั้งการมีเขามาตั้งอยู่ในใจกับทั้งความสุขที่เกิดขึ้นนี้เองเป็นสิ่งที่เราต้องมีสติคอยระลึก เพื่อไม่ให้เกิดความอยากมีตัวเราเข้าไปร่วมรับผลจากความดีงามนั้นๆด้วย เพื่อให้รู้ความเป็นไปในใจ และเพื่อให้ความสุขที่เกิดเป็นเพียงสุขจากการตามอนุโมทนากับสิ่งดีๆที่เขาได้รับเท่านั้น

เพราะถ้าหากเราเผลอ ไม่คอยมีสติสำรวมระวังใจ เราก็อาจเมตตาเขามากเกินไปจนลำเอียงเข้าข้าง หรือหากผู้ที่เรามีเมตตาเป็นเพศตรงข้าม ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดเสี้ยนในเมตตาหรือก็คือเสน่หาแทรกขึ้นมาจนกลายเป็นรักสามเส้าได้

การสำรวมใจนี้ รวมไปถึงในกรณีที่เราเป็นฝ่ายได้รับเมตตาจากผู้อื่น และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเช่นกันค่ะ ไม่อย่างนั้นอาจมีวันที่อยุ่ดีๆเราก็ต้องตกใจที่รู้ตัวว่าเผลอไปมีใจรักให้เขาไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เหล่านี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของตัณหา

การรู้ทันธรรมชาติของความรัก ธรรมชาติของตัณหา และการรู้ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง ผันแปรไปตามเหตุปัจจัย ให้ประโยชน์กับเราก็ตรงนี้ คือทำให้เราคอยฝึกตนในด้านต่างๆเพื่อรักษาเหตุปัจจัยที่ทำให้เราต่างยังเป็นคนที่ใช่สำหรับกัน ซึ่งเท่ากับเราได้เพียรน้อมสิ่งที่เป็นกุศลเข้ามาในตน เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบเรียบ เป็นธรรมดา

และใช้ความราบเรียบ ความเป็นธรรมดานั้น เพื่อการได้ประโยชน์ทั้งในปัจจุบันทั้งต่อตน ต่อบุคคลรอบข้าง ต่อสังคมที่กว้างขวางขึ้น และต่อสภาพแวดล้อม หรือเพื่อประโยชน์ที่ยิ่งกว่าประโยชน์ปัจจุบันต่อไป 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สมชัย วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 13.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

เป็นเรื่องที่ละเอียด ที่ต้องใช้สมาธิในการตรวจสอบสภาพจิตตนเองพอสมควร เพราะการมีอัตตาที่แรงกล้า ย่อมบดบังหรือเป็นเกราะกันจากสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับจิต เราจึงหาเหตุผลมาเข้าข้างตนเองทุกครั้ง ที่ทำอะไรไปเสมอ

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แม่หมี วันที่ : 15/07/2016 เวลา : 13.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ขอบคุณค่ะ

อ้อ ภาพวาดสวยงามมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ลำชานบ้านบู , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Cat@ วันที่ : 14/07/2016 เวลา : 03.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ความรัก อ่อนหวาน และข่มขืน
แค่รู้ แล้ว เดิน จากไป

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 13/07/2016 เวลา : 23.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

ผู้เขียน อ่านขาดจริงๆ ทั้งกาย และ จิตใจ และ ธรรม

บางทีทำอะไรลงไป มาอ่านบทความนี้ โห...เรานี่ เป็นเช่นนั้นจริงๆ เหรอ ....สุดยอดครับ

ขอบคุณครับ คุณณัฐรดา โหวดครับ ชอบมาก

ความคิดเห็นที่ 2 ลำชานบ้านบู , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 13/07/2016 เวลา : 18.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีทุกข์ หากแต่ยังคงเวียนว่ายในวัฏสงสาร ก็ต้องมีทั้งรักและทุกข์ ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 13/07/2016 เวลา : 16.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

ขอบคุณค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน