*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551390
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 23 กรกฎาคม 2559
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1261 , 08:37:10 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน feng_shui , february26 และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

การแต่งงานทำให้บุคคลเติบโตขึ้นเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินชีวิตด้วยตนเองที่ต้องเพิ่มความรับผิดชอบต่อบุคคลอื่นๆขึ้นมาด้วย คนรุ่นดิฉันเคยมองการแต่งงานเกินเลยไปนิดค่ะ เพราะมักมองการแต่งงานว่าเป็นจุดจบของเทพนิยายอันแสนหวาน แต่คนในยุคปัจจุบัน มองการแต่งงานด้วยสายตาที่เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น

ปัจจุบัน ดิฉันมองการแต่งงานว่าเป็นการเริ่มต้นของการเดินทางบนทางแห่งการฝึกตนในแง่ต่างๆเพื่อให้เกิดประโยชน์จากการถือกำเนิดและการใช้ชีวิตบนโลก เพื่อให้การดำเนินชีวิตไม่ยากเกินไปเพราะไม่ได้เดินตามลำพัง และในขณะที่ดำรงตนในโลกก็ค่อยๆน้อมเข้าหาความสงบ การปล่อยวาง หาทางพ้นโลกคู่กันไปด้วย ดังนั้นคู่ชีวิตจึงต่างเป็นผู้ฝึก เป็นผู้สนับสนุน และเป็นผู้เป็นปัจจัยในการฝึกของกันและกัน

ดังที่ได้เรียนไว้แล้วว่าเราทุกคนที่ยังอยู่ในโลกล้วนต้องการความสุข การแต่งงานแม้ว่าจะเป็นเหตุให้ได้รับสุขจากสิ่งที่ได้สัมผัสทางตา หู เป็นต้นอยู่บ่อยๆ แต่ก็นำทุกข์มาให้ได้เช่นกัน เพราะการที่คนสองคนอยู่ด้วยกันก็เหมือนลิ้นกับฟัน ยังไงก็ต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง เราจึงควรเรียนรู้ว่าทำอย่างไรการกระทบกระทั่งจึงจะเกิดขึ้นน้อยที่สุด

นอกจากเรื่องธรรมชาติของความรักและธรรมชาติของตัณหาอันเป็นเรื่องใหญ่ที่เราควรระวังแล้ว ยังมีเรื่องเล็กๆที่เราต้องคอยระวังอีกค่ะ และบางที เรื่องเล็กนี้อาจเกิดขึ้นบ่อยกว่าเรื่องราวที่จะเกิดเพราะธรรมชาติทั้งสองนั้นเสียอีก เมื่อมีการกระทบกระทั่งเกิดขึ้นไม่ว่าจากเรื่องอะไร หากต่างคนต่างไม่หาสาเหตุที่แท้จริงแล้วทางไขตนเอง ไม่สนับสนุนอีกฝ่ายให้หาทางแก้ไข ไม่รู้จักปล่อยวาง จนนำเรื่องที่จบไปแล้วมาคิดถึงด้วยความน้อยใจ เสียใจ โกรธ ซ้ำอยู่บ่อยๆ นานๆเข้าก็ถึงจุดที่เรียกว่าฟางเส้นสุดท้ายเข้าจนได้

แล้วในที่สุดก็อาจถึงกับถามตนองว่า “ทนทำไม ทำไมฉันต้องทน” จนนำไปสู่การแยกทางกันในที่สุด

สำหรับเรื่องเล็กน้อยที่เรามักละเลยมากที่สุดคือเรื่องของความเกรงใจ การไม่ข่มกลั้นเพราะขาดความเกรงใจ ขาดเมตตา หรือข่มกลั้นแต่ไม่ได้มีเหตุมาจากเมตตา อันเป็นอีกเหตุที่ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

เนื่องจากการอยู่ใกล้ชิดกันทำให้เกิดการคุ้นเคย ไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน เราจึงมักกล้าที่จะแสดงตัวตนที่แท้แก่คู่ชีวิตมากกว่าคนอื่นๆ และเพราะความคุ้นเคยนี่เอง  บางทีเราก็ลืมที่จะเกรงใจ ละเลยการข่มกลั้น

เคยไหมคะ เวลาที่เราที่อยู่นอกบ้าน อยู่ในที่ทำงาน อยู่ในศูนย์การค้า ถ้าบังเอิญมีใครทำให้เราขุ่นใจขึ้นมา เราก็จะพยายามระงับความโกรธ พยายามข่มกลั้น ไม่แสดงอาการไม่น่าดูออกมาในที่สาธารณะอย่างเต็มกำลัง ก็เรามีภาพพจน์ให้ต้องรักษาในสายตาคนอื่นนี่คะ แต่พอเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นในบ้านของเราเอง ความพยายามในการระงับกลับน้อยลง ลองคิดดูนะคะ คนที่เรารักจะทุกข์ขนาดไหนถ้าต้องคอยเอาใจ คอยรองรับความรู้สึก คอยมองสีหน้าเราอยู่ตลอดเวลา

นักการเมืองท่านหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า ท่านเกรงใจคนทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ลูก ผู้รับใช้ คนขับรถ เพราะเขาเหล่านั้นเป็นคนที่ท่านต้องอยู่ด้วยตลอดชีวิต

การรักษาความเรียบร้อยทางกายวาจานั้น เราควรทำเพราะนอกจากจะไม่อยากได้รับโทษทางสังคมแล้ว ยังควรทำเพราะเห็นประโยชน์ของการอบรมตนในด้านต่างๆและเพื่อความสุขในปัจจุบันของทั้งเราและผู้ที่เราต้องเกี่ยวข้องด้วย เช่น เพราะเมตตาอีกฝ่าย ไม่อยากเห็นเขาขาดความสุขจึงข่มกลั้นไว้ไม่แสดงอาการให้เขากระทบกระเทือนใจ เพราะเมตตาตนจึงข่มกลั้นด้วยเห็นประโยชน์ตนในด้านต่างๆ อันมีการฝึกตนในการที่จะไม่ปล่อยให้ใจคุ้นชินกับกิเลส จนแสดงออกไปตามแต่กิเลสจะพาไป ไม่ปล่อยใจตนให้ชินกับการเพ่งไปที่ผู้อื่นจนเกิดทุกข์โดยใช่เหตุ ฝึกตนให้ชินกับการไตร่ตรองหาข้อบกพร่องของตนเองหรือการไตร่ตรองหาเหตุผลที่แท้จริงของเรื่องราวต่างๆ

เพราะการฝึกตนจึงทำให้เรามองเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น มองเห็นภาวะตรงกับภาวะที่เกิดขึ้นจริงหรือก็คือสามารถเข้าถึงสัจจะนั่นเองค่ะ เมื่อเข้าใจสัจจะ โอกาสที่จะมองภาวะหนึ่งเป็นอีกภาวะหนึ่ง หรือมองไม่เห็นภาวะก็น้อยลง

ทั้งนี้ก็เป็นไปตามที่ตรัสค่ะ ว่า เพราะคายกิเลสแล้วบางส่วนเธอจึงแจ้งธรรม คำว่าแจ้งธรรมนี้ ไม่ได้หมายถึงการบรรลุมรรคผลต่างๆเท่านั้นนะคะ แต่หมายความรวมถึงการเข้าใจแจ่มแจ้งในภาวะที่เกิดกับจิตตนอย่างแท้จริง

ความเข้าใจกันและกันก็จะมากขึ้น

อยากชวนพิจารณาสองตัวอย่างนี้ค่ะ

คุณเอ รู้สึกโกรธลูกค้าคนหนึ่งที่เอาแต่ถามรายละเอียดของสินค้าอยู่นานแต่ก็ยังไม่ตัดสินใจซื้อ คุณเอรู้ว่าถ้าแสดงความโกรธออกไปลูกค้าต้องไม่พอใจจนอาจไม่ตัดสินใจซื้อไปเลย จึงข่มกลั้นไว้ แต่ก็คิดขึ้นว่าจะบวกตัวเลขเพิ่มลงไปในราคาสินค้าเป็นค่าขัดใจ พอคิดได้อย่างนั้นก็หายโกรธ พูดจาโน้มน้าวลูกค้าอย่างมีความสุขขึ้น และเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าในราคาที่สูงกว่าปกติคุณเอก็มีความสุขมาก คุณเอดีใจที่ตนนอกจากจะขายสินค้าได้แล้ว ยังคิดว่าตนสามารถดับความโกรธได้

คุณบีไม่ชอบคนรักของลูก แต่เพราะความรักลูกและเห็นว่าห้ามปรามไม่ได้จึงไม่ขัดขวางการแต่งงาน ต่อมา ลูกประสบความล้มเหลวในการครองชีวิตคู่ ลูกคุณบีขอแยกทางจากคู่ด้วยคิดว่าทำไมต้องทน พอคุณบีทราบว่าลูกหย่าร้างและไม่เสียใจกับการแยกทางเธอก็ไม่เสียใจตามไปด้วย เธอบอกตนเองและใครต่อใคร ว่าชีวิตเป็นของลูก เธอวางเฉยด้วยอุเบกขาในสิ่งที่ตนแก้ไขอะไรไม่ได้

คุณมีความเห็นเกี่ยวกับคุณเอและคุณบีว่าอย่างไรบ้างคะ

สำหรับดิฉัน เห็นว่าคุณเอแม้จะข่มกลั้นไม่แสดงอาการโกรธออกมา แต่ก็ไม่ใช่การข่มกลั้นที่เกิดจากเมตตาจนพยายามหาเหตุผลเพื่อที่จะเข้าใจตนและผู้อื่น เห็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น

ถ้าคุณเอเห็นประโยชน์ตน ว่าการที่ลูกค้าถามรายละเอียดของสินค้าจนกว่าจะเข้าใจก็เพื่อที่ว่าจะได้ไม่มีปัญหาในการใช้งาน ซึ่งถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นภายหลัง คนที่ต้องคอยแก้ไขปัญหาให้ก็คือคุณเอ ซึ่งอาจจะเสียเวลามากกว่าการเสียเวลาอธิบายในขณะนั้น หรือถ้าคุณเอพยายามคิดเพื่อเข้าใจผู้อื่น พยายามคิดให้เห็นหรือรักษาประโยชน์ผู้อื่น ก็จะคิดไปในทางที่ทำให้เข้าใจการกระทำของเขา เป็นต้นว่าที่ลูกค้าถามจุกจิกอาจเป็นคนที่มีเงินใช้สอยอย่างจำกัด เมื่อจะใช้เงินซื้อหาอะไรสักอย่างจึงต้องพยายามหาทางให้ใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด หรือลูกค้าเป็นคนช่างสงสัย ต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่ทำก่อนจึงจะคลายใจ ใช้สอยสิ่งของอย่างสบายใจ ดังนั้นจึงควรสงเคราะห์เขาด้วยการให้ข้อมูล

หรือถ้าคุณเอคิดถึงประโยชน์ตนในทางที่ประณีตขึ้น จะพบว่าที่ตนต้องข่มกลั้นก็ด้วยเมตตาตน ที่ไม่ยอมให้โทสะครอบงำจิตจนคิดในทางเบียดเบียน (อธิวาสนขันติ อันเป็นขันติในระดับต้น) และเพราะต้องคลายความอึดอัดจึงทำให้ต้องมีการคิดแบบสืบสาวเหตุผล  หรือก็คือมีการคิดแบบโยนิโสมนสิการให้เห็นเหตุที่ตนโกรธ มีการน้อมลงสู่ความว่าง ให้เห็นว่าทุกอย่างเกิดเพราะเหตุปัจจัย เกิดดับสืบต่อกันไป ไม่ควรยึดไว้จนดูราวกับความโกรธไม่เคยดับ เมื่อเห็นพ้องกับความคิด ใจก็ผ่องใสขึ้นอย่างแท้จริง (โสรัจจะ)

และเมื่อคุณเอรู้เหตุผลแล้ว ใจผ่องใสแล้ว คุณเอก็จะอดทนการถามจู้จี้ของลุกค้าได้ด้วยใจที่เมตตา ทนได้โดยไม่ต้องข่มกลั้นโทสะ กระทั่งหากพบเหตุการณ์อย่างนี้ในครั้งต่อไปอีก หากคุณเอยังมีความโกรธเกิดขึ้นมาได้อีก ระดับของความโกรธนั้นก็จะลดลง อีกทั้งความโกรธก็จะถูกดับได้เร็วขึ้นอีกด้วย ถ้าทำอย่างนี้บ่อยๆ ในที่สุดคุณเอก็จะสามารถทนการสอบถามของลูกค้าได้โดยไม่ต้องข่มกลั้น ไม่ต้องขวนขวายดับความโกรธอีกต่อไป (ตีติกขาขันติ อันเป็นขันติในระดับสูงสุด)

ส่วนความคิดของคุณเอที่ว่าตนสามารถดับความโกรธได้นั้น แม้ความโกรธจะดับลง แต่ก็ไม่ใช่ดับเพราะการเข้าใจภาวะ ไม่ใช่การดับเพราะละอกุศลธรรม จึงไม่ใช่การดับกิเลสอย่างแท้จริงหากเป็นการดับกิเลสหนึ่งด้วยอีกกิเลสหนึ่ง ในกรณีนี้คุณเอดับโทสะด้วยโลภะ ด้วยเหตุนี้ คุณเอจึงไม่ได้ประพฤติในทางละคลายกิเลสจริง แต่ไปยึดกิเลสอีกตัวแทน นี่จึงเป็นการประพฤติตนในทางที่ทำให้กิเลสซ้อนบนกิเลส นั่นคือกิเลสเก่าก็ยังไม่ได้ละแต่กลับเอากิเลสใหม่มาบดบัง มาซ้อนเสริม มาเพิ่มเข้าไป กองกิเลสจึงใหญ่โตขึ้นอย่างไม่รู้จบ

และเมื่อลูกค้าจ่ายเงินค่าสินค้าเกินกว่าราคาแท้จริง คุณเอยิ่งมีความสุข ความสุขที่ได้จึงเกิดจากการไม่ซื่อตรงหรือไม่มีสัจจะ เกิดจากการเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น

ส่วนคุณบี ที่เธอเข้าใจว่าเธอเฉยได้กับสิ่งที่เธอแก้ไขอะไรไม่ได้นั้น ที่เธอเฉยได้ก็เพราะตัณหาได้รับการสนองต่างหาก คือเธอไม่ต้องการให้คนที่ลูกรักมาเป็นคนในครอบครัวเดียวกันตั้งแต่ต้นแล้ว ความต้องการให้ดับสูญหรือไม่มีนั้นก็คือ วิภวตัณหา ดังนั้นเมื่อลูกแยกตัวออกจากคนรักเธอก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ

เดิมนั้นเธอมีความกระวนกระวายเพราะวิภวตัณหาคือ อยากที่จะไม่อยากให้ลูกแต่งงาน เมื่อเธอได้ในสิ่งที่ต้องการ ตัณหาคือความอยากได้รับการสนองก็ย่อมดับ เพราะความกระวนกระวายดับ เธอจึงรู้สึกเฉยๆ ซึ่งความเฉยของเธอในที่นี้คือเฉยไม่เอาเรื่องราว เฉยเมยต่อสถานการณ์ และเฉยไม่รู้ คือไม่เห็นกิเลสตน และไม่รู้ว่ากิเลสตนได้รับการสนองแล้ว

อันที่จริง เธอยังมีความสุขจากการที่ตัณหาดับด้วยค่ะ แต่ความสุขนั้นน้อยมากจนเธอไม่รู้สึก ความรู้สึกทุกข์สุขที่เกิดขึ้นแต่น้อยมากจนเจ้าตัวรู้สึกไม่ได้ จนเข้าใจไปว่าตนเฉยๆนั้น แท้ที่จริงก็คือเฉยไม่รู้

ทั้งเฉยไม่เอาเรื่องราว และเฉยไม่รู้นี้ทางพระท่านเรียกว่า อัญญานุเบกขา ค่ะ ไม่ใช่อุเบกขา

จากตัวอย่างทั้งสองนี้ ตัวอย่างแรกเป็นการมองภาวะหนึ่งเป็นอีกภาวะหนึ่ง ส่วนตัวอย่างที่สองเป็นการมองไม่เห็นภาวะ

การมีสัจจะกับการสละกิเลสจนเข้าใจสัจจะมากยิ่งขึ้นนั้นหนุนเนื่องกันเป็นวง เหมือนขดสปริงที่วนจากปลายข้างหนึ่งที่เป็นจุดต่ำสุดขึ้นไปหาปลายอีกข้างที่เป็นจุดสูงสุด เมื่อไม่มีสัจจะ ไม่พยายามมีสัจจะ ก็จะไม่ละคลายกิเลส เมื่อไม่ละกิเลส ก็ไม่เข้าใจสัจจะและไม่รู้สัจจะที่สูงขึ้น เมื่อไม่เข้าใจสัจจะ ก็จะยิ่งทำในทางที่สั่งสมกิเลส พระพุทธเจ้าตรัสถึงขันติในโอวาทปาฏิโมกข์ ว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ขันติคือตีติกขา เป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง  เมื่อมีการฝึกอดกลั้นที่มีพื้นฐานมาจากเมตตา มีการหาเหตุผลให้ใจผ่องใส จนในที่สุดทนได้โดยไม่ต้องกลั้น กิเลสจึงค่อยๆถูกเผาให้สิ้นไปทีละเล็กทีละน้อย

ลองมาสมมติกันนะคะ ว่าถ้าเป็นเรื่องในครอบครัว ถ้าคนในครอบครัวไม่เข้าใจภาวะหรือก็คือไม่เข้าใจความเป็นจริง (สัจจะ) ไม่มีการฝึกตนในด้านต่างๆ (ทมะ) ไม่มีการข่มกลั้น ไม่มีการอดทน (ขันติ) ไม่มีการสละทั้งความสุขส่วนตนเพื่อผู้อื่นหรือสละกิเลส (จาคะ) คนในครอบครัวจะเป็นอย่างไร

ซึ่งสิ่งที่เราสมมติว่าคนในครอบครัวไม่มีเหล่านี้ ก็คือองค์ธรรมทั้ง 4 ในหลักฆราวาสธรรม อันประกอบด้วยสัจจะ ทมะ ขันติ และ จาคะ ธรรมที่ฆราวาสพึงน้อมเข้ามาในตน พึงนำมาใช้ในชีวิตประจำวันนั่นเองค่ะ เพราะฆราวาสธรรม สถาบันครอบครัวจึงมีโอกาสดำรงอยู่ได้ (เคยเขียนเรื่องของฆราวาสธรรมโดยละเอียดไว้ ที่นี่ ค่ะ )

แต่อย่างไรก็ดี เราต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างในโลกไม่เที่ยง ไม่สามารถอยู่ในสภาพเดิมได้ เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไปตามปรารถนา แม้จะพยายามฝึกตนด้วยฆราวาสธรรม ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจทำให้ความเป็นครอบครัวอาจสิ้นสุดลงได้

มีการคาดการณ์ค่ะว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะกลายเป็นสังคม SINK ( Single income no kid) คือไม่แต่งงาน อัตราการหย่าร้างสูง ไม่มีลูก หากความเป็นครอบครัวต้องสิ้นสุดลง การที่คนสองคนเดินร่วมทางกันต่อไปไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าใครคนหนึ่งเลว อีกคนดี คนหนึ่งผิด อีกคนหนึ่งถูก แต่อาจหมายถึงต่างคนต่างมีวิถีการคิด (สังขาร) มีความเห็นเฉพาะตน (ทิฏฐิ) มีประสบการณ์ที่จำไว้ (สัญญา) ฯลฯ แตกต่างกัน จึงทำให้เมื่อมองในมุมของแต่ละคนแล้ว ต่างก็เป็นฝ่ายถูก

อันที่จริงเราทุกคนล้วนเป็นสีเทา เพียงแต่จะเทาเข้มเทาอ่อนเท่านั้นค่ะ เราต่างคนอาจต่างผิดในหลายๆเรื่องแต่ก็อาจต่างถูกในอีกหลายๆเรื่องได้เช่นกัน ไม่มีใครทำถูกหรือดีไปหมด และไม่มีใครทำผิดหรือไม่ดีไปเสียทั้งหมด เมื่อเกิดเรื่องราวขึ้น ในขณะที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ การข่มกลั้นเอาไว้ก่อนก็สมควรทำค่ะ สัจจะมีเพียงหนึ่ง เมื่อเราสามารถเข้าใจภาวะอย่างแท้จริง ไม่มองเรื่องราวในมุมมองของเราอันทำให้เห็นไปต่างๆ อาจพบว่าโดยสัจธรรมแล้วเราอาจเป็นฝ่ายผิดเองก็ได้ การข่มกลั้นในขณะที่เรายังไม่เข้าใจความเป็นจริงจึงเป็นการป้องกันเราไม่ให้ทำผิดซ้ำซ้อน จนความผิดขยายกลายเป็นปัญหายุ่งยากในภายหลังก็ได้

การยอมรับตนเองและผู้อื่น เอาตนเข้าเปรียบ หมั่นพิจารณาให้คลายความรู้สึกที่ไม่ดีอยู่บ่อยๆ จึงทำให้เราพยายามข่มกลั้นกับความต้องการทั้งของตนเองและผู้อื่น อันเป็นการไม่ทิ้งโอกาสในการฝึกตนของตนไป ทำใจให้มั่นคงขึ้น และทำปัญญาให้งอกงามขึ้น

รวมไปถึงอาจทำให้เราสามารถใช้ชีวิตคู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้อีกด้วยนะคะ 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
feng_shui วันที่ : 28/07/2016 เวลา : 22.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

เป็นเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อว่า ข้าพเจ้าจะได้อ่านจากชีวิตจริง ที่ข้าพเจ้าได้เห็น ทั้งคู่ จริงและประจักษ์ถึงเรื่อง ความอดทน อดกลั้น ซึ่งก็ได้มาจากการศึกษาธรรมะ นั่นเอง น่าชื่นชมมากขะ
อิอิ วาดภาพสวยกระมัง เลยถ่ายทอดเป็นบทคววามก็สละสลวย

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 25/07/2016 เวลา : 15.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณแว่นชราคะ

ขณะนี้สังคมไทยกำลังเป็นไปในแบบที่เรียกว่า DINK ค่ะ คือ Double Income No Kid และคาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า เราจะเปลี่ยนเป็น SINK ( Single Income No Kid) คือจะไม่แต่งงาน อัตราการหย่าร้างจะสูงมาก และจะไม่มีลูกกัน ผลก็คือ อีกหน่อยเราอาจไม่มีเด็กที่จะเติบโตเป็นแรงงานเข้าสู่ระบบเพราะคนแก่ยังไงก็ต้องมีวันเกษียณนะคะ

แถมคนวัยทำงานในปัจจุบันประมาณ 6 คน ต้องดูแลคนแก่ 1 คน อีกหน่อยจะลดลงเป็นคนวัยทำงาน 1.7 คน ต้องดูแลคนแก่ 1 คน พอถึงเวลานั้น ถ้าคนแก่ป่วยเป็นโรคที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง คนที่ดูแลคงแย่น่าดูนะคะ แถมพยาบาลก็ขาดตั้งแต่ตอนนี้แล้ว และมีแนวโน้มจะขาดอย่างต่อเนื่อง คนไทยในอีก 30 ปีข้างหน้าจึงน่าเป็นห่วงทั้งคนวัยหนุ่มสาวและวัยชราเลยค่ะ

เราทุกคนจึงต้องดูแลสุขภาพของตัวเราเองกันแต่วันนี้นะคะ

ส่วนเรื่องการอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องเรียกร้องนี้อาจเป็นไปได้ค่ะ (ดิฉันเองก็กำลังฝึกในเรื่องการพยายามไม่เรียกร้องอะไรๆมากมายนักค่ะ) แต่ที่ว่าไม่ต้องอดทนนั้น ส่วนตัวแล้วมองว่ายากที่จะเป็นไปได้นะคะ เพราะเราทุกคนไม่ได้ชอบอะไรๆเหมือนๆกัน ในเรื่องที่ชอบไม่ตรงกัน ก็คงต้องมีการปรับตัวเข้าหากันบ้าง มีการแนะนำกันบ้าง แต่เนื่องจากเราไม่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างแบบพลิกฝ่ามือ เพราะความที่เราคุ้นชินกับการกระทำของตัวเราเองมานาน ดังนั้นในระหว่างที่กำลังปรับตัวเข้าหากันหรือกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีอยู่ มองว่าในระยะนั้น ยังไงๆก็ต้องใช้ความอดกลั้น อดทนนะคะ

ขอบคุณจัง ที่มาชวนคุยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
แว่นชรา วันที่ : 25/07/2016 เวลา : 13.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/waenchara
 แว่นชรา  www.senleknam.com  

หรืออนาคตคนจะเป็นโสดมากขึ้น ดูจากคนรอบข้าง ก็ไม่ค่อยอยากแต่งงานเลยค่ะ แต่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แชร์ทุกสิ่งร่วมกัน จากประสบการณ์ ค่อนข้างจะเชื่ออยู่เรื่องหนึ่งว่า หากเราต่างมอบพื้นที่ในมุมส่วนตัวให้กันและกัน ให้มีอิสระในการใช้ชิวิตในแบบตัวตนที่แท้จริงบ้าง โดยไม่ต้องเรียกร้องหรืออดทน ... ความสัมพันธ์อาจจะดำเนินต่อไปได้เรื่อย ๆ หรือจะยิ่งห่างออกไปคะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 24/07/2016 เวลา : 19.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ february26 คะ

ขอบคุณจริงๆค่ะ สำหรับความเห็น สำหรับนักเขียนแล้ว ความเห็นของผู้อ่านที่สะท้อนภาพผลงาน ไม่ว่าจะชมหรือติ ก็คือเสียงสวรรค์นะคะ

ภาพที่นำมาประกอบเป็นภาพเก่าที่วาดไว้นานแล้ว ตั้งใจว่าเมื่อทำต้นฉบับจริงๆ จะวาดใหม่ทั้งหมดค่ะ

และขอบคุณสำหรับย่อหน้าสุดท้ายมากๆเลยค่ะ (ได้กำลังใจอีกเยอะเลยค่ะ)

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 24/07/2016 เวลา : 15.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับ ณัฐรดา

มาถึงบทนี้ ซึ่งเป็นบทที่ 6

ก่อนอื่น ผมของชื่นชม ด้วยความจริงใจก่อนครับ ทั้ง6บท ตั้งแต่ จุดกำเหนิดของความรัก การเดินทางของรัก หลุมดำอุปสรรค์ต่างๆ ซึ่งผู้เขียน ได้บรรยายไว้ ทั้งข้อดีข้อเสียโดยยึดหลักธรรม เป็นที่ตั้ง เรียงร้อยเรื่องราว ผมเรียน คุณผู้เขียนแบบนี้ครับ ว่า ทุกบทความอ่านจบ แล้ว เหมือนมีคำตอบอยู่ในบทความเรียบร้อยหมด ผลของการกระทำ เกิดจากอะไร ทางแก้คืออะไร มีครบโดยใช้ หลักธรรมเป็นคำสอน คือ อ่านแล้วมันไม่ค้านในใจ ประมาณว่า "เออจริงด้วย" ต้องขออภัย ที่ใช้คำนั้น เพราะผมอ่าน ก็ พูดออกมา แบบนั้น จริงๆ

อีกอย่างหนึ่งซึ่งมองเหมือนเป็นเรื่อง เล็กน้อย แต่ก็ขอยกเป็นตัวอย่างที่ดี คือ รูปภาพที่นำมาประกอบบทความใช้รูปภาพตัวเอง และ ฝีมือตัวเองอีกต่างหาก อันนี้ขอชื่นชมครับ ซึ่งผมเองทำไม่ได้ใช้ภาพจาก คนอื่นหรือในเนตมาประกอบบทความ (ตัวอย่างไม่ดีเท่าไหร่)

สำหรับคนโสด อ่านแล้ว ก็หนักใจพอสมควรครับ แต่ก็แนวทาง ที่จะดำเนินชีวิต ที่ดีทีเดียวเลยครับ ผมคิดว่าเรื่องของความรัก คงไม่จบแค่นี้นะครับ ในชีวิตจริงก็เช่นกัน

สรุปว่า ถ้ารวมเล่มเป็นหนังสือ ผมขอซื้อเก็บไว้ ให้น้องหลานๆ ได้อ่านกันครับ...ขอบคุณครับ คุณ ณัฐรดา 6บทของความรัก 8entry ผมให้ 8โหวดครับ.... เยี่ยมยอดครับ:

ความคิดเห็นที่ 4 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 24/07/2016 เวลา : 09.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณสิงห์นอกระบบคะ

ถ้าไม้สองอันเอนมาพิงกัน เราสามารถดูได้หลายมุมเลยนะคะ เช่น ทั้งล้มยาก ทั้งมีจุดหมายเดียวกันด้วย

หมอสมชัยเธอเคยเปรียบให้ฟังว่า คู่ชีวิตก็เหมือนคนสองคนที่เอาขามาผูกกันไว้คนละข้าง เป็นคนเดินสามขา เลยต้องคอยจับจังหวะของกันและกัน คอยดูแลกันและกัน จะได้เดินหน้าไปอย่างไม่สะดุด และประคองกันไม่ให้ล้ม

ขอบคุณที่แวะมานะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 february26 , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 23/07/2016 เวลา : 23.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ชีวิตคู่เหมือนไม้ที่ปักคู่กันสองอันครับ เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งก็ล้มทั้งคู่ เว้นแต่เอียงเข้าหากันก็จะยิ่งมั่นคง แข็งแรงครับ

ความคิดเห็นที่ 2 february26 , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 23/07/2016 เวลา : 10.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ rattiya คะ

ระยะห่างของความสัมพันธ์ หากทั้งสองได้ใช้ความห่างนั้นมาพิเคราะห์ความเป็นไป และทั้งสองถอยออกจากการมองในมุมของตัวเองลงด้วย ก็อาจเป็นผลดีอย่างที่คุณรัตติยาว่าก็ได้ค่ะ

ขอบคุณมากค่ะแวะมาเสมอ

ความคิดเห็นที่ 1 february26 , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 23/07/2016 เวลา : 09.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

จากข้อความ

มีการคาดการณ์ค่ะว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะกลายเป็นสังคม SINK ( Single income no kid) คือไม่แต่งงาน อัตราการหย่าร้างสูง ไม่มีลูก หากความเป็นครอบครัวต้องสิ้นสุดลง การที่คนสองคนเดินร่วมทางกันต่อไปไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าใครคนหนึ่งเลว อีกคนดี คนหนึ่งผิด อีกคนหนึ่งถูก แต่อาจหมายถึงต่างคนต่างมีวิถีการคิด (สังขาร) มีความเห็นเฉพาะตน (ทิฏฐิ) มีประสบการณ์ที่จำไว้ (สัญญา) ฯลฯ แตกต่างกัน จึงทำให้เมื่อมองในมุมของแต่ละคนแล้ว ต่างก็เป็นฝ่ายถูก

ส่วนตัวคิดว่า ถ้าหากเเน่ใจว่าชีวิตเเต่งงานไปไม่รอดเเน่ ควรหย่าค่ะ บางครั้งการหย่าร้างจากกัน มีส่วนช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นด้วย มองว่าบางครั้งเป็นการให้มีระยะห่างช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่าง คนทั้งสองมาคิดทบทวนหาเหตุูผลได้ดีขึ้น หลังการหย่าร้างเป็นไปได้ที่จะยังคบกันฉันเพื่อนกันต่อไป สภาพภาวะของการเป็นเพื่อนกัน จะทำให้เราไม่คาดหวังอะไรมากนะจากอีกฝ่ายหนึ่งค่ะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน