*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551048
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< กรกฎาคม 2016 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม 2559
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1137 , 16:19:33 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน แม่หมี , สมชัย และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

ในแต่ละวัน เราเจอเหตุการณ์ต่างๆมากมาย บางเหตุการณ์ทำให้เราอึดอัด บางเหตุการณ์ทำให้เรานึกค่อนในใจ หรือรู้สึกอิจฉา โกรธ เสียใจ น้อยใจ เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้แม้จะเกิดขึ้นไม่มากครั้งในแต่ละวัน แต่บางทีก็ทำให้เราเสียศูนย์ไปได้เหมือนกัน

ข้อดีของการเสียศูนย์คือทำให้เรารู้ว่าใจเราไม่ปกติแล้ว ต้องรีบหาทางพิจารณาให้เห็นเหตุที่มา จนกว่าจะสามารถวางใจเป็นกลางกับเรื่องราว บุคคล ในเหตุการณ์นั้นๆ

แต่เหตุการณ์ที่ไม่ทำให้เราเกิดความรู้สึกอะไร คือเฉยๆไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่สุขไม่ลิงโลด จนเรารู้สึกว่าชีวิตในแต่ละวันเป็นปกตินั้น เกิดขึ้นกับเราทั้งวันเลยค่ะ แต่เพราะมันคือ “เฉยๆ” เราเลยไม่ได้หยิบขึ้นมาพิจารณา

ก็เราจะหยิบมาพิจารณาทำไมล่ะคะ ในเมื่อมันไม่ได้สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้

อันที่จริง แม้ในแต่ละวันใจเราจะรู้สึกเฉยๆเป็นส่วนมาก เราก็ต้องหยิบเหตุการณ์ต่างๆ การตัดสินใจไปในทางต่างๆ ขึ้นมาพิจารณาค่ะ เพราะในขณะที่เรายังไม่บรรลุธรรมสูงสุดในพุทธศาสนาหรือไม่เคยหยิบเหตุการณ์นั้นๆมาพิจารณาจนวางเฉยได้ ที่เราเฉยๆกับเหตุการณ์ต่างๆก็มักเป็นความรู้สึกเฉยที่เรียกว่า อัญญานุเบกขา เฉยไม่รู้ เฉยไม่เอาเรื่องราว ไม่ใช่เฉยเพราะพิจารณารู้เห็นจนรู้เห็น วางเฉยด้วยใจที่เป็นกลางหรือที่เรียกว่า อุเบกขา

มีความต่างของอุเบกขาและอัญญานุเบกขาที่เราต้องแยกให้ออกค่ะ ขันธ์ทั้งห้าอันประกอบด้วย รูป (สิ่งที่จับต้องได้ มองเห็นได้ ที่กระทบสิ่งต่างๆได้ หรือเรื่องราวที่ใจคิด) เวทนา (ความรู้สึก) สัญญา (ความจำ) สังขาร (การปรุงแต่ง  กระบวนการปรุงแต่ง ผลที่ได้จากการปรุงแต่ง) และวิญญาณ  (การรู้) อุเบกขานั้นเป็นปัญญา จัดอยู่ในสังขารขันธ์ แต่อัญญานุเบกขาเป็นความรู้สึก จัดเป็นเวทนาขันธ์ ดังนั้นจะเห็นว่าอุเบกขาเวทนานั้นไม่ได้มีปัญญาประกอบด้วยแต่อย่างใด ต่างจากอุเบกขาที่เกิดจากการที่สติมีอยู่ จับเรื่องราวขึ้นมาคิดปรุงแต่งหาทางที่จะรู้เห็นแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างถ้วนทั่ว แล้ววางใจเป็นกลาง ไม่ชอบหรือชังกับเรื่องราวนั้นๆ

อุเบกขาเวทนานั้น อันที่จริงไม่ใช่ความรู้สึกเฉยๆเสียทีเดียวค่ะ ที่จริงเป็นความรู้สึกทุกข์ สุข เพียงแต่ว่าสุขทุกข์นั้นน้อยมากจนเราไม่รู้สึก เมื่อสุขทุกข์ที่เกิดขึ้นน้อยมากจนขนาดรู้ไม่ได้ เราจึงเฉยๆ นี่เองจึงเป็นสาเหตุที่ว่าแม้จะเป็นความรู้สึกเฉยๆ เราก็ต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา เพื่อที่ว่าจะได้เห็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์สุขในปริมาณเพียงเล็กน้อยที่ว่านี้

เพราะเหตุที่ทำให้เกิดสุขทุกข์แม้จะในระดับที่ไม่สูงมากนี้  หากทำจนชินเราก็จะสั่งสมการกระทำจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ แล้วเหตุที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเล็กๆน้อยๆก็จะค่อยๆขยาย กลายเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่มากมาย จนอาจกลายเป็นทุกข์ใหญ่ตามมา

คงจำได้นะคะ เคยเล่าไว้ในบทต้นๆมาหลายบทแล้ว ว่าเราพึงระวังเหตุต่างๆเช่นความระแวง ธรรมชาติของตัณหา เสี้ยนในเมตตาซึ่งก็คือเสน่หา ด้วยการหมั่นตรวจสอบตนและการฝึกสติ ฯลฯ เรื่องราวที่เกิดตามมาเพราะเหตุต่างๆเหล่านี้ก็คือใจที่ยังยึดมั่นกับอะไร พอใจในอะไร ต้องการอะไร เหนียวแน่นกับอะไร หวงกั้นอะไร ขัดใจอะไร จนเกิดการกระทำต่างๆตามมา

อากาศที่เราหายใจอยู่นี้มีฝุ่นละอองเล็กๆล่องลอยอยู่มากมาย ละอองเหล่านั้นเล็กมากจนตาเรามองไม่เห็น เราจึงคิดว่าอากาศนั้นบริสุทธิ์ ต่อเมื่อเราเอาเครื่องกรองอากาศมาเปิดดักจับฝุ่น พอเปิดนานๆเข้า เราจึงจะเห็นปื้นฝุ่นที่จับลงกับแผงกรองได้ยังไง อุเบกขาเวทนาที่ก่อตัวนำร่องขึ้นมา ก็นำไปสู่เวทนากล้าจนเรารู้สึกได้ในภายหลังอย่างนั้นเลยค่ะ

ปัญหาก็คือ ก็ในเมื่ออุเบกขาเวทนานั้นคือความรู้สึกเฉยๆ มีเหตุมาจากความไม่รู้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรหยิบเอาตรงไหนขึ้นมาพิจารณา และวิธีอะไรที่จะช่วยให้เราค้นหาอุเบกขาเวทนาได้

ในการฝึกสติปัฏฐาน ตรัสการตั้งสติติดตามสภาวะไว้สี่ด้านด้วยกันคือ กาย เวทนา จิต ธรรม เราส่วนใหญ่มักเริ่มกันที่ตั้งสติติดตามลมหายใจบ้าง อิริยาบถบ้าง เพื่อให้ใจอยู่กับสิ่งที่สติจับอยู่ จะได้ไม่ฟุ้งซ่านไปไหน และเมื่อรู้ตัวว่าใจลอยไปไหน ก็รู้ว่าสติไม่ตั้งอยู่กับจุดที่ตั้งใจจะให้จดจ่ออยู่แล้ว ก็กลับมาดำรงสติไว้กับลมหายใจเป็นต้นต่อไป และการตั้งสติติดตามกาย ยังทำให้เราตั้งข้อสงสัยถึงสภาวะต่างๆได้ เมื่อรู้ว่ากายเรามีอาการผิดไปจากปกติ

เราจึงสามารถนำเอาการฝึกสติปัฏฐานนี้ มาใช้ในการตรวจสอบอุเบกขาเวทนาได้ค่ะ โดยเริ่มจากการสังเกตกายก่อนเนื่องจากกายเป็นของหยาบ เห็นได้ง่าย เราจึงสามารถใช้การดูความเปลี่ยนแปลงของร่างกายมาเป็นสื่อไปให้รู้ถึงความรู้สึก (เวทนา) ว่าเรารู้สึกทุกข์ (ทนได้ยาก ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ) สุข (ทนได้ง่าย สบายกาย สบายใจ) กับเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างไร และที่เรารู้สึกอย่างนั้นเพราะใจ(จิต) เราเป็นอย่างไร มีเรื่องราว กิเลส สภาวะ (ธรรม) ใดเป็นเหตุ

ก็จะเป็นการค้นหาสิ่งที่เรายังไม่รู้ ให้ค่อยๆรู้ขึ้นมาและจัดการแก้ไข ก่อนที่เหตุเล็กๆน้อยๆที่มีอยู่แต่เราไม่รู้นั้นจะพัฒนาไปเป็นเหตุใหญ่ในภายหน้า

คงเพราะอย่างนี้นะคะ เลยมีมีคำตรัสว่า ให้เรา มีปกติเห็นภัยแม้ในโทษเพียงเล็กน้อย

การสังเกตดูกายในเบื้องต้น ก็คือการดูลมหายใจ อิริยาบถต่างของร่างกายเช่นนั่ง ยืน เดิน นอน เหลียว คู้เข้า เหยียดออก

ลองพิจารณาตัวอย่างการสังเกตอาการของกายเรื่องนี้ดูนะคะ

คุณ ก. มักไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารตามสั่งข้างสำนักงาน พอไปถึงก็มักเหลียวหาคุณกิ๊กที่มักจะมาทานอาหารในร้านนี้เป็นประจำ เมื่อตาคุณ ก.เห็นคุณกิ๊กแล้ว สายตาของคุณ ก. ก็มักมีเป้าหมายคือคุณกิ๊กบ่อยๆ ไม่ว่าจะด้วยการลอบมองหรือการเหลียวมอง

พอเพื่อนๆถามว่ารู้สึกอย่างไรกับคุณกิ๊ก คุณ ก. ก็บอกเพื่อนว่าเฉยๆ เป็นแค่คนรู้จัก ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะความรู้สึกดีที่ก่อตัวขึ้นยังไม่มากพอที่จะทำให้คุณ ก. รู้สึกได้

หากคุณ ก. เป็นคนที่พยายามฝึกสติปัฏฐาน พยายามสังเกตตัวเองอยู่บ่อยๆ เมื่อมีอาการอย่างนี้สักระยะหนึ่ง คุณ ก. ก็จะระลึกรู้ได้ค่ะ ว่าตนมีอาการทางกายที่แปลกไปกว่าปกติแล้ว ก็จะตรวจสอบได้ว่า ที่ตามีเป้าหมายเป็นคุณกิ๊กบ่อยๆนั้นเป็นเพราะเวทนาคือสบายตา สบายใจ ในยามที่ได้เห็นคุณกิ๊ก ที่ความรู้สึกดีเกิดขึ้นในยามที่ได้เห็นคุณกิ๊กก็เพราะใจ (จิต ที่คุณ ก. ยึดถือไว้) ถูกราคะครอบงำอยู่ ที่ราคะครอบงำอยู่ก็เพราะจิตติดข้องกับคุณลักษณะต่างๆ และคุณลักษณะต่างๆนั้นก็ปรากฏในตัวคุณกิ๊กนั่นเอง

เมื่อคุณ ก. สำรวจกายตัวเองจนรู้ไปถึงเวทนา จิต ธรรม แล้ว คุณ ก.ก็จะยอมรับได้ว่าตนเริ่มมีใจกับคุณกิ๊ก คราวนี้ คุณ ก. ก็ต้องมาประเมินแล้วค่ะ ว่าตนสมควรมีใจให้ต่อไปหรือไม่ คุณกิ๊กมีคนรักแล้วหรือไม่ คุณ ก. มีพันธะทางใจหรือทั้งกายและใจกับใครอยู่หรือไม่ ทั้งสองอยู่ในฐานะที่สมควรมีใจให้กันหรือไม่ หากสำรวจแล้วพบว่าการมีใจให้กันเป็นเรื่องที่ไม่สมควร การสำรวมใจ การพิจารณาให้เห็นโทษ การฝึกใจให้มีเพียงเมตตา กรุณา มุทิตา กับคุณกิ๊กโดยไม่มีตนเข้าไปร่วมรับผลประโยชน์ เป็นสิ่งที่คุณ ก. ต้องรีบทำก่อนจะสาย

ที่จริง เราสังเกตจากการกระทำทางกาย วาจา ได้ในทุกๆเรื่องค่ะ ว่าที่เราคิดว่าเราเฉยๆกับเรื่อง คน สัตว์ สิ่งของ นั้นๆ เราเฉยด้วยวางใจเป็นกลาง หรือเฉยเพราะความรู้สึกที่มีต่อสิ่งเหล่านั้นน้อยมากจนไม่รู้สึกได้ อย่างเช่นการสังเกตอาการต่างๆเหล่านี้

คุณ ข. สังเกตตัวเองว่าระยะหลังๆนี้ พอพูดถึงเหตุการณ์อะไร ใจก็นึกโยงไปถึงคุณขมิ้น จนนำเรื่องของคุณขมิ้นมาพูดสอดคล้องกับเหตุการณ์นั้นๆได้บ่อยๆ

คุณ ค.สังเกตว่าเวลาที่เจอคุณคเณศร์ ลมหายใจจะกระชั้นจนทรวงอกสะท้อนถี่กว่าปกติ และบางครั้งก็บังคับสายตา ไม่ให้มองมาที่คุณคเณศร์ หรือไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับคุณคเณศร์

อยู่ดีๆคุณ ง. ก็เดินเข้าไปร้านขายแผ่นเกมทั้งๆที่ไม่ได้ชอบเล่นเกมมาก่อน พอมาสังเกตตนเองได้ ก็พบว่าเป็นเพราะคุณ ง. รู้ว่าคุณสง่าชอบเล่นเกม เลยอยากลองเล่นดูบ้าง เผื่อว่าถ้าชอบ จะได้มีงานอดิเรกแบบเดียวกัน

คุณ จ.มีเพื่อนต่างเพศชื่อคุณจ๋า คุณ จ.ชอบคุยกับคุณจ๋า เพื่อนๆบอกคุณ จ.ว่าเวลาที่คุยกัน คุณ จ.จะมีน้ำเสียงรื่นเริง และดูมีชีวิตชีวาอย่างผิดปกติ

คุณ ฉ. อยากมีสุขภาพดี จึงทานอาหารคลีนมาตลอด คุณ ฉ.ทานเนื้อสัตว์แต่ที่ปรุงสุกโดยการต้มหรือนึ่ง และไม่มีการปรุงรสเท่านั้น และเนื่องจากทราบว่าร่างกายต้องได้รับโปรตีนจำนวนหนึ่งในแต่ละวัน จึงทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่คำนวณแล้วจะได้สารอาหารเท่ากับปริมาณที่ร่างกายต้องการ คุณ ฉ.ไม่ได้รู้สึกว่าการลิ้มรสเนื้อสัตว์ที่ไม่มีการปรุงรสเป็นเรื่องลำบาก เพียงแต่รู้สึกว่าต้องทานมาก จึงเคี้ยวจนเหนื่อย แต่ในวันอาทิตย์ที่ไปทานสเต็กในร้านอาหาร คุณ ฉ.ไม่ได้รู้สึกว่าทานเนื้อเป็นก้อนๆแล้วรู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด

คุณ A. มีภาระทางการเงินมาก จึงต้องจำกัดการใช้จ่ายส่วนตัว คุณ A.ไม่รู้สึกทุกข์กับการไม่ใส่เครื่องประดับกาย เพราะบอกตัวเองว่าการใส่เครื่องประดับกลับจะเป็นอันตรายแก่ตัว แต่ทุกครั้งที่เดินผ่านร้านทองใกล้บ้าน คุณ A.จะสอดส่ายสายตามองเข้าไปภายในร้าน และเหลือบตาดูราคาทองวันนี้เสมอๆ

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงถึงสิ่งที่สร้างความยินดียินร้าย สุขทุกข์ให้ ที่มีอยู่แล้วในใจ แต่เราไม่รู้สึกว่ามีเพราะสิ่งที่มีอยู่นั้นน้อยมาก

ส่วนตัวอย่างสุดท้าย เป็นกลไกในการป้องกันตนเองจากความเครียด โดยเบี่ยงเบนความเห็นหรือความต้องการไปเป็นอย่างอื่นเพื่อให้อยู่เป็นสุขได้ในปัจจุบัน เมื่อความต้องการ (จากการได้รับคำชมที่ตนใส่เครื่องประดับ เป็นการต้องการความปลอดภัยที่ไม่ใส่เครื่องประดับ) ถูกเบี่ยงเบนไปจนเราอยู่ได้ เราจึงไม่รู้สึกอึดอัดขัดข้อง ทั้งๆที่ความต้องการเดิมนั้นยังมีอยู่ เพียงแต่การลดลงของความต้องการเดิมไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกแรงกล้าเท่านั้น เราเลยได้อุเบกขาเวทนามาแทน

เรื่องของอุเบกขาเวทนา จึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามค่ะ แต่ต้องคอยสังเกต เพื่อที่จะทำความรู้จักและเห็นเหตุที่ทำให้เกิด

ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปรที่เกี่ยวกับร่างกายเราบ่อยๆ ก็จะค่อยๆค้นพบที่มาของอุเบกขาเวทนาได้มากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วคุณอาจจะสนุกกับการเฝ้าสังเกตตนเองก็ได้นะคะ 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 rattiya , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
สมชัย วันที่ : 03/08/2016 เวลา : 08.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

อุเบกขาเวทนา เป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่ประจำจิตใจทั้งวัน แต่ก็เป็นสภาวะจิตที่เราไม่รู้ตัว คือ มีมากที่สุด แต่ก็รู้น้อยที่สุดเช่นกัน

ตอนที่เราโกรธ บางครั้งเรายังรู้ตัวง่าย หน้าแดงใจสั่น อยากทำร้าย อยากด่าโต้ตอบ ใจร้อนรุ่ม

ตอนที่เราอยาก ก็ครุ่นคิดทุกเวลา ร้อนรุ่มนั่งไม่ติด เฝ้าพูดถึง วนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านั้น สภาวะอยากก็ดูยากกว่าสภาวะโกรธ นิดนึง

เพราะโกรธบางคนยังรู้ แต่อยาก น้อยคนที่จะรู้

แต่ที่รู้ยากที่สุดก็ตรงที่เฉยๆ ไม่โกรธไม่อยากนี่แหละ เรามีสภาวะจิตอย่างนี้วันละหลายๆครั้งหรือตลอดทั้งวัน บางคนที่บอกว่า ชีวิตสบายๆ ไม่โกรธเลย ไม่อยากเลย เห็นอะไรก็ดูธรรมดาไปหมด
แล้วคิดว่าตนเอง อุเบกขา แท้ที่จริงแล้ว อาจเป็นเพียงอุเบกขาเวทนา ไม่ใช่อุเบกขาทางปัญญา

อุเบกขาเวทนากับอุเบกขาปัญญาต่างกันอย่างไร?

ขอยกตัวอย่าง น้ำสองแก้ว ใสสะอาดทั้งสองแก้ว แก้วหนึ่งใสบริสุทธิ์ไม่มีตะกอน อีกแก้วหนึ่งมีตะกอนละเอียดนอนก้น

เราเอาไม้ค่อยๆกวนน้ำทั้งสองแก้ว เบาๆ เราจะพบว่าน้ำก็ยังใสดีทั้งสองแก้ว แก้วที่มีตะกอน ตะกอนก็ยังไม่ฟุ้ง

แต่ถ้าเราเพิ่มแรงกวนให้มากขึ้น ตะกอนที่นอนก้น ย่อมฟุ้งขึ้นมา ดังนั้นแก้วที่ไม่มีตะกอนแม้จะกวนหนักแค่ไหนก็ไม่ขุ่น นี่คือ อุเบกขาปัญญา
ส่วนแก้วที่ใสตอนแรก กวนเบาๆก็ยังใส แต่กวนแรงๆก็ขุ่นขึ้นมา นี่คือ อุเบกขาเวทนา

ดังนั้น คนที่รู้สึกว่า ตนเองเฉยๆ ได้ตลอดเวลากับเรื่องราวที่มากระทบจิตใจ ทั้งที่รับทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางใจเรื่องราวที่นึกคิด แล้วอนุมานตนเองว่า ตนเองถึงขั้นอุเบกขาแล้ว ปล่อยวางได้ทุกสิ่งแล้ว

ให้ตรองดูสักนิดว่า เพราะสิ่งที่เข้ามากระทบ มันไม่แรงพอที่จะทำให้เรากระเพื่อมหรือเปล่า ถ้าแรงพอคือมีแบบฝึกหัดทดสอบเพียงพอ แล้วเรายังไม่กระเพื่อม นั่นจึงเป็นอุเบกขาปัญญาที่แท้จริง

ตัวอย่างทางโลกที่เราเห็นกันได้ ชายหนุ่มที่ไม่เคยสนใจหญิงสาวคนไหนเลย แม้จะมีสาวสวยมากมายที่ใครต่างยกย่องถึงความงามก็ตาม ชายคนนั้นบอกตนเองว่า รู้สึกเฉยๆกับเรื่องผู้หญิง ความเฉยของเขาอาจเป็นเพราะว่าเขายังไม่เคยเจอคนที่โดนใจเขาต่างหาก

หรือบางคนรวยมากๆ เวลาไปเดินดูรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ก็รู้สึกเฉยๆ เพราะตนเองเสพสิ่งเหล่านี้จนเบื่อแล้ว จนบอกตนเองว่า ตนเองวางเฉยกับของพวกนี้

นี่คือสภาวะ อุเบกขาเวทนา ที่มีในทุกผู้คนทุกชนชาติในโลก

พระบรมศาสดาจึงตรัสให้ อย่าลืมหยิบยกสภาวะธรรมเช่นนี้มาตรวจสอบเนืองๆ เพราะมันเป็นตะกอนที่ยังไม่ได้ถูกกำจัดออก แต่เข้าตัวไม่รู้คิดว่าตนเองนั้นบรรลุธรรมขั้นสูง

ความคิดเห็นที่ 6 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 01/08/2016 เวลา : 21.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ขอบคุณมากค่ะ

แต่สงสัยจะอีกนานค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 01/08/2016 เวลา : 15.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

ถ้าเป็นไปได้ ทำหน้าปกเป็นรูปดอกไม้ นะครับ ภาพวาดเองได้ใจดีครับ

ผมสั่งก่อนตีพิมพ์ 2เล่ม ให้น้องชาย 1เล่ม /ขอบคุณสำหรับคำตอบครับผม

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 4 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 01/08/2016 เวลา : 15.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ February 26 คะ

ขอบคุณมากค่ะ มาคุยกัน

ในตัวอย่างนั้น คุณ A.เธอไม่รู้ความต้องการของตัวเอง ไม่รู้ความเป็นไปในจิต การมองร้านทองจึงเป็นการกระทำทางกายที่สืบเนื่องมาจากจิตที่มีความต้องการอยู่ลึกๆ

จิตนั้นเกิดดับเร็วมาก ดวงหนึ่งดับไปดวงใหม่ก็เกิดแทนสืบต่อกันตลอดเวลา จิตที่เกิดขึ้นทุกดวงมีเจตนาเจตสิกประกอบอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้นคุณ A. เธอจึงมีเจตนามองค่ะ เพียงแต่เธอไม่รู้ตัวเท่านั้น

ถ้าสมมติว่าคุณพบหญิงสาวผู้หนึ่งแล้วมีเจตนามองเธอทุกวัน อยากไปยังที่ที่มีโอกาสได้เจอกันแล้วก็หาโอกาสไปยังสถานที่นั้นจริงๆอีกด้วย อย่างนั้นคุณก็รู้ความต้องการของตัวเอง รู้ว่ามีเวทนาคือความไม่สบายใจ ความกระวนกระวายใจ หรือโทมนัสเกิดขึ้นแล้วซีคะ ไม่ใช่อุเบกขาเวทนาที่ว่า ความรู้สึกอันเกิดจากความต้องการมีอยู่แต่ว่าน้อยมากเสียจนกระทั่งตัวเราเองก็ยังไม่รู้

เมื่อมีความกระวนกระวายเกิดขึ้นก็แสดงว่าปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ถ้าหาทางแก้ไขปัญหาได้ ก็แก้ไขก่อน

ในเรื่องที่สมมตินี้ เป็นเพียงการยอมรับว่ามีปัญหา แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขเลยค่ะแต่ว่าถูกปล่อยทิ้งไว้ พอปัญหาไม่ถูกแก้ ความต้องการไม่ได้รับการสนอง หรือไม่ถูกดับ ความกระวนกระวายก็เลยไม่ถูกระงับ เลยปรุงแต่งการคิดด้วยการหาเหตุผลอื่นๆมาปลอบใจตัวเองเพื่อที่ว่าจะได้ไม่กระวนกระวายใจมากไปกว่าที่เป็น

แต่นั่นแหละนะคะ ตัณหาก็เป็นไปตามธรรมชาติของเค้า ถ้าปล่อยไปอย่างนั้นเรื่อยๆ วันนึงก็ทนไม่ไหว ต้องหาทางออกให้แก่ตัณหาไม่ด้วยการไขว่คว้าจริงๆ ก็ด้วยการพิจารณาให้ดับอย่างแท้จริงค่ะ

ขอบคุณมากนะคะ มาชวนคิดให้สนุกกัน

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 01/08/2016 เวลา : 11.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับ คุณณัฐรดา

ก่อนอื่นต้องบอกแบบนี้ก่อนนะครับ ผมเห็น entryนี้ ตั้งแต่ออกมาตั้งแต่ วันแรกละครับ แต่อยากอ่านแบบมีสมาธิ เพราะทราบดี บทความจะมีธรรมะ ทรอดแทรกทุกครั้ง จึงต้องใช้สมาธิ ในการอ่าน เลยมาช้าหน่อยนะครับ ทีแรกว่าจะกดโหวด จองไว้ก่อนละ ไม่ดีกว่า เพราะต้องการ อ่านทั้งหมดด้วยตัวเองครับ

มาถึงบทนี้ บที่8 ก้ไม่รู้ แล้วจะให้รู้ได้ไง แหมชื่อเรื่อง อ่านชื่อเรื่องปั๊บ พูดในใจนะครับ " เออก็นั่นสิ และจะรู้ได้ไง.."
ขออภัยครับ อาจไม่สุภาพนิดนึ่ง แต่ก็อุทาน แบบนั้น ตอนเห็นชื่อเรื่องหน้า บล็อคนะครับ

อ่านจบละครับ บทนี้ ผู้เขียนนำตัวอย่าง มาแสดงให้เห็นภาพของที่มาของจิตใจคนและความคิด ได้ดีมากครับ ถ้าตัวอย่า คุณA ถ้าผมจะโยงไปเรื่องความรัก จะถูกหลักหรือเปล่าครับ

ผมเริ่มเรื่องแบบนี้นะครับ เปลี่ยนจากทอง มาเป็น สาวๆ ขาวๆ
[อันนี้ กรณี ไม่มีภรรยา นะครับ ] วันหนึ่งผมไปทานข้าว ซึ่งเป็นร้านประจำของผม และผมก็เจอผู้หญิงดังกล่าว ขาวๆ แต่งตัวเซ็กส์ซี่มาก ผมก็มองๆ ทุกวัน ในใจคิด "ว้า มองๆแบบนี้เมื่อไหร่จะได้สักทีวะ" ขออนุญาต คำสุภาพนะครับ และผมก็กลับมาบ้าน และก็บอกกับตัวเองว่า คนสวยเซ็กส์ซี่กว่านี้ มีเยอะน่า ไม่เห็นต้องสนใจคนนี้เลย แต่....ในใจก็คิดถึงภาพนั้นตลอด และก็อยากไปทานข้าวร้านนั้นเวลานั้นทุกครั้ง

แบบนี้ แสดงว่าผม ผมเบี่ยงเบนจิตใจตัวเองอยู่หรือเปล่า หรือ ปลอบใจตัวเอง ถ้าในทางธรรมะ จะใช้คำว่าอะไรดีครับ?
วันนี้มีฝากคำถาม ให้ผู้เขียนด้วยนะครับ ขอบคุณล่วงหน้านะครับ

บทที่8 เรื่องรักๆหนักใจมั๊ย ถ้ารวมเป็นเล่ม ผมคงต้องมีอะไรมาขั้นที่ หนังสือไว้นะครับ ไว้สอนใจตัวเอง

ขอบคุณสำหรับ entryดีๆ ทรอดแทรกธรรมะ บางครั้งก็ไม่รู้ตัวนะครับ ว่าทำไรไป ถ้าไม่มีสติ ....ยินดีและตั้งใจ โหวดครับผม

ความคิดเห็นที่ 2 BlueHill , february26 และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
ณัฐรดา วันที่ : 01/08/2016 เวลา : 04.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

บ.ก.ชาลีคะ

กำลังจะเล่าถึงการคลายความกังวลในเอนทรี่ถัดไปค่ะ
ทางจิตศาสตร์กล่าวถึงกลไกป้องกันตนเองเมื่อเผชิญสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันไว้หลายวิธี ปรากฏว่ามีความคล้ายคลึงกับวิธีที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมากว่า 2,500 ปีเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะแวะมาเยี่ยมกัน

ความคิดเห็นที่ 1 february26 , rattiya และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
BlueHill วันที่ : 31/07/2016 เวลา : 22.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

หากิจกรรมทำให้เพลิดเพลิน ก็ช่วยได้นะครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน