*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 553620
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< กันยายน 2016 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน 2559
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 1152 , 09:48:06 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 9 คน BlueHill , สำรวจฟ้า และอีก 7 คนโหวตเรื่องนี้

มหาสติปัฏฐานสูตร คือพระสูตรที่อธิบายวิธีการปฏิบัติให้ล่วงพ้นจากความทุกข์เพื่อบรรลุอริยมรรค เพื่อให้พบกับความดับ มีที่มาคือ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแก่เหล่าภิกษุขณะที่ประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกุรุชื่อกัมมาสธัมมะ แคว้นกุรุ โดยทรงปรารภพุทธบริษัทชาวกัมมาสธัมมนิคม ว่ามีความสนใจในการเจริญสติปัฏฐานกันเป็นอย่างมาก แม้แต่พวกทาส กรรมกร บริวารชน ก็ยังสนทนากันถึงเรื่องของสติปัฏฐาน

รูปแบบของพระสูตร เป็นแบบถามเองตอบเอง เป็นการบรรยายกัมมัฏฐานที่เข้าใจง่าย ปฏิบัติตามได้ไม่ยาก รวมทั้งอานิสงส์ของการเจริญ โดยแยกการปฏิบัติเป็นการตั้งสติติดตามดูและพิจารณาเป็น ๔ ประการ คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย (กายานุปัสสนา) การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย (เวทนานุปัสสนา)  การพิจารณาเห็นจิตในจิต (จิตตานุปัสสนา) และ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย (ธัมมานุปัสสนา)  

ในส่วนของการตามพิจารณาเห็นความเป็นไปในกาย หรือ กายานุปัสสนา นั้น แยกออกเป็นหลายหมวด เช่น  หมวดลมหายใจเข้าออก หมวดอิริยาบถ อิริยาบถ หมวดสัมปชัญญะ หมวดมนสิการสิ่งปฏิกูล หมวดมนสิการธาตุ และ หมวดป่าช้าทั้งเก้า ในแต่ละหมวด จะมีคำตรัสว่า

“ภิกษุพิจารณาเห็นกายภายในอยู่ พิจารณาเห็นกายภายนอกอยู่” ซ้ำๆกันทุกหมวด แต่เนื่องจากคำว่ากายนี้อยู่ต่างหมวดกัน ดังนั้นความหมายของคำว่ากายในแต่ละหมวดจึงแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ว่าคำว่ากายนั้นจะไปอยู่ในหมวดไหน เช่น

กาย ในหมวดลมหายใจ หมายถึงลมหายใจเข้าออก

กาย ในหมวดอิริยาบถ หมายถึงอิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน

กาย ในหมวดสัมปชัญญะ หมายถึงสัมปชัญญะ ๔ คือ สาตถกสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่ามีประโยชน์), สัปปายสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ), โคจรสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่าเป็นโคจร) และ อสัมโมหสัมปชัญญะ (รู้ชัดว่าไม่หลง)

กาย ในหมวดมนสิการสิ่งปฏิกูล หมายถึงอาการ ๓๒ (มีผม ขน เล็บ หัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร)

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำตรัสเดิม จะเห็นว่าในคำตรัสมีคำว่า “กายภายใน” และ “กายภายนอก” จึงชวนให้สงสัยได้ว่า อะไรคือกายภายใน อะไรคือกายภายนอก

อรรถกถาจารย์อธิบายว่า กายภายใน ก็หมายถึงกายตามความหมายในแต่ละหมวดของตนเอง ส่วนกายภายนอก ก็คือกายตามความหมายตามหมวดนั้นๆของคนอื่น

ในที่นี้ จะขอนำความหมายของ กาย ในหมวดสัมปชัญญะ มาเล่านะคะ ดังนั้น “กายภายใน” ในหมวดนี้จึงหมายถึงสัมปชัญญะหรือความรู้ชัดทั้ง ๔  ในกายของตน ส่วน “กายภายนอก” หมายถึงสัมปชัญญะ ๔ ในกายของผู้อื่น สำหรับการรู้ชัดสิ่งต่างๆตามที่สติจับมาเสนอแก่จิตนั้น จะเป็นไปในเรื่องต่างๆเหล่านี้ สืบเนื่องกันไปในสี่ประการเหล่านี้ คือ

 

๑ สาตถกสัมปชัญญะ

การรู้ชัดนั้นเกิดจากการที่สติระลึกรู้ได้ว่า ในขณะนั้น ตนกำลังทำอะไร อยู่ในอิริยาบถอะไร, อิริยาบถนั้นๆเป็นไปเพื่ออะไร, ด้วยความรู้สึกอย่างไรหรือเพื่อเกื้อกูลแก่อะไร, เพราะจิตที่ประกอบด้วยธรรมใด และนำไปสู่จุดหมายที่ชอบธรรมคืออะไร

ซึ่งจุดหมายนั้น เป็นไปได้ทั้งในทางโลกและทางธรรม ทั้งนี้เพราะธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มาก ดังนั้น ไม่ว่าเขาประสงค์ประโยชน์ใดประโยชน์หนึ่งในประโยชน์ทั้งสามโดยไม่ผิดธรรม เขาย่อมได้ประโยชน์นั้นๆ แม้ประโยชน์นั้นจะเป็นอามิส แต่หากเพราะอาศัยประโยชน์นั้นแล้วได้จึงได้ปฏิบัติธรรม อนุเคราะห์แก่การบรรลุธรรมเป็นชั้นๆไป ประโยชน์เหล่านั้นก็จัดเข้าในประโยชน์ที่บุคคลพึงได้

ซึ่งประโยชน์หรือ อัตถะ ทั้งสามนั้น ก็คือ

-ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชน์ที่เห็นได้ในปัจจุบันอันเป็นสิ่งที่ชาวโลกปรารถนา คือ ลาภ ยศ ไมตรี การมีสุขภาพที่ดี การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

-สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์ในโลกอื่น หรือที่เลยตาเห็น เช่น การได้เกิดในสวรรค์ การมีคุณสมบัติที่ดีของจิต และ

-ปรมัตถะ ประโยชน์อย่างยิ่ง คือความสงบจากกิเลสทั้งหลาย

การรู้ชัดว่าในอิริยาบถนั้นๆว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์คือเกื้อกูลแก่การปฏิบัติธรรมนี้เอง คือ สาตถกสัมปชัญญะ

 

๒ สัปปายะสัมปชัญญะ

ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากจะรู้ว่าทำเพื่ออะไรแล้ว ยังรู้ชัดว่าในขณะนั้นๆ ตนมีเวทนาหรือมีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย เช่น ทุกขเวทนา สุขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เวทนานั้นๆเป็นที่สบาย เกื้อกูลแก่การบำเพ็ญและประคับประคองรักษาสมาธิ เช่น สถานที่ หรือ สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเกิดความสงบแก่จิต การพูดจาของตนเป็นไปเพื่อให้ได้รับความรู้ ความร่วมมือ การสนับสนุน ไม่เป็นอันตรายต่อจิตที่หวังความสงบ บุคคลนั้นๆควรทำความคุ้นเคยเพราะความมีจิตใจที่ดี การมีความรู้ของเขาเป็นปัจจัยให้เกิดความสงบผ่องใสมั่นคงในการปฏิบัติแก่เรา การอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่มีใจใฝ่ความสงบเหมือนกัน เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ได้ชื่อว่า สัปปายะ เพราะหากเหมาะกัน ไม่ก่อให้เกิดความลุ่มหลง แต่เป็นปัจจัยในการคลายความยึดมั่นในสิ่งต่างๆ แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงข้าม ก็ได้ชื่อว่าเป็นอสัปปายะ

สัปปายะสัมปชัญญะ จึงเป็นการรู้ชัดถึง สถานที่ที่ควรไป ถิ่นที่อยู่ สภาพแวดล้อม สิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย รับรู้ ว่าเหมาะสม เกื้อกูลแก่วิถีชีวิตเพื่อการเข้าใจสภาวะตามที่เป็นจริง ไม่เกื้อกูลแก่กิเลสนั่นเอง

แต่ในบางครั้ง การมีอิริยาบถเพื่อทำการบางอย่าง เราอาจเกิดทุกขเวทนาขึ้นได้ แต่หากเรารู้ชัดว่า ทุกขเวทนานี้ เป็นไปเพื่อความดับความต้องการอันเป็นตัณหา เป็นไป เพื่อเกื้อกูลแก่ความสงบมั่นคงของจิต เราจึงยังฝืนใจทำการนั้นๆต่อไป มีอิริยาบถนั้นๆด้วยความรู้ต่อไป อิริยาบถนั้นแม้จะก่อให้เกิดทุกข์ เป็นอสัปปายะ แต่ประโยชน์ของอิริยาบถนั้นกลับเป็นไปเพื่อความดับ เพื่อลดทอนกิเลส มีสุขเป็นวิบาก เป็นสัปปายะ การรู้อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่า สัปปายะสัมปชัญญะเช่นกัน

 

๓ โคจรสัมปชัญญะ

โคจร แปลว่าที่เที่ยวไปแห่งอินทรีย์ราวกะว่าเป็นที่เที่ยวไปแห่งโค คือสามารถไปได้ในทุกที่ ดังนั้น โคจรตามความหมายของสติปัฏฐาน คือกรรมฐานใดกรรมฐานหนึ่งที่ตนชอบใจแล้วปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อันมีขอบเขตการเที่ยวไปของจิตครอบคลุมทั้ง กาย เวทนา จิต ธรรม เพื่อการพิจารณาให้เห็นแจ้งสภาวะ เพื่อการพ้นทุกข์ เพื่อบรรลุญายธรรม (อริยมรรค) ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเลือกกรรมฐานใดมาปฏิบัติ ก็ควรรู้ด้วยว่าพึงเพียรตั้งสติให้เที่ยวทำงานทางใจทั่วทั้งสี่ฐาน ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ฐานใดฐานหนึ่ง หรือ พิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง

ขณะเดียวกัน เราก็ควรรู้ว่าควรทำอะไรที่เหมาะแก่กำลังความมั่นคงของใจ แก่กำลังปัญญาของตน ไม่ทำข้ามขั้น เช่น เมื่อเริ่มนำธรรมในพุทธศาสนาเข้ามาปฏิบัติ ควรรู้ความยิ่งและหย่อนของธรรม เพียรละสิ่งที่เป็นอกุศลก่อน เมื่อละอกุศล ก็ได้ชื่อว่าสร้างกุศลในขั้นต้น แล้วจึงทำกุศลที่สร้างแล้ว ให้ยิ่งๆขึ้นไปตามความหมายของกุศลเพื่อทำตนให้เป็นตนที่ตนรักษาดีแล้ว ในขณะที่ค่อยๆน้อมความเห็นว่าไม่เป็นตนมาสู่จิต

เราก็จะลดการกระทำในสิ่งที่ไม่ดี เพิ่มพูนการทำดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วจึงค่อยๆเพิ่มการปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ปฏิบัติบางท่านจำกัดการตั้งสติไว้ที่ฐานใดๆแต่ไม่ครบทั้ง ๔ ฐาน หรือ ปักใจอยู่ในฐานที่เป็นโลกิยะ จึงไม่สามารถให้สติปัฏฐานส่วนที่เป็นโลกุตตระเกิดขึ้นได้ ตรัสเรียกผู้ปฏิบัติที่ทำให้สติปัฏฐานอันเป็นโลกุตตระเกิดขึ้นไม่ได้นี้ว่า ผู้ไม่ฉลาดในโคจร

การรู้สติที่ควรเที่ยวไปตั้งตามฐานต่างๆ ธรรมที่ควรเที่ยวไปพิจารณา เหล่านี้เอง เรียกว่า โคจรสัมปชัญญะ

๔ อสัมโมหะสัมปชัญญะ

คือการหมั่นพิจารณาเสมอๆว่า สิ่งที่กายนี้ทำอยู่นั้น แม้จะเพื่อเกื้อกูลแก่การใช้ชีวิตในโลก ก็ควรทำด้วยการน้อมความเห็นว่าไม่เป็นตนมากำกับการกระทำ กำกับผลของการกระทำ นั้นๆเสมอ เพื่อคลายความเห็นว่าเป็นตน เป็นของตน เพื่อให้สามารถอยู่เป็นสุขในปัจจุบันโดยที่ไม่มีทุกข์เป็นวิบาก ให้สามารถเข้าถึงสภาวะที่แท้ของธรรมใดๆ

จนสามารถรู้ชัด ไม่หลงไปในเรื่องต่างๆ  เช่น

-ในขณะที่ก้าวเดิน ก็ทำความรู้ว่า กายนี้ประกอบไปด้วยธาตุต่างๆรวมอยู่ด้วยกัน เมื่อจิตคิดจะก้าวเกิดขึ้น วาโยธาตุจึงแผ่ขยาย เป็นเหตุให้รูปกายนี้เคลื่อนที่ไป เช่นเดียวกับการนั่ง นอน ยืน ก็เป็นอาการของธาตุ ไม่ใช่ของใคร บุคคลใด

-รู้ว่าการคิดที่กำลังดำเนินไปนั้น ไม่เป็นการคิดที่หลงไปในกาลทั้งสาม (คือเอาเรื่องในอดีตหรืออนาคตมาคิดด้วยความต้องการอันเป็นตัณหาในปัจจุบัน แล้วคิดต่อเนื่องไปจนอดีต ปัจจุบัน อนาคต ปะปนกันจนแยกไม่ออก จนก่อให้เกิดทุกข์)

-รู้ชัดว่าไม่หลงเห็นผิดเป็นถูก ไม่หลงเห็นทุกข์เป็นสุข ไม่หลงในโลภ โกรธ หลงใหล

-รู้ชัดว่าในขณะนั้น ทิฏฐิที่ถือเป็นสัมมาทิฏฐิ (สามารถยิ่งหย่อนเป็นชั้นไปโดยเริ่มต้นจากสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกิยะ แล้วจึงค่อยๆหมุนวนเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ)

-รู้ชัดว่าความตริในขณะนั้น เป็นความตริในการไม่ติดข้องในความรื่นรมย์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ตริในทางไม่เบียดเบียน ตริในทางไม่ตกไปในทางเสื่อม

-รู้ชัดว่าการกระทำทางกาย วาจา ใจ เป็นไปในทางคะนอง (เห็นที่สมควรว่าไม่สมควร เห็นที่ไม่สมควรว่าสมควร เห็นที่ผิดว่าถูก เห็นที่ถูกว่าผิด)

-รู้ชัดว่ามีสัมมัปปทาน ๔  (เพียรละอกุศลใดที่เกิดแล้ว เพียรป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิด เพียรสร้างกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น เพียรรักษาและทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ไพบูลย์)

-รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ

-ในขณะที่อยู่ในอิริยาบถนั้นๆ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่จรเข้ามาครอบงำจิต และหากมีอกุศลธรรมใดจรมาสู่ใจ  เมื่อระลึกรู้ได้แล้ว เราละ บรรเทา ทำให้สิ้นไป จนเกิดความดับของตัณหา

เหล่านี้เป็นต้น

การรู้ชัดในเรื่องต่างๆเหล่านี้เอง จัดว่าเป็นอสัมโมหสัมปชัญญะ

แต่ส่วนใหญ่ เราๆมักจะรู้ด้วยอวิชชา คือ “รู้หลง” หรือ  “ไม่รู้ทั่ว” ในสัมปชัญญะ ๔ นี้กันค่ะ เพราะในเรื่องหนึ่งๆ เรามักรู้ชัดในด้านใดด้านหนึ่งหรือสองสามด้าน แต่ไม่รู้ชัดครบในทั้งสี่ด้าน เช่น อาจรู้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์แก่ตน แต่อาจเป็นการรู้ด้วยตัณหาหรืออคติ ไม่ใช่ด้วยสาตถกสัมปชัญญะ จึงมักทำให้มีทุกข์เจืออยู่ตลอดเวลา หรือ มีทุกข์เป็นวิบาก

หรือไม่ เราก็มักรู้ความเป็นไปของผู้อื่น แต่ไม่รู้ความเป็นไปในใจตนเอง รู้กิเลสคนอื่นแต่ไม่รู้กิเลสตนเอง

เช่น มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ชอบนินทาผู้อื่น แม้เราจะรู้ว่าเพื่อนประพฤติทุจริตทางวาจาแต่ก็เฉยเสีย ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับนิสัยส่วนตัว ไม่กล้าตักเตือน เพราะกลัวเพื่อนโกรธ นั่นคือเรารู้อุปกิเลสที่จรมาสู่ใจเพื่อนเช่น อิสสา (อิจฉา) มานะ(สำคัญตนว่าดีกว่า เสมอ หรือด้อยกว่าเขา) ปฏิฆะ (ขัดเคืองใจ) ฯลฯ  แต่ไม่รู้ความเป็นไปในใจเราที่เป็นอกุศลธรรม เช่น ไม่รู้ว่าที่เรานิ่งเฉย ปล่อยเพื่อนมีวจีทุจริตนั้น เพราะเรามีภยาคติ (ความกลัว คือ กลัวเพื่อนโกรธ) เราไม่ได้อบรมเมตตาจึงปล่อยเพื่อนให้ยินดีและเพิ่มพูนกิเลส  เราไม่ได้เป็นมิตรแท้ จึงไม่ป้องกันเพื่อนไม่ให้ตกไปในทางเสื่อม เราไม่รู้ว่าอุปกิเลสคือมายาจรมาสู่ใจในยามที่พลอยนินทาผู้อื่นตามเพื่อนทั้งๆที่ใจไม่ยินดี เราไม่มีโยนิโสมนสิการจึงไม่พยายามหาทางแนะนำเพื่อน หรือไม่มีการพิจารณาให้คลายความเห้นว่าเป็นตน เป็นของตนในแง่ต่างๆ จนยึดมั่นในตนและในสุขเวทนาที่มีเพื่อนเป็นปัจจัย ที่ยึดว่าเป็นของตน เพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่เราพลอยนินทาไปกับเพื่อนเพราะอยากเอาใจแม้ว่าจะไม่ยินดีในการนินทา นอกจากเราจะยอมให้อกุศลธรรมที่ครอบงำในเพื่อนครอบงำใจเราด้วยแล้ว เราก็สร้างและเพิ่มพูนอกุศลธรรมเพราะความไม่รู้ชัดความเป็นไปของใจเราด้วย จึงเท่ากับเราสั่งสมอกุศลธรรมมากยิ่งกว่าเพื่อนเสียอี

การเจริญสติ สัมปชัญญะนี้ จึงเป็นไปเพื่อให้เข้าใจสภาวะ ค่อยๆเห็นตามที่ตรัสว่าทุกสิ่งล้วนเป็นสภาพเกิดดับ ไม่สามารถยึดถือไว้ได้ เพราะแท้จริงแล้ว สัมปชัญญะนั้นเป็นชื่อของปัญญา ซึ่งก็คือสัมมาทิฏฐินั่นเอง

เนื่องจากธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ขึ้นกับความปรารถนา แต่ขึ้นกับเหตุปัจจัย ดังนั้นแม้เราจะหวังให้สติระลึกรู้ชัดสภาวะโดยที่ไม่ต้องตามระลึก จนรู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ไม่มีความยึดมั่นอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่สามารถจะหวังได้ มีเพียงการฝึกจนคุ้นชินเท่านั้นที่จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นได้

โดยเริ่มต้นด้วยการละสิ่งที่ควรละ จนวิถีชีวิตเป็นศีล ไม่มีเรื่องเดือดร้อน ชำระศีลให้บริสุทธิ์ แล้วจึงฝึกสติให้ตามระลึกถึงสภาวะ หมั่นพิจารณาสภาวะ เพราะหากไม่คายกิเลสบางส่วน ก็จะไม่สามารถฝึกสติปัฏฐานให้สำเร็จได้

เมื่อฝึกตามระลึกและพิจารณาสภาวะอยู่บ่อยๆ ยามใดที่รู้ชัดได้โดยที่ไม่ต้องตั้งสติตามระลึก จึงจะหมายความว่าในขณะนั้น เรารู้และไม่หลงในสภาวะที่ปรากฏแก่กายและใจอย่างแท้จริง

สติ ได้เป็นสัมมาสติ อันเป็นองค์ของมรรคอย่างแท้จริง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 17 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 18/09/2016 เวลา : 05.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ february26 คะ

อนุโมทนาค่ะ กับการเปลี่ยนความเห็น จากที่เห็นว่าอธิบายแล้วคนฟังต้องเข้าใจเหตุผลของเรา ต้องเชื่อเรา มาเป็นความเห็นที่ว่า เราทำได้เพียงแค่อธิบาย ส่วนที่เขาจะเชื่อหรือไม่นั้น เราทำอะไรไม่ได้

เพียงแต่ เราเหนียวแน่นกับความเห็นที่ว่าอยากให้ใครต่อใครเห็นตามเรามานาน การได้ความเห็นใหม่มาทดแทนความเห็นเก่าเพียงครั้งเดียว ไม่สามารถลบความเหนียวแน่นแบบเดิมได้ เพียงแต่ทำให้ความเหนียวแน่นนั้นคลายตัวลงไปเล็กน้อย เหมือนที่ท่านมักยกตัวอย่างน้ำสีในแก้วที่มีอยู่เกือบเต็มแก้ว ใส่น้ำใสลงไปเพียงหนึ่งหยด แม้ว่าน้ำสีจะจางลงไปนิด แต่ก็ยังปรากฏเป็นน้ำสีชัดเจนอย่างเดิมนั่นแหละค่ะ เพราะน้ำใสที่เจือลงไปยังมีปริมาณน้อยนั่นเอง

ดังนั้น เมื่อเจอเหตุการณ์เฉพาะหน้าอย่างเดิมอีก หากสติมาไม่ทัน เราก็อาจจะแสดงออกอย่างเดิมอีก หรือแม้สติจะมาทัน ความที่การยึดมั่นในความเห็นเดิมยังมีอยู่ เราก็เลยยังอยากจะหวนกลับไปแสดงออกตามความเห็นเดิมอีก นี่เป็นเพราะความเหนียวแน่นอย่างที่เรียนมาค่ะ ดังนั้น จึงต้องใช้ความพยายามในการหักห้ามใจ ต่อสู้กับน้ำสีด้วยการเติมน้ำใส โดยด้วยการหาข้อดีของการทำแต่เหตุโดยไม่หวังผลต่างๆ(๑) หาโทษในการที่หากยังยึดถือความเห็นเดิม(๒)

ตรงนี้แหละค่ะที่สำคัญ เพราะความเหนียวแน่นกับความเห็นเดิม เราจึงมักหักใจกันไม่ค่อยได้ ทำให้บางทีก็หักใจได้ บางทีก็ไม่ (ดิฉันเองก็เป็นค่ะ บางเรื่องหักใจได้แล้ว แต่หลายๆมากๆเรื่องกำลังพยายามอยู่ค่ะ) เลยกลายเป็นเดินหน้าถอยหลังอยู่อย่างนั้น ดังนั้นความเพียรละ บรรเทา จึงสำคัญมาก

ที่เราหักใจกันไม่ค่อยได้ เพราะขณะที่หักห้ามใจนั้นจะมีความอึดอัด ความกระวนกระวาย ความร้อนใจ เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เองค่ะที่ทำให้เราอยากดับความร้อนด้วยการบรรลุวัตถุประสงค์เดิม คือ เขาต้องเข้าใจ ต้องเชื่อเรา

ท่านจึงให้เราหันมาหาอย่างอื่นทำแทนการสนใจเรื่องที่กำลังทำให้ร้อนใจแทน เช่น มาดูความร้อน มาดูลมหายใจที่กระชั้นถี่แทน(๓) ดูไปดูมา ความรู้สึกหรืออาการเหล่านั้นก็ดับ พอดับแล้ว เราก็จะเย็นลง ประกอบกับมีการปลูกความเห็นใหม่ขึ้นในใจแล้ว เราจึงหันไปทำความเข้าใจ ละการกระทำตามความเห็นเดิมได้ ซึ่งก็เท่ากับเราเติมน้ำใสเพิ่มลงไปในแก้วอีกหยดแล้ว

ความสำเร็จในขณะที่มีการเริ่มต้นและสานต่อการเริ่มที่ได้เริ่มขึ้นแล้ว จึงไม่ใช่การสามารถทำตามความเห็นใหม่ได้ในทันทีค่ะ แต่เป็นการที่เราใช้โยนิโสมนสิการเพิ่มขึ้น เราเข้าใจความจริงมากขึ้น จนการกระทำอย่างเดิมค่อยๆห่างออกไป ความอึดอัด ร้อนใจ ที่เกิดขึ้นขณะละความเห็นเดิมที่ลดระดับลง

เพียงเท่านี้ก็เป็นที่น่าพอใจแล้วนะคะ

เล่ามายาวขนาดนี้ คงไม่ถือสานะคะ

ความคิดเห็นที่ 16 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 17/09/2016 เวลา : 16.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

ขอบคุณ คุณณัฐรดา มากครับ ที่กรุณาอธิบาย ให้ผมเข้าใจและผมก็เข้าใจ

ก็จริง ตามที่ คุณณัฐรดา บอก ระหว่างที่โต้แย้ง ผมหวังผลและมากด้วยครับ ว่าเขาจะต้องเข้าใจ

ชักแม่น้ำ ทั้ง5 มาพูดกันเลยทีเดียว แต่คำตอบที่ได้ เหมือนการอธิบาย ละลายไปกับสายน้ำเลยครับ

แต่ผมยอมรับ ว่ามีอารมณ์อยู่ด้วย ระหว่างการโต้แย้ง แต่ก็มีสติ บอกกับตัวเอง ว่าเราเป็นเด็ก อย่าพูดอะไรเกินเลย ระวังคำพูด เสมอ ครับ

แต่เวลาผ่านไป มาดุอีกที ที่ตัวเองพิมพ์ บางประโยคบางช่วงบางตอน ก็แรงอยู่เหมือนกันครับ ก็ขอรับผิดครับ

ผมจะไม่หวังผล กับ การอธิบายอีกแล้วครับ ผมจะแค่บอกเจตนาและความรู้สึกแค่นั้้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่ ว่ากันตามข้อเท็จจริง นะครับ


ขอบคุณมากๆ อีกครั้ง ครับผม

ความคิดเห็นที่ 15 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 17/09/2016 เวลา : 16.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ february26 คะ

เป็นเรื่องปกติเลยค่ะ ที่เราอยากให้คนอื่นฟังเรา ยอมรับเหตุผลของเรา อยากให้เขาเข้าใจเจตนาของเรา อยากให้เขาเห็นคล้อย เชื่อถือ หรือ ทำตามที่เราบอก โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก คนที่เราหวังดีด้วย ความอยากในสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ยิ่งสูงขึ้น และคงเป็นเพราะเราหวังว่าเขาจะฟังเรา แต่พอเขาไม่ฟัง ไม่เข้าใจเจตนา ไม่เห็นถึงความหวังดีของเรา โต้เถียงเพื่อยืนยันความคิดของเขา จึงเป็นเรื่องธรรมดาอีกค่ะ ที่เราจะเสียใจ ถ้าเสียใจมากๆ ก็อาจกลายเป็นขัดใจ หรือถ้าความรู้สึกขยายใหญ่โตขึ้น ก็อาจกลายเป็นความโกรธได้

เพียงแต่ … เรารู้สึกอย่างไร คนอื่นก็อย่างนั้นค่ะ ดังนั้นคนที่เราโต้ตอบด้วย เขาก็มีเหตุผลที่อยากให้เรายอมรับ อยากให้เราเห็นคล้อย เชื่อถือ อยากให้เราเข้าใจเจตนาของเขา หรือ ทำตามคำแนะนำของเขาเช่นกัน

เมื่อต่างคนต่างต้องการ ”ผล” ที่เหมือนกัน แต่ “เหตุ” คือการมองเห็น ประสบการณ์ ความเชื่อ ความรู้ การฝึกตนในด้านการฟัง (คือฟังด้วยใจค่ะ เพื่อให้รู้ว่าเขาต้องการอะไร เขาทุกข์ร้อนเรื่องอะไร ไม่ใช่ฟังไปก็นึกว่าเขากำลังว่าอะไรเราแล้วหาเหตุผลมาค้านคำพูดเขา เลยกลายเป็นฟังไปค้านไป จนไม่รู้ความต้องการ ความทุกข์ที่แท้จริงของอีกฝ่าย) ฯลฯ ไม่เหมือนกัน แล้วใครควรจะเป็นฝ่ายเชื่อใคร ความเห็นของใครควรจะได้รับการยอมรับดีล่ะคะ

มีคำตรัสพระพุทธเจ้าตรัสอยู่ค่ะ ว่าถ้าต่างฝ่ายต่างถือเหตุผลของตน สุดท้ายก็ต้องทะเลาะกัน

หากมีการขัดแย้งด้านความคิดเกิดขึ้น เราคงต้องมีทัศนคติอย่างนี้ก่อนค่ะ ว่าเป็นเพราะเราทำ หรือ ไม่ทำอะไร จึงเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมาได้ ถ้ามองว่าเป็นเพราะเขาทำหรือไม่ทำอะไร ด้วยการอบรมตนของตนมาอย่างไร ทุกคนก็เห็นว่าสิ่งที่ตนเชื่อ ที่ทำ เป็นสิ่งที่ควรทำ ที่ถูกต้องด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้จึงหาข้อยุติได้ยาก

มองว่าคุณ february26 ระลึกได้ค่ะ ว่าในขณะที่โต้แย้งกันนั้น มีความรู้สึกอย่างไร เพียงแต่เพราะการหวังผล อยากให้เขาเข้าใจ จึงพยายามอธิบาย เมื่อไม่เป็นไปตามที่หวัง เลยเกิดความรู้สึกไม่ดี

ลองอธิบายโดยเจตนาเพียงอยากบอกความรู้สึกของเรา โดยไม่หวังผลว่าเขาจะต้องเห็นด้วย ลองดูว่าเราทำหรือไม่ทำอะไร ไม่ต้องมองว่าใครทำหรือไม่ทำอะไร จะดีไหมคะ

อยากให้ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ค่ะ

สมมติว่าลูกน้องเราเป็นคนชอบลักขโมย แต่ความที่เป็นคนทำงานดี และชีวิตขัดสนจนน่าสงสาร เราจึงไม่กล้าตักเตือน ปล่อยให้เขาหยิบฉวยเล็กๆน้อยๆตลอดมา เพราะกลัวเขาจะอายจนลาออกจากงาน และกลัวว่าเราจะเสียพนักงานที่ทำงานดีคนหนึ่งไป อีกทั้งกลัวว่าถ้าเขาออกจากงานไปแล้ว เขาจะไม่มีที่พึ่งอื่นจนตัวเขาต้องเดือดร้อน

ในการแก้ปัญหา อย่างที่เรียนไว้ค่ะ เราควรมีความเห็นก่อนว่า ไม่ควรมองว่าใครทำหรือไม่ทำอะไร แต่ควรมองว่าเราทำ หรือไม่ทำอะไร จึงได้เกิดเรื่องราวนั้นๆขึ้น กับระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ให้เชื่อในกฏแห่งกรรม เชื่อว่าใครทำกรรมอย่างไร ก็เป็นทายาทของกรรมนั้น เพื่อให้สามารถเข้าใจสภาวะที่แท้ ทำในสิ่งที่ควรทำ และ วางใจเป็นกลางกับสิ่งที่ชวนให้ขัดข้องใจได้

ในกรณีนี้ ถ้าเราเชื่อในเรื่องการวนเกิด คงต้องเชื่อว่า ในชาติก่อนๆ เราเคยลักขโมยสิ่งของของใครมาก่อน ในชาตินี้จึงถูกลักขโมยบ้าง เรากำลังรับผลกรรมของตัวเราเองในอดีตอยู่ แต่การเชื่ออย่างนั้นอาจมองไปไกลเกินไปก็ได้นะคะ เพราะมองไปไกลจนถึงเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถรู้เห็นเองได้จริงๆ จึงควรหันมามองในความเป็นจริงในปัจจับันดีกว่า ถ้ามองถึงกรรมหรือการที่เรากระทำในปัจจุบัน ก็จะเห็นว่า เรากำลังรับผลของการกระทำของเราเอง เป็นทายาทของกรรมที่เราทำขึ้นเองในปัจจุบันอยู่ค่ะ ซึ่งกรรมนั้นก็คือ การไม่กระทำในสิ่งที่ควรทำเพราะความกลัว(ภยาคติ)ในแง่ต่างๆ

นั่นคือ เรากลัวจะเสียพนักงานที่ทำงานดีไป จึงยอมให้เขาทำการละเมิดเราตลอดมา ซึ่งการกระทำใดๆที่บุคคลสามารถทำได้เรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นความคุ้นชิน ความคุ้นชินนั้นคือวาสนา ถ้าวาสนาเป็นไปในทางดีก็เรียกว่าบารมี ถ้าเป็นไปในทางที่ไม่ดี ก็เรียกว่าอนุสัย เมื่อเราปล่อยปละละเลยจนพนักงานสั่งสมการกระทำที่ไม่ดีเป็นอนุสัย ในส่วนของตัวเขาก็ยากที่จะแก้ไข ในส่วนของตัวเรา ก็สั่งสมความคะนอง คือเห็นในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร เห็นในสิ่งทีำม่ควรว่าควร เราจึงไมีทำกรรมดีที่ควรทำ

กรรมดีที่ว่าเราไม่ได้ทำ คือ การไม่เป็นกัลยาณมิตรให้แก่เขา เพื่อให้เขาเห็นสภาวะ พ้นจากการทำกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย

เพราะความขัดสน เขาจึงแก้ไขปัญหาด้วยการเบียดเบียน ทั้งตนเองและผู้อื่นอย่างหาทางออกไม่ได้ การไม่เพียรหาทางอบรมให้จิตเขาผ่องใสขึ้น ให้เห็นโทษของการเบียดเบียนนั้นๆ ไม่สนับสนุนให้เขาหาทางออกอื่น แต่ยอมให้เขาทำการแก้ไขการขัดสนด้วยการลักขโมยมาตลอด ก็เท่ากับเราสนับสนุนให้เขาเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น ก่อกรรมอันทำให้เขาต้องมีชีวิตที่น่าสงสารอย่างนั้นต่อไป เป็นทายาทของกรรมคือการลักขโมยนั้นๆต่อไป

เมื่อไม่มีการทำอะไร จึงต้องทนดูเขาอย่างผู้ที่น่าสงสารอย่างไม่สิ้นสุดนะคะ

การทนดู อาจทำให้เกิดอกุศลธรรมมากมายตามมา เช่น วิจิกิจฉา, การเพ่งเฉพาะ, การเพ่งโทษ, ปฏิฆะ, จิตคุ้นกับอโยนิโสมนสิการ, การไม่อบรมพรหมวิหาร ๔, การเห็นกิเลสตนเป็นกิเลสคนอื่น และ การไม่เห็นกิเลสตนเห็นแต่กิเลสคนอื่น เป็นต้น

อีกทั้งวิจิกิจฉา เป็นหนึ่งในนิวรณ์ที่ทำให้จิตขาดสมาธิค่ะ จึงอาจส่งผลต่อการดำรงชีวิตตามปกติ เช่น ในขณะที่เกิดวิจิกิจฉา ความอดทนอาจลดต่ำลงจนมีอาการไม่น่าดูปรากฏแก่สายตาบุคคลที่สาม

ทุกคนมีกรรมเป็นทายาท ใครทำกรรมอย่างไร ก็ต้องรับผลอย่างนั้น วิบากของเขานั้นไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ แต่ตัวเรากำลังรับวิบากจากการกระทำ คือการไม่ประกอบกรรมอันงามขิงเรา ปล่อยให้อกุศลธรรมครอบงำใจของตัวเราอยู่แล้ว

เมื่อหันมามองว่าเราทำหรือไม่ทำอะไร จึงเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ตามตัวอย่างนี้จะพบว่าเราทำสิ่งต่างๆมากมายเลยค่ะ และเราก็ไม่ค่อยได้มองมาที่ตัวเรา เอาแต่มองที่คนอื่น คนอื่นเป็นปัจจัยให้เกิดเรื่องนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่ตัวเราก็เป็นปัจจัยอีกส่วนหนึ่ง

พอมองถ้วนทั่วขึ้น จะพบว่าใจเราจะสบาย ค่อยๆหาทางแก้ไข แม้ในระหว่างการแก้ไข ผลสำเร็จยังไม่ปรากฏ เราก็ไม่ขัดใจ ทั้งนี้เพราะเราแก้ไขไปด้วยความเข้าใจ แก้ที่ตัวเราก่อน กับเป็นปัจจัยเอื้อให้เขามีการแก้ไข (ไม่ใช่หวังจะแก้ไขเขา)

เราคุมคนอื่นไม่ได้ แต่ใจเรา คงพอจะคุมได้บ้างนะคะ

ขอบคุณค่ะที่มาคุยกันอีกทีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 17/09/2016 เวลา : 14.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับ คุณณัฐรดา

บางทีทั้งๆ ที่รู้ แต่ก็ไม่พร้อมครับ

สติมีทุกอย่าง แต่ก็ห้ามการกระทำและความคิดไม่ได้ นี่ครับ

การกระทำ ในที่นี่ หมายถึง EX.การโต้ตอบ เพื่อให้อีกฝ่ายยอมรับ เจตนาของเรา เมื่อไม่เป็นผล เลยดูเหมือนว่าขาดสติ แต่จริงๆ แล้วมีสติ ผลที่ได้ของจิตใจ คือ รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่อีกความคิดหนึ่ง ก็เหมือนว่า เราได้อธิบาย ไปแล้ว ก็คือการที่่ผมโต้ตอบนั่นเอง

? คุณณัฐรดา คิดว่าสิ่งที่ผมทำ ผมมีสติหรือเปล่าครับ
? ถ้าคิดว่าไม่มี แล้วแบบนี้ ผมจะอธิบายยังไง ให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจ

ขอบคุณครับ คุณณัฐรดา สำหรับ entry ดีๆ ทุกครั้ง ครับผม


ความคิดเห็นที่ 13 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 17/09/2016 เวลา : 08.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 10: BlueHill
ถ้าสตินั้นเป็นการระลึกเพื่อกำจัดกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท รวมไปถึงกิเลสทุกชนิด ทุจริตุกอย่าง ความกระวนกระวายทุกประการ ความเร่าร้อน ความเดือดร้อนทั้งปวง ความคิดปรุงอันเป็นอกุศลธรรมทั้งปวง ก็จัดเป็นสัมมาสติได้ทั้งนั้นค่ะ

เพียงแต่จะเป็นองค์มรรคที่เป็นโลกิยะคือเป็นไปเพื่อการอยู่สุขในโลก พอใจในสุข"อันชอบธรรม"ในโลกที่ยังมีทุกข์เจือ หรือโลกุตตระคือเพื่อความสงบที่แท้พ้นไปจากสุขทุกข์ในโลกเท่านั้น

อันที่จริง เราๆก็ยังอยู่ในโลกกันนะคะ เราทำได้เพียงแค่น้อมธรรมที่จะทำให้พ้นโลกมาสู่ตน แต่เราไม่สามารถบอกได้เลยนะคะ ว่าจะพบความสงบอย่างนั้นได้เมื่อไหร่

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 17/09/2016 เวลา : 05.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 9 : เหล่าซือสุวรรณา
ขอบคุณค่ะ มาเยี่ยมกัน
ชอบเรื่องและรูปในเอนทรี่ล่าสุดของเหล่าซือมากค่ะ
เด็กๆวาดได้น่รักมาก

ความคิดเห็นที่ 11 สิงห์นอกระบบ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 17/09/2016 เวลา : 04.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 8 : สิงห์นอกระบบ
ขอบคุณค่ะ มาเยี่ยมกันบ่อยๆ
สบายดีนะคะ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
BlueHill วันที่ : 16/09/2016 เวลา : 21.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

เพียงมีสติ อย่างเดียว
ไม่ถึงขั้น สัมมาสติ

จะพอไหวไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 9 BlueHill ถูกใจสิ่งนี้ (1)
เหล่าซือสุวรรณา วันที่ : 16/09/2016 เวลา : 18.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chineseclub
泰汉语与文化比较  张碧云博客

อาจารย์ณัฐรดาเขียนละเอียดและลึกมาก
ต้องค่อยๆ ย่อยค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 16/09/2016 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

สติมา ปัญญามี ครับ

ความคิดเห็นที่ 7 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 15/09/2016 เวลา : 20.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ควมเห็นที่ 3,4 : ลิงเขียว
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยมกัน
สบายดีร่ะ หวังว่าคุณลิงเขียวก็จะสบายดีเหมือนกันนะคะ

อนุโมทนากับการน้อมธรรมมาสู่ชีวิตของคุณลิงด้วยค่ะ ดีจัง
เรื่องสวดมนต์บทยาวๆ ยังไม่เคยจำเลยค่ะ อาศัยอ่านเอาตลอด สงสัยให้จำจริงๆก็คงจำไม่ได้เหมือนกันค่ะ
แต่คงไม่เป็นไรมังเนาะ

ความคิดเห็นที่ 6 rattiya , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 15/09/2016 เวลา : 20.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 2: rattiya
เรามักเป็นอย่างนั้นจริงๆค่ะ คือเห็นแต่กิเลสคนอื่น ไม่เห็นกิเลสเรา หรือไม่ ก็เห็นกิเลสของตัวเราเป็นกิเลสคนอื่น
ขอบคุณมากนะคะ มาเยี่ยมกันเสมอค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 15/09/2016 เวลา : 20.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 1: february26
ขอบคุณมากค่ะ
มาเยี่ยมกันเสมอ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว วันที่ : 15/09/2016 เวลา : 11.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

พี่รัตน์ยังจับใจความได้อะ


ลิงเขียวนี้ เอาเรื่องตัวเองมาเล่าโดยเฉพาะเลย แฮ่

แต่ก็อ่านจนจบนะคะ


ลิงจะจับอะไรที่เป็นคำพูดแบบ อสัมโมหสัมปชัญญะ
จะเข้าใจยากค่ะ
อ่านไปก็จำไม่ได้ แต่ก็ชอบอ่าน
คือ ลิงจะมีแนวของตัวเองที่อธิบายค่อนข้างยาก

เอาง่ายๆแค่ว่า ถ้าจิตฟุ้งก็กำหนด พุท โธ
ดึงกลับคืนมา


เวลาโกรธ ก็อย่าไปปรุงแต่ง


เห็นอะไรก็อย่าไปปรุงแต่ง
ให้รับรู้แค่ว่า เห็น


เวลาสวดมนต์ ที่เป็นบทยาวๆ ลิงไม่เคยจำได้เลยค่ะ
อย่างคาถาพาหุงฯ อยากจะจำให้ได้มากๆ
แม้จะสวดมาแล้วหลายปี แต่ก็จะไม่ได้เลยค่ะ
พี่สาวเลยบอกว่า
.....มันไม่มีสมาธิ เลยจำไม่ได้น่ะสิ....

ลิงก็เลยน้อยใจ 5555
คือ อยากจะจำให้ได้อ่าค่ะ

วันหนึ่งเพื่อนลิงเขียว ที่เธอมีความฉลาดมากๆ มาบ่นกับลิง
ว่าเธอเองก็จำบทสวดสั้นๆไม่ได้สักที

อ้าว คนที่แย่กว่าเราก็มีนะ
บทสวดสั้นๆ เราจำได้เป็นสิบกว่าบทแน่ะ
ฉะนั้น เราไม่น่าจะโง่แล้ว


เอางี้ละกัน
เราจำได้เท่าไรก็เท่านั้น เราจะไม่ไปวิตกกับบทสวดมนต์แล้ว

คิดแบบนี้เลยสบายใจค่ะ

แต่แอบทึ่งคนที่จำบทสวดยาวๆพร้อมแปลอย่างบททำวัตรเช้าเย็นได้นะคะ


อ่อ บทสวดมนต์เบสิคไหว้พระลิงเขียวจำได้ค่ะ


เจอคำพูดที่สาวเข้าไป เงิบเลยค่ะ


พี่สาวก็สวดได้ น้องสาวก็สวดได้
กดดันตัวเองมากๆ
คิดว่า ตัวเองโง่อ่าค่ะ
กว่าจะหยุดคิดได้ ใช้เวลางานเลยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว วันที่ : 15/09/2016 เวลา : 11.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ


ลิงเขียวหายไปนานหลายเดือนเลย ตั้งแต่หลังปีใหม่
สบายดีไหมคะ ?


วันก่อนลิงเขียวแวะเข้าไปอ่านบล็อกของคุณหมอมาค่ะ

ตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว ที่ลิงหัดทำสมาธิ

ลิงไปอยู่ต่างประเทศไม่ได้กลับไปไทยเลย 3 ปีกว่าๆค่ะ
ตอนอยู่ต่างประเทศ มีวันหนึ่งเกิดอยากนั่งสมาธิค่ะ
นั่งได้นานเลยเป็นชั่วโมง พอรู้สึกว่ามันลอยๆ เบาๆ
เกิดความกลัวมาก และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลิงเลยไม่นั่งสมาธิอีกนานเลย


ไม่นาน ก็อยากนั่งสมาธิอีกแหละ
ทุกวันเลยนั่งราวๆ 15 -20 นาที
พอรู้สึกว่าหวิว ๆลิงเขียวจะเลิกสมาธิทันทีเลยค่ะ กลัวมาก
ฮา


พอหลังๆมาลิงก็ไปตามอ่านพระธรรมเทศนาของหลวงปู่หลายๆท่านค่ะ
ที่ฟังบ่อยเลยก็ของหลวงพ่อชาและหลวงปู่เหรียญ
ของหลวงปู่มั่นลิงฟังแค่ประวัติของท่าน ผ่านการเล่าของหลวงตามหาบัวค่ะ


แล้วก็มีความเข้าใจในเรื่องการนั่งสมาธิมากขึ้น
กระนั้นก็ยังมีความกลัวอยู่ค่ะ แต่ก็พยายามทำไป ไม่หวังจะได้อะไรหรอกค่ะ เพราะมันไม่ดีมีความสงบขนาดนั้น
แต่เราแค่อยากจะทำก็ทำไปค่ะ


พอกลับมาเมืองไทยต้นไป
คืนหนึ่งลิงไปอ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับพระสีวลี พระที่ลิงศรัทธาค่ะ
แล้วอยู่ดีๆ ก็นึกมาได้ว่า เราเคยไปปฎิบัติธรรมที่วัดอัมพวันเมื่อหลายปีก่อนนี่นา ที่นั่นมีรูปปั้นพระสีวลีด้วย
รอไรคะนุช รีบเก็บเสื้อผ้าตอนตีสองค่ะ เพราะพรุ่งนี้จะได้เดินทางไปวัด 5555


ถึงขนาดเลื่อนการสัมภาษณ์งานเลยค่ะ แบบว่ามีนัดสัมภาษณ์งานพอดี ลิงเขียวเลือกจะไปวัดก่อน



การไปปฎิบัติธรรมครั้งนี้ ลิงได้อะไรมาหลายอย่างมากๆเลยค่ะ
ต่างจากครั้งแรกอย่างลิบลับเลย
ครั้งแรกที่ไปกับน้องสาวเมื่อหลายปีก่อน ลิงไปอยู่แค่ 3 วันค่ะ

ทางวัดจะแบ่งช่วงเวลาปฎิบัติทำออกเป็น 4 ช่วงค่ะ
ช่วงละ 3 ชั่วโมงได้ และเริ่มกันตั้งแต่ตี4 และเลิกตอน 3 ทุ่มค่ะ
การไปครั้งแรกเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ไม่ได้อะไรเลย
เพราะเวลาเดินจงกรม พระอาจารย์ให้เอามือไขว้หลังเนาะ
พอลิงเมื่อยแขนลิงก็ปล่อยมือเลยค่ะ เดินกลับไป กลับมาแบบสบายๆดีกว่า ทำไมนต้องมาทรมานแขนเราด้วย
555 กิเลสมันหนาทึบเลยค่ะ แพ้มันอย่างราบคาบ

อ่อ พระอาจารย์จะให้เดินจงกรม 45-50 นาที และต่อด้วยการนั่งสมาธิ 45-50 นาทีเลยค่ะ
วนกันอยู่แบบนี้ทั้งวันค่ะ

ต่อด้วยครั้งแรกเนาะ พอเดินจงกรมพอเมื่อยก็ปล่อยแขนยังไม่ทันจะรู้เห็นเวทนาเลยค่ะ ปล่อยแขนลงมา สุขเวทนาแล้ว เห็นสวรรค์ทันที

พอนั่งสมาธิ เมื่อยก็เหยียดขาทันทีเลยค่ะ
คล่อยๆคลายขา ตาก็ลืมขึ้นมา มองไปเรื่อย
และพอเมื่อยมากๆ หาที่พิงเลยทีนี้ พร้อมหลับทุกเมื่อ
มีหวังดีด้วยนะคะ เห็นเพื่อนบอกคนนั่งสัปหงกก็ชวนเค้ามานอนพิงฝากับตัวเองอีกแน่ะ

สรุปแล้วไป 3 วัน
ไม่ได้ไรเลยค่ะ เสียค่ารถอีกต่างหาก


พอครั้งนี้ กายพร้อม ใจพร้อม
เขียนไปในใบสมัครเลยค่ะว่า ขออยู่ 7 วัน
มีเสียงจากภายในแย้งมานะคะว่า
....จะไหวเร้อนุช มัน 7 วันเชียวนะแก....

ไหว....ๆๆๆๆๆ


ครั้งนี้ดีกว่าครั้งก่อนค่ะ เดินจงกรมจนครบเวลาที่กำหนด
แต่เมื่อเวทนาเกิดขึ้นก็ปล่อยแขนอีกแหละค่ะ
มันปวดเกินจะทนไหวเลยค่ะ
แต่ว่าสามารถนั่งสมาธิได้ครบเวลาค่ะ แม้ว่าจะว้าวุ่นไม่มีความสงบก็ตาม
อ่อ มาสงบวันที่ 5 ค่ะ
วันที่ 5 ตอนเข้าสมาธิแล้ว เกิดได้ยินเสียงกลองวงปี่พาทย์ค่ะ
แห่กันมาอย่างกับขนาดแห่นาคแน่ะ กลัวก็กลัว แต่ก็ไม่ลืมตานะคะ
เพราะพระอาจารย์บอกให้เราแค่รับรู้เสียงหนอ เท่านั้น
ไม่นานมันจะหายไปเอง


โอเค....พอออกมาเล่าให้เพื่อนๆฟัง
เค้าก็ไม่มีใครได้ยินเลยค่ะ
เป็นอะไรที่เราก็เพิ่งเคยเจอ



กลับมาจากวัดก็ไม่ปฎิบัติเช่นเคยค่ะ
เวิ่นเว้อสนุกสานกันไปกับเพื่อนๆ



พอกลางเดือนกรกฎาคม ไปอีกรอบค่ะ
ไม่รู้ติดใจอะไรสิน่า
ตอนนี้กายใจพร้อมอีกเช่นเคยค่ะ
7 วัน อยู่ชิลๆ

ครั้งนี้เวลาเดินจงกรม ไม่ปล่อยแขนแล้วค่ะ เกิดเวทนาขนาดไหน
เดินจนเมื่อยตาตุ่มขนาดไหน จะกัดฟันทน
เพื่อนๆคนอืนๆเค้ายังทำกันได้เลย
เราก็ครบ 32 นีนา ไหงยอมแพ้ง่ายๆเล่า
โอเค....จัดหนักกับกิเลสเลยนุช สู้กับมันสักตั้งสิน่า
โหยยย กว่าจะชนะกิเลสได้ ลิงเขียวเกือบตายแน่ะ
แขนร้าวไปถึงทรวงในเลยค่ะ แต่ไม่ยักตายแฮะ
ได้รู้เลยค่ะ เวทนาเป็นตัวยังไง

เวลาเดินจงกรม ลิงสงบดีกว่าตอนนั่งสมาธินะคะ
ไม่ค่อยวอกแวกค่ะ อย่างน้อยก็นานเลยที่ใจจะแวบไปคิดเรื่องอื่น
มีอยู่ช่วงหนึ่งแหละ ขณะเดินจงกรมในวันแรกๆ
เวลาลิงเขียวมองไปเห็นมะม่วง ใจลิงก็คิดค่ะว่า
....เอามะม่วงลูกนี้ไปจิ้มกับน้ำปลาหวาน ท่าจะอร่อยดีแฮะ....


มีคิดอยากกินก๋วยเตี๋ยวด้วยค่ะ
โหย แบบว่ามันโหยก๋วยเตี๋ยวมากๆ
จิตพาไปแล้ว.....


หลังๆมา พระอาจารย์บอกว่า
อย่างให้จิตมันปรุงแต่งนะโยม
เห็นก็สักแต่ว่าเห็น อย่าปรุงไปว่า อยากเอามะม่วงไปทำน้ำปลาหวานกิน


โหย กว่าลิงจะเลิกคิดเวลาเห็นมะม่วงห้อยโตงเตงอยู่นอกศาลาปฎิบัติได้ แล้วทำใจนิ่งๆมันยากน่าดู
แต่ลิงเขียวก็ทำได้นะคะในเวลาต่อมา


ลิงเขียวต้องใช้เวลานานมากเลยค่ะ



กลับมาจากวัดลิงเขียวก็ยังปฎิบัติอย่างสม่ำเสมอค่ะ
ไม่คืนวัดแล้ว หวงวิชาแล้วค่ะ นำวิชากลับมาด้วย อิอิอิ
แหม พระอาจารย์คงไม่อยากให้เราคืนวิชาหรอกเนอะ ^^



ลิงเขียว เวลาทำอะไร ไม่ว่าจะเดิน กิน นอน นั่ง ยืน
ถ้าพอจะระลึกขึ้นมาได้บ้าง ก็จะกำหนดลมหายใจ เข้าออก พุท โธ ทันทีเลยค่ะ


ตอนแรกลิงกำหนด พองหนอ ยุบหนอค่ะ
แต่ว่า มันมี 2 พยางค์ ลิงเขียวเลยไม่ถนัดที่จะกำหนดแบบนี้ค่ะ


เลยหัดมากำหนด พุท โธ
ลิงเขียวหายใจง่ายกว่าค่ะ เลยยึดเอาแบบนี้ถูกจริตกับตัวเอง


ลิงเขียวเรียนถามคุณหมอเอาไว้ว่า
ถ้าเราดูละคร แล้วจะรู้สึกโกรธ เศร้า น้ำตาไหลพรากๆกว่า 3 ลิตร ที่พระเอกตาย
เวลาคนตัวร้ายตบตีคนอื่น เราก็โกรธๆๆๆมากๆด้วย
ในขณะที่ถ้าเราไม่ดูละคร เราจะไม่มีความรู้สึกแบบนี้เลย
เราจะจัดการกับตัวเราเองอย่างไร ?


คุณหมอก็ตอบมายาวเลยค่ะ
วันสองวันมานี้ ลิงเขียวเลยพยายามที่จะดูละครแบบว่า
เห็นเป็นเรื่องที่แค่ว่า ภาพเกิดมาจากฟิลม์ ฟิลม์ส่งมาเลยเกิดเรื่องราวต่างๆ
แต่ไม่รู้จะทำได้มากแค่ไหน ลิงเขียวยิ่งติ่งละครตัวยง
5555


แต่ลิงเขียวจะขอเวลาสักช่วงแหละที่จะบ้าบอไปกับเรื่องละครอ่าค่ะ
แฮ่ๆ
คือ ไม่อยากจะเข้มงวดกับจิตเรามากเกินไปค่ะ ปล่อยให้มันเดินเล่นเพลินๆบ้างเนอะ


ยังคงบ้าละครเช่นเคยค่ะ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่คุณหมอบอกเอาไว้
ลิงยังคงระลึกถึงนะคะ


อ่อ ลิงเขียวแวะไปอ่านปฎิปทาของหลวงปู่ดุลย์แล้วค่ะ
อ่านเพลินๆและอดหัวเราะไม่ได้เลย คือ หัวเราะในบางเรื่องที่ญาติโยมเค้าถามหลวงปู่แล้วหลวงปู่ตอบกลับมาอ่าค่ะ


ลิงอะ เวลาอ่านธรรมะ
บางครั้งลิงก็อดหัวเราะไม่ได้ค่ะ
คือ บางครั้งเจอหลวงปู่พูดตรงๆไม่อ้อมค้อมเลย กับพวกที่กิเลสหนา
ลิงรู้สึกฉึกๆเลยค่ะ
ประหนึ่งว่า เข้าไปฟังหลวงปู่อบรมในตอนนั้นเลยทีเดียว
ฮา


หลวงพ่อชากล่าวเอาไว้ว่า
การอบรมธรรมะนั้น บางครั้งก็พูดตรง พูดหนักๆ
คนฟังจะได้สะดุ้งบ้าง ไม่งั้นมันจะพากันหลับไปหมด
แม้ว่าจะพูดจาตรงๆและรุนแรงไปบ้าง แต่ลึกๆแล้ว
ความเมตตาก็ยังมีอยู่มาก

ลิงนึกคำพูดนี้ขึ้นมาทีไร อมยิ้มทุกทีเลยค่ะ ^^


หูยยย.....ตาลายไปยังน้อ
ลิงคุยเก่งอ่าค่ะ ถ้าเจอเรื่องที่ชอบ
อันที่จริงแล้ว ชอบไปหมดทุกเรื่อง 5555
ไปอ่านบล็อกของใคร ก็เม้นท์ซะ มากกว่าเจ้าของเรื่องเค้าอีกแน่ะ


วันหลังลิงเขียวจะแวะมาใหม่นะคะ




สาธุธรรมที่นำมาแบ่งกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 15/09/2016 เวลา : 11.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

สวัสดีคะคุณณัฐรดา

อ่านไปเเล้ว 1 รอบค่ะ จับใจความได้..จากข้อความ
การรู้ชัดในเรื่องต่างๆเหล่านี้เอง จัดว่าเป็นอสัมโมหสัมปชัญญะ

เช่น มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ชอบนินทาผู้อื่น แม้เราจะรู้ว่าเพื่อนประพฤติทุจริตทางวาจาแต่ก็เฉยเสีย ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับนิสัยส่วนตัว ไม่กล้าตักเตือน เพราะกลัวเพื่อนโกรธ นั่นคือเรารู้อุปกิเลสที่จรมาสู่ใจเพื่อนเช่น อิสสา (อิจฉา) มานะ(สำคัญตนว่าดีกว่า เสมอ หรือด้อยกว่าเขา) ปฏิฆะ (ขัดเคืองใจ) ฯลฯ แต่ไม่รู้ความเป็นไปในใจเราที่เป็นอกุศลธรรม เช่น ไม่รู้ว่าที่เรานิ่งเฉย ปล่อยเพื่อนมีวจีทุจริตนั้น เพราะเรามีภยาคติ (ความกลัว คือ กลัวเพื่อนโกรธ) เราไม่ได้อบรมเมตตาจึงปล่อยเพื่อนให้ยินดีและเพิ่มพูนกิเลส เราไม่ได้เป็นมิตรแท้ จึงไม่ป้องกันเพื่อนไม่ให้ตกไปในทางเสื่อม เราไม่รู้ว่าอุปกิเลสคือมายาจรมาสู่ใจในยามที่พลอยนินทาผู้อื่นตามเพื่อนทั้งๆที่ใจไม่ยินดี เราไม่มีโยนิโสมนสิการจึงไม่พยายามหาทางแนะนำเพื่อน หรือไม่มีการพิจารณาให้คลายความเห้นว่าเป็นตน เป็นของตนในแง่ต่างๆ จนยึดมั่นในตนและในสุขเวทนาที่มีเพื่อนเป็นปัจจัย ที่ยึดว่าเป็นของตน เพียงอย่างเดียว"

คิดว่า คนส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนี้ค่ะ

ขอบคุณค่ะ


ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (2)
february26 วันที่ : 15/09/2016 เวลา : 10.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับ คุณณัฐรดา

ผมลงชื่อไว้ก่อนนะครับ ..และจะกลับมาอ่านแบบมีสมาธิครับ



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน