*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551156
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< มีนาคม 2017 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม 2560
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 866 , 06:41:35 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 6 คน นายยั้งคิด , rattiya และอีก 4 คนโหวตเรื่องนี้

หากจะถามว่า ผู้ที่ศึกษาธรรมในพุทธศาสนาคือใคร ก็คงตอบได้ว่า คือผู้ที่ทรงจำธรรมที่ทรงแสดงไว้ นำมาไตร่ตรองจนเข้าใจ ตามเห็นภาวะที่ปรากฏจนพิสูจน์ได้ว่า ไม่ว่าภาวะนั้นจะปรากฏขึ้นเมื่อใดก็ไม่ผิดไปจากที่ตรัสไว้นั้น จึงเกิดฉันทะที่จะนำมาปฏิบัติในชีวิต และเพียรปฏิบัติธรรมนั้นในชีวิตจริงด้วยความเพียร ด้วยความสม่ำเสมอ เมื่อปฏิบัติด้วยความสม่ำเสมอ กาย วาจา ใจ ก็จะค่อยๆเรียบร้อยขึ้น

ท่านเหล่านั้นจึงสามารถถือเอาประโยชน์จากการใช้ชีวิตทั้ง 2 ได้ คือท่านสามารถได้ทั้งประโยชน์ในปัจจุบัน (ทิฐธัมมิกัตถะ) อันปรากฏในรูปของการมีความรู้ มีทรัพย์สิน มีสุขภาพที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี มีกัลยาณมิตร มีความสุข และประโยชน์ที่เลยตาเห็น (สัมปรายิกัตถะ) อันทำให้ชีวิตในภายหน้ามีสุขมากยิ่งขึ้น มีโอกาสพบความสงบมากขึ้นจากการมีศรัทธา ศีล การสละและปัญญา (เดิมปรมัตถะรวมอยู่ในสัมปรายิกัตถะแล้ว ต่อมาภายหลังจึงแยกออกเป็นอีกประโยชน์หนึ่งเพื่อให้เห็นชัดขึ้น)

และเพราะสามารถคว้าเอาประโยชน์ทั้ง 2 ไว้ได้ จึงได้ชื่อว่าเป็น บัณฑิต

ในคัมภีร์มังคลัตถทีปนี ให้ความหมายของบัณฑิตในความเป็นอยู่ว่า คือผู้ที่เป็นอยู่ด้วยธรรม ประกอบกุศลกรรมบถทั้ง 10 อย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ดี แม้จะได้ชื่อว่าบัณฑิต แต่ท่านเหล่านั้นก็คือผู้ที่กำลังฝึกตนด้วยการปฏิบัติตามคำตรัส การแจ้งธรรมและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เป็นไปตามกำลังการปฏิบัติของตน จึงยังไม่สามารถเป็นผู้มีสติพรั่งพร้อมสมบูรณ์จนสามารถระลึกรู้ทั้งกุศลและอกุศลที่จรมาสู่ใจได้ในทุกครั้ง ดังนั้น ในคราวใดที่ระลึกไม่ได้ก็เผลอประพฤติทางกาย วาจา ใจ ไปตามที่เคยประพฤติในครั้งก่อน ไปตามตัณหา จึงอาจตกหล่นไปจากการกระทำอันเป็นกุศล ทำตนเป็นคนพาล (โง่,อ่อน,เขลา)

จนส่งผลต่อทั้งตนและบุคคลอื่น เกิดเป็นความเสียหาย ความโศกเศร้า ความทุกข์ใจ ขึ้นมาได้ ซึ่งอาจจะด้วยมองไม่เห็นกิเลสตน เห็นแต่กิเลสของคนอื่น หรือเห็นกิเลสตนเป็นกิเลสของคนอื่น

แต่เพราะเป็นผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนา จึงเชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย เป็นสภาพเกิดดับ ทุกข์ปรากฏที่ใจตน จึงมีตนเท่านั้นที่ดับทุกข์ได้ ดังนั้นเมื่อได้ทุกข์จึงมักไม่หนีปัญหาหรือยอมหลงใหลในทุกข์ แต่จะหาทางออกด้วยการค้นหาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ หาหนทางแก้ไขเหตุนั้นๆไปทีละเปลาะๆจนกว่าจะหมด เมื่อหมดเหตุ ก็หมดทุกข์

โดยที่การแก้ไข มุ่งแก้ตน ไม่ใช่คนอื่น เช่น ตนยึดมั่นในอะไร มีปกติทำอย่างไร จึงตัดสินใจเชื่อ คิด พูด ทำ อย่างนั้นๆ จนเกิดเรื่องราวที่ทำให้ใจตนทุกข์ หรือตัดสินตน คนอื่น สถานการณ์ไปในแนวทางนั้นๆจนกลายเป็นปัญหา 

เพราะเมื่อตนอ่อนการพิจารณา ก็คือเป็นพาลไปรอบหนึ่งแล้ว การหนีปัญหาหรือยอมสยบต่อปัญหาจนทุกข์รุมเร้าไม่สิ้นสุด ก็คือทำตนให้เป็นพาลซ้ำซ้อน เมื่อเสวนากับคนพาล การเป็นพาลอยู่บ่อยๆ โอกาสรู้ทั่วจนคว้าประโยชน์ทั้งสองในโลกก็ย่อมไกลออกไป

แต่ในขณะที่เหตุแห่งทุกข์ยังถูกแก้ไขไม่หมดนั้น ความต้องการอันเป็นตัณหาและความทุกข์ยังคงมีอยู่ ก็ยอมรับทุกข์จากการที่ตัณหาถูกขัด เมื่อเกิดความต้องการอันเป็นตัณหาขึ้นเมื่อใดก็ทนฝืนใจหาทางดับต่อไป พิจารณาจนตัณหาดับไปเสียทุกครั้ง

คราวใดที่ดับได้ ความสุขจากการดับตัณหาก็จะเกิดขึ้น ทุกข์เพราะตัณหาเกิดก็จะลดกำลังลง


แต่เพราะสุขจากการดับในครั้งแรกๆนี้น้อยมากจนไม่รู้สึก จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าแม้ตัณหาจะดับ แต่ยังคงเศร้าโศกอยู่ เป็นทุกข์อยู่ และเพราะสุขจากการดับยังน้อย จึงรู้สึกว่าการฝืนใจไม่ทำตามตัณหา การดับตัณหา นั้นเป็นเรื่องยาก

แต่เมื่อทนฝืนดับทุกครั้งที่ตัณหาเกิด จนสุขจากการดับเป็นครั้งๆไปนี้ค่อยๆทวีกำลังมากขึ้น กำลังของทุกข์และสุขจะลดลงและเพิ่มขึ้นอย่างสวนทางกัน เมื่อใดกำลังของสุขมากกว่าทุกข์ เมื่อนั้นจึงจะรู้สึกถึงสุขจากการดับ ไม่รู้สึกถึงทุกข์ทั้งๆที่ก็ทุกข์ยังคงมีอยู่ (เช่นเดียวกับที่เคยรู้สึกแต่ทุกข์ ไม่รู้ถึงสุขในครั้งที่สุขยังน้อยกว่าทุกข์) จึงรู้สึกถึงสุขจากความดับมากขึ้นเรื่อยๆ  จึงทำให้เมื่อเกิดตัณหาในเรื่องเดิมขึ้นมาทีไร ก็สามารถดับได้ง่าย และเมื่อตัณหาดับลงแล้วก็รู้สึกถึงสุขจากการดับได้ดีกว่าที่เคย

เมื่อดับตัณหา ดับความทุกข์โศกได้ หากได้หวนมาพิจารณาว่าก่อนหน้านั้นจึงได้เห็นความจริงที่ว่า ก่อนหน้านี้ที่ตนเศร้าโศก เป็นเพราะตนประมาทไปอย่างไร คือเมื่อได้อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งแล้วก็พอใจ ติดข้อง แล้วอยากได้อารมณ์นั้นอีก หรืออยากได้อารมณ์อื่นๆมาสร้างความพอใจให้ต่อๆไป และผู้อื่นประมาทอย่างไร ทำให้ต่างสร้างเหตุแห่งทุกข์อะไรลงไปแล้ว

เกิดปัญญารู้เห็นตนในกาลก่อนว่าเป็นคนพาล ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่ตนเห็นว่าเขาเป็นพาล เห็นพาลทั้งหลายด้วยอาการ การกระทำ ความเป็นไปของจิต อย่างชัดเจน เหมือนคนที่อยู่บนที่สูง มองเห็นคนที่อยู่เบื้องล่าง

สมดังพุทธพจน์ในพระคาถานี้

และเพราะมีโอกาสได้พบความดับ ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า (พระธรรม) จึงยิ่งมั่นคง ศรัทธาในองค์พระศาสดา (พระพุทธ) ผู้ปฏิบัติด้วยพระองค์เองจนสำเร็จแล้วสั่งสอนผู้อื่น และศรัทธาในผู้ที่ปฏิบัติแล้วรู้ตาม (พระสงฆ์) จึงยิ่งแน่วแน่ 

เพราะเชื่อในความเป็นเหตุปัจจัย มีตนเป็นที่พึ่งของตน ไม่บนบานสิ่งที่มองไม่เห็นใดๆเพื่อให้ได้ตามใจปรารถนา จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศรัทธาอย่างแน่วแน่ในพระรัตนตรัย อันทำให้ใคร่นำคำสอนอื่นมาทรงจำไว้ เพื่อพิจารณาจนเข้าใจ เกิดฉันทะที่จะนำมาปฏิบัติในชีวิตต่อๆไป



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
อาโป วันที่ : 09/02/2018 เวลา : 09.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/agile




ความคิดเห็นที่ 6 ลิงเขียว , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 13/03/2017 เวลา : 10.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 4 :rattiya

เราๆล้วนมีหน้าที่ต่อชีวิตคือพัฒนาตน ระวังตนไม่ให้ตกต่ำลงนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ มาเยี่ยมกันเสมอ

ความคิดเห็นที่ 5 ลิงเขียว , rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ณัฐรดา วันที่ : 13/03/2017 เวลา : 09.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ความเห็นที่ 3 : ลิงเขียว

“เวลามีความทุกข์เรื่องใด เราแก้ไม่ได้ แต่ถ้าเรามีธรรมะ
แม้ความทุกข์จะยังคงอยู่ แต่เราทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้
เราก็อยู่กับความทุกข์นั้นอย่างมีความสุข...ลิงเขียวเข้าใจว่าแบบนั้น....”
“สำหรับลิงแล้ว ถ้าจิตเป็นกุศล ไม่ว่าตอนฟังพระท่านเทศน์แม้เราจะอยู่ในอิริยาบถไหนก็ได้บุญทั้งนั้นแหละ”
อ่านแล้วนึกอนุโมทนากับคุณลิงด้วยจังค่ะ

สำหรับตรงนี้
“.....พระที่สอนเรามา บอกอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตามเวลาของมัน ไม่มีใครมานั่งทำให้ใครจนลง หรือรวยขึ้นได้..”คำว่าตามเวลาของมัน ก็เพราะเหตุปัจจัยตามที่เราสร้างไว้ค่อยๆทยอยส่งผล พอเหตุปัจจัยเหล่านั้นให้ผลได้ทั้งหมด จึงได้เกิกิดผลคือความร่ำรวยหรือยากจนขึ้นนะคะ ไม่ใช่อะไรนึกจะเกิดก็เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย

ขอบคุณจังค่ะ แวะมาเยี่ยมกันเสมอๆ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา , february26 ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 12/03/2017 เวลา : 21.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Kuessaberg-Germany

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่คุณณัฐรดาเขียนคห.2ค่ะ

"หากคนที่ได้ชื่อว่าชาวพุทธไม่หมั่นน้อมคำตรัสเข้ามาในตน ไม่เชื่อมั่นในตนว่าเป็นผู้แก้ไขสิ่งต่างๆได้ด้วยตนโดยอาศัยธรรมที่ตรัสเป็นแนวทางการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา ตนต้องนำแนวทางนั้นมาปฏิบัติด้วยตนเพื่อแก้ปัญหา ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย ก็ต้องแก้ไขด้วยการแก้ที่เหตุปัจจัยนั้นๆ ไม่ใช่ด้วยการหวังผลดลบันดาล ปรากฏการณ์แบบวัดดังกล่าวก็จะปรากฏอยู่ไม่รู้จบ"


ส่วนตัวคิดว่าชาวพุทธหลายคน เข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ลึ้กซึ้งค่ะ(รวมถึงตัวรัตติยาเองด้วยค่ะ)

ขอบคุณคุณณัฐรดามากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา , february26 และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ลิงเขียว วันที่ : 12/03/2017 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ


เวลามีความทุกข์เรื่องใด เราแก้ไม่ได้ แต่ถ้าเรามีธรรมะ
แม้ความทุกข์จะยังคงอยู่ แต่เราทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้
เราก็อยู่กับความทุกข์นั้นอย่างมีความสุข
..ลิงเขียวเข้าใจว่าแบบนั้น....


ลิงมีน้องที่สนิทคนหนึ่งค่ะ
เราคุยกันวันก่อน น้องชอบศรัทธรามาก และเคยบวชชีมาด้วยค่ะ
ตอนนี้สึกออกมาดูและพ่อและแม่แล้ว

ปกติลิงชอบอ่านคติธรรมมากกว่าการฟังเทศน์
ค้นหาในกูเกิ้ลเลยค่ะว่า
หลวงปูู่สายหลวงปูู่มั่นมีองค์ไหนบ้าง
แล้วก็ตามอ่านปฎิปทาของท่านค่ะ
อ่านๆแล้วก็อ่านๆ
..น้องเลยแนะนำว่า พี่นุชอ่านขนาดนี้ ทำไมไม่ลองฟังเทศน์ดูละ
การอ่านมันก็ดี แต่ว่า การได้ฟังเทศน์ไปด้วย มันจะเข้าใจมากขึ้น..
เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ มากกว่าการฟัง
พอฟังเทศน์จากยูทูปทีไร ไม่ถึง 10 นาที มันง่วงอ่าค่ะ
แต่ถ้าอ่าน มันได้เป็นชั่วโมง เพราะเพลิน
...ก็เคยฟังเทศน์มาบ้าง ของหลวงปู่ชา และหลวงปู่เหรียญ
เลยเปิดใจฟังเทศน์บ้าง
พอฟังแล้วก็พิจารณาตาม ฟังเทศน์ก็สนุกดีค่ะ
เวลาฟังเทศน์ จะเป็นช่วงที่ไม่มีลูกค้าค่ะ นั่งอยู่หน้าร้านก็เปิดฟังไปด้วย
ฟังเทศน์หลายๆเรื่องขององค์หลวงปู่

ล่าสุดที่ฟังมาก็เป็นของสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ค่ะ
ตอน...ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
และตอน..วิธีสร้างบารมี
ฟังเสียงอ่านของคุณโจโฉ ค่ะ
ก็สนุกดีค่ะ นั่งฟังไปเรื่อยๆ
ถ้ารู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว อยากฟังอยากอื่น อย่างฟังเพลง ดูละคร
ก็จะไปฟัง...555++ มีกิเลสเหมือนเดิมแหละ
พอฟังเพลงเบื่อๆเพลงก็กลับมาฟังบทสวดมนต์
สลับกันไปแบบนี้ทั้งวันเลยค่ะ...ชีวิตมีเท่านี้แหละ

อ่อ...ลิงฟังของสมเด็จพระสังฆราช
บอกว่า...ก่อนนอนให้เราตั้งจิตอธิษฐานแบบนี้
...ถ้าร่างกายนี้จะหลับไม่ตื่น ก็ขอให้ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีก
และได้พบเจอกับพระพุทธศาสนา....
อันนี้ก็ไม่เคยทราบมาก่อนเลยค่ะ
มีแต่ขอพรขอลาภ
5555++
เลยอธิษฐานแบบนี้บ้าง
ว่าตรงๆแล้ว ลิงไม่กลัวตายหรอกนะคะ แต่ถ้าว่าจะตายจริงๆ
ก็แอบเสียดายแหละว่า ....ยังไม่ได้ปฎิบัติอย่างถึงที่สุดเลย

เมื่อวานนี้ก็ลองฟังของหลวงพ่อท่านอื่น
ท่านนี้บอกว่า
การนอนอย่างพระนิพพาน
แบบว่า...นอนหลับไปกับคำว่า นิพพานัง ปรมัง สุขขัง
ลิง..ก็เอาบ้างแหละ
แต่ว่า ลิงหลับไปกับพุท โธ อยู่แล้วอ่าค่ะ

ยิ่งฟังก็ยิ่งไปไกลเลยนะลิงเขียว
แต่พุท โธ ไม่เคยทิ้งอยู่แล้วค่ะ
จิตของลิงเขียวสงบขึ้นเยอะเลย
ถ้าจิตมันจะแวบไปเรื่องอะไร ไม่นานลิงจะดึงกลับมาให้อยู่กับพุท โธ ค่ะ...ไม่ปล่อยให้มันฟุ้งซ่าน มันก็สบายดีนะคะ ฝึกแบบนี้

เมื่อก่อนลิงชอบนอนฟังบทสวดมนต์และฟังเทศน์ค่ะ
พอไปเจอที่ยููทูป มีคนบอกว่า ..นอนฟังเทศน์มันจะบาป

โหยย..ตายล่ะหว่า..นอนฟังบ่อยมาก กรรมๆ
แต่ก็ไปเจอคลิปของหลวงพ่อฤษีลิงดำและหลวงตามหาบัวบอกเอาไว้ว่า
...เวลาเราฟังเทศน์ ฟังบทสวดมนต์ เราสามารถฟังได้ทุกเมื่อ
นอนฟังก็ดี ยืนฟัง นั่งฟัง อาบน้ำไป ถ่ายไป ก็ฟังได้ไม่มีบาปหรอก
เพราะเราใช้จิต ใช้หูฟัง มันจะบาปได้อย่างไร
แต่ถ้าเราฟังธรรมแล้ว มีแต่ความเบื่อหน่าย รำคาญแก้วหู
อันนี้แหละบาป และจะไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย
การที่นอนฟัง แล้วหลับไปกับเสียงพระสวด มันเป็นการดี ...

โหยย โล่งใจเลยอ่าค่ะ
ลิงอยากจะแวะไปเขียนเม้นท์ที่คลิปที่มีคนมาบอกว่า นอนฟังเทศน์แล้วบาปชะมัด

สำหรับลิงแล้ว ถ้าจิตเป็นกุศล ไม่ว่าตอนฟังพระท่านเทศน์แม้เราจะอยู่ในอิริยาบถไหนก็ได้บุญทั้งนั้นแหละ
แต่การนอนฟัง มันแค่หลับไวไปนิ๊ดนุง ไม่เหมือนฟังท่าอื่น

ส่วนคำสอนของวัดที่เป็นข่าวอยู่
หูย คำสอนเนี่ย มันสุดติ่งกระดิ่งแมวไปไกลมากเลยนะคะ
ลิงเขียวไม่ได้อคติ ลิงฟังจากที่ศิษย์ของวัดนี้มาดีเบตตามรายการต่างๆอ่าค่ะ จึงได้รู้ว่า วัดที่เป็นข่าว สาวกเขาไปไกลแล้วจริงๆ

ไม่ว่าจะอย่างไร เราประชาชนคนไทย
ส่วนมากก็นับถือพุทธศาสนาทั้งนั้น แม้จะคนละสาย
ลิงก็ยังหวังให้ทุกคน ได้สติ ศีล สมาธิ ปัญญา
ลิง ไม่อยากเห็นพระออกมาล้างบางฆราวาส หรือ ฆราวาสมาล้างบางพระสงฆ์เลยอ่าค่ะ

พระที่บวชก็คนไทย
ฆราวาส ก็คนไทย
ไปๆมาๆ คนไทยทำร้ายกันเอง เฮ้อ...

การทำพิธีสะเดาะห์เคราะห์ต่างๆเนี่ย
ขนาดกับลิงเองก็มีบ้างนะ และยิ่งหมอดู ลิงก็ชอบดูค่ะ
ดูแล้วก็เอามาแย้งกันเองภายในหัว
เฮ้ยย
.....พระที่สอนเรามา บอกอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตามเวลาของมัน ไม่มีใครมานั่งทำให้ใครจนลง หรือรวยขึ้นได้..
อันนี้ ลิงก็ฟังมาค่ะ แต่ลิงก็อดดูดวงไม่ได้แหละ
5555++
ก็ถือซะว่ามันเป็นความสุขอย่างหนึ่งของตัวเราเอง
ลิงเลยปล่อยไป ฮี่ๆ

จะไม่เครียดอะไรทั้งนั้น
เรื่องทางธรรม ก็ยังทำไปเรื่อยๆ เพราะชอบ
เรื่องทางโลก ละครน้ำเน่า ..นิยายน้ำเน่า บ้าเพ้อเจ้อ ก็ยังดำเนินต่อไป
อิอิอิ....มันคือความสุขของลิง ในรูปแบบนี้ค่ะ คุณณัฐรดา

ความคิดเห็นที่ 2 february26 , rattiya และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
ณัฐรดา วันที่ : 12/03/2017 เวลา : 12.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

สวัสดีค่ะ คุณ February 21

เรื่องของวัดดังที่กำลังเป็นข่าว ไม่อยากบอกว่าฝ่ายไหนขาดปัญญาเลยค่ะ แต่อยากยกคำตรัสของพระพุทธเจ้าในหลายๆที่มาฝากแทน

ดังที่ตรัสว่า ธาตุมีหลายธาตุ คนเราจึงมีความชอบ ความเชื่อ มีศรัทธา มีศีล มีวัตร แตกต่างกันออกไป พระองค์ไม่ตรัสตำหนิว่าสิ่งที่บุคคลใดยึดถือปฏิบัติผิดหรือถูก แต่ตรัสแสดงสิ่งที่พระองค์ค้นพบ ให้บุคคลนั้นๆนำไปไตร่ตรอง จนเห็นความจริงเอง

แต่ถ้าบุคคลนั้นๆไม่เห็นความจริงตามที่ทรงแสดง ก็ได้แต่ตรัสว่า ทางก็มีแล้ว ผู้บอกก็มีแล้ว พระองค์เป็นเพียงผู้บอก บุคคลฟังคำสอนแล้วไม่เชื่อ พระองค์จะทำอะไรได้

ยังมีคำตรัสอีกที่ค่ะ ว่าหากทุกคนเห็นว่าความเห็นตนถูก คนอื่นผิด สุดท้ายก็ต้องทะเลาะกัน

ชอบคำตรัสสอนของสมเด็จพระสังฆราชด้วยค่ะ ที่ตรัสว่าใครมีปัญญาเพียงใด ก็แก้ทุกข์ของตนได้เพียงนั้น กับที่ตรัสว่า ใครมีศีล สมาธิ ปัญญา เพียงใด ก็เห็นเหตุผลได้เพียงนั้น ดังนั้น ทุกคนจึงต่างเห็นว่าความเห็นตนนั้นถูกต้องเสมอ

วัดส่วนใหญ่ในประเทศไทย ก็มีพิธีกรรม มีคำสอนที่ “เรียกร้องพระพุทธเจ้าด้วยความเป็นศัตรู” แทบไม่ต่างกันค่ะ เช่น มีการนอนในโรงศพเพื่อต่ออายุ พิธีบูชาพระราหูเพื่อเรียกทรัพย์หรือสะเดาะเคราะห์บ้าง ถวายสังฆทานเพื่อสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาบ้าง มีการให้ฤกษ์ยามแก่ฆราวาสเพื่อนำไปใช้ในการกระทำงานบางอย่าง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ปรากฏในวัดต่างๆไม่เว้นแม้แต่ในวัดที่เป็นพระอารามหลวง ถ้าต้องจัดการกับวัดที่ปฏิบัติผิดไปจากคำตรัส ก็คงต้องจัดการแทบทุกวัดในประเทศไทย

หากคนที่ได้ชื่อว่าชาวพุทธไม่หมั่นน้อมคำตรัสเข้ามาในตน ไม่เชื่อมั่นในตนว่าเป็นผู้แก้ไขสิ่งต่างๆได้ด้วยตนโดยอาศัยธรรมที่ตรัสเป็นแนวทางการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา ตนต้องนำแนวทางนั้นมาปฏิบัติด้วยตนเพื่อแก้ปัญหา ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย ก็ต้องแก้ไขด้วยการแก้ที่เหตุปัจจัยนั้นๆ ไม่ใช่ด้วยการหวังผลดลบันดาล ปรากฏการณ์แบบวัดดังกล่าวก็จะปรากฏอยู่ไม่รู้จบ

ขอบคุณมากนะคะ มาเยี่ยมกันเสมอๆ

ความคิดเห็นที่ 1 rattiya , สมชัย และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
february26 วันที่ : 12/03/2017 เวลา : 11.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับ คุณณัฐรดา

**ว่างเว้นไปพักหนึ่งเลยนะครับ ช่วงนี้ผมเองก็ไม่ค่อยได้ลงบทความเหมือนกันครับ

ภาพต้นไม้ ดูลดระดับ ดีนะครับ จะสื่อถึงการใช้ปัญญาของคนแต่ละคนหรือปาวครับ

**สอบถามคุณณัฐรดา แบบนี้ครับ เอากรณีที่เป็นข่าวในขณะนี้ ไม่ชื่อวัดละกัน แต่คงทราบ

พระที่ไปปิดกั้นเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติตามกฏหมาย หรือไปประท้วงอดข้าว ที่ทำไป เพราะขาดปัญญาหรือไม่ครับ?

คำถามหนักปาวหรือครับ นานมาเยี่ยมทีครับ ขอบคุณครับ








แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน