*/
  • ณัฐรดา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : nadrda@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-24
  • จำนวนเรื่อง : 382
  • จำนวนผู้ชม : 551184
  • จำนวนผู้โหวต : 371
  • ส่ง msg :
  • โหวต 371 คน
<< พฤศจิกายน 2017 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2560
Posted by ณัฐรดา , ผู้อ่าน : 911 , 15:16:40 น.  
หมวด : สุขภาพความงาม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน february26 โหวตเรื่องนี้

การที่เราจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง การประเมินความสามารถของตนเองมีส่วนช่วยในการตัดสินใจมากค่ะ ว่าด้วยความสามารถของเราที่เรารับรู้ด้วยตนเองนั้น มากพอที่จะทำสิ่งนั้นๆได้หรือไม่ ถ้าประเมินแล้วพอจะทำได้ เราก็มักตัดสินใจทำสิ่งนั้นๆ

การออกกำลังกายก็เช่นกัน แต่การประเมินตนบางครั้งก็ไม่ใช่ถูกต้องนักค่ะ เพราะพบว่าเพศชายมักประเมินความสามารถตนเองสูงกว่าความเป็นจริง ในขณะที่เพศหญิง มักประเมินต่ำเข้าไว้

การประเมินหรือการรับรู้ความสามารถของตนเองในการออกกำลังกายนี้เป็นผลมาจากหลายๆสาเหตุค่ะ ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self Efficacy) อธิบายไว้ว่า เราจะรับรู้ความสามารถในการออกกำลังกายของเราเองได้จากปัจจัยต่างๆเหล่านี้

- ประวัติการออกกำลังกาย

ส่วนนี้สำคัญมากค่ะ เพราะเราเคยทำอย่างไร ก็รับรู้อย่างนั้น เช่น รับรู้ว่าเรามีความอดทนแค่ไหน มีความสามารถอย่างไร มีพละกำลังขนาดไหน เคยจูงใจตัวเองด้วยวิธีใด เหล่านี้ก็พอจะช่วยเราประเมินได้ว่าเมื่อเราอยากจะออกกำลังกายครั้งต่อไปหรือไม่ ถ้าประเมินแล้วชวนให้เราอยากออกกำลังกาย วิธีการออกกำลังกายที่เราเลือกจะทำนั้น ต่ำกว่าความสามารถที่เราเคยรับรู้ว่ามี หรือดูท้าทาย หรือน่าสนใจขนาดไหน และด้วยความสามารถที่เรามีอยู่ เรามีแนวโน้มว่าจะออกกำลังกายด้วยวิธีนั้นสำเร็จหรือไม่

- การได้เห็นตัวอย่างที่ดี

ถ้าเราได้เห็นคนที่มีลักษณะคล้ายๆเราประสบความสำเร็จในการออกกำลังกาย ก็สามารถช่วยให้เรารู้สึกว่าในเมื่อเขาทำได้ เราเองก็น่าจะทำได้ด้วย ซึ่งก็คือเพิ่มการรับรู้ความสามารถในการออกกำลังกายของตนเองนั่นเองค่ะ

- การชักชวน

การชักชวนจากบุคคลรอบข้างทั้งด้วยวาจา การให้ข้อมูล ให้กำลังใจ มีอิทธิพลต่อการรับรู้ความสามารถตนเองมากเช่นกันค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ที่ชักชวนหรือให้ข้อมูล เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง หรือแหล่งข้อมูลนั้นๆน่าเชื่อถือ

- สภาวะทางร่างกาย

เช่น ถ้าร่างกายอ่อนแอ เหนื่อย ล้า เราก็จะไม่ค่อยอยากออกกำลังกายเท่าไหร่ หรือถ้าฝืนใจทำ ก็อาจทำไม่สำเร็จ

- การประเมินความรู้สึกตนเอง

การเกิดความรู้สึกทั้งในด้านบวกและด้านลบต่อตนเอง ต่อการออกกำลังกาย สามารถทำให้เราออกกำลังกายสำเร็จหรือไม่สำเร็จได้ค่ะ เช่น เรารู้สึกว่ากลัวการกระโดดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อหลัง เราก็จะไม่กล้ากระโดด หรือเรารู้สึกอึดอัดที่เป็นมือใหม่ในกลุ่มคนที่ชำนาญแล้วเราก็จะไม่อยากออกกำลังกายในที่นั้นๆ หรือกลัวว่าถ้าทำไม่สำเร็จแล้วคนรักจะผิดหวัง เราก็อาจหาวิธีหลบเลี่ยง

เมื่อมีความรู้สึกในด้านลบอย่างนี้ เราก็จะรับรู้ความสามารถของตนเองอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งตรงข้ามกับการประเมินความรู้สึกในด้านบวก

- ความยึดมั่นในความเชื่อ

พอเราเชื่อและมีความรู้สึกตามที่เล่ามาในข้างต้นและยึดมั่นอยู่อย่างนั้น ใครจะให้เหตุผลอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนความเชื่อ ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เราไม่อยากออกกำลังกาย ไม่อยากทดสอบความสามารถตนเอง อันนำไปสู่การรับรู้ความสามารถที่ไม่ถูกต้องได้เช่นกันค่ะ

ปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อการเลือกกิจกรรมสำหรับการออกกำลังกาย คือเรารับรู้ว่ามีความสามารถแค่ไหนก็เลือกกิจกรรมออกกำลังกายแค่นั้น แต่การรับรู้ความสามารถตนเองนี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ เช่น อยากทำกิจกรมหนึ่งที่คิดว่าตนคงไม่สามารถทำได้ หรือถ้าจะทำได้ก็คงยากมากๆ แต่พอได้ลองทำเข้าจริงๆแล้วก็กลับทำได้ ก็จะรับรู้ว่าตนมีความสามารถมากกว่าที่คิดว่าตนมี และเพราะการรับรู้นี้ เลยทำให้เลือกที่จะทำกิจกรรมใหม่ๆที่ใช้ความสามารถในระดับเดียวกันกับที่ตนรับรู้ใหม่นี้

การรับรู้ความสามารถของตนเอง กับการเลือกกิจกรรมตามความสามารถที่ตนรับรู้ เลยหมุนและหนุนกันจนเป็นวงกลม

ทั้งหมดที่เรามาในสองบันทึกก่อนหน้า ( ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อเรื่องสุขภาพ และ ทฤษฏีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม) และบันทึกนี้ ก็คือการอธิบายพฤติกรรมและการตัดสินใจของบุคคลเกี่ยวกับการออกกำลังกายค่ะ ทำให้เรารู้ว่า ทำไมบางคนจึงไม่อยากออกกำลังกาย ไม่เห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย หรือทำไมบางคนแม้ว่าจะเห็นความสำคัญแล้วแต่ก็ยังไม่เริ่มต้นออกกำลังกาย ทำไมบางคนจึงออกกำลังกายเป็นพักๆ  ทำไมบางคนจึงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง จนการออกกำลังกายกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชิวต

เพื่อที่จะเข้าใจเขา เห็นใจเขา สนับสนุนเขา เท่าที่เราจะทำได้นั่นเองค่ะ ซึ่งในเรื่องนี้ คราวหน้าจะมาเล่าต่อนะคะ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 11/11/2017 เวลา : 23.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

ขอบคุณมากๆ อีกครั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 2 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ณัฐรดา วันที่ : 11/11/2017 เวลา : 05.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

คุณ february26 คะ

ปัจจุบัน การออกกำลังกายไม่ได้เน้นว่าจะต้องมีกล้ามใหญ่ๆแล้วค่ะ โดยที่วิวัฒนาการของการออกกำลังกายมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.1900อย่างนี้ค่ะ

-ช่วงแรก ประมาณ ปี 1900-1960 มักเน้นที่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
-ปี 1970-1980 เน้นความแข็งแรงของระบบหัวใจ ผ่านการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีความหนักระดับสูง
-ปี 1990 ถึงต้นปี 2000 เน้นครอบคลุม 3 องค์ประกอบหลัก คือ ความแข็งแรงของระบบหัวใจ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และองค์ประกอบของร่างกาย
-ปัจจุบัน ให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหว ความมั่นคงของข้อต่อ ความสมดุลของร่างกาย ความสามารถของร่างกายและสมรรถภาพทางด้านกีฬา

ดังนั้น การออกกำลังกายในแต่ละครั้งจึงควรมีครบทั้ง 3 ลักษณะ คือ การฝึกแบบใช้แรงต้าน (loading) การฝึกเพื่อสมรรถภาพและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardio) และการยืดเหยียด (stretching)

และก่อนจะออกกำลังกายแบบนั้นได้ ก็ต้องผ่านการประเมินความพร้อมในการออกกำลังกาย ประเมินปัจจัยเสี่ยงที่อาจมี อันจะเป้นตัวกำหนดความหนักในการออกกำลังกายหรือการออกกำลังกายที่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำแพทย์ และการฝึกเบื้องต้นมาก่อนแล้วค่ะ เพื่อให้ร่างกายสมดุลพอที่จะรับน้ำหนักจากภายนอกมากๆได้ (สมมตินะคะ ว่าเรากระดูกสันหลังคดอยู่ หากเพิ่มการแบกน้ำหนักมากๆ เช่น ฝึกสคว็อทด้วยการแบกบาร์เบล จะเป็นอันตรายต่อสันหลังเราขนาดไหน)

อาจมีข้อสงสัยค่ะ ว่าแค่จะออกกำลังกาย ทำไมต้องยุ่งยากขนาดนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยนั่นเองค่ะ เนื่องจากโลกมีสองด้านเสมอ เมื่อมีคุณ ก็มีโทษตามมาด้วย (คงได้ข่าวที่เมื่อเร็วๆนี้ รอง ผว.สตูล เสียชีวิตเพราะการออกกำลังกายมังคะ) ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมด้านโทษ ไม่ให้ปรากฏหรือปรากฏน้อยที่สุด เพื่อจะได้รับแต่ด้านคุณของการออกกำลังกาย

กับทั้งวิถีชีวิตคนเราในปัจจุบัน อิริยาบถในชีวิตประจำวัน ทำให้องค์ประกอบของร่างกายเปลี่ยนไป จนทำให้สมรรถภาพ ความสามารถ ของร่างกายลดลง เช่น การนั่งก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อเสียสมดุล จนดึงให้กระดูกสันหลังส่วนอกตอนบนโค้งไปด้านหลัง ไหล่ห่อเข้า ไม่สามารถเอื้มมือไหด้านหลังให้เต็มช่วงการเคลื่อนไหวได้

การออกกำลังกายในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นแก้ไขความไม่สมดุลในเรื่องเหล่านี้ก่อน ก่อนที่จะสร้างความแข็งแรง พละกำลัง ความน่าดู ของกล้ามเนื้อค่ะ

ก่อนที่จะมาเรียนเป็นครูฝึก ไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้ค่ะ คิดว่าครูฝึกก็แค่สอนว่าออกกำลังกายท่าไหนใช้อุปกรณ์อะไร พอมาเรียนแล้วถึงรู้ว่า ตัวเองโชคดีขนาดไหนที่ตอนเริ่มออกกำลังกายเอง ไม่อาศัยโปรแกรมออกกำลังกายและการดูแลของครูฝึก (personal trainer) ตัวเองมีความพร้อมในการออกกำลังกายอยู่แล้ว ปัจจัยเสี่ยงให้ออกกำลังกายหนักไม่ได้ก็ไม่มี และตนเองไม่ได้ทำในสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกายตนเองค่ะ ฝึกแบบทำตามๆกันไปทั้งๆที่ไม่รู้เหตุผล จึงแค่เทคนิคผิดพลาดไปบ้าง ทำให้การฝึกขาดประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายค่ะ

ขอบคุณมากนะคะ มาเยี่ยมกันเสมอๆ

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
february26 วันที่ : 10/11/2017 เวลา : 18.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับ คุณณัฐรดา

เพื่อนๆ ที่ออกกำลังกาย เคยชักชวน และ ผมก็มองเห็นว่าร่างกายเขาแข็งแรง หุ่นดีมีกล้ามเนื้อ ช่วงนั้นอยากไปมากๆ แต่ติดที่เวลา หรือ ติดเพื่อนก็ไม่ทราบนะครับ เพราะเวลาว่างของเราก็มี แค่ไม่ตรงกับเวลาที่เพื่อนๆไปออกกำลังกายเท่านั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่เริ่มอะไรเลยครับ

ขอบคุณครับ สำหรับข้อมูลมีประโยชน์

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน