*/
  • นายเรียนรู้
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : boonlert.alert@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-08-14
  • จำนวนเรื่อง : 158
  • จำนวนผู้ชม : 282521
  • จำนวนผู้โหวต : 26
  • ส่ง msg :
  • โหวต 26 คน
flood protection by sand

วิธีการเรียงกระสอบทรายอย่างถูกต้อง แข็งแรง

View All
<< พฤศจิกายน 2014 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2557
Posted by นายเรียนรู้ , ผู้อ่าน : 836 , 09:07:28 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

(บทความนี้ตีพิมพ์ในคอลัมน์ “Life is Learning” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ ​11/05/2557)

ในท่ามกลางวิกฤติปัญหาบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีผู้ใหญ่หลายท่านได้แนะให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อพูดคุยหาทางออกของปัญหา ด้วยวิธีการสุนทรียสนทนา (Dialogue)

จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เคยเข้าร่วมวง Dialogue ก็ได้เรียนรู้มุมมองที่เป็นประโยชน์หลายประเด็นสำคัญ ๆ ดังนี้

1. “สุนทรียสนทนา” (Dialogue) ไม่ใช่ยาวิเศษ ที่จะสามารถนำใช้ในการแก้ปัญหาใดก็ได้ในทันที แต่ Dialogue คือ จุดเริ่มต้นกระบวนการในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยการปล่อยวางความคิด ห้อยแขวนคำพิพากษาไว้ก่อน อย่าเพิ่งด่วนตัดสินความคิดคนอื่น ดังนั้นจึงต้องมีกติกาว่า คนที่มีสิทธิ์พูดนั้น คือ คนที่ถือแท่ง Indian Stick เพราะต้องการให้ทุกคนที่เหลือตั้งใจฟังคนที่พูด หรือกติกาในวงที่ว่า เมื่อพูดจบแล้ว จะต้องคั่นให้คนอื่น ๆ ภายในวงพูดบ้าง 4-5 คน จึงจะสามารถใช้สิทธิ์พูดได้ เพราะจะได้ทำให้เราปล่อยวางความคิด ไม่ด่วนตัดสินผู้อื่น อันนี้เราสามารถ check กับตัวเองได้ว่าเราปล่อยวางจริงไหม ไม่ตัดสินจริงไหม ด้วยการฟังเสียงจากภายใน (Inner Voice) ในตัวเราเอง ว่าเวลาคนอื่นพูดอยู่ เราฟังอย่างตั้งใจหรือไม่ หรือเป็นเพียงทำท่านิ่งเงียบเหมือนตั้งใจฟัง แต่ภายในแล้วกลับมีเสียงจากภายใน (Inner Voice) ผุดขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ทั้งในความเห็นชอบ หรือเห็นแย้งกับความคิดของผู้ที่กำลังพูดอยู่ในวง

หากในกลุ่มปล่อยให้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันนี้ไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติก็จะเกิดกระบวนการของการเปลี่ยนถ่ายข้อมูล (Data) ไปสู่ปัญญาร่วมของกลุ่ม (Collective Wisdom) ได้ ตามวงจร

Data –> Information –> Knowledge –> Wisdom

ซึ่งแตกต่างจาก ปัญญาในเชิงปัจเจก (Individual Wisdom) ตามสุภาษิตไทยที่ว่า “หลายหัว ย่อมดีกว่า หัวดี”

2. ป่าช้า vs ป่าเร็ว

หลายคนมักมีคำถามว่ามาฝึกตั้งวง “สุนทรียสนทนา” (Dialogue) กันแบบนี้ มันจะสามารถเอากลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ในการทำงาน ในการประชุมได้จริงหรือ ในประเด็นนี้ผู้เขียนขออนุญาติ นำคำชี้แนะของ “หลวงพ่อกล้วย” แห่ง “วัดป่าธรรมอุทยาน” จ.ขอนแก่น ที่ได้ฟังมาตอนไปฝึกวิปัสสนาที่ป่าช้าในวัด กับ “ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ” ว่า

“…โยมรู้ไหม ทำไมอาตมาจึงให้โยมมาฝึกที่ป่าช้า เพราะป่าช้า อะไรต่าง ๆ นั้นมันช้า เวลาจิตเกิดอาการ ก็จะจับได้ มองเห็นชัด แต่ในโลกการทำงานของโยม มันคือ ป่าเร็ว มีอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น และเข้ามากระทบโยมเยอะมาก หากไม่มีสติที่ดีก็จะจับไม่ทัน ตามรู้ไม่ทัน ดังนั้นมาฝึกที่ป่าช้า ก็คือ การมาซ้อมจับจิตให้ทัน ต้องฝึกบ่อย ๆ ถึงจะสามารถไปใช้ในสนามจริง คือ ป่าเร็ว หรือในที่ทำงานได้…”

การตั้งวง Dialogue นั้นก็คือ การสร้างป่าช้าในการฝึกฝนขึ้น เพื่อให้เราได้รู้ทันเสียงภายใน (Inner Voice) ของตนเอง

3. เปลี่ยน “หายนะสนทนา” (Debate) สู่ “สุนทรียสนทนา” (Dialogue)

การประชุมในที่ทำงานส่วนใหญ่ จะเป็นรูปแบบในการโต้เถียงที่ต้องการเอาชนะความคิดของฝ่ายตรงข้าม ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Debate” ผู้เขียนขอให้คำนิยามรูปแบบการโต้เถียงในที่ประชุมลักษณะนี้ว่า “หายนะสนทนา”

ลองจำลองสถานการณ์ดูนะครับว่า หากในการประชุมทีมงาน 5 คน แต่ละคนเสนอความคิดของตน เราจะได้ความคิดจากที่ประชุม 5 ความคิด จากนั้นก็ปล่อยให้เกิดการโต้เถียงภายในทีมงานเองว่าความคิดฉันดีกว่าความคิดเธอ เถียงกันไปมาจนได้ข้อสรุปออกมา 1 ความคิด สมมติว่าเป็นความคิดเห็นของสมาชิกในทีมคนที่ 4

ผู้เขียนเรียกข้อสรุปที่ได้ออกมาว่า “Better Solution” not “The Best Solution” คือ เป็นความคิดที่ดีกว่าความคิดของคนอื่น ๆ ภายในทีม แต่ถ้าเราอยากให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด “The Best Solution” นั้นจะต้องใช้กระบวนการ “สุนทรียสนทนา” (Dialogue) เข้าช่วยเพื่อให้เกิดปัญญาร่วม (Collective Wisdom) ในการหาทางออกแห่งปัญหา โดยสมาชิกทุกคนต้องปล่อยวางในความคิดตน ละอัตตาที่ถือมั่นในความคิดออกเสีย มองหาจุดดี จุดเด่น ของแต่ละความคิดเห็น นำไปสู่คำตอบใหม่ที่ผุดขึ้นมาเอง ตามการไหลเลื่อนของปัญญาภายในกระบวนกลุ่ม “สุนทรียสนทนา” (Dialogue)

คำตอบที่ได้มานี่แหละ จึงจะเรียกว่า “The Best Solution” อย่างแท้จริง

“นายเรียนรู้”

บุญเลิศ คณาธนสาร

boonlert.alert@gmail.com


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน