• นายหัวไทร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chalieo@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-24
  • จำนวนเรื่อง : 1574
  • จำนวนผู้ชม : 2541963
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1441 คน
นายหัวไทร
ซดกาแฟเข้ม ถกการเมืองข้น คุยเป็นกันเอง ไม่เกรงอิทธิพล
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/naiman
วันศุกร์ ที่ 26 มีนาคม 2553
Posted by นายหัวไทร , ผู้อ่าน : 2970 , 08:43:53 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

       หลังจากห่างหายไปสองวัน เนื่องจากแหกปากมากจนเจ็บคอจนต้องให้หมอฉีดยา ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯผู้พลัดถิ่น ที่เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ยึดทรัพย์ของตระกูลชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาทในวันนี้ (26 มี.ค. 2553) ได้วีดีโอลิงค์เข้ามายังเวทีเสื้อแดงบนถนนราชดำเนินแล้ว

       

        โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ลั่นวาจาว่า การที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ตนออกมาโจมตีสถาบันนั้น ไม่เป็นความจริง แต่เป็นเพราะรัฐบาลต้องการอยู่นานๆจึงนำเอาเรื่องสถาบันมาค้ำตัวเอง

        พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวอีกว่า เมื่อประชาชนเลือกฝ่ายที่เขาต้องการแล้ว ฝ่ายนั้นก็จะได้ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อถ่วงดุลอำนาจให้เกิดความเป็นธรรมต่อไป ซึ่งหากรัฐบาลยังไม่ยุบสภาตามที่เสื้อแดงเรียกร้อง ชาวเสื้อแดงจะต่อสู้ต่อไปอีกยาวนาน และเป็นการต่อสู้แบบสันติ อหิงสา อย่างมหาตะมะ คานธี (อีกแล้ว พร้อมกับจะมีการประกาศทำอารยะขัดขืนต่อไป
       
       คำประกาศอารยะขัดขืนของอดีตนายกฯทักษิณ ถูกขยายผลโดย "ขวัญชัย ไพรพนา แกนนำรักษ์อุดรฯว่า หากรัฐบาลยังไม่ยุบสภา ทางกลุ่มคนเสื้อแดงจะรวบตัวกันไปปิดล้อมศาลากลางจังหวัด เพื่อไม่ให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่เข้าไปทำงานในศาลากลางจังหวัดได้ ไม่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และไม่เสียภาษี คืนบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อเป็นการกดดันรัฐบาล

       ทั้งตามรอย "มหาตะมะ คานธี" และอารยะขัดขืน ตามคำประกาศของอดีตนายกฯทักษิณ และขยายผลโดยขวัญไชย ไพรพนานั้น ผิดหลักการของสันติ อหิงสา และอารยะขัดขืนทั้งสิ้น

        มหาตะมะ คานธี พร้อมสาวกจำนวน 80 คน เริ่มออกเดินทางเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 1930 เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และปลดปล่อยอินเดียจากการเป็นจักรวรรติ์ (เมืองขึ้น) ของอังกฤษ ซึ่งเพียงไม่นานกลายเป็นความสนใจของชาวโลก และเปลี่ยนแปลงวิถีทางแห่งประวัติศาสตร์

       ขบวนของคานธีเดินได้เพียงวันละ 10 ไมล์ และเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาร่วมด้วยจำนวนมาก ผ่านไป 24 วัน คานธีเดินทางผ่านหมู่บ้านนับพันแห่ง ขบวนของเขากลายเป็นกลุ่มผู้ประท้วงขนาดใหญ่ และทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป ไม่เพียงแต่คนทั่วทั้งอินเดียจะเข้าร่วม แต่ทั้งโลกก็เอาใจช่วยอย่างเหลือเชื่อ

      เมื่อขบวนของคานธีถึงชายฝั่งมหาสมุทรในวันที่ 6 เมษายน มีชาวอินเดียหลายแสนคนเข้าร่วมกับเขา คานธีก้มลงหยิบเกลือขึ้นแล้วพูดว่า....

      "ด้วยเกลือหยิบมือนี้ ข้าพเจ้าขอต่อต้านการบังคับของจักรวรรติ์อังกฤษ ขอเราจงร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเรากันเถิด"

       การตอบสนองของชาวอินเดียเป็นไปราวกับประกายไฟ ทั่วทั้งประเทศไม่ว่าพ่อค้า ชาวนา แม่บ้าน ต่างพากันทำเกลือ และขายเกลือกันอย่างเปิดเผย

       คนหลายพันถูกจองจำ รวมทั้งคานธีด้วย ตำราจทุบตีผู้ประท้วงอย่างโหดเหี้ยม สร้างความโกธรแค้นและความสามัคคีขึ้นในหมู่ชาวอินเดียมากยิ่งขึ้น คานธี รู้ดีว่าการใช้วิธีต่อต้านแบบอหิงสา จำเป็นต้องแสดงความกล้าหาญออกมาให้เห็น จึงจะดึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในตัวมนุษย์ออกมาได้ เขาสอนให้ชาวอินเดียรู้จักต่อต้านผู้กดขี่ และต่อสู้กับตัวเองด้วย ภายใต้ความกดดันจากนานาชาติ ลอร์ดเออร์วิน ผู้สำเร็จราชการอังกฤษจึงยอมปล่อยตัวคานธี และเชิญเขามาเจรจา

      คานธีตรงออกจากที่คุมขังไปยังจวนของผู้สำเร็จราชการ ซึ่งจะรองรับแขกผู้มีเกียรติเท่านั้น...

      น้ำอุ่นถูกนำมารับรองคานธีตามคำขอ เขาวางแก้วลง แล้วก็ค่อยๆ หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากชายพก ผู้สำเร็จราชการถามว่าอะไร คานธีตอบว่า "ท่านที่เคารพอย่าบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ นี่เป็นเกลือที่ผมแอบทำโดยผิดกฎหมาย"

      คานธี  เทเกลือนั้นลงในน้ำ... คนๆๆๆ... แล้วก็ดื่ม

   

        ในปีถัดมา คานธีเดินทางไปยังนครลอนดอน เพื่อร่วมประชุมเรื่องอนาคตของอินเดีย และเช่นเคย...เขาเดินทางในชั้นสาม และปฏิบัติภารกิจเช่นที่ทำประจำวัน

        ที่ลอนดอน คานธีสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนเป็นผลสำเร็จอย่างงดงาม เขาอาศัยอยู่กับคนยากจนในเขตอีสต์เอนส์ ได้รับความชื่นชมทุกหนทุกแห่งที่ไป เด็กๆ เดินตามเขาพร้อมกับร้องตะโกนว่า 'คานธีกางเกงของท่านไปไหนซะละ'
คานธีกล่าวว่า "ขอให้บอกแก่เด็กอื่นๆ ว่าข้าพเจ้ารักพวกท่านมากเท่ากับลุกของข้าพเจ้าเอง"
 

     เมื่อได้รับเชิญไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ที่พระราชวัง คานธีถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่เข้าเฝ้ากษัตริย์ด้วยชุดโสร่ง เขาตอบว่าพระมหากษัตริย์ก็สวมชุดที่เหมาะกับเราทั้งสองเช่นเดียวกัน

     เขากลับมาอินเดีย และแพร่ข่าวโดยผ่านทางการประชุมสวดประจำวัน - "ข้าพเจ้ากำลังขอร้องต่อบิดาแห่งชาติของเรา ให้ท่านมีเมตตา มีความรัก เห็นความจริงและงดใช้ความรุนแรง ขอจงประทานพรแก่พวกเรา เสรีภาพอันสมบูรณ์เท่านั้นคือสิ่งที่เราต้องการ"

      คานธี ยอมรับว่า อัตตาคือจุดบกพร่อง และบางครั้งความชื่นชมบูชาของมวลชนก็ทำให้เขาคึกคะนอง อย่างไรก็ดีความมีวินัยอันเคร่งครัด ทำให้เขาเอาชนะความรู้สึกนั้นได้
      หลานชายของคานธีเคยเล่าว่า 'จำได้ว่าหลายครั้งที่ผมเดินทางไปกับท่าน ตามสถานีรถไฟทุกแห่ง ก็จะมีผู้คนเป็นพันๆ มาร้องตะโกน คานธีจงเจริญ คานธีจงเจริญ และจะร้องอยู่อย่างนั้นจนรถไฟแล่นผ่านไป ผลจากเสียงร้องพวกนั้นทำเอาท่านนอนไม่หลับเลย'


         คานธี...ห้อมล้อมไปด้วยบริวารผู้จงรักภักดี ซึ่งพร้อมจะทำตามคำบัญชาของเขา ในช่วงเวลาที่คานธีถือเพศพรหมจรรย์ ในช่วงหลังๆ ก่อนจะเสียชีวิต คานธี ได้ทดสอบความตั้งใจจริงของตนเอง ซึ่งทำให้ผู้ที่ชื่นชมต้องตกใจ นั้นก็คือนอนเปลือยกายกับเด็กสาวชาวฮินดู จุดประสงค์คือต้องท้าทายความมีวินัยของตนเอง และดังนั้นจึงยกระดับความมุ่งมั่นให้สูงยิ่งขึ้น

       สำหรับชาวอินเดียแล้ว คานธีเกือบจะเป็นเหมือนรูปเคารพ แต่จักรวรรดิอังกฤษกลับถือว่าเขาคือศัตรู

      ในเดือนสิงหาคม ปี 1942 คานธีเรียกร้องการประกาศอิสรภาพโดยทันที

      "นี่คือคำสวดเป็นคำสั้นๆ ที่ข้าพเจ้าจะมอบแก่ท่านอยู่หรือตาย เราจะปลดปล่อยอินเดียหรือมิฉะนั้นก็ยอมตาย" และในคืนวันที่คานธีประกาศอิสรภาพนั้นเอง เขาและสมาชิกสภาคองเกรซทั้งหมดก็ถูกจับกุม ด้วยวัย 73 ปี และด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรม เขาจะต้องนำการปฏิวัติในอีก 2 ปีข้างหน้าจากในคุก

       ในปี 1944 ภรรยาของเขา คาสตวา คู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันมา 62 ปี เสียชีวิตในอ้อมแขนของเขา คานธีเศร้าเสียใจอย่างหนัก

       คานธียังคงยึดมั่นในหลักการของตนเอง และขอร้องให้คนอื่นทำแบบเดียวกัน แม้ในช่วงที่เจรจากับผู้สำเร็จราชการ ลอร์ดเมาท์ แบดเทริส์น คานธีก็ยังคงปฏิบัติสมาธิภาวนาเป็นประจำ สัปดาห์ละ 1 วัน

       1 ปีให้หลัง อังกฤษซึ่งอ่อนแรงลง ยอมรับว่าตนไม่สามารถปกครองอินเดียอีกต่อไปได้ ทว่าอนาคตของชาติใหม่ปรากฏความขัดแย้งให้เห็นอยู่เบื้องหน้าแล้ว ชาวฮินดูและมุสลิม คู่แข่งอันยาวนาน หันมาเกลียดกันอย่างเปิดเผย ชาวมุสลิมส่วนน้อยยืนยันจะแยกตัวออกไป (กลายเป็นประเทศปากีสถานในปัจจุบัน) หลังจากอุทิศมาชั่วชีวิตเพื่อรวมประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว แต่คานธีกลับต้องเห็นบ้านเกิดอันเป็นที่รักถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจเขามาก

        'ลอร์ดเมาท์ แบดเทริส์น' ได้ทิ้งยาพิษที่ขมขืนไว้สำหรับชาติอินเดียที่เป็นเอกราชและคานธี คือการแบ่งแยกอินเดียออกเป็น 2 ประเทศ ด้วยการก่อตั้งรัฐปากีสถาน ซึ่งคานธีไม่สามารถรับได้ มันทำร้านจิตวิญญาณของเขา

      วันที่ 14 สิงหาคม 1947 อินเดียก็ฉลองอิสรภาพของตน แต่คานธีมองเห็นความแตกแยกระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม เขาถามเพื่อนของเขาว่า "เหตุใดคนเหล่านั้นจึงยินดี ข้าพเจ้ามองเห็นแต่เลือดนองแผ่นดิน"

      การแบ่งแยกก่อให้เกิดการอพยพขนานใหญ่ในทันที ชาวฮินดูข้ามมายังอินเดีย ชาวมุสลิมหนีเข้าไปในปากีสถาน ผู้คนอพยพหลายแสนคนเดินเท้าอย่างหมดสิ้นหนทางโดยปราศจากอาหารและน้ำ ผู้คนของ 2 ศาสนาประสบหายนะจากความอดอยาก แบ่งแยกกันจากความเป็นปรปักษ์แต่โบราณ การต่อสู้นองเลือดก็เกิดขึ้น ฮินดูและมุสลิมระเบิดความเกลียดชังเป็นการสังหารหมู่ ทั้ง 2 ฝ่ายกระทำลงไปด้วยความกลัวและความโกรธ มีผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า 'ผมยืนอยู่ที่ชานชาลาตอนรถไฟเข้าเทียบ ไม่มีผู้คนเคลื่อนไหวบนขบวนรถ มีแต่เลือดหยดออกจากประตู พอประตูรถเปิดข้างในนั้นมันก็เหมือนกับร้านขายเนื้อ เว้นแต่ว่าเนื้อพวกนั้นมีเสื้อสวมอยู่'

      ท้ายที่สุดผู้คนจำนวนครึ่งล้านคือผู้สูญเสีย ภาพการสังหารที่คานธีคาดคิดไว้ กรีดลึกลงไปในความรู้สึกผิด คานธีรู้สึกว่าตนไม่อาจเปลี่ยนประชาชนให้ใช้ความอหิงสาได้ ผู้ใกล้ชิดคานธีเล่าว่า 'ท่านเสียใจมาก ท่านบอกว่าท่านมองไม่เห็นอะไรเลย มีแต่ความมืดมนอยู่ทุกหนแห่ง ผู้คนกระทำตัวเหมือนสัตว์ป่า ท่านบอกว่าแย่เสียยิ่งกว่าสัตว์เสียอีก เพราะว่าสัตว์ป่าไม่ฆ่าพวกเดียวกันเอง ท่านบอกว่า ข้าพเจ้าจะอดอาหารประท้วงจนกว่าการเข่นฆ่าจะหยุดลงไป จนกว่าฮินดูและมุสลิมจะเป็นพี่น้องกัน'

      พวกหัวรุนแรงชาวฮินดูไม่พอใจวิธีการอหิงสาของคานธี และความต้องการที่จะให้ชาวฮินดูและมุสลิมอยู่ร่วมกัน

      คานธีมีความอับอายต่อพรรคคองเกรซของเขาเอง เขาตำหนิมันและเพื่อนของเขา 'โยฮาราน เนรู' นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียหลังได้เอกราช เขาล้มป่วยจากความวุ่นวายซึ่งกำลังทำลายอินเดีย

      คานธีเริ่มอดอาหารประท้วง มีความโกรธแค้นมากในหมู่ผู้อพยพในตอนนั้น ผู้ที่เดินขบวนร้องว่า 'คานธีจงลงนรก ปล่อยให้คานธีตายไป ให้เขาตายไปไปลงนรกซะ'

       พอวันที่ 2 ก็เริ่มมีผู้คนที่คัดค้านฝ่ายแรก และวันที่ 3 ฝ่ายคัดค้านก็เริ่มใหญ่ขึ้น และกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านคานธีก็เล็กลง วันที่ 4 แนวโน้มก็ยังเป็นเช่นนั้นต่อไป จนในที่สุดทั่วทั้งถนนนั้นก็มีแต่ผู้เชียร์คานธี และ 1 สัปดาห์ผ่านไป พวกมุสลิมก็สามารถจะเดินออกไปในท้องถนนของกรุงเดลีย์ได้อย่างปลอดภัย การอดอาหารประท้วงของคานธีช่วยชาวนิวเดลีย์เอาไว้ แต่ที่พรมแดนอินเดีย-ปากีสถาน สงครามกลางเมืองยังคงร้อนระอุ

   
      คานธีออกจาริกเพื่อสันติภาพข้ามดินแดนซึ่งแตกแยก เพราะความเกลียดชัง เขาเดินเท้าเปล่าจากหมู่บ้านหนึ่ง ไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง อดทนต่อฝูงชนผู้โกรธแค้น มีการขวางปาหนามเข้าใส่ทางเดิน คานธีจะตื่นขึ้นเวลาตีสี่ของทุกเช้าเพื่อต่อสู้กับคลื่นแห่งการนองเลือด

     คงไม่มีชาวอินเดียคนใดจะไม่รู้สึกละอายและภาคภูมิใจ ละอายที่คานธีถูกเหยียบย้ำอย่างถึงที่สุดจากชาวอินเดียด้วยกัน และภูมิใจที่ว่าในท่ามกลางเขาเหล่านั้น ขณะช่วงเวลาแห่งความโหดร้ายทมิฬ คนๆ หนึ่งยืนหยัดขึ้นเพื่อทำให้พวกเขาภาคภูมิที่เกิดเป็นชาวอินเดีย คนซึ่งชดใช้หนี้ให้พวกเขาทำนองเดียวกับพระเยซูคริสต์ และตอนนั้นเองที่คานธีพูดว่า "ไม่มีอะไรอื่นนอกจากโหดร้ายรอบกายข้าพเจ้า ชีวิตข้าพเจ้าต้องพ่ายแพ้ มีแต่ความตายจึงจะทำให้สิ่งที่ชีวิตข้าพเจ้าไม่อาจทำสำเร็จบรรลุผลขึ้นได้"

เขาเดินทางต่อไปโดยไม่มีการคุ้มกัน เข้าไปในเขตที่สถานการณ์ล่อแหลมที่สุด แล้วก็กล่าวกับเพื่อนคนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าอาจจะตายโดยน้ำมือของผู้ลอบสังหาร และถ้าเป็นอย่างนั้นให้จำไว้ว่า ข้าพเจ้ายอมรับลูกกระสุนนั้นอย่างกล้าหาญ ด้วยพระนามของพระเป็นเจ้า และเมื่อนั้นข้าพเจ้าจึงจะเชื่อว่าตนคือ มหาตมะ อย่างแท้จริง"

การประชุมสวดมนต์กลายเป็นวิธีปลดปล่อยของเขาทุกวัน และตำรวจขอว่าให้เราค้นตัวผู้คน... แต่คานธีว่า ..ไม่ พระเจ้าจะปกป้องฉัน ไม่ต้องค้นตัวใคร ปล่อยเขาเข้ามา - "หากมีการนองเลือด ปล่อยให้เป็นเลือดของฉัน เพราะคนจะมีอยู่ชีวิตอย่างอิสระ หากพร้อมที่จะตายถ้าจำเป็นด้วยมือของพี่น้องของเขา"


      ในที่สุดแผนลอบสังหารคานธีก็อุบัติขึ้น ด้วยความคาดไม่ถึง ตำรวจไม่บอกคานธีถึงการจับกุม และคำสารภาพของผู้ก่อการคนหนึ่งเรื่องความพยายามลอบสังหารเขาที่ล้มเหลวครั้งก่อน

      วันที่ 30 มกราคม 1948 คานธีในวัย 78 ปี เดินเข้าไปในที่ประชุมสวดประจำวัน ในสวนเวอริฮาทร์ กรุงนิวเดลีย์ ท่ามกลางฝูงชนนั้นเอง ชายชาวฮินดูคนหนึ่ง 'นาฮูราน กอสซี่' วัย 36 ปี ก้าวออกมาก้มลงคารวะคานธี แล้วพูดว่า 'ท่านมาสายสำหรับการสวด' คานธีก็พูดว่า 'ใช่ฉันมาสายไป มาสายจริงๆ' แล้วกอสซี่ชักปืนเล็กๆ ออกจากเสื้อเชิ้ตของเขา แล้วยิงปืนใส่คานธี 3 นัด กระสุนเจาะทะลุท้องของมหาตมะ และอีกนัดหนึ่งที่หน้าอก เขาไม่แสดงถึงความประหลาดใจหรือความเจ็บปวด ขณะสุดท้ายก่อนความตายจะพรากเขาไป คานธีพนมมือในลักษณะสวดมนต์ แล้วพึมพรำคำว่า "ราม" พระผู้เป็นเจ้าในภาษาอินเดีย

       โลกของอินเดียเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เมื่อไม่มีมือที่เยือกเย็นของมหาตมะ คานธี ความประนีประนอมทางเชื้อชาติก็จางหายไป

      'กอสซี่' และผู้สมคบคิด 9 คน ก็ถูกขึ้นศาล เขาเสนอถ้อยแถลงยาว 92 หน้า ซึ่งเขาเรียกคานธีว่า ผู้ทรยศ พลังที่เลวร้าย ซึ่งจะทำให้มุสลิมขึ้นมาเป็นใหญ่ในอินเดีย 'กอสซี่' ถูกตัดสินว่า มีความผิด และถูกแขวนคอที่อัมบาราเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1949 ผู้สมคบคิดคนที่สองก็ถูกแขวนคอ และคนอื่นๆ ถูกจำคุกตลอดชีวิต

      อินเดียทั้งประเทศคร่ำครวญนาน 13 วัน ความเศร้าโศกและตื่นตระหนกจากการสังหารคานธี ดึงอินเดียให้หลุดออกจากความบ้าคลั่ง ความรุนแรงยุติลงเพียงชั่วข้ามคืน ผู้คนนับล้านต่างหลั่งไหลมายังกรุงเดลีย์ เพื่อให้ได้อยู่ใกล้เขา ตลอดทั้งคืนนั้นทุกคนต่างมาที่นี่ คลื่นมนุษย์พาหลั่งไหลติดตามร่างของชายร่างเล็กคนนี้ จนมาถึงลานเผาศพ ฝูงชนประมาณ 3-4 ล้านคนกั้นสะอื้นไม่อยู่

      ทั้งหมดเพื่อให้เกียรติแก่ชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีตำแหน่งสำคัญในอินเดีย ชายซึ่งไม่ร่ำรวยและมีทรัพย์สินทั้งหมดไม่ถึง 3 ดอลลาห์เมื่อเขาตาย ไอน์สไตน์กล่าวถึงคานธีว่า 'คนรุ่นอนาคตจะไม่มีทางเชื่อเลยว่า มีคนแบบนี้อยู่จริงบนโลกมนุษย์นี้'

      มีคนกล่าวไว้ว่า 'ท่านคานธีเป็นอมตะ' คงเพราะมรดกแห่งมนุษยชาติอันยิ่งใหญ่ที่สุด คือการใช้ชีวิตแบบคานธี ชีวิตที่เกิดมาเพื่อความใฝ่ฝันเพียงอย่างเดียว... หลักการเดียว... นั้นคือ หลักอหิงสา

      การต่อสู้โดยไม่ใช่ความรุนแรงได้ปลดปล่อยอินเดียให้เป็นอิสระ และนับจากนั้นอีก 50 ปีต่อมา อหิงสาได้เปลี่ยนโฉมหน้าของโลก ดังที่มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ ได้กล่าวไว้ว่า "พระเยซูเจ้ามอบคำสอนแก่ข้าพเจ้า คานธีมอบวิธีการ"

      อังคารของคานธีได้รับการอันเชิญโดยรถไปชั้นสามขบวนพิเศษ ไปยังชายฝั่งมหาสมุทรเพื่อโปรยลงบนคลื่น ที่พำนักสำหรับวิญญาณซึ่งไม่เคยสูญเสียความศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า หรือต่อมนุษย์เลย

       นั้นเป็นภาพการต่อสู้แบบ "สันติ อหิสา" ของสุดยอดนักสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดีย และสู้จนชีวิตหาไม่

      แล้วอดีตนายกฯทักษิณ และพลพรรคละ ที่ประกาศว่าต่อสู้แบบสันติ อหิงสา พร้อมอารยะขัดขื่นนั้น เป็นไปตามหลักการนั้นจริงหรือไม่....???

      ในสังคมไทยที่ผมเห็นว่าเป็นการีต่อสู้แบบสันติ อหิงสา ก็เห็นจะมีเพียงคนเดียว "ร.ต.ฉลาด วรฉัตร"เท่านั้น

                

       ย้อนดูชีวิตของ “ร.ต.ฉลาด วรฉัตร” คนนี้ ในทางการเมือง ร.ต.ฉลาดคนนี้เคยคลุกคลี เคยเป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์ จ.ตราด (2522-2526), เคยเป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์ กรุงเทพฯ (2529), เคยเป็นกรรมา

       ขณะเดียวกันเขาก็ให้ความสนใจเรื่องธุรกิจ “เคเบิลทีวี” อย่างจริงจังตั้งแต่ประมาณปี 2521 ทำธุรกิจอยู่แถบชลบุรี ระยอง จันทบุรี

      ใครที่เป็นคอการเมืองและติดตามสถานการณ์การเมืองของไทยมายาวนาน ย่อมจะคุ้นชื่อ-คุ้นหน้า ร.ต.ฉลาด โดยเฉพาะกับการประท้วงของเขาหลายครั้งที่มักจะออกแนว “อดอาหาร” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์

       ปี 2523 ประท้วงรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ กรณีน้ำมันขาดแคลน ด้วยการอดอาหารและน้ำ รวม 36 ชั่วโมง, ปี 2526 ประท้วงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ข้าราชการเป็นนายกฯ ได้ โดยการอดอาหารและน้ำ รวม 9 วัน,

         

       ปี 2535 ประท้วงรัฐบาล พล.อ. สุจินดา คราประยูร ที่มาจาก รสช. โดยอดเฉพาะอาหาร รวม 45 วัน, ปี 2537 ก็อดเฉพาะอาหาร 49 วัน เพื่อร่วมเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน, ปี 2543 ก็ประท้วงรัฐบาล ชวน หลีกภัย ด้วยการอดอาหาร ดื่มน้ำ-น้ำผึ้ง เป็นเวลา 100 วัน

       เขาประท้วงแรงถึงขั้น “ขู่จะแขวนคอตาย”

       ร.ต.ฉลาด ปักหลักที่หน้ารัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 เม.ย. 2549 เกิดขึ้นตั้งแต่ค่ำวันที่ 1 มี.ค. 2549 เวลาประมาณ 3 ทุ่ม โดยมีสัมภาระติดตัวมาแค่เสื้อผ้านิดหน่อย เสื่อ และหมอน คืนนั้นก็มีสื่อมวลชนสัมภาษณ์จนถึงประมาณตี 3 จึงได้นอน และรุ่งขึ้นก็มีผู้แวะเวียนเข้าพูดคุยด้วย ส่วนหนึ่งให้กำลังใจ ส่วนหนึ่งต่อว่าต่อขาน

       แต่นั้นคือบริบทของการต่อสู้แบบ "สันติ-อหิสา" อย่างแท้จริง ไม่ใช้กำลัง ไม่มีอาวุธ และไม่ขัดขืน...ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของ "ชาติ" เป็นที่ตั้ง...???

       แล้วอดีตนายกฯทักษิณ และพลพรรคนปช.ละ.....???

                   (ข้อมูลมหาตมะ คานธี นำมาจากกูเกิล)

     





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
ต้นหญ้าในป่าใหญ่ วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 19.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ponder

คานธีนั้นอังกฤษจะจับก็เดินเข้าคุกเอง..ทักษิณนั้นน่ะพอศาลปรานีก็หนีคดี.
คานธีทำเพื่อชาติ...ทักกี้ทำเพื่อตัวเอง.
คานธีนั้นสุดจะสมถะ...เเต่เเม้วนั้นสุดจะเว่อร์.
คานธีนั้นพอเพียง...เเต่เหลี่ยมน่ะมีมากมายเเค่ไหนก็ยังไม่เคยพอ.

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
Nikor วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 19.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaenta
Nikorn Chunprom

อยากอ่านซักentry ที่นายหัวไทร น่าจะเขียนได้ดี คือผมสังเกตว่า บนเวทีเสื้อแดง เกือบร้อยเปอร์เซนตื ทั้งคนปาศรัยระดับแกนนำ โฆษก ทั้งตัวหลัก ตังสำรอง เป็นคนใต้ล้วนๆ ....แต่อยู่ข้างล่างเวทีคอยสะบัดมือตบนั่น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนเชื้อชาติลาว (แบบผม) ทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
bon09 วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 15.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krasean

เห็นด้วยกับคุณคหที่ 8 ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
นายหัวไทร วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 11.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naiman

มหาตะมะ คานธี / ออง ซานซูจี

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
acid วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 09.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yhumb5a

ทำเป็นพูดดี
พวกเสื้อแดงเค้ารู้หรือป่าว
ว่า "อย่างมหาตะมะ คานธี"เป็นใคร
แล้ว "อารยะขัดขืน"
ใครเค้าจะรวมทำด้วย ลองไม่ให้ตังค์ดูดิ
ไม่ให้กินข้าวดิ ทำได้ป่าว

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Payont วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 09.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

คน "หลง" เห็นผิดเป็นถูก เป็น "เดรัจฉาน"
คน "โลภ" ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ เป็น "เปรต"
คน "โกรธ" อาฆาต พยาบาท เป็น "สัตว์นรก"
คุณว่าทักษิณเป็นอะไร ที่แน่ๆไม่ใช่คานธี

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เบ้งนะจ๊ะ วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 09.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bengnaja
 อันอริพระราชา  ข้าจักฟันให้บรรลัย

คานธีคือมหาบุรุษ
ทักษิณคือมหาอัปรีย์บุรษ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เด็กมุก วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 09.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sabsit

คนมีปัญญา ย่อมมีการพิจารณาไตร่ตรองก่อนพูดหรือกระทำ คนไม่มีปัญญาขาดสติ กระทำการขาดความยั้งคิด
หลงตนเอง หลาย ๆ ครั้ง ทักษิณและสาวก อ้างว่าทักษิณ
เปรียบกับมหาตมะคานธี นางอองซานซูจี ซึ่งมีผู้ทักท้วง
ตลอด ก็ยังไม่สำนึก ผมว่าสอนควายปีนต้นไม้มันไม่ง่ายหรอก แต่อาจจะง่ายกว่าการสอนให้ทักษิณและสาวกได้สำนึก คนกรุงร่วมกันแสดงพลังให้เสื้อแดงสำนึกได้แล้ว อย่านิ่งเฉย

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เดอะเจมส์ วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 09.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suchat

เอาอีกแล้ว เอามาบรรยายเปรียบเทียบให้เห็นภาพละเอียดซะขนาดนี้ แล้วตูจะเอามุกไหนมาเล่นล่ะทีนี้ (เสียงแม้วรำพึง) อิอิอิ สวัสดีครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
กอบธรรม วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 09.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/anakkumlangbai
ก่อนเกิดใครเป็นเรา? ...เมื่อเกิดแล้วเราเป็นใคร? ...ใครที่ว่าไม่นานก็ฝังบ้าง เผาบ้าง ..ไม่เชื่อให้ญาติคอยสังเกตุไว้ได้เลย.

สวัสดีครับ

แค่อย่าให้ได้ชื่อว่าคนถ่อยก็พอแล้วครับ.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
V_Suvannang วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 09.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suvannang
ว.สุวรรณัง

มาร่วมกันต่อต้าน
นักการเมืองที่มุ่งแต่จะเอาผลประโยชน์เข้าตัว
ทำร้ายประเทศชาติของตนให้ตกต่ำ
หลอกเอาประชาชนออกมาเป็นเครื่องมือ
ไม่คำนึงหน้าตา-ชื่อเสียงแผ่นดินเกิด
เหยียบย่ำทำลายประเพณีและวัฒนธรรมความเป็นผู้อ่อนน้อมของคนในชาติ

แทนที่จะจุดประกายความคิดให้คนในชาติ หาวิธีติดตามดูแลไม่ให้
ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นรัฐบาล หรือ นักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้าสภา
หรือข้าราชการที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น เจ้ากระทรวง ทบวง กรม กอง
หรือพ่อค้าที่ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อ อำนวยความสดวกให้แก่ตน
ให้หยุดการโกงกิน หยุดรับสินบน หยุดหาประโยชน์จากโครงการรัฐ
หรือเพื่อควบคุมพฤติกรรมในทางมิชอบของบุคคลเหล่านี้

แต่กลับมาคอยปลุกปั่นให้คนในชาติแตกแยกกัน เพื่อรอรับผลประโยชน์

ของพลังเงียบที่เบื่อวิธีการเช่นนี้ ร่วมกันแสดงออก แบบง่ายๆ ถูกๆ ไม่ต้องไปรับเงินทอง จากฝ่ายไหน
แค่เอากระดาษ A4 หรือ A3 พื้นสีขาว เขียนข้อความด้วยปากกาเมจิลายมือตัวเองว่า


"เลิกชุมนุมได้แล้ว ... เบื่อโว้ย!!”
หรือแบบสุภาพ หน่อยก็ได้ เช่น
“เลิกชุมนุมได้แล้ว ... เบื่อคะ”

“หยุดทำร้ายประเทศชาติเสียที"
“อย่าเหยียบประเทศชาติ เพื่อหาผลประโยชน์”


แล้วติดไว้หลังรถ หรือจะทากาวติดปลายไม้ทำเป็นธงติดไว้หน้ารถ หรือที่ไหนก็ได้

ลงทุนไม่มาก ช่วยกันหน่อยคนละไม้ คนละมือ ..เอาให้เต็มกรุงเทพ หรือทั่วประเทศเลย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สนิมกฤช วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 08.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sanimkrit

เปรียบเทียบกันไม่ได้ดอกครับ...

อุดมการณ์และจิตใจ แตกต่างกันยังกับ ฟ้ากับเหว.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 26/03/2010 เวลา : 08.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ทักษิณแค่เป็นคนดียังทำไม่ได้
ส่วนท่านคานธีนั้นเป็นมหาบุรุษ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]