• dr.nakamon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dnakamon@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2015-06-11
  • จำนวนเรื่อง : 277
  • จำนวนผู้ชม : 202795
  • ส่ง msg :
  • โหวต 313 คน
ชมรมรักและศรัทธา ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล
ส่งเสริมความรู้เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมไทย-อาเซียนในโลกสมัยใหม่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nakamonTH
วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม 2563
Posted by dr.nakamon , ผู้อ่าน : 251 , 12:42:07 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน dr.nakamon โหวตเรื่องนี้

ปรัชญาความคิด มนุษย์ อารยธรรม และการพัฒนา

ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

การดำรงชีวิตของมนุษย์ จำเป็นต้องมีหลักการให้ยึดถือและปฏิบัติ ในสังคมไทยปัจจุบัน เป็นสังคมที่มีความสับสนและวุ่นวาย ปัจจุบันสังคมได้มีการเปลี่ยนแปลงไปหลายด้าน อย่างเช่น เกษตรกรรมก็กลายเป็นอุตสาหกรรม สังคมในยุคนี้พร้อมรับกับเทคโนโลยีทุกอย่างของชนชาติอื่น หากแต่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และรู้เท่าทันกับกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีหยุดยั้งนี้ ทั้งในด้าน ปรัชญา แนวความคิด การปฏิบัติ ความประพฤติ รวมไปจนถึงนวัตวิถีทางสังคมและวัฒนธรรม บางช่วงแห่งยุคสมัยก็ถูกนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตในแง่มุมที่ผิดพลาด  เช่นเดียวกับระบบการค้าและเศรษฐกิจ ที่นำไปสู่การผูกขาดและสร้างความขัดแย้งจนนำไปสู่การทำลายกันและกันในรูปของการก่อสงครามแย่งชิง ความเข้าใจในตัวตนของมนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นสังคมและการสร้างสรรค์นวัตกรรมการปกป้องและการเอาตัวรอดอย่างง่าย ไปสู่การสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ละเอียดและซับซ้อน จนวิจิตรพิศวงนั้น ดังที่เทวสถานและโบราณวัตถุหลายแห่งของมุมโลก ได้ทิ้งไว้เป็นร่องรอยไว้เป็นรอยแห่งอารยธรรม ที่มนุษย์ต่างต้องค้นคว้าและจดบันทึกเป็นประวัติศาสตร์สำหรับเตือนความทรงจำของเผ่าพันธุ์ 

ความสำคัญของปรัชญาต่อการดำเนินชีวิต  ปรัชญาในการดำเนินชีวิตเป็น แบบอย่างให้คนยึดถือ และให้คุณค่าอันนำไปสู่พฤติกรรมของมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่าเป็นทัศนะที่แฝงอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมมนุษย์ และภายใต้การดำเนินชีวิตของคนเรานี้เอง จะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ขึ้นอยู่กับกลไกของความคิด ทุนคนจึงมีความแตกต่างกัน มีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับการกำหนดหน้าที่ และตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ปรัชญาแบบใด เป็นหลักในการยึด ทั้งนี้ ปรัชญาคือรากฐานของความคิดและพฤติกรรม ปรัชญาในการดำเนินชีวิตแต่ละคนเป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิตของแต่ละคน ทั้งนี้ ทำให้แต่ละคนมีทัศนะต่อโลกและชีวิตในมุมมองที่หลากหลายแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม คนทุกคนย่อมมีปรัชญาในการดำเนินชีวิตของตน ไม่ว่าจะมีการศึกษาขนาดไหน จะต้องมีปรัชญาที่แอบแฝงอยู่ในตัวของแต่ละคนอยู่แล้ว

สำหรับปรัชญาความคิดมนุษย์นั้น มีอิทธิพลของปรัชญาต่อการดำเนินชีวิต ถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยกำหนดแนวทาง ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ปรัชญานั้น จะทำให้เรามองเห็นถึงปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเองได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็สามารถกำหนดแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตของเราได้ นั่นคือ การที่เรากำหนดเป้าหมายของเรา เพื่อให้เราสามารถเดินไปยังเป้าหมายนั้น การกระทำใด ๆ ของเรา หากทำโดยมีเป้าหมายแล้วย่อมประสบความสำเร็จได้ ดังคำกล่าวที่ว่าการเริ่มต้นที่ดี เท่ากับว่าสำเร็จผลไปแล้วครึ่งหนึ่งความหมายคือปรัชญาสามารถตรวจสอบความเชื่อพื้นฐานของมนุษย์ เนื่องจากคนเราทุกคนย่อมมีความเชื่อพื้นฐานอยู่แล้ว แต่หากไม่มีการตรวจสอบ จึงทำให้เกิดความผิดพลาดเกี่ยวกับการตัดสินใจปัญหาต่าง ๆ การตัดสินใจที่ถูกต้องและเฉลียวฉลาดจริง ๆ นั่นขึ้นอยู่กับความเข้าใจถึงปัญหาที่มี และหาทางออกอย่างมีสติ การตัดสินใจต่าง ๆ ควรมีคุณค่าและความหมายถึงจะเรียกว่าตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว ทั้งนี้ การตรวจสอบความเชื่อพื้นฐานจะทำให้คุณมีหลักการในการดำเนินชีวิตที่ชัดเจน จะทำให้คุณมีหลักในการยึดถือเพื่อปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีหลักเกณฑ์ จะทำให้ไม่หลงเชื่องมงาย กับอะไรง่าย ๆ แต่หากจะรู้จักการเลือกและตัดสินปัญหาที่สำคัญได้ ที่สำคัญคุณยังเข้าใจโลกทัศน์ของตนเองได้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกสิ่งที่ถูกต้องและมีคุณค่าต่อชีวิตของคุณได้อย่างเหมาะสม เพราะคุณมีปรัชญาเป็นผู้ชี้นำ สามารถกำหนดแนวทางในการตัดสินใจได้ด้วยตัวของคุณเอง ทำให้คุณเข้าใจตนเองและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ทั้งนี้ยังทำให้ชีวิตคู่ควรค่าแก่การดำรงอยู่และสามารถพบกับความสุขที่แท้จริงอีกด้วย


ท่ามกลางความวิตกกังวลต่ออวิชชาที่อยู่รอบตัวมนุษย์ กล่าวได้ว่าหลักการทางปรัชญาช่วยให้เป็นคนมีเหตุมีผล การรู้จักคิดทบทวนให้รอบคอบ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม หากทำด้วยความใจร้อน หรือทำไปโดยไม่ได้คิด นั้นจะทำให้คุณพบแต่ปัญหาการดำเนินชีวิตจนไม่สามารถแก้ไขได้ การแก้ไขปัญหาที่ดีคุณต้องรู้จักเหตุของปัญหา นั่นก็คือ คุณจะต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ จึงถูกต้อง เพราะผลทุกอย่างย่อมเกิดจากเหตุเสมอ ถ้าคุณไม่อยากมีปัญหา หรือไม่อยากแก้ไขปัญหาแล้ว คุณก็ไม่ควรสร้างปัญหาใดๆ ให้เกิดขึ้น และเมื่อคุณเจอปัญหาควรตั้งสติ และเรียบเรียงปัญญาให้เกิดเพื่อมาช่วยให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของคุณเอง อย่างเช่น อะไรคือความดี อะไรคือสิ่งผิด อะไรคือความถูกต้อง และอะไรคือความยุติธรรม เป็นต้น ถ้าคุณสามารถหาคำตอบได้หลายคำตอบแต่ไม่ตรง คำตอบใดมีเหตุผลดีกว่าย่อมเชื่อถือได้ คำตอบเช่นนั้นคุณควรรับฟังและนำมาปฏิบัติตาม ทั้งนี้การที่คุณมีความคิด ความเชื่ออย่างเป็นระบบ และมีเหตุผลจะทำให้คุณเป็นคนมีวิจารณญาณ มีหลักการเป็นของตนเอง ไม่งมงาย ทำอย่างมีเหตุผล ไม่ขัดแย้งตนเอง ไม่ยอมให้สิ่งที่ไม่ใช้เหตุผลเข้ามาเป็นอุปสรรคในความคิด ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ตลอดเส้นทางแห่งอารยธรรมของมนุษย์ ปรัชญาทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น ความเข้าใจในการใช้ชีวิตอย่างมีหลักเกณฑ์ จะทำให้คุณมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบและชีวิตของคุณก็จะดำเนินได้อย่างดีงาม หากเข้าใจถึงหลักเกณฑ์ในการใช้ชีวิตไม่ใช่เป็นสิ่งไร้ค่าแล้ว ถ้าคุณเลือกยึดถือปรัชญาแบบผิด ๆ ก็จะส่งผลให้ความชั่วบังเกิดขึ้นได้ แต่ถ้ายึดถือหลักปรัชญาที่ถูกต้อง และดีงามโอกาสที่จะทำถูก ทำดีก็จะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากปรัชญาที่ถูกต้องจะสร้างความสงบสุขแก่ผู้ที่สามารถนำองค์ความรู้ตามหลักของปรัชญามาใช้ สังคมมนุษย์จะช่วยกันขับเคลื่อนสังคมให้พัฒนาไปในทิศทางที่เจริญขึ้นได้ อย่างไรก็ดี การที่คุณสามารถใช้ชีวิตให้อยู่ในหลักเกณฑ์ของปรัชญาอย่างถูกต้องและเหมาะสม การดำเนินชีวิตอย่างมีหลักยึดจะช่วยให้สามารถดำเนินไปในทิศทางแห่งอารยธรรมที่ปลายทางคือความสุขตามเป้าหมายที่ต้องการ

(อ่านเพิ่มเติมที่ https://moneyhub.in.th/article/philosophy-of-life/)

 

ข้อมูลจาก http://www.parst.or.th/philospedia/philosophyofhistory.html อธิบายถึง สารานุกรมปรัชญาออนไลน์เชิงสังเขป อธิบายว่า ปรัชญาเชิงประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยมนุษย์และอารยธรรม มีความหมายสองนัยคือ ข้อแรก เป็นเรื่องของเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งอาจจะถอยกลับไปได้ถึงเมื่อครั้งแรกมีสังคมมนุษย์ ข้อสอง เป็นเรื่องกิจกรรมทางวิชาการของสาขามนุษยศาสตร์ มีจุดหมายอยู่ที่การพยายามเข้าใจอดีตของมนุษย์ โดยมีวิธีการศึกษาเพื่อตอบคำถามว่าอดีตเกิดขึ้นอย่างไร สภาพแวดล้อมทางกายและทางความคิดในแต่ละช่วงเวลาลักษณะ มีการเกิดขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจของนักประวัติศาสตร์  ส่วนประวัติศาสตร์ ตามความหมายที่สองคือกิจกรรมทางวิชาการต่าง ๆ ที่นักประวัติศาสตร์กระทำขึ้น หรือกล่าวอย่างง่ายคือประวัติศาสตร์ นัยแรกคือตัวอดีตเอง ส่วนนัยที่สองของประวัติศาสตร์ก็คือการศึกษาอดีต

ประการแรก ปรัชญาประวัติศาสตร์ศึกษาภาพรวมว่า ที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายหรือความหมายอะไรอยู่เบื้องหลัง การเกิดขึ้นนั้นมีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์หรือไม่  ประการที่สอง ปรัชญาประวัติศาสตร์มุ่งวิเคราะห์ในเชิงตรรกะ เชิงมโนทัศน์ และเชิงญาณวิทยาที่ใช้เขียนประวัติศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์นิพนธ์ (historiography) เหมือนความต่างกันของปรัชญาธรรมชาติ(philosophy of nature) กับปรัชญาวิทยาศาสตร์(philosophy of science) กล่าวคือ ปรัชญาธรรมชาติมุ่งศึกษาตัวปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ปรากฏต่อเรา ในขณะที่ปรัชญาวิทยาศาสตร์ มุ่งวิธีการศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งก็คือกิจกรรมที่นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้า นักวิชาการมักจะเรียกการค้นคว้าเชิงปรัชญาประวัติศาสตร์ประการแรกว่าปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงสาระ(speculative หรือ substantive philosophy of history) และ เรียกแนวทางประการที่สองว่าปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ หรือเชิงวิพากษ์(analytical หรือ critical philosophy of history) และการแบ่งแยกทั้งสองแนวคิด มีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจปรัชญาประวัติศาสตร์ในเชิงพัฒนาการ กล่าวคือ ในยุคแรกเริ่มปรัชญาประวัติศาสตร์เดินตามแนวทางแบบปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงทฤษฎี ในยุคต่อมาแนวทางศึกษาปรัชญาประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์จึงเกิดขึ้น และในปัจจุบันเป็นยุคที่มีขอบข่ายของความสนใจกว้างขวางและซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม

พุฒวิทย์ บุนนาค กล่าวว่า นักปรัชญาประวัติศาสตร์มีความเห็นค่อนข้างตรงกันว่าประวัติศาสตร์นั้นมีองค์ประกอบพื้นฐานคือการกระทำทั้งหลายของมนุษย์ และการกระทำดังกล่าวนั้นเข้าใจได้ภายในกรอบของสถาบันและโครงสร้างบางอย่างที่ตัวมนุษย์เองเป็นผู้สร้างขึ้น ไม่มีโครงสร้างแห่งความหมายที่อยู่เหนือระดับของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ขึ้นไป เหตุผลของการกระทำของบุคคลสามารถมีฐานะเป็นสาเหตุในการอธิบายประวัติศาสตร์ในเชิงสาเหตุและผลได้ รวมถึงเราสามารถตีความการกระทำหรือความตั้งใจของบุคคลได้ คำอธิบายทางประวัติศาสตร์จึงเป็นทั้งเรื่องของสาเหตุและผลลัพธ์และเรื่องของการตีความ นักปรัชญาประวัติศาสตร์ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อว่ามีกฎที่เป็นสากลที่จะใช้อธิบายการกระทำของมนุษย์ได้

อย่างไรก็ตาม เราสามารถแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับการเป็นสาเหตุในสังคมได้ผ่านการพิจารณาการกระทำของมนุษย์ภายใต้ความสัมพันธ์ตามกรอบสถาบันและโครงสร้างต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ในขณะหนึ่งๆ ส่วนในประเด็นการอ้างความรู้ในทางประวัติศาสตร์นั้น นักปรัชญาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับหลักฐานและการศึกษาค้นคว้าในเชิงประจักษ์ ความเป็นภววิสัยของความรู้ทางประวัติศาสตร์  โดยนักประวัติศาสตร์สามารถสืบค้นที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับหลักฐานในบางลักษณะเพื่อจะสร้างทฤษฎีที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับอดีตขึ้นมาได้ หรือการนำเสนอภาพของอดีตอาจจะเน้นด้านสาเหตุปัจจัย อาจเน้นไปที่การบรรยายสภาพแวดล้อมทางกายภาพ หรือการตีความเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ออกมาเป็นเรื่องเล่า ดังจะได้นำเสนอรายละเอียดของปรัชญา ความคิด มนุษย์ อารยธรรมและวัฒนธรรมตามลำดับไป

หนังสือแนะนำอ่านเพิ่มเติม
 

  • ·

Dray, W. H. 1967. Philosophy of History. In Paul Edward (ed.). The Encyclopedia of Philosophy. New York: MacMillan, Vol. 6: 247-254.

  • ·

Graham, Gordon. Philosophy of History. In Edward Craig (ed.). Routledge Encyclopedia of Philosophy [CD-Rom Version 1.0].

  • ·

Little, Daniel. 2007. Philosophy of History. In Edward N. Zalta (ed.). The Stanford Encyclopedia of Philosophy. URL=<http://plato.stanford.edu/entries/history/>.




เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]