• dr.nakamon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dnakamon@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2015-06-11
  • จำนวนเรื่อง : 260
  • จำนวนผู้ชม : 199365
  • ส่ง msg :
  • โหวต 296 คน
ชมรมรักและศรัทธา ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล
ส่งเสริมความรู้เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมไทย-อาเซียนในโลกสมัยใหม่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nakamonTH
วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม 2563
Posted by dr.nakamon , ผู้อ่าน : 257 , 12:22:52 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน dr.nakamon โหวตเรื่องนี้

การประยุกต์หลักพระอภิธรรมและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

 

ความเบื้องต้น

พระพุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  พระองค์ทรงเป็นหลักในความเป็นที่พึ่งและทรงปรับปรุงกายวาจาและใจของชาวพุทธให้ได้เป็นชาวพุทธที่ถูกต้องสมบูรณ์  โดยที่พระวินัยเป็นอารมณ์ของศีล พระสูตร เป็นอารมณ์ของสมาธิ และพระอภิธรรมเป็นอารมณ์ของปัญญา โดยพระพุทธศาสนาที่แท้จริงอยู่ที่ปัญญา หรือที่เรียกว่าสัมมาทิฐิ ที่เกิดขึ้นเจริญขึ้นอยู่ที่จิตใจของชาวพุทธทั้งหลาย สัมมาทิฐิจะมาได้อย่างไร ก็ต้องได้มาจากธุระ ๒ อย่างคือ ๑.คันถธุระ กล่าวคือการศึกษาเล่าเรียน และ ๒.วิปัสสนาธุระ  กล่าวคือการปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า รวม ๒ อย่างนี้เป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฐิ เปรียบเหมือนทะเลมีรสเค็มรสเดียว ฉันใด คำสอนของพระพุทธเจ้าก็มีรสเดียวคือวิมุตติรส  คือรสแห่งการพ้นทุกข์ ฉะนั้น

              การรู้และการเข้าถึงพระพุทธศาสนานั้นต่างกัน กล่าวคือรู้โดยสัญญา   อันได้แก่การจดจำโดยขาดปัญญาที่เข้าใจในเหตุผลของสภาวธรรม แล้วจะเข้าถึงพระพุทธศาสนาและปฏิบัติเพื่อชนะทุกข์ และดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิงนั้นเป็นการยากยิ่ง    จำเป็นอย่างที่สุดที่ต้องศึกษาพระอภิธรรม อันเป็นปรมัตถธรรม ให้ได้รู้เข้าใจเป็นประการแรกเสียก่อน   เหมือนกับเราต้องหัดอ่านพยัญชนะ ตัวหนังสือสระ  ที่เป็นตัวผสมให้ได้เสียก่อน และรู้ความหมาย(อรรถ)ต่อไปเราจึงอ่านหนังสือออก

              ในพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงโครงสร้างหรือองค์ธรรมไว้ ๔ ประการคือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วทรงนำมาสั่งสอน เพื่อให้เวไนยสัตว์ได้นำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ อันมีชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ เป็นอาทิ  ในที่นี้กล่าวได้ว่า พระอภิธรรมเป็นปรมัตถธรรมคือธรรมอันประเสริฐยิ่ง เป็นอารมณ์ของปัญญาอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่น่าศึกษาให้เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง  เพราะเป็นการเรียนรู้และปฏิบัติให้รู้จักตัวเอง 

อนึ่ง ความทุกข์ทั้งปวงของมนุษย์ล้วนเกิดขึ้นที่จิตใจของเราโดยมีเจตสิกธรรมเป็นตัวปรุงแต่งจิตให้เกิดเป็นความรัก ความชัง ความริษยา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วดับไป ตามเหตุปัจจัย  ไม่มีใครบังคับได้ ดังนั้นการเรียนรู้และปฏิบัติเพื่อสัมผัสกับความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่จิตใจของเรา ซึ่งจากการเรียนรู้เรื่องราวของรูปธรรม นามธรรม นี้เหมือนได้รูปถ่ายของผู้ร้าย อันได้แก่กิเลสและอกุศลธรรม จะได้ใช้สติปัญญา เป็นตัวจับผู้ร้าย ได้ชัดเจนกว่าเราไม่รู้จักหน้าตาของผู้ร้ายเลย

การศึกษาเรียนรู้พระอภิธรรม   ไม่ใช่แค่รู้จักพระอภิธรรม    เพราะเป็นธรรมะที่ชาวพุทธทั้งหลาย

ควรหาโอกาสศึกษาให้เข้าใจ เปรียบเหมือนเราได้มีแผนที่ในการเดินทางอันหนทางแห่งทุกข์มีภัยอันตรายอยู่รอบด้าน จะได้เป็นอริยทรัพย์ติดตัวไปในกาลข้างหน้า

ชีวิตนี้น้อยนัก นิดเดียว รวดเร็วเหมือนเมล็ดพืชวางอยู่บนปลายของเหล็กแหลม จะหล่นลงมาเมื่อใดก็ไม่รู้ อย่างมากไม่เกิน๒๐,๐๐๐ วัน ชีวิตจึงน้อยนัก เหมือนน้ำค้างบนยอดหญ้า เพียงถูกแสงของดวงอาทิตย์ในยามรุ่งอรุณก็หายไป เราควรดำเนินชีวิตนี้ให้มีสาระ แก่นสารมากที่สุด ด้วยการไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น ยังกุศลจิตให้เกิดขึ้นเสมอๆ ด้วยการศึกษาพระพุทธศาสนาให้รู้เสียก่อน แล้วนำเอาความรู้นั้นมาปฏิบัติเพื่อทำลายมิจฉาทิฐิให้หมดไป และทำให้สัมมาทิฐิเพิ่มพูลขึ้น  เจริญงอกงามขึ้น

จิตฺตํ ทนฺตํ  สุขาวหํ

จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้

 

เหตุผลที่ทำไมต้องศึกษาพระอภิธรรม?

การศึกษาพระอภิธรรม เป็นการเข้าถึงสัจธรรม และวิสุทธิธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นอารมณ์ของปัญญา  อำนวยผลให้ชีวิตมีคุณค่า โดยจะเป็นพื้นฐานที่มั่นคงในการเรียนรู้คำสอนของพระพุทธศาสนาได้รวดเร็วยิ่งๆ ขึ้นต่อไป

ธรรมที่ควรเข้าใจ ๔ ประการคือ ๑.ปริยัติธรรม หมายถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า  ๒. เหตุธรรม หมายถึงธรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุ ทำให้เกิดผลทั้งปวง  ๓. คุณธรรม  อันได้แก่กุศลธรรม ให้ผลเป็นสุข และอกุศลธรรม ให้ผลเป็นทุกข์ และ ๔.นิสสัตตนิชชีวธรรม หมายถึงสภาวธรรมที่ปฏิเสธความเป็นสัตว์ ความเป็นบุคคล ได้แก่ ธรรมชาติที่เกิดขึ้นและดับไปตามเหตุปัจจัยของเขา เช่น ความโกรธ เป็นต้น ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นสภาวธรรมเมื่อเกิดขึ้นในจิตใจของสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดๆ จะต้องรู้สึกเศร้าหมอง เร่าร้อนเป็นทุกข์เหมือนกันหมด

แต่เมื่อความโกรธนั้นหายไป บุคคลนั้นยังอยู่ หรือไม่ว่าจะอยู่ในที่แห่งใดในโลก ย่อมมีสภาวลักษณะของเขาโดยเฉพาะ  เหมือนเช่นว่าไม่ว่าสัตว์ใด บุคคลใด ไปสัมผัสไฟเข้าจะต้องมีความรู้สึกร้อนเหมือนกันหมด ความโกรธและไฟย่อมทรงลักษณะสภาวะทางธรรมชาติโดยเฉพาะของตนๆ นี้ถือเป็นสภาวธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมโดยแท้ และในส่วนพระอภิธรรมนั้นก็คือคือนิสสัตตนิชชีวธรรม  ก็ได้แก่รูปธรรมและนามธรรมนั่นเอง

 การศึกษาเพื่อให้รู้ให้เข้าใจในเรื่องรูปธรรม  นามธรรมที่มีความเกิดขึ้นและดับไปได้อย่างไร และความทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็อาศัยอยู่ในรูปในนามของเราอันได้แก่กิเลสทั้งหลาย เป็นเครื่องทำให้จิตใจเราเศร้าหมอง อาฆาต พยาบาท เมื่อเราได้ศึกษาธรรมะและปฏิบัติโดยการเพ่งธรรมะเหล่านี้ว่าเขาเกิดดับ เป็นไปเป็นธรรมดา ตามเหตุปัจจัยของเขา ปัญญาของเราก็จะเกิดขึ้น และเจริญขึ้น  สามารถเอาชนะความทุกข์เหล่านี้ได้ประสพความสุขอันไพบูลย์ อันเป็นยอดธรรมในพระพุทธศาสนา นี่นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษาพระอภิธรรม จะเป็นกุญแจไขพระคัมภีร์ต่างๆ ในพระพุทธศาสนาให้เข้าใจได้ทั้งหมด

นามธรรมคือ จิต ๘๑ ดวง, ๘๙ ดวง และ ๑๒๑ ดวง  เจตสิก ๕๒ ดวง และ รูปธรรมคือ รูป ๒๘ ประการ นิพพาน จัดเป็นนามธรรม  ในฐานะเป็นอรูปธรรม  ขันธ์วิมุตติ 

นิพพานปรมัตถ์ ไม่ใช่จิตหรือเจตสิก จัดเป็นอสังขตธรรมคือพ้นจากการปรุงแต่ง บางทีเรียก อสังขตธาตุ จิตปรมัตถ์ เจตสิกปรมัตถเป็นนามธรรม สังขตธรรม ได้ปัจจัยสมุฏฐานมาจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร      ดังนั้น  การศึกษาพระอภิธรรมก็คือ ศึกษาให้รู้เรื่องราวของจิต เจตสิก รูป และนิพพาน โดยย่อคือ ขันธ์๕ หรือรูปและนาม เพื่อทำให้มรรคมีองค์ ๘ ได้เจริญขึ้น เพื่อทำลายกิเลสให้หมดสิ้นไป อันเป็นพุทธประสงค์เพื่อความพ้นทุกข์ และพบสันติอันถาวร

 

เข้าใจพระอภิธรรม เข้าใจหลักกรรม

 

เจตนาหํ  ภิกฺขเว  กมฺมํ  วทามิ

ภิกษุทั้งหลาย เรา(ตถาคต) กล่าวว่าเจตนาคือกรรม

 

 

กรรม หมายถึง เจตนาในการทำกุศลและอกุศล กรรมทางกาย วาจา และใจ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า เจตนาเป็นเจตสิกที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่จิตเกิดขึ้น มีลักษณะชักจูงสัมปยุตธรรมคือเจตสิกที่เกิดร่วมกับตนให้กระทำหน้าที่ตรงไปยังอารมณ์นั้นโดยไม่บกพร่อง กรรมที่กระทำนั้นเกิดขึ้นโดยอาศัยเจตนาเป็นเครื่องปรุงแต่ง เจตนาเป็นธรรมที่เกิดขึ้นก่อนกรรม เป็นธรรมที่เกิดขึ้นภายหลัง ท่านจึงกล่าวว่าเจตนาคือกรรม กรรมทั้งที่เป็นบุญเป็นบาป เกิดขึ้นต้องอาศัยอารมณ์ต่างๆ(อารมณ์ ๖) เป็นปัจจัย

แม้ในขณะนั้น ความพอใจไม่พอใจก็เกิดขึ้นได้ แต่เป็นบุญบาปที่มีกำลังอ่อนไม่สามารถส่งผลได้ทุกๆ ครั้ง ที่จิตเกิดขึ้นทางปัญจทวารวิถีลงสู่มโนทวารวิถี   บาปบุญย่อมเกิดขึ้นที่ชวนะจิตทั้งสิ้นและถูกเก็บสะสมไว้ในจิตต่อไปไม่สูญหายไปไหน รอเวลาของการให้ผลเมื่อถึงโอกาสและจังหวะที่จะเกิดขึ้นได้ บุญบาปอันเป็นผลจะต้องเกิดขึ้นทันที

มโนสัญญาเจตนา คือเจตนา ๒๙ เป็นต้น กรรมวัฏฏ์ (ปรุงแต่งนำเกิด) ทำให้เกิดวิปากวัฏฏ์(รูปนามขันธ์๕) วนเวียนอยู่ไม่ออกไปจากสังสารวัฏฏ์ได้ตามสภาวะ กรรมก็คือเจตนาของผู้กระทำ มีความปรารถนาพอใจอยากให้ผลเกิดขึ้นดังที่ต้องการ อาทิเช่น ผู้ฆ่าสัตว์   ย่อมมีจิตปรารถนาให้สัตว์นั้นตาย ให้สัตว์นั้นอายุสั้น ให้เจ็บปวดเดือดร้อน วิบากอันเป็นผลของกรรมที่ผู้ฆ่าสัตว์จะได้รับก็คือมีโรคภัยไข้เจ็บเดือดร้อนทุกข์ลำเค็ญ มีอายุสั้น ตายแล้วไปเกิดในทุคติภูมิเป็นสัตว์นรก เป็นต้น

ทุกขเวทนายากแค้นเป็นผลสนองตอบตามอำนาจของกรรมที่ตนได้กระทำลงไปแม้กรรมเล็กน้อยก็จะส่งผลให้ได้รับอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าเป็นกรรมดีที่ได้ทำไว้ด้วยใจ วาจา สุจริต ผลที่ได้รับย่อมร่มเย็นไม่เดือดร้อนเศร้าหมองที่เข้าใจว่า ภูตผีปีศาจ เป็นผู้มาทำร้าย แท้จริงเพราะวิบากกรรม ส่งผลต่างหาก

ดังนั้น การแก้กรรม จึงต้องกระทำบุญอยู่เนืองๆ ไม่ประมาททั้งกาลทั้งชีวิต คนเรานั้นอย่างมากอายุไม่เกิน ๗๕ ปี หรือเกินไปก็ไม่มากนัก ถ้ายิ่งเป็นชีวิตที่ทำแต่บาปกรรม แล้วไซ้ร์ก็จะยิ่งมีโทษอย่างมาก ตายเสียตั้งแต่อายุน้อยๆ จะดีกว่า

เจตนาที่นับว่าเป็นกุศลกรรมนั้น หรือว่าอกุศลกรรมได้แก่เจตนาเจตสิกในกุศลจิต ๑๗ ดวง และอกุศลจิต ๑๒ ดวง รวม ๒๙ ดวง ที่เกิดในขณะจิตเสวยอารมณ์อันเป็นชวนะจิต กล่าวคือ กามาวจรกุศล ๘ ดวง รูปาวจรกุศล ๕ ดวง อรูปาวจรกุศล ๔ ดวง รวม ๑๗ ดวง เป็นฝ่ายกุศล และ โลภะ ๘ ดวง โทสะ ๒ ดวง โมหะ ๒ ดวง รวมเป็น ๑๒ ดวง เป็นฝ่ายอกุศล กุศลหรืออกุศลจะเกิดขึ้นได้ในชวนะจิตเท่านั้น

การทำบุญทำบาปจะมากน้อยสักแก่ไหนก็ต้องอาศัยกำลังของเจตนาในสังขารปรุงแต่งกรรมนั้นๆ     การใส่บาตรแม้แต่ข้าวสารเพียงทัพพีเดียวก็ตามในคนต่างๆ กันที่มีเจตนาต่างกันย่อมให้ผลต่างกันอย่างมากมายได้

กรรมนั้นเมื่อกระทำลงไปแล้ว อาทิเช่น กรรมดีที่ทำในบุญกริยาวัตถุ ๑๐ ประการ อยู่เนืองๆ ย่อมส่งผลให้ผู้นั้นมีจิตใจเมตตา กรุณา เพิ่มขึ้นใบหน้าก็ยิ้มแย้มเป็นที่สนใจยินดีแก่ผู้อยู่ใกล้ ตรงกัน ข้ามกับผู้ใดที่ทำกรรมชั่วอยู่เนืองๆ ด้วยกาย วาจา และใจทุจริต แล้วเขาย่อมสะสมกำลังอำนาจ ของความชั่วร้ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ย่อมเบียดเบียนตัวเอง และผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เขาย่อมได้รับความทุกข์เศร้าหมองทางจิตใจอยู่ตลอดเวลา แม้จะมีเงินทองมากมายสักเพียงใดก็จะหาความสุขได้ไม่

แม้เสียชีวิตไปแล้วย่อมไปสู่ทุคติ ในเวลาใกล้จะตายร่างกายและจิตใจย่อมอ่อนลง อารมณ์ทางปัญจทวารรับไม่ได้ กำลังทางมโนทวารย่อมมีกำลังมากขึ้น อกุศลกรรมที่ทำไว้หนักๆ จะปรากฏเป็นนิมิตขึ้น เช่น ภาพของการฆ่าสัตว์เป็นต้น สัตว์นั้นย่อมปรากฏให้เห็นได้ เมื่อเวลาใกล้จิตจะแตกดับลงไปมีการร้องหรือแสดงอาการสัตว์นั้น เป็นต้น แสดงว่ากรรมนั้นมิได้สูญหายไปไหนคงถูกบันทึกเก็บไว้และคอยโอกาสที่จะส่งผล 

ดังนั้น อารมณ์ทางมโนทวารก่อนจะตาย จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องรู้และเข้าใจ บาปบุญที่ได้ทำไว้จะมาปรากฏเกิดขึ้นในขณะนี้เอง ถ้าบุญกุศลที่ทำไว้มากจะปรากฏเป็นกรรมอารมณ์ กรรมนิมิต และคตินิมิตอารมณ์ ในทางที่ดี สุคติโลกสวรรค์เป็นอันหวังได้อย่างแท้ ใจที่เป็นบุญกุศลเปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา กรุณา ทั้งศรัทธาและปัญญาก็จะเป็นอริยทรัพย์ติดตัวไปในชาติหน้า ภพใหม่ สร้างบุญกุศล ปัญญาบารมีต่อไป

การปฏิสนธิ ต้องอาศัยอำนาจของกรรมนำเกิดเรียกว่า ชนกกรรม จะเกิดในทุคติภูมิ ๔ หรือสุคติภูมิ ๗ ก็แล้วแต่อำนาจของกุศลหรืออกุศลกรรม จะส่งผลในมรณาสันนวิถี ส่วนรูปกายก็เช่นเดียวกัน กรรมจะเป็นผู้สร้างรูป เรียกว่ากัมมชรูป จะรูปร่างสวยงามหรือไม่ ย่อมอยู่ในอำนาจของกรรม จะแต่งให้เป็นไปตามความปรารถนาของผู้กระทำ จะเห็นได้ว่าการเกิดทุกภพ ทุกชาติ จะต้องอาศัยกรรมเป็นหลัก เป็นผู้สร้างไปตามเจตนาของสัตว์นั้นๆ จะเกิดขึ้นมาเอง โดยไม่มีเหตุปัจจัยหาได้ไม่ โดยเหตุที่เรามีกรรมเป็นของเรา เราเป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ท่านจึงสอนให้งดเว้นกระทำความชั่ว ทุกชนิดโดยเด็ดขาด กรรมชั่วที่ได้ทำไว้แล้วในอดีตก็ให้ลืมเสีย ไม่ให้นึกคิดเพราะจะเพิ่มกำลังของความชั่วขึ้น และเมื่อกระทำกุศลกรรมอันใดไว้ก็ให้นึกถึงเสมอ เพื่อให้มีกำลังขึ้น และจะได้ส่งผลในกาลใกล้เสียชีวิต บุญกุศลนั้นจะได้มาเป็นอารมณ์ให้ส่งผลไปสู่สุคติในภพชาติใหม่ กรรมย่อมบันดาลผลเป็นวิบากเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำ

หน้าที่ของกรรม

ชนกกรรม มีหน้าที่กำเนิด หรือปฏิสนธิสืบต่อกันระหว่างกรรม กับ วิบาก ระหว่างจุติจิต พร้อมด้วยกัมมชรูปต่อเนื่องไปเรื่อยหลังจากภวังค์และในปวัตติกาล(๑) อกุศลกรรมและกุศลกรรม สามารถส่งผลไปตราบเท่าที่สัตว์มีชีวิตอยู่ในภพนั้นๆ ถ้าเกิดด้วยกุศลวิบาก เกิดในมนุษย์ เทวดา ถ้าทำฌาน อำนาจของฌานจิตเป็นวิบากให้เกิดในพรหมโลก รวมทั้งสิ้น ๓๑ ภูมิ เป็นกามภพ รูปภพ และอรูปภพ

สำหรับในปวัตติกาลนั้น ชนกกรรมจะทำให้ร่างกายของสัตว์นั้น เจริญเติบโตขึ้นพร้อมทั้งทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐  การเห็น การได้ยิน เป็นต้น เป็นวิบากจิตที่เกิดขึ้น ให้สัตว์ทั้งหลายได้รับความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ตามอำนาจของกรรมอันเป็นอกุศลและกุศล เหตุในอดีต ซึ่งเราเลือกไม่ได้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ดังนั้น ทุกข์กายในชาตินี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเกิดมามีอวัยวะครบถ้วนหรือเกิดมาแล้วไม่สมประกอบ เหล่านี้ก็ด้วยอำนาจของวิบากอันเป็นอกุศลส่งมา หรือจะทำให้ได้รับความสุขทางกาย ไม่เจ็บไข้ อายุยืน เป็นต้น เหล่านี้ก็เป็นผลของกุศลวิบากทั้งสิ้นที่ได้ทำไว้ในอดีต

อุปัตถัมกกรรม มีหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำจุนส่งเสริมอุดหนุนกรรมที่กำลังส่งผลอยู่ให้ได้รับผลเต็มที่บริบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่นผู้ที่กำลังได้รับผลของอกุศลวิบาก กำลังตกยากคับแค้น หมดบุญวาสนาลง โรคที่เป็นก็หนัก คนที่รักก็หน่ายมากขึ้น ถ้ากุศลวิบากกำลังส่งผล บุญมา วาสนาส่ง โรคที่ป่วยก็หาย คนที่หน่ายก็รัก ดังนั้น จึงเป็นกรรมที่ช่วยส่งเสริมอุดหนุนชนกกรรมให้มีโอกาสส่งผลต่อ และช่วยอุดหนุนชนกกรรมที่กำลังให้ผลอยู่ให้ได้ผลบริบูรณ์ยิ่งขึ้น ช่วยอุดหนุนนามรูปที่เป็นวิบากของชนกกรรม มีอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย เป็นต้น ให้เจริญและตั้งอยู่ได้นาน

อุปปีฬกกรรม เป็นกรรมที่คอยเบียดเบียนแทรกแซงกรรมฝ่ายตรงข้ามให้หมดอำนาจลง การส่งผล เช่น เมื่อกำลังมีความสุขสบาย เจริญด้วยผลของกุศลอยู่ กรรมฝ่ายอกุศลก็จะเบียดเบียนให้กุศลนั้นลดอำนาจลงจนไม่มีโอกาสได้ส่งผลต่อไป หรือขณะกำลังได้รับความทุกข์อยู่ด้วยอำนาจของอกุศลที่กำลังส่งผลอยู่อุปปีฬกกรรมฝ่ายกุศลก็จะเบียดเบียนให้อำนาจของอกุศลกรรมนั้น หมดอำนาจโอกาสในการส่งผลอีกต่อไป ดังเราจะได้เห็นเสมอ ของผู้ที่กำลังมีความสุขอยู่ไม่ได้นาน ความทุกข์ก็จรเข้ามาแทรกให้หมดความสนุก หมดโอกาสจะทำกุศลต่อไป หรือคนกำลังได้รับความทุกข์เสียเงิน ทอง เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ ความทุกข์นั้นก็ค่อยๆ หมดไป มีความสุขเกิดขึ้นมาแทนที่ได้

ดังนั้น  จึงเป็นกรรมที่เบียดเบียนชนกกรรมฝ่ายตรงข้ามกับตนให้ไม่มีโอกาสส่งผล เบียดเบียนชนกกรรมที่กำลังส่งผลอยู่แล้วให้ส่งผลได้น้อยลง และเบียดเบียนรูปนามที่เกิดจากชนกกรรม เช่น การเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยอำนาจของกุศลชนกกรรม อวัยวะใหญ่น้อยทั้งหลายก็เป็นกุศลวิบากตามหลักผู้นั้น ย่อมมีความเป็นอยู่ด้วยดี แต่บางครั้งมีการเจ็บไข้ได้ป่วยไปก็เพราะอุปปีฬกกรรมเข้าเบียดเบียน

อุปฆาตกรรม มีหน้าที่เฉียบขาด ตัดรอนกรรมอื่นๆ ตลอดจนการสืบต่อของนามรูปในชาตินี้ให้สิ้นสุดลงตัดชนกรรมไม่ให้มีโอกาสได้ส่งผลต่อไป เช่น เด็กที่คลอดมาใหม่ต้องตายลง ตาบอดหรือเสียชีวิตลงไปทันทีนั้น

การให้ผลของกรรม

              ครุกรรม เป็นกรรมหนักมีกำลังมากย่อมให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ กรรมอื่นไม่สามารถตัดรอนได้จะให้ผลในชาติหน้า ต่อจากชาตินี้ ครุกรรมฝ่ายอกุศลได้แก่ อนันตริยกรรม ๕ คือ การทำฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงขั้นได้พระโลหิต ทำให้สงฆ์แตกกัน

นอกจากนั้น นิยตมิจฉาทิฐิ อันได้แก่ ความเห็นผิดว่าการทำดีทำชั่วไม่มีผล  อเหตุกทิฐิ การทำดี ทำชั่วไม่มีเหตุ ปฏิเสธชนกกรรม จะดีหรือชั่วล้วนเป็นเหตุโดยบังเอิญทั้งสิ้น อกิริยทิฏฐิ ปฏิเสธทั้งผลและทั้งเหตุ เห็นว่าทำแล้วก็แล้วกันไป บุญบาปไม่มีเป็นแต่สักว่าทำเท่านั้น ความเห็นผิดอย่างร้ายแรงทั้งหมดนี้มีผลแรงกว่าอนันตริยกรรม(๒)

              ครุกรรมฝ่ายกุศลได้แก่การทำสมถภาวนา จนได้รูปฌาณ อรูปฌาณ ซึ่งเรียกว่ามหัคตกุศลวิบากจิต ย่อมเป็นผลให้ปฏิสนธิในพรหมโลก

              อาสันนกรรม ได้แก่ กรรมที่กระทำหรือระลึกถึงตอนใกล้ตาย ให้ผลรองลงมาจากครุกรรม ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของจิตย่อมน้อมไปสู่อารมณ์เพื่อเสวยเสมอ จิตของผู้ใกล้ตายย่อมแสวงหากรรมารมณ์ที่เกิดขึ้น ติดชิดกับความตาย จะให้ผลก่อนกรรมอื่น ท่านอุปมาเหมือนฝูงโคที่ขังอยู่ในคอก โคแก่กำลังน้อยที่ยืนอยู่ริมประตู เมื่อประตูเปิดออก โคแก่ก็สามารถออกมาก่อนโคหนุ่มที่อยู่ข้างในได้

              อาจิณณกรรม  เป็นกรรมที่ทำอยู่เสมอๆ บ่อยๆ เป็นปกติให้ผลรองลำดับจากอาสันนกรรม ถ้าอาสันนกรรมไม่ให้ผล อาจิณณกรรมจะให้ผลต่อไป การทำอกุศลและกุศล แม้เพียงครั้งเดียว แต่ระลึกอยู่บ่อยๆ ก็เป็นอกุศลกรรม กุศล อาจิณณกรรมได้  ส่วนมากเรามักนึกถึงอกุศลที่ทำไปแล้วมากกว่า กุศลเสมอ

กตัตตากรรม คือกรรมเล็กน้อย ที่ทำไปโดยไม่มีความจงใจ คือไม่ครบองค์ในกรรมบท ไม่มีปุพพเจตนา ไม่ประกอบพร้อมด้วยมุญจนเจตนา กรรมนี้ย่อมให้ผลรองลงมาจากอาจิณณกรรม

กาลเวลาในการให้ผลกรรม

              ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือกรรมที่ให้ผลในปัจจุบันภพ   ทุกครั้งที่จิตเสวยอารมณ์กุศล อกุศล   ชวนะจิตดวงที่ ๑ เท่านั้นให้ผลในปัจจุบันภพ ส่วนชวนะจิตดวงที่ ๗ จะให้ผลในชาติต่อไปจากปัจจุบันชาตินี้ ส่วนดวงที่ ๒,  ๓, ๔, ๕, และ ๖ ย่อมให้ผลในชาติถัดไปจากชาติหน้า ส่วนในกาลเวลาไหนที่ผลของกรรมจะให้ผลและหมดเวลาของการส่งผลแล้ว กรรมเหล่านั้นก็เป็นอโหสิกรรมไป เช่น ชวนะดวงที่ ๑ เพิ่งเกิดขึ้นยังไม่มีกำลัง ย่อมให้ผลในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น ให้บางส่วนไม่เต็มที่  ดังนั้น ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว ให้เห็นในชาตินี้  จึงเป็นธรรมดา

ผลอาจจะไปให้ในชาติต่อไป ตามกำลังอำนาจและชนิดของชวนะจิตที่เสวยอารมณ์ของอกุศลหรือกุศลนั้นไว้ ธรรมทั้งหลายย่อมไหลมาจากเหตุ เมื่อทิฏฐธรรมเวทนียกรรมจากชวนะดวงที่ ๑ ให้ผลในปัจจุบันภพ เป็นวิบากที่คอยเข้าสนับสนุนหรือผ่อนเบา กรรมเก่า โดยที่ผู้เป็นเจ้าของมิได้รู้ หรือเข้าใจตามสภาวะธรรม ตามความเป็นจริงของเขาวิบากที่เกิดขึ้นย่อมเนื่องมาแต่กรรมเก่า รวมเข้าด้วยกับกรรมใหม่บางส่วนในปัจจุบัน

อุปปัชชเวทนียกรรม คือกรรมที่จะให้ผลต่อไปในชาติหน้าอย่างแน่นอน คือ ชาติที่ ๒ ถัดจากปัจจุบันภพนี้ไป โดยมากได้แก่ครุกรรม อันเป็นกรรมหนักนั่นเอง ทั้งอกุศลหรือกุศล

อปราปริยเวทนียกรรม คือกรรมที่ส่งผลในชาติที่ ๓ ต่อไป คือชวนะจิตตั้งแต่ดวงที่ ๒ ถึง ๖ ถ้าภพชาติมีอยู่ตราบใดแล้ว กรรมนี้ย่อมให้ผลได้เสมอจนกวาจะสิ้นภพสิ้นชาติไป เหตุที่มนุษย์ได้รับความทุกข์ ความสุข ทำบาป หรือทำบุญได้ก็ตาม ก็เพราะกรรมนี้คอยสนองให้ผลติดตามไปเหมือนสุนัขไล่เนื้อ เมื่อมีโอกาสก็จะให้ผลทันที

 

แม้แต่เป็นพระอรหันต์แล้วก็มิได้ละเว้น

แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า(ที่ถูกพระเทวทัตต์ทำโลหิตุปปบาท) และพระมหาโมคคัลลานะ(ที่ถูกโจรทุบตีและรอบทำร้าย)ก็ต้องชดใช้กรรมนี้เช่นกัน

อโหสิกรรม คือกรรมที่ไม่มีโอกาสส่งผลนั่นเอง เพราะหมดอำนาจลงเนื่องจากหมดเวลาของการให้กรรมลงไป เช่นกรรมในปัจจุบันชาติ กรรมที่ให้ผลในชาติต่อไป เมื่อหมดเวลาลงแล้ว กรรมที่เหลือไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาปก็หมดโอกาสส่งผลเราเรียกว่าเป็นอโหสิกรรม หรือพระอรหันต์เข้าสู่พระนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน วิบากเบญจขันธ์ไม่มีอีกแล้ว วิบากก็เกิดไม่ได้ หรือผู้ที่ได้ฌานสูงๆ ขึ้นไปแล้วเช่น ได้ฌานที่ ๔ แล้ว วิบากของฌานที่ ๑,  ๒ หรือ ๓ ก็ไม่สามารถให้ผลได้

ในอรรถกถาปรมัตถโชติกา ขุททกนิกาย   ขุททกปาฐะ   อุปมาพระรัตนตรัยไว้ดังนี้

๑. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนพระจันทร์เพ็ญ พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงเหมือนแสงรัศมีของพระจันทร์ พระสงฆ์เปรียบเหมือนชาวโลกผู้มีความปิติยินดีที่แสงรังสีของพระจันทร์ทำให้เกิดขึ้น โลกชุ่มเย็นเพราะได้รับแสงจันทร์ ใครก็ตามที่ได้อยู่อย่างมีความสุข ชุ่มเย็นเหมือนได้รับแสดงพระจันทร์ ผู้นั้นก็เป็นพระสงฆ์ จะอยู่ในรูปแบบหรือไม่ใช่รูปแบบก็ตาม

๒. พระพุทธเจ้าเหมือนดวงอาทิตย์ที่ทอแสงอ่อนๆ พระธรรมเหมือนข่ายรัศมีของดวงอาทิตย์ พระสงฆ์เหมือนโลกที่ได้รับแสงอาทิตย์อันกำจัดความมืดเสียได้ ผู้ที่ได้รับแสงอาทิตย์แล้วกำจัดความมืดอันนั้นแหละคือพระสงฆ์

๓. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบุรุษผู้เผาป่า พระธรรมซึ่งเป็นเครื่องมือเผาป่าคือกิเลส เปรียบด้วยไฟเผาป่า พระสงฆ์เป็นนาบุญ เพราะเผากิเลสได้แล้ว เปรียบเหมือนภูมิภาคที่เป็นไร่นา เพราะเผาป่าแล้ว

๔. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนเมฆฝนก้อนใหญ่ พระธรรมเหมือนหยาดน้ำฝน พระสงฆ์ผู้มีละอองธุลีคือกิเลสสงบระงับแล้ว เปรียบเหมือนถิ่นชนบทที่มีฝุ่นละอองระงับแล้ว ด้วยหยาดน้ำฝนที่ตกลงมา ระงับความกระหาย ระงับความกระวนกระวายเสียได้

๕. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนนายสารถีผู้ฝึกม้าที่ดี  พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายวิธีหลักแห่งการฝึกม้าอาชาไนย วีการแห่งการฝึก พระสงฆ์เหมือนหมู่ม้าอาชาไนยที่ฝึกดีแล้ว ผู้ที่ฝึกดีแล้วนั่นแหละคือพระสงฆ์ เหมือนม้าอาชาไนย

๖.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนศัลยแพทย์ผู้ถอนลูกศรคือทิฐิ พระธรรมเหมือนวีถอนลูกศร พระสงฆ์เหมือนคนป่วยที่ถูกถอนลูกศรได้แล้ว หรือพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนนายแพทย์ผ่าต้อกระจก เพราะลอกเอาแผ่นต้อกระจกออก พระสงฆ์ผู้ถูกลอกเอาแผ่นต้อกระจกคือโมหะออกไปแล้ว ผู้มีดวงตาคือญาณอันผ่องใส เปรียบเหมือนคนไข้ที่นายแพทย์ลอกแผ่นต้อกระจกออกแล้วมีดวงตาแจ่มใส พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนนายแพทย์ผู้ฉลาด เพราะทรงสามารถกำจัดพยาธิคือกิเลส พร้อมทั้งอนุสัยเสียได้ พระธรรมเปรียบเหมือนเภสัชที่ปรุงขึ้นแล้วอย่างดี พระสงฆ์ผู้มีพยาธิคือกิเลสและอนุสัยสงบระงับไปด้วยดี เปรีนยบเหมือนหมู่ชนผู้มีพยาธิสงบระงับแล้วเป็นอันดีด้วสยเภสัชปรุงขึ้น

๗.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนมัคคุเทศก์ผู้ชี้ทางที่ดี พระธรรมเหมือนมรรคาหนทางที่ดีราบรื่นไปสู่ภูมิภาคสถานอันเป็นแดนเกษม พระสงฆ์เหมือนคนผู้เดินไปตามมรรคานั้นแล้วถึงซึ่งภูมิสภานแดนเกษมเป็นที่สุด

๘.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนนายเรือที่ฉลาด พระธรรมเปรียบเหมือนเรือ พระสงฆ์เปรียบเหมือนคนโดยสารเรือไปถึงฝั่งฟากโดยสวัสดี

๙.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนภูเขาหิมพานต์ พระธรรมเปรียบเหมือนโอสถที่เกิดขึ้น ณ ภูเขาหิมพานต์นั้น พระสงฆ์เปรียบเหมือนประชาชนผู้มีอนามัยดี เพราะบริโภคโอสถนั้น

๑๐. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ให้ทรัพย์ พระธรรมเปรียบเหมือนทรัพย์ พระสงฆ์ผู้ได้อริยทรัพย์มาโดยชอบ เปรียบเหมือนประชาชนที่ได้ทรัพย์มาตามความต้องการแล้ว

๑๑.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ พระธรรมเปรียบเหมือนขุมทรัพย์ พระสงฆ์เปรียบเหมือนคนที่พบขุมทรัพย์แล้ว

๑๒.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบุรุษทรงปัญญา ผู้ให้ความปลอดภัย พระธรรมเปรียบเหมือนความไม่มีภัย พระสงฆ์ผู้บรรลุแล้วซึ่งความปลอดภัยโดยแท้จริงเปรียบเหมือนประชาชนผู้ถึงความปลอดภัยแล้ว

๑๓.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ปลุกปลอบใจ พระธรรมเปรียบเหมือนความอบอุ่นใจ พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้มีความอบอุ่นใจแล้ว

๑๔.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนมิตรที่ดี พรธรรมเปรียบเหมือนอุบายชี้บอกประโยชน์ พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ได้บรรลุประโยชน์ทุกประการแล้ว เพราะดำเนินตามอุบายชี้บอกนั้น

๑๕.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบ่อรัตนะ พระธรรมเปรียบเหมือนรัตนะอันเป็นแก่นสาร พระสงฆ์เปรียบเหมือนคนผู้ใช้สอยรัตนะอันเป็นแก่นสาร

๑๖.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้สรงสนานพระราชกุมาร พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำสรงสนานที่ดี พระสงฆ์ผู้สรงน้ำคือพระสัทธรรมเป็นอันดีแล้ว เปรียบเหมือนพวกพระราชกุมารที่ทรงสรงสนานเป็นอันดีแล้ว

๑๗.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนนายช่างสร้างเครื่องประดับ พระธรรมเปรียบเหมือนเครื่องประดับ พระสงฆ์ผู้ประดับด้วยพระสัทธรรมแล้วเปรียบเหมือนบรรดาพระราชบุตรผู้ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ

๑๘.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนต้นไม้จันทน์ พระธรรมเปรียบเหมือนกลิ่นหอมของไม้จันทน์อันเกิดจากต้น พระสงฆ์ผู้มีความเร่าร้อน อันสงบระงับได้แล้วแท้จริง ด้วยบริโภคใช้สอย  พระสัทธรรมเปรียบเหมือนประชาชนผู้มีความรุ่มร้อนที่ระงับได้แล้วด้วยการใช้สอยผงไม้จันทน์

๑๙.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบิดาผู้มอบให้มรดกคือพระธรรม พระธรรมเปรียบเหมือนมรดก พระสงฆ์ผู้ควรแก่มรดกคือพระสัทธรรม เปรียบเหมือนบรรดาลูกชายผู้ควรแก่มารดา

๒๐.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนดอกปทุมที่บาน พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำหวานที่เกิดจากดอกปทุมนั้น พระสงฆ์เปรียบเหมือนหมู่แมลงทำน้ำหวานซึ่งเข้าไปบริโภคน้ำหวานนั้น

 

บรรณานุกรม

ศ.นพ.เชวง  เดชะไกศยะ.  ของดีในพระอภิธรรม. (เอกสารอัดสำเนา)  

https://www.watkoh.com/board/showthread.php?2389-

ผศ.จำนง  คันธิก. (๒๕๔๖) สารัตถะแห่งพระอภิธรรม. กรุงเทพมหานคร : ธนาเพรส แอนด์ กราฟฟิค

จำกัด.

ธนิต  อยู่โพธิ์.(๒๕๒๖) พระรัตนตรัย. กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร. หน้า๑๘-๒๓.



(๑) วิสยัปปวัตติ แปลว่า ความเป็นไปแห่งอารมณ์  หมายถึงความเป็นไปของจิตที่เกี่ยวกับอารมณ์ว่านั้นปรากฏแก่จิตชัดเจนมากน้อยแค่ไหน เพียรไร ได้แก่ จิตที่รับอารมณ์คราวหนึ่งหรือวารระหนึ่ง ท่านจัดเป็น ๒ ประการ คือ วิสยัปปวัตติในปฏิสนธิ และวิสยัปปวัตติในปวัตติกาล  วิสยัปปวัตติในปฏิสนธิกาลบ   คือความเป็นไปของจิตและเจตสิกในปฏิสนธิกาลนั้น มี ๓ อย่างคือ กรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ได้มาจากอดีต คือเมื่อสัตว์ทั้งหลายใกล้จะตายนั้น ปฏิสนธิจิตย่อมรับอารมณ์ในอดีตเหล่านั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับอารมณ์ใหม่ในปัจจุบัน จิตที่รับอารมณ์อดีตทั้ง ๓ อย่าง เป็นจิตที่พ้นทวาร(ทวารวิมุตตจิต) และเป็นจิตที่พ้นวิถี(วิถีมุตตจิต) 

ส่วนวิสยัปปวัตติในปวัตติกาล คือความเป็นไปของจิตและเจตสิกชาติปัจจุบัน โดยคำว่า “ปวัตติกาล” หมายถึงกาลในปัจจุบันทั้งหมด นอกจากปฏิสนธิกาล จิตที่เป็นไปในปวัตติกาลนี้มีอารมณ์ ๖ คือ รูปรารมณ์ สัททารมณ์ เป็นต้น ซึ่งปรากฏแก่จิตชัดเจขนมากบ้าง น้อยบ้าง จิตที่เป็นไปในปวัตติกาล ดังกล่าวนี้ เรียกว่าวิถีจิต

(๒) โทษที่นำไปสู่มหานรก ๖ ประเภท มีดังนี้ ๑.สัญชีวนรก คือผู้ที่จองเวรกัน สนองเวรกัน เรื่องที่ดินเป็นต้น ให้เชือดหรือสั่งให้เชือด สัตว์ที่มีชีวิตให้หรือขายอาวุธเพื่อเข่นฆ่าหรือปล้น  ๒.กาฬสุตตนรก คือผู้สั่งให้ฆ่าผู้อื่นด้วยการตัดแขน ขา ให้ฆ่าลงโทษสัตว์หรือมนุษย์ด้วยแส้หรือหวาย เป็นบรรพชิตใช้ประคตเอวหรือจีวรแล้วเป็นผู้ทุศีล เผาไฟสุมป่าเพื่อจับสัตว์ ๓.มหาอเวจี คนฆ่าหมู ฆ่าโค ล่าเนื้อ สารถีฝึกช้าง มาด้วยความทารุณ ล้อมล่าสัตว์แล้วทิ่มแทงด้วยหอก ยิงด้วยลูกศร หญิงชายคบชู้ประพฤตินอกใจ จับสัตว์เป็นๆ โยนเข้ากองไฟ  ๔.สังฆาฏนรก คือผู้ที่ขุดหลุม ใช้ใบไม้พรางปิดตัว ซุ่มล่าสัตว์ทิ่มแทงด้วยหอกแหลน หลาว ๕.โรรุวนรก คือผู้ที่เป็นมนุษย์เป็นพวกไม่มีศาสนา ชอบทำลายเผาศาสนสถานหรือเทวลัยของผู้อื่น จุดไฟเผาโพรงงูเหลือม ตีผึ้ง  ๖.อเวจี คือผู้ที่ฆ่าบิดา มารดา  ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ประทุษร้ายพระพุทธเจ้า ประพฤติอกุศลกรรมบถอย่างร้ายแรง

 




เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]