• dr.nakamon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : dnakamon@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2015-06-11
  • จำนวนเรื่อง : 277
  • จำนวนผู้ชม : 202795
  • ส่ง msg :
  • โหวต 313 คน
ชมรมรักและศรัทธา ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล
ส่งเสริมความรู้เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมไทย-อาเซียนในโลกสมัยใหม่
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nakamonTH
วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน 2563
Posted by dr.nakamon , ผู้อ่าน : 190 , 10:34:10 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ผู้นำแบบไหน ถูกใจไทยแลนด์(อีกรอบ)

ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล  

 

แม้จะเป็นคำถามที่ฟังดูแล้ว มืดบอดสำหรับการนำของฝ่ายการเมือง“ผู้นำที่ดี” จะมีอยู่เพียงในโลกอุดมคติ  แต่ในขณะเดียวกัน วรัญญา ศรีเสวก  ก็มีข้ออธิบายที่เขากล่าวไว้อย่างน่าฟัง นั่นคือ แม้หากย้อนกลับไปดูทฤษฎี “ผู้นำ” จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของปราชญ์อย่างเพลโต อริสโตเติล ไปจนถึงแนวคิดผู้นำฉบับตะวันออกอย่างขงจื้อ เราจะพบว่าในความแตกต่างนั้นความเหมือนกันประการหนึ่ง คือ ชาติกำเนิดของผู้นำไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุด หากแต่ผู้นำที่ดีควรมีความรู้ระดับปราชญ์ กล้าหาญมีสัจจะ มีเมตตาและใจเป็นธรรม รู้จักควบคุมตัวเองและต้องมีความยุติธรรมกับผู้อื่น และคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว

ในประเด็นนี้ “เพลโต” ถึงกับเคยบอกว่า ผู้นำที่ดีไม่ควรมีภรรยา เพื่อที่จะไม่ได้คิดห่วงใยการจะต้องมีทรัพย์สินไว้สำหรับสืบทอดทายาท จะได้ไม่ต้องคิดเอาประโยชน์ให้ครอบครัวมากกว่าคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ แม้ว่าทฤษฎีนี้อาจจะขัดแย้งกับ “ขงจื๊อ” ที่เคยบอกว่า การเป็นนักบริหารที่ดีเริ่มจากการเป็นผู้นำที่ดีในหน่วยที่เล็กที่สุด คือ ครอบครัว ถ้ายังไม่สามารถบริหารจัดการครอบครัวได้ จะไม่สามารถเรียนรู้และเข้ามาบริหารประเทศได้

แต่ดูเหมือนว่าในทางปฏิบัติของผู้นำในยุคสมัยปัจจุบัน แนวคิดแบบ “ขงจื๊อ” ดูจะเป็นที่ยอมรับมากกว่า จากการที่เราจะเห็นผู้นำประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่พยายามสร้างภาพของครอบครัวที่อบอุ่นและการเป็นผู้นำฉบับแฟมิลี่แมน

ในยุคสมัยของเพลโต มากกว่าความเชื่อมีกระบวนการปลูกฝังและคัดสรรผู้นำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มบ่มเพาะตั้งแต่แรกเกิด เด็กๆ ที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำในอนาคตจะต้องเรียนทั้งศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม พลศึกษา ศิลปศาสตร์ ถ้าเอาคำของยุคสมัยมาจับก็คงประมาณว่าเป็นไปเพื่อพัฒนาร่างกายและความฉลาดทางอารมณ์ โตขึ้นอีกหน่อยในช่วงวัยรุ่นคนกลุ่มนี้ก็จะมีโอกาสได้เรียนคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ รวมถึงฝึกทหาร ก่อนจะกลายมาเป็นขุนศึกในสมรภูมิเพื่อบ่มเพาะประสบการณ์

ในกลุ่มนี้คนที่มีความสามารถโดดเด่นก็จะต้องไปเรียนปรัชญา 5 ปี เพื่อฝึกตรรกะและวิธีคิด จากนั้นก็เข้ารับราชการไม่น้อยกว่า 15 ปี พออายุถึง 50 ก็จะได้รับเป็นสมาชิกสโมสรราชาปราชญ์ เพื่อเตรียมตัวเป็นผู้นำในการบริหารบ้านเมืองต่อไป เรื่องเหล่านี้จึงไม่ใช่เป็นเพียงอุดมคติ แต่มีกระบวนการและวิธีที่เคยทำให้เกิดขึ้นได้จริงเมื่อหลายพันปีก่อน

แต่นับวันยิ่งโลกมีความก้าวหน้า ภูมิรู้จากอดีตกลับค่อยๆ เลือนหาย ยิ่งในบ้านเราการที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ แทบจะขึ้นอยู่กับการชี้นิ้วสั่งของใครบางคน และบังเอิญเหลือเกินว่าใครบางคนที่ว่านั้นอาจจะไม่เคยเรียนรู้และเข้าถึงคุณสมบัติของผู้นำที่ดีที่มีมากมายในโลก แต่อาจจะรู้จักตำราเล่มหนึ่งซึ่งเป็นตำราที่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างเคมบริดจ์และออกซ์ฟอร์ด กำหนดไว้ให้นักศึกษาอ่านเพื่อศึกษาแนวคิดทางรัฐศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ชื่อ “The Prince” โดยมาเคียเวลลี ซึ่งเขียนถึงแนวคิดผู้นำแบบสัจนิยมที่เชื่อในโลกความเป็นจริงมากกว่าโลกอุดมคติ ตำราเล่มนี้พูดถึงผู้นำที่จะประสบความสำเร็จไว้ว่า ผู้นำต้องยึดเป้าหมายมากกว่าวิธีการ ผู้นำจะต้องตระหนี่ โหดร้าย ไม่ซื่อสัตย์ และน่าเกรงขาม การทำผิดไม่ใช่สิ่งที่น่าละอาย ผู้นำย่อมเป็นผู้ที่ถูกต้องเสมอ ที่สำคัญผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี

 ฟังแล้ววังเวงหรือไม่ ต้องตรองดูกันสักหน่อยแล้ว

 แต่สำหรับเรื่องนี้ มีข้อสังเกตที่อยากแบ่งปันด้วยสักข้อหนึ่งก็คือ เรื่องดังกล่าวนี้ คือเรื่องการเป็นผู้นำอย่างไหน ถูกใจ และถึงใจคนนั้ ในคัมภีร์ว่าด้วยศาสตร์ของการเป็นผู้นำนับเนื่องแต่สมัยกรีกโบราณเป็นต้นมา กล่าวไว้ว่า ผู้นำ คือผู้ที่มีความสามารถนำคนอื่นได้ เป็นการนำไปด้วยเพราะผู้อื่นมีความเชื่อมั่นว่าผู้นำของเขาเป็นคนที่เขาไว้ใจได้ เป็นความไว้เนื้อเชื่อใจแบบไม่มีข้อสงสัย อันเป็นปฐมบทของการแสดงความจงรักภักดีต่อผู้นำของพวกเขาด้วยแม้ชีวิต ก็เสียสละให้ได้เมื่อผู้นำต้องการ และนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์มาอย่างยาวนานว่า

ผู้นำที่ดี ต้องเป็นคนดี ซึ่งความหมายก็คือ เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความยุติธรรม เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมเป็นด้านหลัก และเป็นด้านหลักอย่างสำคัญยิ่งด้วย

ผู้นำต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถหรือเป็นคนเก่ง แต่ความจริงแล้วภาวะด้านในส่วนลึกของภาวะผู้นำนั้น มีส่วนที่ซับซ้อนในลักษณะการซ้อนกันของภาวะทางกายและจิต ตลอดจนอารมณ์ในหลายมิติด้วยกัน กล่าวคือส่วนต่างๆ ที่กล่าวมานั้น ล้วนมีส่วนสำคัญที่ผู้นำในลักษณะ "ราชาปราชญ์(Philosopher King) คือผู้นำที่ทั้งเก่ง ดี และมีความสุข" ของกรีกโบราณต้องสั่งสม อบรม และพัฒนาอย่างยวดยิ่งเช่นกัน ในประเด็นนี้เราสามารถสังเกตเห็นถึงความเป็นผู้นำคนสำคัญๆ ทั่วทุกมุมโลกได้จากการสำรวจอย่างตั้งใจ เพราะศักยภาพที่มนุษย์สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีนั้น หลักๆ ก็มีอยู่ด้วยกัน 4 ด้านคือ

1.IQ(IQ-Intelligence Quotient) คือปัญญา ความคิด หรือเชาว์ปัญญา ซึ่งเกิดจากการคิดมาก ฟังมากอ่านมาก วิเคราะห์วิจัยมาก และเรียนรู้มาก เป็นปัญญาความรู้ความสามารถทางโลกที่เกิดขึ้นจากการเรียนการสอน ของสถาบันการศึกษาทั่วๆ ไปนั่นเอง IQ เป็นศักยภาพที่พัฒนาได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด สามารถพัฒนาขึ้นได้ในเวลาจำกัด เพียงแค่อ่าน และฟังมากจนความคิดและความจำเพิ่มขึ้น IQ ก็จะสูงขึ้นด้วย แบบเดียวกับการสอนแบบติวเด็กไปแข่งเคมีโอลิมปิกโลก

ทุกวันนี้สังคมเน้นกันที่การพัฒนาศักยภาพตัวนี้ องค์กรต่างๆ นิยมคนเก่ง ต้องเก่งจึงจะมีโอกาสก้าวหน้า ในหน้าที่การงานเวลารับสมัครงานมักจะกำหนดไว้ในคุณสมบัติเลยว่า จะรับเฉพาะคนที่เก่งด้านโน้นมีทักษะด้านนี้ แต่ไม่ใส่ใจเรื่องความเป็นคนดี เพราะไม่ตระหนักว่าการพัฒนา IQ ให้สูง อัตตาหรือ EGO ก็จะสูงตามทำให้คุณค่าของความเป็นมนุษย์ต่ำลงกลายเป็นคนเก่งที่เห็นแก่ตัว คิดแต่จะเบียดเบียนผู้อื่น สังคมจึงเต็มไปด้วยคนที่คิดเอาแต่ได้ ทำให้เป็นปัญหาของสังคม

ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ส่วนมากเป็นฝีมือของคน IQ สูงทั้งนั้น เพราะเป็นกลุ่มที่มักได้รับโอกาสให้ตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ การพัฒนาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นการพัฒนาในทางลบมากกว่าทางบวกทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้ทำลายไปโดยไม่รู้ตัว ทำลายได้ทุกอย่างแม้กระทั่งธรรมชาติ

2. EQ (EQ-Emotional Quotient) คือ ความฉลาดทางอารมณ์ เป็นความฉับไวในความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นกับจิต ซึ่งเรียกว่าสติสัมปชัญญะนั่นเอง ถ้าความฉับไวตัวนี้เข้าไปรู้ทันตัวเองว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ก็จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและวิถีชีวิตของเราได้ ถ้าคนในสังคมไม่มี EQ คนจะมีความทุกข์ใจเพราะเดี๋ยวนี้ทุกสถาบันเต็มไปด้วยคนเก่งที่ไม่มีความสุข ไม่ใช่แค่เก่งอย่างเดียวหรือร้ายอย่างเดียวเท่านั้น

แต่เป็นคนเห็นแก่ตัวที่คิดอาวุธคือพ่วง IQ สูงเข้าไปด้วย จึงยิ่งอันตรายมาก สังคมจึงเต็มไปด้วยคนที่มีปัญหาชีวิต และคนที่เป็นโรคประสาท

EQ จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งสร้างให้มาก หากต้องการทราบว่าตัวเรามี EQ สูงหรือต่ำแค่ไหน ก็วัดได้จากปัจจัยที่เป็นมาตรวัด EQ คือดูที่ความคิด คำพูด บุคลิกภาพ อารมณ์ การกระทำ สุขภาพกาย จิตและวิญญาณ รูปแบบในการดำเนินชีวิต กล่าวคือ

-ดูที่ความคิด ลักษณะความคิดของเขายังคิดเรื่องไร้สาระ ยังหมกมุ่นอยู่กับอดีต และอนาคตทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์ และช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ยังฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ คิดเอาแต่ได้ เบียดเบียน สร้างปัญหาอยู่หรือไม่

-ดูที่คำพูด ลักษณะการพูดจาของเขายังพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ นินทา ให้ร้าย โกหกหรือบ่นอยู่หรือไม่

-ดูที่บุคลิกภาพ ลักษณะท่าทางของเขา ยังเป็นคนขี้อิจฉา หรือใจกว้าง เอื้ออาทร ขี้ตกใจ หรือไม่หวั่นไหวทุกสถานการณ์ เป็นคนเย็น มีเมตตา น่าเข้าใกล้หรือว่าเป็นคนใจร้อนหรือไม่ แค่ไหน

-ดูที่อารมณ์ ลักษณะของอารมณ์ของเขานั้น ทุกขณะตื่น มีลักษณะคืออารมณ์ดีตลอด ไม่มีติดลบ ไม่เบื่อ ไม่หงุดหงิด ไม่เสียใจ ไม่น้อยใจ ไม่โกรธ ไม่ขัดใจ ไม่ตกเป็นทาสสิ่งที่กระทบหรือไม่

-ดูที่การกระทำ ลักษณะของพฤติกรรมเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์เพื่อสังคม ส่วนรวมมากน้อยแค่ไหน ยังขี้เกียจ ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบอยู่หรือไม่

 -ดูที่สุขภาพทั้งสามตัว คือ สุขภาพกาย จิต และวิญญาณ กล่าวคือถ้าดีหมดก็แสดงว่า EQ สูง เพราะ EQ เป็นตัวกำหนดโปรแกรมของจิต EQ สูง จิตจะตั้งโปรแกรมไว้ในแง่บวก จิตดีสุขภาพจึงดีตามไปด้วย แต่ถ้า EQ ต่ำ โอกาสที่สุขภาพจะเสื่อมมีมาก เพราะจิตตั้งโปรแกรมไว้ไม่ดี คิดแต่เรื่องไม่ดี เช่น คิดว่าเราเป็นโรคนั้น โรคนี้ไหม สั่งสมแต่ความเครียด ความกังวลในที่สุดก็เลยเป็นจริงๆ

 -ดูที่รูปแบบการดำเนินชีวิต ลักษณะของการดำเนินชีวิตของเขามีความสมถะ มักน้อย สันโดษ และมีสาระแค่ไหน ไม่ว่าจะจบการศึกษาสูงแค่ไหน ประสบความสำเร็จแค่ไหนก็ตาม ถ้าถามใจของตัวเองครบทุกข้อแล้วยังได้คำตอบ

ในทางลบอยู่ก็แสดงว่า EQ หรือศักยภาพด้านความฉลาดทางอารมณ์ยังต่ำอยู่ ยังต้องการ การพัฒนาต่อไป ด้วยการพัฒนาสติให้กล้าแข็ง ให้สามารถระลึกรู้ได้ทุกขณะโดยไม่ลืมตัว เมื่อสติเกิดความฉับไว ความรู้สึกนึกคิดก็จะเกิดทำให้เรารู้ทันตัวเอง ความฉลาดทางอารมณ์ก็จะสูงขึ้นด้วยและต้องพัฒนาปัญญาตัวที่สามให้เกิดขึ้นเพื่อไปดับEGOให้เล็กลงแล้ว EQ จะมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นได้

IQ ทำให้คนเก่ง แต่ EQ ทำให้คนอารมณ์ดี แม้ว่า IQ จะทำให้คนเก่ง แต่การจะให้ชีวิตประสบความสำเร็จนั้นต้องพึ่ง EQ เป็นหลัก มีผู้เชี่ยวชาญด้าน EQ หลายท่าน ทำการศึกษาวิจัยไว้พบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนมากใช้ความรู้ IQ ที่เรียนมาเพียง 20% แต่ใช้ EQ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้มาจากการเรียนถึง 80% ที่ต้องระวังคือ IQ กับ EQ มักจะแปรผกผันกัน คนที่ IQ สูง EQ มักจะต่ำ เพราะจิตตกเป็นทาสอัตตา ต้องการแสวงหาไขว่คว้าสิ่งต่างๆ มาประดับตัวตน หาเงินทอง หาอำนาจมาไว้กับตัวเพื่อให้ดูดี ดูเด่นเหนือคนอื่น กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว และค่อยๆ ตกเป็นทาสไปทีละน้อยๆ

เมื่อ IQ ยิ่งสูงขึ้นความเป็นทาสก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ยิ่งยึดติด ตกเป็นทาสของวัตถุ อำนาจ ตำแหน่ง สรรเสริญ เหมือนลิงติดตั่ง เสือติดจั่น อิสรภาพทางใจลดน้อยลงเรื่อยๆ EQ จึงต่ำตามไปด้วย คน IQ สูงอย่างเดียวจึงทำงานให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ และมักจะไม่มีความสุข วิธีแก้คือต้องหันมาพัฒนาความรู้ทางธรรมควบคู่ไปกับทางโลกด้วย รู้ทางโลกมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องพัฒนาความรู้ทางธรรมให้สูงเท่าเทียมกัน IQ ยิ่งสูง EGO ยิ่งใหญ่ขึ้นพร้อมๆ กับความรู้ทางโลก ความรู้ทางธรรมจะไปพัฒนาปัญญาตัวที่สามให้มีพลังมหาศาล สามารถดับ EGO ได้ จึงสามารถเพิ่ม EQ ให้สูงทัน IQได้

3.MQ (MQ-Moral Quotient) จริงๆ แล้ว MQ ก็คือส่วนหนึ่งของEQ เพราะเป็นส่วนที่เกี่ยวกับจริยธรรม ศีลธรรม และคุณธรรมประจำใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า SUPER EGO ซึ่งเป็นตัวควบคุมการคิด พูด ทำที่ดี และเก็บสั่งสมอยู่ในจิตใจนั่นเอง วิธีสร้าง MQ เช่น การประพฤติปฏิบัติจริยธรรมตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละบุคคลให้สมบูรณ์ เพื่อให้จิตสำนึกสั่งสมแต่การกระทำที่ดี จนหล่อหลอมกลายเป็นคุณธรรมประจำใจไปในที่สุด ต่อไปเมื่อจิตจะสั่งงานก็จะสั่งแต่ในทางที่ดี EGO ตัวตน อัตตา ความเห็นแก่ตัวจะถูกฝังไว้ลึกลงไปในจิตใต้สำนึก โดยมีจิตสำนึกที่ดีคอยคุมอยู่ไม่ให้ออกมาทำงานได้

อีกอย่างหนึ่งสร้างโดยการขุดรากถอนโคนฆ่าของไม่ดีทิ้งไปจากใจ ด้วยการพัฒนาปัญญาตัวที่สามจนสามารถดับตัวตนความเห็นแก่ตัวได้ ในที่สุดคุณธรรมจะเกิดขึ้นในใจอย่างถาวร ทำให้กลายเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม นึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ มีสติรอบคอบเสมอในการคิด พูด และทำ ว่าพฤติกรรมของเราจะเกิดประโยชน์ไหม จะเบียดเบียนไหม ทำให้ผู้อื่นเสียใจไหม ผิดต่อสังคมไหม

จะเห็นได้ว่าวิธีแรกเป็นแบบกลบขยะฝังไว้ลึกๆ ในใจ ส่วนวิธีต่อมาเป็นการขุดขยะออกมาตากแดดให้แห้งแล้วเผาทำลายทิ้งไปเสีย MQ จึงเป็นตัวกำหนดคุณธรรมของคนในสังคม หากสังคมใดมีสมาชิกซึ่งรวมถึงผู้นำหรือผู้ปกครองมีพร้อมทั้ง IQ, EQ และ MQ บ้านเมืองนั้นก็จะมีแต่ความสุข ความสงบ พัฒนาไปได้ด้วยดี ทั้งด้านวัตถุและจิตใจ MQจึงเป็นศักยภาพที่ขาดไม่ได้ ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กับ IQ และ EQ

4.SQ(SQ-Spiritual Quotient) คือคุณสมบัติทางด้านจิตวิญญาณ หากผู้ใดสามารถพัฒนา SQให้สูงขึ้นได้ ความเป็นมนุษย์จะสมบูรณ์ถือว่าเกิดมาไม่เสียชาติเกิด เพราะ SQ จะทำให้ทุกเรื่องในชีวิตดีหมด จะอยู่ก็ดี ตายไปก็มีความสุขแล้วยังไปเกิดดีอีกด้วย ผู้ที่มี SQสูง คือ ยอดมนุษย์ เป็นผู้มีจิตที่เป็นอิสระต่อโลกไม่ตกเป็นทางของสรรพสิ่ง คือ โลกธรรมทั้งหลาย คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ ล้วนแต่รับได้ทั้งหมด

กล่าวคือเข้าใจในสภาวธรรมนั้น คือไม่ยินดีในส่วนที่น่าพอใจ และไม่ยินร้ายในส่วนที่ไม่พอใจ ดังคำพระที่สอนไว้ว่า "ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย" แปลว่า คนที่ได้ยศถาบรรดาศักดิ์คือ มีอำนาจ วาสนาแล้ว ก็ไม่ควรหลงมัวเมา ผู้นำที่เป็นคนเก่ง อาจจะสร้างสรรค์ความเจริญด้านวัตถุให้เกิดมีแก่สังคมได้ ในลักษณะของประชานิยมแบบเท่าตัว สองเท่าตัว หรืออภิมหาประชานิยมอย่างไรก็ได้ แต่ในขณะที่ทุกวันนี้สังคมกำลังมีวิกฤติอย่างรอบด้าน ผู้นำที่เป็นคนดีเท่านั้นที่จะสร้างสรรค์ความสงบสุขสู่สังคมได้ ดังนั้น ระหว่างคนเก่งกับคนดี หากจำเป็นต้องเลือกควรเลือกคนดีไว้ก่อน เพราะความเก่งสร้างง่าย แต่ความดีนั้นสร้างยาก การจับคนดีมาพัฒนาให้เก่งนั้นทำได้ง่ายกว่าเอาคนเก่งมาพัฒนาให้เป็นคนดี เพราะคนเก่งมีอัตตาคอยค้ำคออยู่ แต่ถ้าได้คนเก่ง และเป็นคนดีด้วยก็ต้องขอต้อนรับด้วยความยินดียิ่ง โดยเฉพาะแล้วในยามที่การเมืองไม่นิ่ง และส่อเค้าลางว่าจะยุ่งยากมากขึ้นเช่นทุกวันนี้  และหากสังคม ประเทศชาติ และบ้านเมือง ซึ่งต้องการาผู้นำที่กล้าที่จะเสียสละอะไรบางอย่าง เพื่อความสมานฉันท์ เพื่อความร่วมมือร่วมใจ และร่วมกันแสดงพลังของความเชื่อมั่นประเทศไทย กับใครก็ได้เช่นในปัจจุบันนี้ คงต้องมนสิการให้มากแล้วหละว่าผู้นำแบบไหนที่จะถึงใจไทยแลนด์.

  

 

 




เรื่องวันนี้ปิดแสดงความคิดเห็น


<< เมษายน 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]