• แม่นำ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kitiweth@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-24
  • จำนวนเรื่อง : 719
  • จำนวนผู้ชม : 1526339
  • ส่ง msg :
  • โหวต 256 คน
บ้านกิติเวช เพื่อเด็กADHD และเด็กLD
พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เลี้ยงลูกวัยรุ่น/เด็กสมาธิสั้น และเด็กแอลดี
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/nam-peth
วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม 2550
Posted by แม่นำ , ผู้อ่าน : 6363 , 13:21:56 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

                                                 คุณแม่ผู้มีลูกเคยสมาธิสั้นและต้องสอนเด็กสมาธิสั้น 

 

 

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เด็กสมาธิสั้น

 

เรื่องราวดีๆ  ของคุณแม่คนหนึ่ง  ที่นำมาแบ่งปันให้เพื่อนๆได้อัพเดทข้อมูลเกี่ยวกับ  เด็กสมาธิสั้น อีกประเภทหนึ่ง ซึงเกิดจากปัจจัยภายนอก  สามารถรักษาให้หายได้ หากคุณพ่อคุณแม่ ให้ความรักและความเข้าใจในตัวลูก คอยสังเกตพฤติกรรม หาสาเหตุของอาการที่เป็น  ค้นหาความรู้เพิ่มเติมและนำมาปรับใช้กับลูก  ก็จะประสบความสำเร็จอย่างคุณแม่ท่านนี้ค่ะ   แม่นำคิดว่า  ไม่ว่าลูกเราจะเป็นเด็กพิเศษ ประเภทใด  หรือเป็นเด็กปกติ  ก็สามารถนำแนวคิด ดีๆ มาปรับใช้กับลูกได้ค่ะ  สู้เพื่อลูกนะคะ  อย่าท้อถอยเป็นอันขาดค่ะ

 

คุณแม่ผู้มีลูกเคยสมาธิสั้นและต้องสอนเด็กสมาธิสั้น

 

http://www.oknation.net/blog/2cute

 

สวัสดีค่ะคุณแม่นำ

ยินดีค่ะถ้าหากคุณแม่นำคิดว่าจะอัพเดทข้อมูลของสองไว้    ตอนนี้สองรับสอนพิเศษเป็นอาชีพเสริม  และได้พบว่ามีเด็กหลายคนที่สองสอนอยู่มีอาการสมาธิสั้นเหมือนกัน  บางคนก็  on medication  บางคนไม่ได้ใช้ยาและบางคนเพิ่งไปพบจิตแพทย์ตามที่สองแนะนำเขา  แล้วเด็กก็ดีขึ้นแต่ยังไม่หายขาด

 

บังเอิญสองเรียนจิตวิทยามาด้วยทำไห้สองเข้าใจเด็กเหล่านั้นและจึงทำไห้เป็นการช่วยผู้ปกครองเด็กอีกแรงหนึ่ง   สองแนะนำว่าถ้าใครมีลูกที่มีสมาธิสั้น  ถ้าหากสามารถหาโรงเรียนที่มีครูเรียนจิตวิทยาพัฒนาการหรือจิตวิทยาเด็กโดยตรงยิ่งดีรวมทั้งเรียนจิตวิทยาการสอนด้วยจะช่วยได้เด็กอาการดีขึ้นได้เร็ว  (แต่สองไม่รับนะคะเพราะอาชีพหลักของสองไม่ได้เป็นครูถึงแม้จะจบวิชาครูมาก็ตาม)     ยังไงก็ขอเอาใจช่วยคุณแม่หลายๆคนที่มีปัญหาเดียวกันนะคะ 

 

 สิ่งที่สองเขียนไปในบล็อกเป็นประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับตัวเองทั้งหมดค่ะ 
 
ตอนนี้  ลูกชายของสองหายจากอาหารสมาธิสั้นแล้วค่ะ   ด้วยการรักษาของจิตแพทย์ชาวไทยที่ใช้ยาปรับพัฒนาการ   และจากนักจิตวิทยาชาวอเมริกันและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจากอังกฤษที่ไห้คำแนะนำและหาสาเหตุของการเกิดสมาธิสั้นของลูกชายแล้วแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุที่ทำไห้เกิด   ลูกชายของสองใช้เวลาช่วงที่เรียกว่า  on medication  และบำบัดไปด้วยอยู่  8  เดือนเต็มค่ะ
 
ทางจิตแพทย์จะเน้นเรื่องการใช้ยาแต่นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญจะเน้นหาสาเหตุของการเกิดสมาธิสั้นและแก้ไขปัญหาของสาเหตุนั้น 
 
เท่าที่ทราบตอนนี้มีคนเขียนตำราไว้แล้วมีมากกว่า  80  เล่มและแต่ละเล่มบ่งบอกถึงแต่ละสาเหตุที่ทำไห้เด็กเกิดอาการสมาธิสั้นแต่ที่เห็นหนังสือเหล่านั้นเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด  สองยังไม่เคยเห็นหนังสือที่เป็นภาษาไทยเลยจะเห็นเฉพาะในบทความเท่านั้น  หรืออาจจะมีแล้วแต่สองยังหาไม่พบ
 
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านแนะนำสองว่าเด็กเกิดภาวะขาดแม็กนีเซียมในร่างกาย  จิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็เห็นด้วยว่านั่นคืออีกสาเหตุหนึ่งนอกเหนือจากที่เราหาสาเหตุอื่นพบ   สองจึงไปหาอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของแม็กนีเซียมซึ่งก็ได้มาชื่อผลิตภัณฑ์คือ  แคล  แม็ค  (ขอไม่พูดถึงชื่อบริษัท)  ซึ่งมีแคลเซียมอยู่  250  มิลลิกรัมต่อเม็ด  และแม็กนีเซียมถึง  108  มิลลิกรัมต่อเม็ด  ส่วนโปรแตสเซียม  สังกะสี  และอื่นๆ  มีตามมาอย่างละนิดหน่อยตามความเหมาะสมเพราะแร่ธาตุเหล่านี้ต้องทำงานคู่กัน   สองไห้เขาทานอาหารเสริมตัวนี้หลังอาหารเย็นทันทีและลดการใช้ยาลงเรื่อยๆจนเขาหายเป็นปกติในที่สุด  

ทั้งจิตแพทย์  นักจิตยา  ผู้เชี่ยวชาญและตัวสองเองทราบว่า  อาการของลูกชายเกิดจากปัญหาภายนอกที่เรียกว่า  External Problem ดังนั้นเมื่อเราเจอสาเหตุแล้วก็แก้ไขลูกชายจึงหายเป็นปกติในที่สุด   ตอนนี้ผลการเรียนของเขาดีขึ้นจนคุณครูชม   คุณครูก็มีส่วนที่ทำไห้ลูกของสองหายจากอาการนี้  เพราะเขาค่อนข้างมีความรู้ด้านจิตวิทยาเด็กซึ่งต่างจากโรงเรียนเก่าและที่นั่นคือต้นเหตุที่ทำไห้ลูกชายมีอาการนี้   พอย้ายโรงเรียนไห้เขา  และทุกคนในบ้านเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ  นักจิตวิทยาและจิตแพทย์   จนในที่สุดสองก็ได้ลูกชายคนเดิมของสองกลับมา  ทุกวันนี้เราแม่ลูกมีความสุขมากค่ะ 
 
2CUTE

 

บทความของคุณ สอง

 

ความรู้สึกของแม่เมื่อรู้ว่าลูกสมาธิสั้น

 

 

 

เคยได้ยินคำว่าเด็กสมาธิสั้นมาบ่อยมาก  แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องมาประสบด้วยตนเอง......

 

ไม่รู้เลยว่าลูกเริ่มเป็นเมื่อไหร่แต่ตอนเจอสาเหตุนั้นเขาอายุ 9 ขวบครึ่ง

 

เคยสงสัยว่าทำไมการเรียนลูกแย่ลงทั้งๆ  ที่ลูกดูเหมือนคนมีความจำแม่น  และฉลาด  ช่างพูด  ช่างถาม

 

เริ่มจากลูกชายมีอาการเจ็บป่วยทางกายคือแพ้สารพิษในอาหารทะเล   ต้องเข้านอนโรงพยาบาลกลางดึกคืนหนึ่ง....ลูกมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงและผื่นขึ้นเต็มตัว  สองคืนผ่านไปอาการก็หายและได้กลับบ้าน  แต่....

 

ลูกเริ่มอาเจียนอีกและบ่อยครั้งจนน่ากลัวโดยเฉพาะหลังอาหาร  จึงพาลูกกลับมานอนที่โรงพยาบาลอีก  คุณหมอก็บอกว่าอาการแพ้อาหารรักษาแล้วก็จะหายไปเลยไม่มีอาการต่อเนื่องแบบนี้ครั้งนี้นอนโรงพยาบาล 3 คืน และกลับบ้านแต่ก็ต้องกลับมาโรงพยาบาลอีก  สลับกันเช่นนี้เดือนเศษ  บางอาทิตย์ต้องนอนโรงพยาบาลถึงสามครั้ง 

 

ในที่สุดคุณหมอต้องตัดสินใจตรวจทุกอย่างตั้งแต่เลือด  ปัสสาวะ  หัวใจ  ตับ  ม้าม  ปอด  กะเพาะอาหารฯ ทั้งตรวจทางแล็บ  อัลตราซาวด์  และเอ็กซเรย์  สรุปแล้วไม่เจอสาเหตุแต่ดิฉันกับคุณหมอได้เริ่มรู้สาเหตุของการอาเจียนของเด็กแล้วว่าทำไมลูกถึงมีอาการเช่นนี้  เพราะเราจะสังเกตุว่าลูกจะมีอากรปวดศรีษะและอาเจียนเย็นวันอาทิตย์  และลูกพยายามอาเจียนออกมาเองโดยร่างกายไม่ได้สั่ง

 

ทั้งตัวดิฉันกับคุณหมอก็เริ่มมองไปที่ปัญหาที่โรงเรียน  จึงได้คุยกับลูก  ก็ทราบว่าลูกถูกครูดุที่ขาดเรียนบ่อย  และครูบอกว่าทำแบบนี้จะทำไห้ไม่มีสิทธิ์สอบ  ทั้งๆที่เรามีใบรับรองแพทย์ไปแล้วและเด็กไม่สบายจริง  โทรบอกโรงเรียนทุกครั้งที่ลูกนอนโรงพยาบาล   มาดูการบ้านลูกทำไม่ทันจึงไปขอการบ้านจากเพื่อนในห้องเรียนเดียวกัน  ทุกคนในบ้านช่วยเขา(ไม่ได้ทำไห้แต่ช่วยหาข้อมูล)  และงานที่ค้างก็ทำจนครบแล้ว....แต่ลูกก็ยังไม่หายปวดศรีษะและยังอาเจียนอยู่.....คุณหมอจึงแนะนำไห้พาลูกไปหาจิตแพทย์

 

"คุณแม่ต้องพาลูกไปพบจิตแพทย์แล้วนะ"   แพทย์ที่รักษาลูกชายในขณะนั้นบอกดิฉันวันหนึ่ง  หลังการรักษาทางกายติดต่อกันมานาน 2 เดือน  ที่ลูกอาเจียนและมีอาการปวดศรีษะมาก  แต่ก็หาสาเหตุทางกายไม่พบ

 

เมื่อได้ยินคำว่า  "จิตแพทย์" ก็ทำไห้ดิฉันเกิดอาการช็อคขึ้นมาทันที   หลายสิ่งหลายอย่างประดังประเดเข้ามาในความคิดจนสับสนวุ่ยวายไปหมด   ความที่ตนเองเป็นคนไทยที่ยังไม่ชินกับคำนี้  ถึงแม้จะทำงานกับฝรั่งมาเกือบ 20 ปี  เห็นฝรั่งจำนวนมากต้องพาลูกกับตัวเองเข้าพบจิตแพทย์จนน่าจะเคยชิน  แต่ดิฉันก็ยังไม่ชินกับคำๆนี้  คำว่าจิตแพทย์ 

 

แล้วหันมานั่งทบทวนหลายๆอย่างมากมาย   คิดโทษตนเองสารพัด   คิดโทษตนเองตลอดว่าเราเลี้ยงลูกแบบไหนทำไมเราต้องพึ่งจิตแพทย์   จิตวิทยาพัฒนาการและสารพัดจิตวิทยาก็เรียนมาแล้ว  ทำไมเรานำสิ่งที่เรียนมาใช้กับลูกไม่ได้เลยหรือ   ความคิดเหล่านี้วกวนมาในสมองอยู่นานเป็นอาทิตย์  จนกระทั่งเจ้านายสังเกตุเห็น  จึงถูกเรียกไปคุยซึ่งตอนนั้นเจ้านายรู้แล้วว่าลูกถูกนำส่งเข้าโรงพยาบาลตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา

 

เมื่อเจ้านายรู้ว่าดิฉันเครียดเพราะเรื่องนี้เจ้านายเลยบอกว่า  "งั้นเอาแบบนี้ก็แล้วกัน  ที่ทำงานของเรามีนักจิตวิทยาอยู่ 2 คน  เธอไปคุยและเล่าเรื่องของลูกไห้เขาฟังก่อน  เล่าไปไห้หมดแล้วดูว่าเขาจะแนะนำอะไรได้บ้าง  เธอหายเครียดแล้วค่อยมาว่าเรื่องลูก  แต่อย่าปล่อยไห้นาน  เพราะเรื่องลูกปล่อยนานไม่ได้นะ  แต่ยังไงฉันก็มีความเห็นตรงกับแพทย์ที่บอกว่าลูกของเธอต้องการจิตแพทย์"

 

หลังจากคุยกับนักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่ทำงาน 2  ครั้ง  เล่าเรื่องทุกอย่างไห้เขาฟังเขาก็บอกว่า ลูกชายน่าจะมีอาการสมาธิสั้นนะ  แต่นี่เป็นการสันนิษฐานเบื้องต้น  จริงๆแล้วต้องใช้แบบสอบถาม  และต้องได้คุยกับเด็กเองถึงจะสามารถบอกได้ว่าเด็กมีอาการสมาธิสั้นจริงหรือไม่  นักจิตวิทยาคนนี้ต้องการจะช่วยโดยตรงแต่แบบสอบถามของที่ทำงานไม่มีภาษาไทยเลย  แล้วคนที่ต้องทำแบบสอบถามก็คือครูที่สอนวิชาหลักของลูกซึ่งเป็นคนไทยล้วน  ถ้าจะไห้เอาไปแปลก็เสียเวลาอีก  ทุกคนจึงแนะนำว่าพาลูกไปพบจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลจะดีกว่า 

 

ตอนนี้ความรู้สึกของดิฉันผ่อนคลายไปบ้างแล้ว  แต่ก็ไม่มากนัก  ยังไงก็กังวลอยู่  ดิฉันรู้สึกกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายไปด้วยเหมือนกัน  เพราะหันไปดูค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลตลอดสองเดือนนั้น  เป็นตัวเลข  6 หลักไปแล้ว  แต่ตัวนั้นช่างมันเถอะเพราะเราทำประกันสุขภาพไห้กับลูกไว้ที่ทำงาน  แต่เราเริ่มเปรียบเทียบแล้วว่า  ถ้าพบจิตแพทย์นี่เราต้องจ่ายเองทั้งหมดและต้องพบแพทย์ต่อเนื่องเป็นปี  หรือเป็นหลายๆปี  เราคนเดียวเราจะรับภาระไหวหรือ   มาถึงตรงนี้ก็เครียดอีกแล้ว  ความรู้สึกอยากจะร้องไห้มาก แต่ก็ทำไม่ได้   ร้องไห้ที่ทำงานก็ไม่ได้   กลับไปร้องไห้ที่บ้านก็ไม่ได้  กลัวลูกเห็น  เราต้องทำตัวเป็นทั้งพ่อและแม่ไห้ลูก  ดังนั้นลูกจะเห็นความอ่อนแอของเราไม่ได้

 

เจ้านายคงยังสังเกตเห็นว่าเรายังไม่ผ่อนคลายเสียทีเดียวจึงแนะนำไห้เราได้คุยกับหลาย ๆคนที่มีลูกมีอาการสมาธิสั้นเหมือนกัน   และพวกเขาเหล่านั้นก็แนะนำเราหลายอย่าง   มันทำไห้เรามีความรู้สึกผ่อนคลายไปบ้าง 

 

หลังจากนั้นเราจึงตัดสินใจโทรไปที่โรงพยาบาลเพื่อนัดคุยกับจิตแพทย์  และก็ถามทางโรงพยาบาลไปว่าขอด่วนที่สุดได้เมื่อไหร่  (อายุรแพทย์ที่รักษาลูกชายไห้พบจิตแพทย์ที่ทำงานวันอาทิตย์เพราะเป็นจิตแพทย์เด็กโดยตรง) เขาบอกว่าเร็วที่สุดคือวันเสาร์ (ขณะนั้นวันพุธ) เพราะจิตแพทย์ที่นี่มีเฉพาะเสาร์กับอาทิตย์เท่านั้น  จันทร์-ศุกร์เขาทำงานที่โรงพยาบาลอื่น   ดิฉันเลือกวันเสาร์เพราะเร็วสุด  ถ้าหากรอวันอาทิตย์ต้องรอไปอีก 27 วันเพราะจิตแพทย์คนนั้นคนไข้เยอะมากและพักร้อนอีก 1 อาทิตย์   ดิฉันอยากไห้ลูกได้พบแพทย์เร็วๆ จึงต้องเลือกวันเสาร์   เพราะลูกยังทรมาณกับอาการปวดศรีษะไม่หาย ตอนนั้นคิดว่า  ช่างเถอะจะเป็นคนใหนก็จิตแพทย์เหมือนกัน

 

ผลสรุปหลังจากคุยกับจิตแพทย์วันแรก   ลูกชายไอคิวเกือบ 120  แต่น่าจะมีอาการสมาธิสั้นจริง  จากการพูดคุยและไห้เด็กวาดภาพ  เด็กเก็บรายละเอียดบางอย่างได้ไม่ครบสมกับวัย   นี่คือคำพูดของจิตแพทย์ ดังนั้นคุณแม่ต้องเอาแบบสอบถามไปไห้คุณครูที่สอนวิชาหลัก  คือ  ภาษาไทย  อังกฤษ  คณิตศาสตร์  สังคมและวิทยาศาตร์  รวมทั้งผู้ที่ใกล้ชิดกับลูกที่สุดในบ้านทำก่อน

 

ดิฉันก็ต้องรอไปอีก 1 อาทิตย์เพื่อรอแบบสอบถามจากทางโรงเรียนแล้วนำไปไห้คุณหมอ .........

 

และแล้วแบบสอบถามจากทางโรงเรียนและทางบ้านก็ถูกนำไปไห้จิตแพทย์   เมื่ออ่านข้อมูลแล้วท่านก็บอกว่าลูกชายมีอาการสมาธิสั้นเหมือนกับที่สันนิษฐานตั้งแต่ต้น

 

คุณหมอขอคุยกับลูกชายเป็นการส่วนตัวอีก  ครั้งนี้ลูกชายมีอาการผ่อนคลายมากขึ้น   คุยกันนานมากน่าจะเกือบ 2 ชั่วโมง  หลังจากนั้นพยาบาลพาลูกออกไปเล่นจุดที่เป็นของเล่นแล้วดิฉันก็ถูกเรียกตัวเข้าไปคุยแทนลูกชาย

 

ครั้งที่แล้วที่พบคุณหมอดิฉันเล่าถึงสาเหตุที่ทำไห้ลูกมีอาการเช่นไปนี้แล้วคือ 

 

 หนึ่ง  ลูกถูกรุ่นพี่ในรถโรงเรียนข่มขู่ไม่ไห้ไปเล่นกับเพื่อนกลุ่มอื่น  ต้องเล่นกับกลุ่มนี้เท่านั้น  ซึ่งลูกไม่ชอบวิธีการนี้

 

  สอง  เพื่อนรุ่นพี่ในรถเสียงดังมากและบังคับไห้เขาพูดคุยขณะอยู่ในรถแต่เขาอยากพักหลังจากเล่นฟุตบอลเหนื่อยหลังเลิกเรียนทุกวัน 

 

 และสาม  ลูกถูกครูตีและดุโดยไม่ถามสาเหตุก่อนซึ่งทำไห้ลูกไม่ชอบวิธีการแบบนี้อย่างมาก

 

คุณแม่เลี้ยงลูกได้ดีมาก  ลูกชายเป็นคนสุภาพมาก  มีเหตุผล  และรักแม่มาก  ครอบครัวดูอบอุ่นถึงเขาจะขาดพ่อ  แต่บางครั้งเขาอาจจะเป็นผู้รับมากจนเกินไปเพราะเนื่องจากเป็นเด็กผู้ชายคนเดียวในบ้านและเป็นหลานคนเดียวที่คุณยายเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด  เช่นทราบว่าเด็กไม่เคยต้องทำอะไรเองแม้กระทั่งหยิบเสื้อผ้า 

 ต่อไปนี้คุณแม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองและคนในบ้านไห้หมด  ลูกต้องรู้จักที่จะรับผิดชอบตัวเอง  หยิบหาเสื้อผ้าใส่เอง  เขา 9 ขวบแล้วนะคุณแม่  พาเขาทำกิจกรรมให้มาก  ไห้เขามีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบบ้าง  เช่นหาสัตว์ไห้เขาเลี้ยงและไห้เขาดูแลสัตว์เลี้ยงของเขาด้วยตัวเอง  เขาเป็นเด็กอ่อนโยนเขาเลี้ยงสัตว์ได้  พาเขาไปนั่งสมาธิบ้าง  เข้าวัดทำบุญ  นี่เป็นคำพูดของคุณหมอ 

 

คุณหมอเล่าไห้ฟังต่อว่าคุณหมอถามและคุยกับลูกชายหลายเรื่องมากทั้งเรื่องทั่วไป  เรื่องทางบ้าน  โรงเรียนและทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูก  คุณหมอยกตัวอย่างสั้นๆว่า  หมอถามเขาว่า (ที่จริงคุณหมอเรียกชื่อเล่นของลูกชาย)  ที่บอกว่าเพื่อนรุ่นพี่พูดไม่ดีด้วยเพื่อนพูดคำไหน  ลูกชายตอบว่า  " ผมไม่ขอพูดดีกว่าเพราะเป็นคำไม่ดี  ไม่สุภาพ  ไม่ชอบพูดและไม่เคยพูด " 

(จริงๆแล้วลูกชายเล่าไห้แม่ฟังแล้วแต่คงไม่กล้าเล่าไห้หมอฟัง  เพราะมันเป็นภาษาพ่อขุนราม  และบางคำก็มีสัตว์เลื้อยคลานปนมาด้วย)  คุณหมอถามต่อว่า  ทำไมหนูไม่บอกแม่ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นคุณแม่จะได้ช่วย  ลูกชายตอบว่า  " ผมบอกไปแล้ว 2-3 ครั้งเมื่อปี่ที่แล้วแต่เห็นแม่เฉยๆผมเลยไม่พูดอีก ไม่อยากไห้แม่ไม่สบายใจ"

 

ฟังถึงตรงนี้น้ำตาของดิฉันไหลพรากทันที  เมื่อปีที่แล้วที่ลูกเล่าไห้ฟังดิฉันคิดว่า  ลูกคงเป็นเด็กช่างฟ้องเพราะเขาเป็นคนช่างพูดอยู่แล้ว  ดิฉันคิดเองว่าเรื่องแค่นี้ลูกคงแก้ไขเองได้  ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าลูกจะถูกกดดันมาตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา 

 ดิฉันสังเกตภายนอก ก็ดูว่าเด็กกลุ่มนั้น ก็พูดจาดีกับลูกต่อหน้าเราทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าเด็กเหล่านั้นเป็นเด็กก้าวร้าวอย่างมาก  แต่ต่อหน้าเราเขาไม่เคยแสดงออก  เราไม่รู้มาก่อนว่าลับหลังมันเป็นคนละเรื่องเลย  ถึงตรงนี้ดิฉันคิดได้แล้วว่า  ต่อไปนี้จะต้องเอาใจใส่ในคำพูดและความคิดของลูกไห้มากกว่านี้

 

หลังจากนั้นคุณหมอพูดต่อว่า  คุณแม่ก็ทราบสาเหตุแล้วว่าลูกเครียดเรื่องอะไร   ต่อไปนี้เป็นหน้าของคุณแม่แล้ว  และก็หันมาพูดต่อเรื่องอาการสมาธิสั้นของลูก  ดิฉันถามคุณหมอว่าอาการสมาธิสั้นเกิดจากอะไร  (ตอนนั้นมืดแปดด้านจริงๆเพราะไม่รู้และไม่เคยศึกษามาก่อน)   คุณหมอตอบว่าเกิดจากการที่ร่างกายหลั่งสารเคมีตัวที่จะทำไห้สมองเข้ามาควบคุมสมาธิไม่เพียงพอ  ดิฉันถามต่อว่า  แล้วทำไมร่างกายถึงหลั่งสารเคมีตัวนี้ออกมาไม่เพียงพอ  คุณหมอตอบสั้นๆว่าเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายเอง 

 

หลังจากนั้นคุณหมอก็บอกถึงตัวยาที่ต้องไห้ลูกทาน  และขนาดการใช้ยา  และจำนวนที่ต้องใช้ต่อวันต่อครั้งตามปกติ   พร้อมบอกถึงผลข้างเคียงของการใช้ยาที่เรียกว่ายาปรับพัฒนาการตัวนี้ (Ritalin)  ถ้าสะกดผิดต้องขออภัย  ผลข้างเคียง ของมันคือ  ทำไห้ไม่หิวข้าว  นอนไม่หลับ  และปวดศีรษะ

 

ดิฉันไม่ได้ไห้ลูกทานยาทันทีเพราะห่วงเรื่องผลข้างเคียง  รออยู่ 3 วันจนต้องตัดสินใจไห้ลูกทานยา  วันแรก  วันที่สองผ่านไปไม่มีอะไร  แต่วันที่ ลูกบอกว่าไม่ง่วงซึ่งตอนนั้น 5 ทุ่มแล้ว  ซึ่งปกติ 2 ทุ่มเขาก็หลับแล้ว

 

วันต่อมาดิฉันเข้าไปรายงานไห้เจ้านายทราบ (เจ้านายขอไห้รายงานผลเรื่องลูกให้ฟังตลอด)  แต่พอเจ้านายทราบว่าแพทย์สั่งยาก็ทำหน้าไม่สบายใจ  แต่ไม่ได้พูดอะไร  ได้แต่บอกว่า  เอายาตัวนี้ไปไห้นักจิตวิทยาของเราดูและเล่าอาการของลูกหลังการใช้ยาให้เขาฟังด้วยนะ  อย่าลืม   เจ้านายเน้น

 

วันนั้นเองเจ้านายเอ่ยว่า  ฉันขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเรื่องอาการสมาธิสั้นของลูกเธอทั้งหมดนะ  ดิฉันเริ่มลังเล  แต่เจ้านายบอกว่า  ไม่เป็นไร ฉันไม่มีปัญหา  เธอยังต้องรับภาระค่าเล่าเรียนของเขาและหลานอีก 2  คน  ตรงนี้ฉันช่วยนะ  ไม่ต้องเป็นกังวล  เพราะเธอและหมอก็ยังไม่รู้ว่าลูกต้องหาหมอนานแค่ไหน  กี่เดือนกี่ปีก็ยังไม่รู้  แล้วเจ้านายก็เข้ามากอดตามธรรมเนียมฝรั่ง  (เจ้านายเป็นหญิงชาวอเมริกัน)

 

หลังจากนั้นดิฉันก็เข้าไปพบนักจิตวิทยาที่ที่ทำงานและนำยาไปไห้เขาดู  และเล่าอาการของลูกไห้เขาฟัง  เขาฟังและเห็นยาก็แสดงสีหน้าเป็นกังวลและพูดว่า.............

 

นักจิตวิทยาแสดงสีหน้ากังวลหลังจากที่ดิฉันได้เล่าอาการของลูกชายหลังการใช้ยาไห้ฟัง   และดิฉันก็ได้ยื่นยาปรับพัฒนาการ(Ritlin) ที่จิตแพทย์จากโรงพยาบาลสั่งไห้ทาน  ห้ท่านดู  แล้วท่านก็เอ่ยว่า 

 

 

 

ฉันเป็นนักจิตวิทยา  ไม่ใช่จิตแพทย์จึงไม่ชำนาญในเรื่องการใช้ยาแต่ฉันก็รู้ดีว่ายาตัวนี้คือยาปรับพัฒนาการที่ใช้กับเด็กพิเศษแบบนี้   ฉันไม่เคยเห็นด้วยกับจิตแพทย์ที่ไห้เด็กทานยาในทุกกรณี   เด็กบางคนต้องการยา  แต่เด็กบางคนไม่ต้องการ   ฉันมีหนังสืออยู่ 80 เล่มเศษ  อยู่บนชั้นหนังสือนี่   หนังสือแต่ละเล่ม  บ่งบอกถึงแต่ละสาเหตุที่จะทำไห้การเกิดสมาธิสั้นในเด็กและในวัยรุ่น   เธอสามารถยืมไปอ่านได้เลย  (ท่านเล่าไห้ฟังดีกว่าเพราะแต่ละเล่มไม่มีภาษาไทยเลย  ดิฉันคิดในใจ) ดังนั้นการใช้ยาไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ   มันต้องหาสาเหตุที่เกิดแล้วแก้ปัญหาจากสาเหตุนั้นจะถูกต้องกว่า  ท่านพูดต่อ 

 

  จากที่เธอเล่าไห้ฟังสาเหตุจากการเกิดสามาธิสั้นของลูกเธอนั้นมันเป็นปัญหาจากภายนอก ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากภายใน  (It’s the External Problem not Internal) (บทสนทนาของเราเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด  เพราะท่านพูดภาษาไทยไม่ได้เลย) ลูกของเธอถูกกลั่นแกล้งและข่มขู่บนรถและในโรงเรียน   แล้วยังไปเจอครูที่ใช้คำพูดแบบไม่มีจิตวิทยาที่โรงเรียนอีก    ครูก็ไม่ถามสาเหตุก่อนการทำโทษเด็กอีก   และอาจจะมาจากการเลี้ยงดูลูกของเธอด้วย   นี่คือสาเหตุความกดดันต่างหาก    มันไม่ได้เกิดจากภายในร่างกายเด็กเองหรอก    มันต้องแก้ปัญหาตรงนี้ต่างหากถึงจะถูกต้อง  

 

  แล้วอีกอย่างที่เธอบอกว่าลูกเธอนอนไม่หลับหลังการใช้ยานี่นะ  ฉันเห็นแล้วว่าเขาไห้เด็กทานยาวันละ  3  ครั้ง  จริงๆแล้วยาตัวนี้  หลังเที่ยงไปแล้วก็ไม่ควรไห้เด็กทานเพราะมันจะทำไห้เด็กนอนไม่หลับ  นี่ทำไมเขาไห้ทานยาตอน เช้า  กลางวัน  และแถมมีรอบบ่าย 3 โมงอีก    แต่เมื่อเขาบอกว่าต้องใช้ยามันก็คงต้องใช้แต่ฉันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง   ฉันแนะนำไห้เธอโทรไปหาหมอภายในวันนี้เลยนะบอกเขาว่าจะลดการใช้ยาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  บอกว่าเธอจะไห้ลูกทานยาตอนเช้าและเที่ยงเท่านั้น  หลังเที่ยงไม่ไห้ทานแล้ว   แต่ยังไงก็ต้องบอกเขาก่อนเขาจะได้เปลี่ยนข้อมูลการรักษาลูกของเธอด้วย 

 

  ดิฉันเริ่มมีอาการเหมือนคนลอยอยู่ในอากาศ นี่ถ้าหากที่ทำงานของดิฉันไม่มีนักจิตวิทยาอยู่ดิฉันจะได้รู้ข้อมูลเหล่านี้มั้ย แล้วถามตัวเองในใจว่าดิฉันเรียนรู้อะไรน้อยไปหรือเปล่า  ในชีวิตนี้ดิฉันต้องเรียนรู้ทุกอย่างหรืออย่างไรถึงจะทันโลกและทันโรค    ดิฉันตัดสินใจทันทีว่าต้องโทรไปหาหมอเพื่อขอลดยาตามที่นักจิตวิทยาคนนี้แนะนำ 

 

  ท่านพูดต่อว่า   อีกอย่างเธอรู้แล้วว่าสาเหตุทุกอย่างเกิดจากโรงเรียนเป็นส่วนมาก    เธอก็ต้องไปที่โรงเรียนและไปคุยกับครูเขาซะ ไห้เขาจัดการไห้  อีกส่วนก็คืออาจจะเป็นตัวเธอด้วย  จัดการกับตรงนั้นซะตรงที่หมอเขาแนะนำมาแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

 

 จริงๆแล้วดิฉันติดต่อกับทางโรงเรียนและไปคุยกับผู้บริหารโรงเรียนตลอดหลังจากเกิดเรื่องนี้   แต่ทางโรงเรียนไม่ทำอะไรไห้เลย   และยังพูดกับลูกชายต่อหน้าดิฉันด้วยว่า   แหมเรื่องแค่นี้เองเธอทนไม่ได้แล้วเหรอ  แล้วต่อไปถ้าเธอเจอร้ายกว่านี้เธอจะสู้เขาไหวเหรอ   ดิฉันตกใจกับคำพูดของผู้บริหารคนนั้นมาก 

 

จากอาการที่ลูกชายเดินข้างๆแม่ยิ้มแล้วสวัสดีคุณครูแต่หลังจากได้ยินคำพูดนี้เขาหลบมายืนข้างหลังดิฉันทันทีแล้วจับมือดิฉันจนแน่น  

 

 

ดิฉันไม่คิดว่าท่านจะพูดเช่นนั้นออกไปเช่นนั้น  แล้วเขาพูดต่อว่า  ไปพบจิตแพทย์แล้วเป็นอย่างไรบ้าง  ดิฉันรู้สึกโกรธมากวันนั้น  ในขณะที่การไปพบจิตแพทย์ครั้งนี้ดิฉันและคนรอบข้างไม่ได้เล่าไห้ลูกชายฟังทั้งหมด  ได้แต่บอกเขาว่าจะมีคุณหมออีกคนมาช่วยรักษาคุณหมอคนนี้จะช่วยทำไห้หนูหายจากอาการปวดศรีษะและอาเจียนที่เป็นอยู่ ลูกชายกลัวมาก 

 

 

เขากลัวว่าเขาจะเป็นอะไรรุนแรงจึงตั้งคำถามบ่อยว่า  แม่ผมเป็นอะไร  ผมจะหายมั้ย   ผมจะตายมั้ย    ทุกคนแม้กระทั่งจิตแพทย์เองก็มีวิธีการที่พูดแล้วทำไห้เขาสบายใจ แม้กระทั่งที่โรงพยาบาลเองก็ไม่ติดป้ายหน้าห้องด้วยว่านี่เป็นแผนกอะไรและห้องของท่านก็อยู่ตรงกันข้ามกับแพทย์อีกคนที่รักษาทางกายไห้ลูกชาย  เปิดประตูมาก็เจอกัน  

 

 

 ทุกๆคนพยายามทำไห้คิดว่าเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรมากไปกว่าการเจ็บป่วยเหมือนคนทั่วไปที่ต้องหาหมอ  เพียงแต่บอกเขาว่า  หมอแต่ละคนก็ชำนาญกันคนละด้านนะลูกดังนั้นหนูต้องหาหมอเพิ่มอีกคน   เพราะว่าคนนี้เขาถนัดเรื่องอาการปวดศรีษะในเด็ก 

 

 

นี่คือสิ่งที่ดิฉันบอกลูก    ไม่คิดเลยว่าลูกต้องมารู้ความจริงจากปากผู้บริหารของโรงเรียนคนนี้    ดิฉันรู้เลยว่าเมื่อถึงบ้านลูกชายจะตั้งคำถามมากมายถึงเรื่องนี้เพราะเขาเป็นเด็กช่างซัก  ช่างถามอยู่แล้ว

 

 เอาหละดิฉันคิดว่าต้องทำอะไรซักอย่างแล้วหละ  ถ้าไม่งั้นลูกคงไม่หายจากอาการนี้แน่นอน....

 

 

 

ดั่งที่คาดการณ์ไว้  เมื่อมาถึงบ้านตอนเย็นลูกชายถามตลอดว่า  เขาเป็นอะไร  จิตแพทย์แปลว่าอะไร  ทำไมเขาต้องไปหาจิตแพทย์  ดิฉันต้องหาวิธีการพูดกับลูกหลายวิธีเพื่อไห้เขาสบายใจ  แต่กว่าเขาจะหยุดถามดิฉันก็เครียดจนนอนไม่หลับ  ดิฉันโกรธผู้บริหารโรงเรียนนั้นไม่หาย  ทำไมเขาถึงพูดเช่นนั้นออกมา  ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนทำงานระดับนี้แล้วไม่รู้เลยหรือว่าอะไรควรและอะไรไม่ควรพูด

 

วันรุ่งขึ้นเมื่อไปถึงที่ทำงานดิฉันเลยไปเล่าไห้เจ้านายฟังถึงเรื่องที่ผู้บริหารของโรงเรียนที่ลูกเรียนอยู่ตั้งคำถามกับลูกชายวันก่อน   เจ้านายฟังแล้วพูดขึ้นว่า "What da HECK!" ขออนุญาตไม่แปลนะคะ  เนื่องจากเจ้านายเป็นชาวอเมริกันก็เลยหลุดคำพูดที่เป็นแสลงออกมาต่อหน้าดิฉัน  แต่ไม่บ่อยนัก 

 

จากนั้นเพื่อนร่วมงานชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มีลูกสมาธิสั้นเหมือนกันก็เดินเข้ามา   แล้วเธอก็เข้ามาคุยด้วย  เช้าวันนั้นเราคุยกันเป็นชั่วโมงถึงเรื่องที่จะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ไห้จบไห้เร็วไห้ได้ 

 

คนหนึ่งถามดิฉันว่า  " ลูกของเธอเรียนเร็วไปหรือเปล่า "  ดิฉันตอบว่าใช่  ในห้องเรียนมี 30 กว่าคน  มีเด็กอายุเท่ากันกับเขาแค่ 3 คนท่านั้น  นอกนั้นอายุมากกว่า  แล้วเจ้านายก็เอ่ยว่า  " นี่คงเป็นสาเหตุความกดดันอีกอย่างหนึ่ง  การที่เด็กอยู่ในชั้นเรียนไม่สมกับวัยของตนเองก็เป็นการกดดันเด็กทำไห้เขาเครียดจนกลายเป็นสมาธิสั้นได้ "

 

คนหนึ่งพูดออกมาว่า  " ลดชั้นเรียนลูกดีมั้ย "  ดิฉันตอบว่ามันจะทำไห้เขาเครียดไปใหญ่  เพราะเพื่อนไปไกลกว่าเขาแล้ว  แต่ตัวเองต้องถอยหลังลงมา  เจ้านายบอกว่า  " ถ้างั้นย้ายโรงเรียนซิแล้วขอลดชั้น "  แต่ดิฉันแย้งไปว่าลูกชายยังไม่พร้อมที่จะไปปรับตัวไห้เข้ากับโรงเรียนแห่งใหม่นะ  สภาพจิตใจเขาไม่พร้อมจริงๆ 

 

จริงๆแล้วเมื่อเริ่มเรียนการเรียนของลูกชายดีมาก  สอบได้อันดับต้นๆของห้อง  แต่มีปัญหาหลังจากมีภาวะความเครียดนี่เอง

 

เพื่อนร่วมงานชาวอังกฤษพูดว่า  " จริงๆแล้วการเกิดสมาธิสั้นส่วนหนึ่งเกิดจาดภาวะการขาดแม็กนีเซียมในร่างกาย  ฉันไม่ได้ไห้ลูกของฉันทานยารักษา  แต่ไห้เขาทานแม็กนีเซียมเม็ดแทน "  ดิฉันเริ่มเหวออีกแล้ว  แล้วเจ้าแม็กนีเซียมนี่มันอยู่ในอาหารประเภทใหนล่ะ  ตั้งแต่เด็กดิฉันจำได้แต่  คาร์โบไฮเดรด  ไขมัน  โปรทีน  วิตะมินต่างๆ  ว่ามันมีประโยชน์อย่างไรและโทษต่อร่างกายอย่างไร  และมันในอาหารประเภทใหนบ้าง  ดิฉันจำไม่ได้แล้วว่าแม็กนีเซียมมันมีประโยช์อย่างไร  และมีในอาหารประเภทใหน

 

ดิฉันขอตัวเจ้านายขอไปพบนักจิตวิทยา  เขาอณุญาต  (ในช่วงเวลานั้นทุกคนเข้าใจดิฉันดีมาก  หลายๆคนไม่ค่อยเอางานมาไห้ดิฉันทำเท่าไหร่  ทุกคนพยายามทำงานกันเองโดยไม่ไห้ดิฉันเข้าไปเกี่ยวข้องเพราะต้องการไห้ใช้เวลาคิดเรื่องลูกไห้มาก  ต้องขอบคุณทุกคนไว้    ที่นี้ด้วย   ดิฉันจึงสามารถเดินไปใหนมาใหนได้สะดวกเหมือนคนว่างงาน)

 

ดิฉันเดินไปที่ห้องนักจิตวิทยาประจำที่ทำงานโดยไม่ได้นัดล่วงหน้า  ที่ทำงานมีนักจิตวิทยาประจำ 2 คนแต่ดิฉันคุยกับคนนี้ตลอด  ท่านว่างพอดีก็เลยขออนุญาตเข้าไปคุยด้วย  ท่านอนุญาตแล้วถามคำถามดิฉันมากมายตามแบบฉบับของนักจิตวิทยา  ดิฉันเล่าไห้ฟังทุกอย่าง  พอท่านฟังเรื่องคำพูดของผู้บริหารโรงเรียน  ท่านพูดทันทีว่า  " เปลี่ยนสภาพแวดล้อมไห้ลูกใหม่ซะ  ฉันบอกเลยว่าลูกของเธอจะหายเร็วเมื่อเธอเปลี่ยนโรงเรียนไห้เขา  แล้วต้องเป็นโรงเรียนที่มีครูที่เรียนจิตวิทยาเด็กมาด้วย  แล้วลูกเธอจะหายแน่นอน"

 

ดิฉันเข้าใจที่ท่านพูด  ดิฉันก็จบครูมาเหมือนกันเพียงแต่ชีวิตประจำวันไม่ได้สอนเป็นอาชีพหลัก  ดิฉันเรียนจิตวิทยามาสารพัดเพื่อสอนเด็ก  ตั้งแต่จิตวิทยาพัฒนาการและจิตวิทยาการสอน  หลังจากคุยกับท่านแล้วดิฉันก็บอกท่านว่า  ฉันจะไปคุยกับลูกก่อนนะ  หากลูกพร้อมดิฉันจะย้ายเขาทันที

 

พอถึงวันเสาร์ดิฉันพาลูกไปพบจิตแพทย์ตามนัดอีก (แพทย์นัดอาทิตย์ละครั้ง)   ดิฉันบอกท่านเรื่องยา  (ดิฉันโทรบอกโรงพยาบาลแล้วว่าจะลดยาไห้ลูก)  ท่านรับฟังแล้วก็บันทึกลง   ดิฉันบอกท่านว่า  อยากจะย้ายโรงเรียนให้ลูกแต่ไม่กล้าตัดสินใจ  ดิฉันถามลูกแล้วเขาบอกว่า  เขาชอบและคิดถึงเพื่อนและครูบางคนที่เขารัก  แต่ก็ไม่อยากเรียนโรงเรียนนี้แล้ว  ท่านบอกว่าจะคุยกับเด็กไห้

 

ดิฉันถามท่านถึงเรื่องแม็กนีเซียมเม็ด   ท่านบอกว่าก็เป็นการช่วยได้อีกทางหนึ่ง  ดิฉันนึกในใจว่าทำไมไม่บอกตั้งแต่ครั้งแรกที่ดิฉันถาม  ทำไมท่านถึงได้แต่พูดว่าเป็นปฏิกิริยาของร่างกายเองที่หลั่งสารออกมาควบคุมสมาธิได้น้อย  ทำไมท่านไม่บอกตั้งแต่ต้นที่ดิฉันถามเรื่องนี้

 

แล้วท่านก็เรียกลูกชายมาคุย  แต่ครั้งนี้คุยกันเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านนั้น  

 

แล้วคืนนั้นคุณแม่ของดิฉันโทรมาจากต่างจังหวัด  แล้วบอกว่า  เอาหลานมาไห้แม่เลี้ยงเองดีกว่า  ย้ายเขามาเรียนที่ต่างจังหวัดเถอะ  ดิฉันก็เลยไห้ยายคุยกับหลานเอง  เขาคุยกันนานก็วางหูไป   แล้วลูกชายก็หันมาบอกดิฉันว่า  ตกลงลูกขอไปเรียนต่างจังหวัดและอยู่กับยายนะแม่  แล้วเขาก็วิ่งมากอดและน้ำตาไหล  แต่ลูกคิดถึงแม่  อยากอยู่กับแม่  แต่ลูกก็ไม่อยากเรียนในกรุงเทพแล้ว  ดิฉันเลยบอกลูกไปว่า  ไม่เป็นไร  เสาร์-อาทิตย์แม่จะไปหาลูกเอง  แล้วถ้าหนูหยุดยาวหนูก็มาอยู่กับแม่  บ้านเราห่างจากรุงเทพแค่ 200  กิโลเมตรเศษ  เราไม่ได้อยู่ไกลกันนะลูก  เราโทรหากันได้ทุกวัน  เขาสบายใจแล้วก็ไปเล่นต่อกับพี่สาวของเขาซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน

 

ในที่สุดดิฉันก็ได้แม็กนีเซียมเม็ดมาจากผลิตภัณฑ์ของบริษัทขายตรงที่แพงมากแห่งหนึ่ง   ดิฉันอ่านส่วนผสมแล้วถามเขาว่า  ทำไมแม็กนีเซียมในนี้มีส่วนประกอบน้อยจัง  (ถามแบบคนไม่รู้อีกแล้ว)  พี่คนนั้นบังเอิญจบโภชนาการมา  เธอตอบว่า  ร่างกายมนุษย์ไม่ต้องการแม็กนีเซียมมากนัก  และแม็กนีเซียมก็จะทำงานได้ดีเมื่อมีส่วนผสมของ  โปรแตสเซียม  สังกะสี  ในปริมาณที่เหมาะสม  แม็กนีเซียมไม่สามารถสกัดออกมาเป็นเม็ดล้วนๆ  เพราะมันจะไม่ทำปฏิกิริยากับร่างกายถ้าหากไม่มีส่วนผสมอื่นอยู่ด้วยตามความเหมาะสม   ดิฉันร้อง  อ้อออกมาทันที

 

แล้วก็มาถึงวันที่จะต้องย้ายลูกไปเรียนอีกโรงเรียนหนึ่ง.........

 

 

 

ดิฉันคิดอยู่นานมากก่อนตัดสินใจโทรกลับบ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อคุยกับคุณแม่อีกครั้งเรื่องย้ายลูกไปเรียนที่ต่างจังหวัด   คิดถึงลูกก็คิด  แล้วจะทำยังไง  ร้องไห้แล้วร้องไห้อีก  ในที่สุดก็บอกแม่ว่า  ไห้พ่อไปคุยกับอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนในหมู่บ้านไห้ด้วย   ดิฉันเป็นห่วงว่าเขาจะไม่รับเพราะเป็นช่วงกลางเทอม  และลูกไม่ได้สอบเก็บคะแนนเลย  เพราะอยู่โรงพยาบาลตลอดสองเดือน  กลัวว่าทางโรงเรียนนั้นจะคิดว่าเราจะไปสร้างภาระไห้เขา    เพราะคุยกับโรงเรียนที่ กทม แล้วเขาบอกว่าคงลำบาก  คงต้องรอไห้ปิดเทอม 1 ไปก่อน  ไม่งั้นลำบากทั้งครูและเด็ก

 

คุณแม่ไห้ดิฉันคุยกับคุณพ่อ  ท่านพูดว่าลูกจะกังวลไปทำไม  ลืมไปแล้วหรือว่าครอบครัวของเราเป็นคนบริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนแห่งนี้  และพ่อเป็นคนพาชาวบ้านสร้างอาคารชั่วคราวไห้โรงเรียนนี้  แล้วถึงได้โอนไห้กระทรวงศึกษาธิการทีหลังนะลูก  ดิฉันลืมไม่ได้คิดเรื่องนี้  มานึกได้ทีหลังว่าระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการจะไห้โรงเรียนพิจารณาเด็กที่มาจากครอบครัวที่อุปถัมภ์หรือเคยอุปถัมภ์โรงเรียนมาก่อนเป็นกรณีพิเศษ   พ่อพูดต่อว่าแต่ไม่เป็นไร  พ่อไปพูดไห้ก่อนก็ได้  เพื่อความสบายใจของลูก

 

แล้วสายวันรุ่งขึ้นคุณพ่อโทรมาบอกว่า  ทางอาจารย์ใหญ่ไห้ย้ายมาได้เลย  เรื่องเด็กไม่ได้สอบกลางภาคไม่เป็นไร  เดี๋ยวจะไห้ครูทางนี้จัดการไห้  แต่จริงๆแล้วถ้าหากเด็กเครียดมากไห้เอาเด็กออกมาเรียนที่นี่ก่อนแล้วย้ายตามทีหลังก็ได้   เพราะกว่าเอกสารจะเสร็จมันก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์   เอกสารมันเยอะเรื่องการย้ายเด็ก   อาจารย์ใหญ่ฝากข้อความมาถึงดิฉัน.......ดิฉันดีใจจนพูดไม่ออก 

 

วางหูแล้วดิฉันก็โทรไปที่โรงเรียนของลูกบอกว่าขอย้ายลูกไปต่างจังหวัด  แล้วแจ้งชื่อโรงเรียนและที่อยู่โรงเรียนใหม่ไป  แล้วบอกว่าจะไปรับเอกสารวันหลัง  คุณครูทางนี้ก็งงว่าทางโน้นรับได้อย่างไรในเมื่ออยู่ระหว่างกลางภาคเรียนและเด็กก็ไม่ได้สอบกลางภาคเลยขณะที่คนอื่นสอบไปหมดแล้ว

 

ดิฉันตอบไปว่า  ไม่เป็นไรหรอก  นั่นเป็นปัญหาของดิฉันและโรงเรียนใหม่  ขอไห้คุณครูทำเอกสารย้ายไห้ก็พอแล้วแล้วดิฉันจะไปรับเอกสารตามวันนัด

 

กว่าจะได้เอกสารดิฉันก็ต้องติดต่อหลายรอบเพราะคนเซ็นต์เอกสารไม่อยู่  ดิฉันต้องรอไปอีก 1 อาทิตย์ 

 

ในที่สุดดิฉันไปรับเอกสารวันอังคารของอาทิตย์ถัดไป  ตอนนั้น 11 โมงเช้า  ดิฉันขอรับลูกกลับบ้านไปด้วย  ดิฉันบอกลูกว่า  แม่ย้ายไห้หนูไปเรียนที่ต่างจังหวัดแล้วนะลูก  วันนี้แม่มารับลูกกลับบ้านเร็วแต่ที่เหลือวันพุธ  พฤหัสบดี  และวันศุกร์หนูกลับมาเรียนที่นี่ก่อนนะ  แล้วไปเริ่มที่ใหม่วันจันทร์หน้าก็แล้วกัน  แต่ลูกตอบว่า  ลูกขอนะแม่  3 วันนี้ลูกขออยู่บ้านไม่มาเรียนเลยดีกว่า  แล้ววันจันทร์หน้าลูกจะไปเรียนที่โรงเรียนใหม่เลย  ดิฉันสงสารลูกเลยยอมตามใจเขาในที่สุด  โชคดีที่หลานสาวซึ่งเรียนอยู่มัธยม  อยู่ในช่วงหยุดเพราะโรงเรียนมีกิจกรรม  ก็เลยมีคนอยู่เป็นเพื่อนเขา 

 

ไม่น่าเชื่อเลยว่าลูกชายจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าการย้ายเขาออกจากที่โรงเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

 เย็นวันนั้นเมื่อดิฉันมาถึงบ้าน  เขายื่นจานข้าวผัดที่มีไข่เจียวโรยหน้ามาไห้แล้วบอกว่า  ลูกทำไห้แม่นะ  แต่ดูซิ.......ดิฉันเหนื่อยจนลืมเรื่องเล็กน้อยแบบนี้......หยิบจานข้าวแล้ววางบนโต๊ะแล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะเฉย.....ลูกหันไปหยิบจานข้าวมาไห้อีกแล้วพูดว่า  แม่ไม่ดีใจเหรอที่ลูกทำข้าวผัดไว้ไห้    แม่ไม่ขอบใจลูกเลยเหรอ......ดิฉันนึกได้ทันทีแล้วหันมากอดเขาแล้วบอกว่า  แม่ขอโทษลูก   แม่ร้อนเลยอยากจะเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน  (จริงๆแล้วเป็นคำแก้ตัวมันไม่ใช่ฤดูร้อนซักหน่อย)   ดิฉันขอบคุณลูก  กอดเขาแล้วหอมแก้มเขา  แล้วเริ่มทานข้าวผัดของเขา    เขาหันไปหยิบน้ำหวานที่เขาชงเองแล้วแช่ไว้ในตู้เย็นมาไห้อีก   ดิฉันถามว่า....หนูเคยทำข้าวผัดเหรอลูก  อร่อยนะ  ที่โรงเรียนสอนเหรอ  เขาตอบว่า  เขาถามพี่สาวของเขาวันนั้นเองว่าทำอย่างไร  และใส่เครื่องปรุงอะไรบ้าง  แล้วก็ทำไห้แม่  อยากทำไห้แม่ทาน  ลูกรักแม่นะ  ลูกเห็นแม่ทำงานเหนื่อยก็เลยอยากทำอาหารไห้แม่ทานบ้าง  (จริงๆแล้วลูกชายเรียกชื่อเล่นของตนเองแทนคำว่าลูก)

 

ดิฉันทำงานมาก  และต้องรับผิดชอบมากจนลืมเรื่องเล็กๆ  น้อยๆไปเลยจริงๆ  แล้วดิฉันก็หันมาทบทวนตนเองดูว่าต่อไปนี้ต้องระวังพฤติกรรมตนเองไห้มากกว่านี้  ต้องสนใจเรื่องเล็กๆ  น้อยๆ  กับคนในครอบครัวและคนรอบข้างไห้มากกว่านี้  รู้สึกเสียใจจริงๆที่ปล่อยไห้ลูกต้องทวงคำขอบคุณจากแม่แบบนี้

 

แล้วก็ถึงวันจันทร์.......วันที่ลูกต้องเรียนที่โรงเรียนแห่งใหม่   ดิฉันไปส่งลูกถึงมือครูประจำชั้นและคุยกันถึงเรื่องนี้  คุณครูประจำชั้นคนนั้นพูดว่า  คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ  เราจะดูไห้เอง  ในห้องก็มีเด็กแบบนี้คนหนึ่งเหมือนกัน  ต้องพบจิตแพทย์ทุกเดือน  แต่สาเหตุของการเกิดสมาธิสั้นของเด็กคนนั้นคือเขาช็อคจากการที่ได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์  เราเข้าใจดี

 

ดิฉันเคยได้ยินคำว่า  ยกภูเขาออกจากแต่ไม่เคยประสบด้วยตัวเอง  ดิฉันเพิ่งประสบด้วยตัวเองวันนั้นเอง   แค่มีคนเข้าใจสถานะการณ์ของเรา  เราก็พอใจแล้ว  มันช่วยได้มากแล้ว  เรื่องการรักษาเป็นเรื่องของดิฉันกับคุณหมอ    แต่แค่ครูที่สอนลูกเข้าใจก็พอแล้ว

 

ดิฉันก็เลียบเคียงถามคุณครูมากเหมือนกันว่าเขาเข้าใจคำว่าสมาธิสั้นแค่ไหน  ดิฉันก็อธิบายไปมากเหมือนกัน   มันไม่ใช่แค่ความสามารถในการควบคุมสมาธิได้น้อยอย่างเดียว  ความสามารถทางการสื่อสารด้านภาษาก็ลดลงด้วย  เช่นครูพูดออกมา หนึ่งร้อย  เด็กอาจจะรับได้เพียง  70-80  ดิฉันขอร้องว่าถ้าสั่งการบ้านขอไห้เขียนลงสมุดไห้เด็ก  เพราะลูกรับคำสั่งได้ไม่ครบทำไห้จดไม่ทัน  ทำงานไม่ทัน  และขอร้องเรื่องที่ลูกไม่ได้สอบจากโรงเรียนเก่า  และงานเก่ายังไม่ได้ส่ง  ขอไห้คุณครูเริ่มไห้เขาใหม่ทั้งหมด  คุณครูบอกว่าไม่มีปัญหา  และเรื่องการบ้านไม่ต้องเป็นห่วง  เราไม่ไห้เด็กเอาการบ้านไปทำที่บ้าน  เพราะต่างจังหวัดผู้ปกครองไม่มีเวลาดูแลเรื่องการบ้าน  ทุกคนต้องทำงานไห้เสร็จในห้องเรียนและโรงเรียน  คุณแม่ไม่ต้องห่วงหรอก

 

ดิฉันรู้สึกโล่งใจจริงๆ  แล้วดิฉันก็ฝากแบบสอบถามไว้กับคุณครู  แบบสอบถามจากจิตแพทย์ถูกส่งไปที่โรงเรียนและที่บ้านทุกเดือนเพื่อไห้คุณครูที่สอน  5  วิชาหลักและคนใกล้ชิดในบ้านทำเพื่อที่คุณหมอจะได้ดูการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและพัฒนาการในตัวเด็ก  เพื่อช่วยในการรักษา

 

มาดูกันครั้งหน้านะคะ  ว่าพัฒนาการและพฤติกรรมของลูกชายจะออกมาในรูปใดเมื่อดิฉันเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เขา...........

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
วันวาน วันที่ : 13/02/2014 เวลา : 15.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yesterday
...เมื่อ...คุณคิดดี...คุณก็จะได้สิ่งดีดี...กลับไป...

..ลูกสาวส่งเรื่องนี้มาให้อ่านค่ะ ขอบคุณมากนะคะ สำหรับเรื่องราวความรู้ ดีมากๆค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
handymom วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 13.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/handymom

จะคอยติดตามคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ACSP Cosplay club show by peth idea and the gang

ACSP Cosplay club show - summer concert 2014

View All
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]